เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 44 คราปักษาพญานาคเผชิญหน้าอาชาพยุหะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 คราปักษาพญานาคเผชิญหน้าอาชาพยุหะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 136

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2561 11:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 คราปักษาพญานาคเผชิญหน้าอาชาพยุหะ
แบบอักษร

ตอนที่ 44 คราปักษาพญานาคเผชิญหน้าอาชาพยุหะ

          ห้องนอนมืดสลัว ม่านผ้าแขวนเพดานเตียงพลิ้วไหวทอประกายริบหรี่

          เมรัยถอดเสื้อนอก สวมชุดชั้นในพลางปีนขึ้นเตียง เลิกผ้าห่มลายกระดอนเต่า พลางกระดืบเบียดคนข้างๆ “อือ…”นารีส่งเสียงเนื่องมีเนื้อนุ่มสะกิดบั้นท้าย ดวงดาวน้อยพลิกหงายหน้า ท่อนแขนเรียวโอบกอดเอวหนาหมอผีน้อย คราวนารีรับรู้ส่วนขยายที่เพิ่มขนาดใหญ่กว่าปกติ นิ้วนางบีบนวดหยิกเบาๆ “ทำเจ้าตื่นหรือ”เมรัยถามอย่างแปลกใจ เหตุใดคืนนี้นารีนอนตรงกลาง หนุบๆนารีมิตอบ นางยื่นจมูกซุกทรวงอกหย่อนเทโค้งเหมือนไอศกรีมละลาย ดวงดาวน้อยเปิดตา เผยดวงเนตรสีเขียวมรกตแพรวพราว จมูกไวรับรู้กลิ่นกายคนแปลกหน้า “กลิ่นเด็กผู้สาว”

          นารีปั้นตาดุ เมรัยคลี่ยิ้มละไม ไม่ปฏิเสธ

          “ใช่ นางเอวบางเหมือนเจ้า”

          น้ำหนักบางและผอมเพรียว มิพัฒนาหุ่นให้ยืดหยุ่นนุ่มนิ่มเหมือนเมรัยกับเรไร

          “เจ้าคงมิทำร้ายนางกระมัง”นารีหลุบเปลือกตา มือลวงกลีบก้นเมรัย หมอผีน้อยรู้สึกดีเคลิ้ม นางกระซิบหูดวงดาวน้อย แผ่วเสียงเย้า

          “เปล่า” ไอร้อนผ่าวเป่ากล่อมหูนารี ดวงดาวน้อยนิ่งเงียบ ไม่นานก็พึมพำคล้ายมิใส่ใจ “ถ้าเจ้าแอบกินคนเดียว ข้ากับเรไรจับเจ้าฝังดิน คอยดูเถิด”นารีค้อนเมรัยพลางชักมือกลับ นางพลิกเรือนร่างอ้อนแอ้นหันแผ่นหลังให้หมอผีน้อย ยามนี้นางมิสวมใส่ชุดนอน นั้นบ่งบอกว่านารีเชื่อฟังเมรัยมากเพียงใด หมอผีน้อยยิ้มจนปัญญาพลางคืบคลานลดระยะห่าง อ้อมแขนเนื้อแน่นกระชับดวงดาวน้อยชิดแนบเนินอก กลัวคืนนี้นางหนาว “พรุ่งนี้เจ้าลุยเต็มที่ก็ได้นะ ลืมเรื่องข้อตกลงไปเถอะ”

          “..แน่ใจ?”นารีคว้ามือเมรัยมาทาบกลางอก เพียงมีท่อนแขนปานขาหมู นารีก็มิกลัวหนาวแล้ว

          หากจำมิผิด มิใช่เมรัยกลัวนารีมีแผลมากรึ เหตุใดพรุ่งนี้หมอผีน้อยจึงอนุญาตให้ดวงดาวน้อยเจ็บได้

          “เพราะเจ้าบอกข้า คู่ต่อสู้พรุ่งนี้ฝีมือร้ายกาจยากรับมือ”

          เช่นนั้นรึ… นารีหอมนิ้วเมรัย ดวงตาหยาดเหยิ้ม “สู้เท่าที่ไหว ถ้าบาดเจ็บข้าจักเลิกทันที”

          “หัดดื้อเหมือนเรไรหน่อยสินารี ข้าจักคิดว่าเจ้าเป็นสาวใช้แล้วนะ”

          “ฮึๆ”

          “…เฮอะ แล้วแต่เจ้าเถอะ” เมรัยอนุญาตแล้ว ย่อมปล่อยให้นารีมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง “แล้วเรื่องน้องไอริส อย่าลืมว่าข้าให้ทำอย่างไร”เมรัยเน้นย้ำ ตอนนี้หมอผีน้อยยังห่วงเรื่องนักสู้น้อย ใจกังวลมิเสื่อมคลาย“รู้แล้ว อย่าย้ำสิ”นารีความจำดีนะ เมรัยไม่บอก ดวงดาวน้อยก็มีความคิดซื้อขนมไปปลอบและดูอาการน้อง นารีทำงานใดไว้ มิเคยปล่อยให้งานค้างคา นางเป็นคนเริ่มย่อมเป็นคนจบ

          “ดี”

          เพียะ!!เมรัยตบก้นน่าฟัด กระตุ้นอารมณ์ดวงดาวน้อย นารีขมวดคิ้ว กัดฟันนึกใคร่เขมือบแขนเมรัย

          พรุ่งนี้ข้ามีภารกิจ.. หากไม่ติดธุระละก็

          “…”เมรัยหลับตาพลางไม่นานนางหลับนิทรา นารีถอดหายใจแผ่ว พลิกตัวอีกครั้งพลันลองจิ้มพุงเมรัย ไอ้ก้อนเนื้อไร้ประโยชน์กระเพื่อมสวบสาบ นารีหักห้ามใจ เอาไว้คราวหลังละกัน..

          --

รอบก่อนชิงชนะเลิศ

          หมู่เมฆาเทาลอยเหนือนคราแห่งดาบและโล่ บนลานประลองช่างเงียบงันประดุจวันโลกาวินาศ

          สกุณาบินหลบคิงโคโลเซียม หนูนาเก็บลูกหอบหนี ฝูงชนบนที่นั่งกลืนน้ำลาย

          แรงกดดันระอุราวนี้มิใช่งานประลองแต่คือสนามวัดผู้ใดคือผู้กำชัยชนะ และแบกรับค่าของคำว่าแพ้ งานประลองวีรชนสิงหาเปรียบประหนึ่งงานชุมนุมเหล่าสัตว์ประหลาดที่ยอมโผล่หัวจากรังนอน พวกอาจมีรูปร่างคล้ายคลึงมนุษย์ กระนั้นขีดจำกัดความสามารถหาใช่เพียงขอบเขตที่มนุษย์สามารถกระทำ นักสู้แต่ละปีมีไม่ซ้ำหน้า บางคนก็ซ้ำ เพราะอยากล้างแค้นและกอบกู้ชื่อเสียง ทว่าพวกหน้าใหม่ไร้นามหาใช่จักอ่อนแอไร้ฝีมือ

          ประสบการณ์มิได้วัดจากที่สู้กี่ครั้งบนลานประลอง แต่วัดจากการต่อสู้ทั้งชีวิตของคนคนนั้น

          และหากวัดประสบการณ์การรบของทั้งสองฝ่าย นารียอมรับว่าด้อยกว่าอีกฝ่ายขุมหนึ่ง

          ศึกนี้คือการประลองระหว่างดวงดาวน้อยกับอัศวินสาว ศัตรูตัวฉกาจที่นารีให้ค่าพลังสูงสุดในงานประลองวีรชนสิงหา แม้นางยังมิรู้จักอีกฝ่ายดีพอยกย่องเชิดชู กระนั้นเพียงใช้หางตามองจิตพลังก็ย่อมยอมรับโดยไร้ข้อกังขา “ความเงียบพิศวง” อัศวินสาวผู้เงียบงันประหนึ่งสุสานแห่งประวัติศาสตร์[กาลสิ้นสุดแห่งตำนานทั้งปวง]ปราศจากความบ้าคลั่ง แน่นนิ่งองอาจประหนึ่งขุนพล ทระนงเฉกเช่นหอกคานัน[องครักษ์ดวงดาวจักรพรรดิ]

          เวลามิรอคอยให้ผู้ใดตัดสินใจวางเหรียญพนัน ผู้ประสานงานจัดเนคไท หรี่ตาพินิจอัศวินสาวผู้ที่เอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนภายในเวลา 5 วินาที แม้แต่เขายังสะพรึงกลัวความเร็วในการจู่โจมของเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ ชายหนุ่มกำมือชุ่มเหงื่อพลางลอบมองแม่พัดกระดาษน้อยด้วยสายตาวิตกสามส่วน ถ้าหากให้เขาเดาว่าใครชนะ ชายหนุ่มตอบเลยว่า ไม่รู้ พลังนารีเปิดเผยมาก รู้นางมีมาโฮระดับดวงดาว มีฝีมือดายชั้นยอด มีความเร็วดุจวายุ กระนั้นพลังอัศวินสาว…

          ไม่ทราบ เพราะด้วยความเร็วระดับที่อดีตนักรบอันดับหนึ่งยังมองตามไม่ทัน… ใครอื่นจักมองทันเล่า

“เริ่ม”

ผืนธงโบกพัดพากลิ่นดอกคาเนชั่น เสียงประกาศดังกังวานดุจเสียงระฆังทองคำประกาศเซ็นโซ[สงคราม] คราวมันค่อยๆเลื่อนหายช้าๆดุจ…เส้นเสียงค่อยๆลาตาย

กระแสลมพัดผ่านลานประลอง อัศวินสาวยืนนิ่งอีกฝั่ง นารีสวมหน้ากากดำท่วงท่าสงบราบเรียบไร้ความกริ่งเกรง ดวงดาวน้อยมิอาจประมาท เพราะนี้คือการต่อสู้ที่ใช้ไหวพริบและการตัดสินใจชั่ววินาที ตัดสินใจพลาดก็แย่ ถ้าพลาดหลายๆครั้งย่อมย่ำแย่ นารีขอสู้สุดขีดกำจัด ภายใต้เงื่อนไขที่นางให้ไว้กับพวกเมรัย และให้กับนางเอง ดวงดาวน้อยหลับตาใช้พลังมาโฮเสริมพลังเกราะดาราให้หนาทนทานขึ้นสิบเท่า ไว้ใช้ปกป้องกันการจู่โจมสายฟ้าแวบทั่วทิศทาง

“เอาล่ะ..”

!!!!!!!!!!!!!!!

พริบตาที่นารีเปิดม่านนัยน์เนตร อัศวินสาวพลันโผล่ปรากฏเบื้องหน้า เร็วประหนึ่งโกหก

ดาบทะลวงเกราะไล่ตามติดพลางมันพุ่งแทงนารี!!!

(       )

          .

          .

          .

          เพล้ง

“ล้อเล่นหรือไม่”นารีไหวตัวทันใช้พลังมาโฮทำให้ตัวเบา กระโจนและกระโดดถอยร่นทิ้งระยะห่างโดยพลัน นางก้มมองรูขนาดเล็กที่เมื่อครู่มีดาบเสียบทะลุ เกราะดวงดาวน้อยแตก แตกเพียงกระบวนแทงเพียงครั้งเดียว การจู่โจมไร้เสียงประหนึ่งลูกศรที่พุ่งแหวกห้วงอากาศ เล็งจุดตาย ไร้ความลังเลในการลงดาบ ไม่มีการหยั่งเชิงทดสอบศัตรูใดๆราวอัศวินมีความนั่นใจว่านางสามารถแทงทะลุเกราะแน่นอน   

          จู่โจมไร้เสียง พริบตาถึงฆาตประหนึ่งจักรสังหาร

นารีมิอาจข่มความประหวั่นพรั่นใจ นางรีบหยิบดาบตั้งป้อมทันที ระยะห่างที่เหมือนจักมากแต่ก็ไม่มีความหมายเมื่อเผชิญคู่ต่อสู้ที่ระดับต่างกับคนที่นารีเคยต่อกร ราวเพดานดาราจักรกับก้นเหวดาราจักร ฝีมือที่เหนือชั้นกว่าไรรีย์ร้อยขุม ประกายสังหารโหดระริก ท่วงท่าสวยสง่างามแฝงความดับสูญภายในโลกไร้เสียงกรีดร้อง อ้อนวอน ภาวนา พลังทำลายล้างรุนแรงประหนึ่งดาบนางสามารถแทงทะลวงอาคมต้องห้าม

          ตั้งรับมิไหว ต้องหลบเท่านั้น อาวุธอัศวินสาวคือดาบทะลวงเกราะเล่มยาว อาวุธหนักสมัยโบราณที่ไม่มีใครนิยมใช้เพราะมันไร้ประโยชน์ในสนามรบ ใช้ยาก น้ำหนักหนักเท่าค้อนเหล็ก เนื่องด้วยมันไม่เหมาะกับการรบยุคปัจจุบัน ดาบทะลวงเกราะจึงเป็นของเล่นและอาวุธที่ใครใช้แล้วย่อมโดนหัวเราะเยาะ เพราะดาบนี้ใช้ฟันศัตรูมิค่อยขาด ไร้ด้านคม มีข้อดีเดียวคือปลายดาบแหลมคม ให้เจาะลอดโซ่เหล็กชุดเกราะ ช่องตา ข้อต่อ ช่องว่าง แทงจุดอ่อนศัตรูซึ่งมีพลังรุนแรงสูง

          อาวุธนางอันตราย… นารีจับจ้องดาบทะลวงเกราะในกำมืออัศวินสาว อีกฝ่ายหลังจบการจู่โจมแรกก็หยุดยืนนิ่งพักหนึ่งราวกำลังวิเคราะห์เหยื่อ ท่วงท่าการยืนของนางไร้ช่องโหว่ให้นารีจู่โจมทีเผลอ แม้นางมิแบกโล่เหล็ก สวมเพียงชุดเกราะสีเงินบางๆ กระนั้นนารีไม่รู้สึกนางเบาะบาง น่ารัก ตีตายง่าย

          ออร่าอัศวินน่ากลัวประหนึ่งสัตว์ร้ายที่เพียงคุณปิดหนึ่งครั้ง ลืมอีกที คุณก็โดนแทงตายแล้ว

บรรยากาศลานประลองเย็นยะเยือกปานยุคน้ำแข็ง รอบสรรพางค์อัศวินสาวปรากฏไอสังหารคมกริบ ไอพลังหุ้มเกราะอัศวินสีเงินคราม ลวดลายอาคมส่องสลัวครามีแสงขาวส่องพาดผ่าน ปลายหางสีน้ำเงินเมฆครามหลังหมวกเกราะพลิ้วไสวลู่ลม แลอัศวินสาวคล้ายอาชาศึกเกรียงไกร หยิ่งยโส จองหอง องอาจผ่าเผย อันตรายประหนึ่งตุ๊กตากลมรณะ  

          “กราวีตี้[บัญญัติหน่วยทะลวงเจตภูต]”

           ที่นั่งพิเศษ เรไรเบิกตาโพลง ปิดปากพึมพำพลางนางระลึกถึงเนื้อหาตำราประวัติสาสตร์สงครามชิงบัลลังก์พระเจ้า กลียุคแห่งสงครามล้างผลาญล้านชีวิต กล่าวขานลำนำวีรชนที่เคยสร้างย่างก้าวแห่งความกลัวให้เหล่าศัตรู ราชามังกรสามหัว[ทรีดรากอน] เทพปักษานภา[ราชันฟ้า] กษัตริย์มนุษย์สุดท้าย[เดอท์ลาสคิง] ให้ยำเกรงต่ออำนาจลี้ลับและกองทัพปกป้องชายแดนแคว้นไบนารี่[บ้านพักดาวตกพเนจร]ที่จู่ๆก็ปรากฏกายปกป้องเส้นแบ่งเขตประเทศ กองทัพอัศวินชุดเกราะสีเงินประหนึ่งอาภรณ์นักบุญ หมวกเกราะมีปลายหางม้าลู่ลมดุจปลายพู่กันเขียนชื่อผู้ตายบนป้ายหลุมศพ กองทัพกึ่งมนุษย์กึ่งเครื่องจักร จัดเรียงกระบวนทัพมีระเบียบแบบแผน ครั้นพวกเขาเปิดฉากรบ

          กองทัพศัตรูแตกพ่าย ย่อยยับในพริบตา

          เหล่าอัศวินสามสิบชีวิต กวัดแกร่งดาบทะลวงเกราะ วาดลวดลายสร้างสรรค์ความพินาศด้วยความเงียบงันประหนึ่งลมหายใจปักษากุมารี ลมหายใจแห่งพลังที่เป่าพัดแหล่งใด ปฐพีนั้นจักชโลมด้วยเลือด และความตายสุดสิ้นดวงตะวันลับขอบเวหา…

          กาลเวลาสองร้อยปีที่กราวีตี้เคลื่อนทัพหยุดทัพศัตรูรอบชายแดน

          เล่าลือว่าไม่มีผู้ใดรอดชีวิตจากคมดาบกราวีตี้ ยกเว้นสตรีและเด็ก

          พวกเขาไม่เคยพูด

          ความเงียบงันคือคำตอบของพวกเขา และมีเพียงความตายเท่านั้นที่มอบแด่ศัตรู ราชามังกร เทพปักษา ไม่นับร่วมจอมอาคม  

          “…”

          ไม่ควรมีกราวีตี้หลงเหลือบนโลก เพราะพวกเขาก็เหมือนกับกองทัพอื่นๆช่วงกลียุคที่แตกกลุ่ม สลายหายไปในกลีบเมฆ หลายคน ลูกหลาน แม้แต่ปักษาอาวุโสยังคิดว่ากราวีตี้ตายดับหมดแล้ว กระนั้นเหมือนพวกเขาคิดผิดมหันต์ เพราะยังมีอีกหนึ่งชีวิตเหลือรอด อัศวินสาวผู้แบกรับภาระ เจนจำนง ดาบแห่งคำสาบานว่าจักดำรงชีพในสนามรบตราบเท่าดาบนี้จักหักสะบั้น โค่นศัตรู กำราบคู่ต่อสู้ ด้วยดาบทะลวงเกราะของนาง

          ปราศจากไอมาโฮทว่าแฝงซึ่งไอจิตราบเรียบ ดวงวิญญาณนางปรากฏรูปร่างอาชาพยุหะ สายลมพัดกรรโชกดุจเยี่ยงสายลมอสูรกาย

          อัศวินสาวตั้งดาบ วางเท้ากระบวนศึก เพียงยืนปักหลัก นางก็แลน่ากริ่งเกรงปานจ้าวนรก

          เผชิญหน้าตัวตนแห่งประวัติศาสตร์กลียุค ต่อให้เป็นนารี นางก็อดใจเต้นมิไหว

           ..

          ดวงดาวน้อยสะบัดกระโปรง หมุนตัวเหวี่ยงดาบอาบเปลวเพลิงตีกระทบดาบอีกฝ่าย อัศวินสาวป้องกันอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาตอบสนองเฉียบคม ทั้งสองเริ่มแลกเพลงดาบอย่างเดือดพล่าน นารีเปลี่ยนจากฝ่ายรับเป็นรุก ตวัดดาบฟาดฟันมิหยุดหายใจ ฝั่งอัศวินสาวมิเสียทีที่มีชื่อจารึกในตำนาน นางมิอ่อนข้อและไม่อ่อนแอเฉกเช่นมนุษย์ปกติ นางแข็งแกร่งปานขุนพลดารา ว่องไวเฉกเช่นแสงสุริยัน เร็วปานเงายมทูต

          ฉับพลันความพิศวงคืบคลาน สยายปีกปกคลุมทั่วลานประลอง…

          เพล้ง เพล้ง เพล้ง

          ประกายไฟแตกกะพริบคราสองอาวุธตีกระแทง แว่วเสียงเสียดสีเสียวใจสั่น นารียอมถอย เพราะนางมิอาจต่อกรเพลงดาบอัศวินสาว ดาบทะลวงเกราะอาศัยความทื่อรับดาบนารี และส่วนปลายแหลมก็แทงปานจักเจาะนารีเป็นหลุม ดวงดาวน้อยมิอาจเปิดเกราะดารา เพราะต่อให้เปิดใช้ ดาบของอัศวินสาวก็แทงทะลุ ยามนี้ไม่อาจพึ่งพาเครื่องมือชาวดาราอีก นารีใช้สมองและแรงของนางเอง

          เร็วมาก…        

          นารีพึมพำพลางเงื้อดาบฟันผ่ากลาง อัศวินถอยเท้าเบี่ยงหลบเอียงพลิ้ว นางย่อเข่าพลางชักดาบกลับ และเสียบแทงนารีใหม่ ดวงดาวน้อยเอียงคอเบี่ยงไปทางซ้ายเพื่อหลบคมดาบทะลวงเกราะที่แทงเฉียดริมฝีปากนางไปอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด ดวงดาวน้อยอาศัยจังหวะก้มต่ำและกลิ้งไปด้านข้าง ถือโอกาสตั้งกระบวนใหม่

          อัศวินสาวไม่รู้คิดอันใด นางสู้เหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีวันเหนื่อย ไม่หยุดทำงาน นารีตกตะลึงในพลังและความเร็วที่ไม่แม้แต่อ่อนลง มันกลับยิ่งเร็วขึ้น

          ทวีสูงจนยามนี้

          นารี…มองตามอีกฝ่ายไม่ทัน

          บ้าจริง… ดวงดาวน้อยกระโดดหลบดาบที่พุ่งแทงทางด้านหลัง ดวงดาวน้อยอาศัยนางตัวเล็ก เคลื่อนกายในมุมอับสายตาคู่ต่อสู้ พยายามแสวงหาช่องว่าง และจุดที่อีกฝ่ายมองไม่ถึง กระนั้นราวกับอ่านใจนารีถึงแก่นปัญญาหลักแหลม อัศวินสาวจึงยิ่งกระหน่ำแทงเพิ่มเท่าตัว เพิ่มจำนวนครั้งชักและแทง กระทั่งนารีรับมือไม่ไหว ดวงดาวน้อยหรี่ตาเปี่ยมโทสะ นางหยิบดาบอาบเปลวเพลิงอีกเล่ม

          ดาบสองเพลิงปะทะดาบทะลวงเกราะ ประกายแสงสีเงินสีน้ำเงินสาดซัดวูบวาบ

          ศึกนี้ชักจักเกินขอบเขตความอดทนนารี ดวงดาวน้อยกรุ่นโกรธเบาๆ.

          “ระวังนารี!!”

          เรไรส่งเสียงเตือนแม้รู้นารีมิได้ยิน ปักษาน้อยภาวนาให้ดวงดาวน้อยรอดปลอดภัย “นารี…”เมรัยแผ่วเสียงเบาหวิว แววตาห่วงแหนมัวหมอง

          บนลานประลองปรากฏเงาสองร่างเป็นครั้งคราว นารีใช้สองดาบตั้งรับอย่างยากลำบาก ครั้นเหมือนจักมีจังหวะให้นารีตีสวน อัศวินสาวก็ใช้ดาบตั้งรับประหนึ่งรู้อนาคต เฉกเช่นยามนารีใช้ดาบหนึ่งตีดาบอีกฝ่าย ดวงดาวน้อยก็เหวี่ยงอีกดาบหนึ่งเพื่อหวังตีกระแทงหมวกเกราะอีกฝ่าย ทว่าอัศวินสาวไม่มองด้วยซ้ำ

          นางยกเกราะแขนต้านดาบนารีอย่างง่ายดาย

          …

          เกราะแข็งประหนึ่งเกล็ดมังกร ดาบแหลมปานฟันอสูรทะเล นารีชื่นชมและก่นด่า

          ดวงดาวน้อยมิท้อแท้ตีกระหน่ำอีกฝ่ายจนอัศวินสาวไร้หนทางโจมตี ชั่วขณะที่ตราชั่งชัยชนะเอนเอียงหาฝั่งนารี ดวงดาน้อยมิทนได้ดีใจ นางให้ต้องตื่นตะลึงกับความจริงที่ยากเปลี่ยนแปลง

          นารีฟันดาบสองเล่มใส่แรงสิบส่วน แรงผลักดันมหาศาลผลักอัศวินสาวถอยหลัง กระนั้นราวกับอัศวินสาวมิเจ็บปวด นางชักดาบและกระทืบเท้าอัดพื้น พุ่งแทงสวนนารีทันที ดวงดาวน้อยคิดว่าเบี่ยงตัวลอยหลบพ้น กระนั้น

          ด้วยระยะโจมตีเอมถึง อัศวินสาวเปลี่ยนก้าวเท้า เงื้อดาบแทงนารีอย่างไร้ซุ่มเสียงใดเตือน

          …

          หัวใจนารีเย็นวาบ ยังดีที่มีประสาทสัมผัสภัยร้ายจึงสามารถปลดปล่อยพลังมาโฮส่งให้ผลักดันนางหลบปลายดาบที่พุ่งแทงเฉียดแก้ม เพล้ง

          หน้ากากสีดำอำพรางแตกกระจาย เผยใบหน้าสตรีโฉมงามที่ครานี้ทั่วองคาอาบด้วยไอเย็นประหนึ่งมัจจุราช นารีปรายตามองอัศวินอย่างเย็นชาพลางกระโดดหนี ดวงดาวน้อยทิ้งระยะที่ไร้ค่าโดยแท้ พลางนางเหวี่ยงดาบทั้งสองไว้ข้าวลำตัว ยามนี้ใบหน้านารีเปิดเผยต่อสาธารณะชน กระนั้นนางมิสนใจว่าใครจักตื่นตะลึง นารีเปลี่ยนสีตาและผมเรียบร้อย ต่อให้มีใครจำนางได้ นางจักลบคนผู้นั้นไปจากโลกก็ใช่จะไม่ทำ

          หัวใจเยียบเย็น แก่นพลังมาโฮเย็นยะเยือก เรือนเกศาสีน้ำทะเลพัดสยาย นารีไม่ยิ้ม แววตานางคมกริบมิต่างกับจิตพลังนางยามนี้

          ไอมาโฮคุกรุ่น อบอวลพลังเข้มข้นปานดวงดาวเปล่งรัศมี

          “…”นารีไม่รอช้าถีบเท้าพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่น เปลวเพลิงสีน้ำเงินผสมสีดำลุกโชติช่วงปานภูษาปักษาสวรรค์ ดวงดาวน้อยเคลื่อนเท้าเปลี่ยนวิธีก้าวให้ล้ำลึกเหนือชั้นกว่าศัตรู นางเป็นคนชอบศัตรูตายยาก อัศวินตอบโจทย์นารีจริงๆ

          เพล้ง..

          ดาบสองเล่มอัดพลังมาโฮระดับดวงดาวให้แรงกดดันให้อัศวินสาวอย่างหนักหน่วง อัศวินถูกปิดผนึกการจู่โจมซึ่งๆหน้าด้วยกระบวนเพลงดาบสองเล่มที่นารีเพิ่มระดับและความมุ่งมั่นทวีคูณ ดวงดาวน้อยไม่เปิดช่องให้คู่ต่อสู้อาศัยจังหวะอีกแล้ว นารีหรี่ตาเท้ากระโดดเหนือพื้น กระโจนฟันประหนึ่งปักษากางกรงเล็บจิกแทงเหยื่อ อัศวินสาวไม่พูดจึงไม่สามารถเดาอารมณ์นาง กระนั้นบางสิ่งที่ทำให้นารียังหวั่นใจคือความเงียบนั้นแหละ

          อัศวินสาวเหมือนจักสิ้นลาย กลับไม่เป็นอย่างที่นารีคิด

          นามแห่งตำนานมิใช่เรื่องล้อเล่น…

          “นางเริ่มจริงแล้ว”

          เมรัยหลุบตา เล็บจิกแขน หากการจู่โจมด้วยการแทงกระหน่ำคือพื้นฐานวิชาดาบทะลวงเกาะ เช่นนั้นบอกเลยว่า

          นางยังมีไม้ตาย กระบวนท่าที่สร้างความลำบากให้นารี แท้จริงเป็นเพียงท่าพื้นฐานระดับต่ำสุดเท่านั้น

          ฝีมือที่แท้จริงของคนยุคนี้คือการผสมผสานอาวุธกับพลังมาโฮ ซึ่งตั้งแต่แรกอัศวินสาวใช้พลังมาโฮเพียงหนึ่งส่วน

          “…”

          นารีฟาดดาบไม่ยั้ง อัศวินสาวอาศัยดาบยาวตั้งรับอย่างคล่องแคล่ว ฝีมือสองดาบนารีร้ายกาจจริง แต่ฝีมือดาบอัศวินสาวเหนือชั้นกว่าพันเท่า!!!

          …

          ใช้เวลาสองนาทีอัศวินสาวก็อ่านวิถีดาบนารีหมดจด [เข้าใจแล้ว].. !!! นารีเด้งตัวหนีทันทีทันใด สัญชาตญาณเตือนภัยให้นารีทุ่มสุดตัวเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นนางรับมือไม่ไหวแน่ เหงื่อกาฬหลั่งไหล นารีสูดหายใจ หน้าราบเรียบคล้ายมิตื่นตระหนัก คราวอัศวินตั้งดาบ ชี้ปลายหานารี

          ตั้งแต่เกิด…อัศวินสาวมีระดับพลังมาโฮต่ำเตี้ยกว่าพี่น้อง เพื่อนบ้าน ทุกๆคนรอบตัว…

          ไร้พลัง…ไม่มีมาโฮแข็งแกร่ง…ทว่าอัศวินสาวไม่เคยรู้สึกเสียใจ หมกนุ่มจมดิ่งกับความอ่อนแอ หรืออาลัยในพลังมาโฮ

          เพราะมันไม่จำเป็นสักนิด…

          อัศวินสาวเลือกดำรงในวิถีนักรบ นางคือผู้เหลือรอดและคนคนเดียวที่แบกรับสายสัมพันธ์ มิตรภาพ เรื่องราวของผู้พิทักษ์ประเทศโบราณ สนามรบของนางหมดสิ้นไปตั้งนานแล้ว กระนั้นอย่างน้อยนางก็อยากใช้ดาบทะลวงเกราะเล่มนี้จนวาระสุดท้ายของมัน อยากจะให้มันโลดแล่นเขย่าขวัญศัตรูอีกครั้ง นางดีใจที่คู่ต่อสู้ศึกนี้เป็นคนที่แข็งแกร่ง แกร่งพอรับมือกับดาบของนาง ฉะนั้นนางจักขอทุ่มสุดตัวภายใต้เงื่อนไขของเส้นทางนักรบ

          ศาสตร์มาโฮทะลวงกำแพงทะเลดารา…

          ก้าวแรก : เหยียบย่างพักตร์ภัคน์[หลบหนีแสงสะท้อน]

          กาลเพลาหยุดชะงัก อัศวินสาวพุ่งทะยานยื่นปลายดาบแหลมหมายทิ่มแทงนารี ดวงดาวน้อยออกแรงกระโดดหลบหลีก นารีอ่านวิธีการจู่โจมของอัศวินสาวได้ระดับหนึ่งคือ ตอนที่อัศวินสาวกระโจนพุ่งแทงตรงๆเช่นนี้นางไม่มีโอกาสหันตัวเปลี่ยนทิศทาง เป็นจังหวะให้นารีอาศัยช่องว่างโจมตีสวน เจ้าพลาดแล้ว

          ดวงดาวน้อยเงื้อดาบเตรียมพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย ทว่าพริบตานั้น…

          ฉึก

          ..

          ..

          ..

          อัศวินสาวอีกคนปรากฏกายด้านข้างนารี พลางอัศวินยื่นดาบแทงทะลุอาภรณ์ดวงดาวน้อย นารีเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน หากเมื่อครู่นางไม่สัมผัสถึงความผิดปกติของห้วงอากาศ นางโดน..แทงตายแน่

          “นี่..มันอะไร”

          อัศวินสาวไม่รอให้นารีคลายความสงสัย นางเริ่มโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าเดิม… อัศวินชักดาบแนบลำตัวและพุ่งแทงนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งล้วนทำพลาด นารีหลบได้ กระนั้นกลับมีอัศวินสาวอีกคนที่จู่ๆก็โผล่ออจากความว่างเปล่าแทงดาบทิ่มนารี นารีมองเห็นการโจมตีของอัศวินสาวอีกคนอย่างยากเย็น ทำให้เสื้อนางขาดหลุดกระจุยกระจาย เศษผ้าปลิววอนทั่วลานประลอง

          การโจมที่ที่แบ่งเป็นสองรอบ รอบแรกคืออัศวินสาวพุ่งแทงดาบธรรมดา รอบสองคือเงาอัศวินสาวอีกคนที่เพิ่มขึ้นมาโจมตีนารีในจุดอับสายตา

          ความเร็วของสองอัศวินเร็วไม่ต่างกัน เหมือนวิชาแยกร่างก็มิปาน กระนั้นร่างแยกที่ก่อนั้นมีพลัง…เทียบเท่าร่างจริง

เหยียบย่างพักตร์ภัคน์คือกระบวนท่าที่อัศวินสาวผสมผสานพลังมาโฮของตนกับกระบวนเพลงดาบทะลวงเกราะ เป็นท่าพื้นฐานที่ใช้กลบช่องโหว่และโจมตีศัตรูที่อาศัยช่องโหว่ของนาง เล่นงานอัศวินสาว อัศวินสาวเป็นนักรบดั่งนั้นเรื่องป้องกันจุดอ่อนจึงมิอาจมองข้าม นางคิดค้นวิชานี้เพื่อลบล้างช่องโหว่ที่เกิดขึ้นแวบหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกับดักหลอกศัตรูชะล่าใจและโจมจีใส่ ในช่วงจังหวะนั้นเงาของอัศวินสาวก็จะปรากฏขึ้นและแทงดาบใส่ศัตรูตาย

เงาและร่างจริงสามารถสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ ทำให้นอกจากท่านี้จักช่วยให้ปิดช่องโหว่ช่องว่าง มันยังใช้จู่โจมศัตรูอย่างรวดเร็ว ไร่ทางต่อกร มิอาจเดาทิศทาง

เคว้ง

..

โอกาสในพันที่นารีคิดว่าสามารถไล่ต้อนอัศวินสาวหายไปในชั่วพริบตา ดวงดาวน้อยสูดหายใจเต็มปอด อกขยายพอง นิ้วขยับกระดุกกระดิก นางตัวร้อนผ่าว อย่างไรก็ดี บรรยากาศเย็นยะเยือกทำให้นางสงบใจนิ่งดั่งสายน้ำ นารีอับจนหนทาง ขณะนางใช้ดาบตั้งรับการจู่โจมเดาทางมิถูกของอัศวินสาว ในใจพลางคิดวิธีต่อกรคู่ต่อสู้

..

ดาบทะลวงเกราะแทงเฉียดผิวหนังกรีดกระชากผ้าอกขาดสะบั้น เผยผิวสวยสีขาวเนียนนุ่ม นารีก้มมองร่องอกที่โผล่หลบๆซ่อนๆดวงดาวน้อยวางเท้าบนพื้นสมองเย็น…ลง…เย็นจนนิ่ง…

นิ่งจนแม้แต่ความเงียบยังหวั่นไหว

“..”นารีก้มหน้าพึมพำเสียงแผ่ว ไม่มีใครรู้นางพูดอะไร กระนั้นเมรัยที่นั่งดู หมอผีน้อยลอบกลืนน้ำลาย “นางจะระเบิดตัวเองแล้ว” “เอ๊ะ”เรไรร้องงง เมรัยหลุบตาพยักหน้าช้าๆพลางส่ายหน้าเร็วๆ หมอผีน้อยรู้นิสัยสันดานนารี ดวงดาวน้อยเป็นคนพอทำอะไรไม่ไหวแล้ว นางเหนื่อย นางเบื่อ ถ้าหากมีใครบังคับนางหรือขืนใจนาง นางจะระเบิดตูม

โยนความคิดทิ้ง ขว้างข้าวของ ปั้นหน้ายักษ์ใส่ทุกคนที่หวังเลียขา สำหรับศึกครั้งนี้ นารีดับเครื่องชนแน่

“รับไม่ได้ ก็รุก”นารีเอ่ยอย่างไม่สนความจริง แผนอันใดไม่ค่าอีกต่อไป ถ้าหากสู้ต่อไป นางหลบพ้นแต่เสื้อผ้าขาดก็ถือว่าเสียหายเช่นกัน ไม่มีสตรีใดหรอกอยากเสื้อขาดวิ่นเผยผิวให้คนอื่นเห็นน่ะ ยิ่งคนที่เห็นไม่ใช่ภรรยา เมียนางด้วย

ชนะก็ดี แพ้ก็ไม่เป็นไร นารีไม่มองหาโอกาสใด หากมันหายากนัก

นางสร้างเองก็ได้!!!

เคว้ง..

ดวงดาวน้อยพุ่งกระโจนใส่อัศวินสาว เหตุที่อัศวินสาวสามารถรับมือนารีได้อย่างไร้ที่ติ เพราะอัศวินสาวสามารถอ่านใจนารี ไม่สิ เรียกว่าอ่านองค์ประกอบของนางออก ไม่ว่ากระบวนท่าการตี ฟัน ฟาด เหวี่ยง หลักวางเท้า แผนผังความคิดของนารี อัศวินไม่ครองเพียงดาบที่เจาะทะลุทุกสิ่ง นางยังครองสิตปัญญาระดับอัจฉริยะที่มองเพียงประเดี๋ยวก็อ่านคู่ต่อสู้ขาด เห็นทุกอณูความเป็นไปได้...

ตลอดการต่อสู้ของพวกนาง อัศวินสาวมิได้อาศัยเพียงมองผ่านช่องหมวกเกราะเท่านั้น นางใช้สัมผัสทั่วร่าง สัญชาตญาณ รางสังหรณ์ ความรู้สึก กระแส วิญญาณ สายลม เสียง แสง ทุกๆอย่างคือสิ่งที่บ่งบอกว่านารีจะตีตรงไหน โผล่ตรงไหน หลบไปด้านใด อัศวินสาวคือสัตว์ประหลาด เครื่องจักรที่วิเคราะห์ศัตรูตั้งแต่หัวจรดเท้า นาง…มองเห็นอนาคตจริงๆ

 การที่นารีพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งก็อยู่ในความเป็นไปได้ที่อัศวินสาวตระหนก กระนั้นอัศวินเตรียมใจไว้แล้ว นางไม่กลัวตาย

นางโค่นศัตรูนับพัน…ไม่เคยมีครั้งไหนที่นางพ่ายแพ้

แต่…ครั้งนี้ไม่แน่

เปิดฉากลำนำแห่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของสองสตรี

อัศวินสาวใช้เพลงดาบทะลวงเกราะเจาะเกราะนารี ดวงดาวน้อยอาศัยความเร็วฟาดฟันอัศวินสาว อาศัยการตอบสนองว่องไว หลบและตี ทั้งคู่แลกเพลงดาบนับหมื่นพันล้านครั้งบนลานประลองที่ผู้ชมงงเป็นไก่ตาแตกเพราะมองไม่เห็นพวกนางสู้เช่นไร พวกเขามองเห็นเพียงประกายแสงพุ่งวับ ไฟดาบที่ตีกระทบเป็นละอองแพรวพราว หางม้าบนหมวกเกราะอัศวินทอแสงสีน้ำเงินพลางมันวาดเส้นสายแสงสีปานอสรพิษ ฝั่งนารีก็อัดเปลวเพลิงในสองดาบวาดสร้างแสงสีวิจิตรการตา ภาพนี้สวยสดงดงามปานประหนึ่งภาพขุนศึกประจันสัตว์ประหลาด

เพล้ง เพล้ง เพล้ง

การจู่โจมปานพายุคลั่งของนารีทำให้อัศวินสาวมิอาจใช้ท่าไม้ตาย นารีผิดผนึกกระบวนท่าอัศวินสาวสำเร็จ คราวนี้ทั้งคู่ต้องวัดการที่ไหวพริบและความเร็ว ใครพลาดก่อนก็แพ้ ดังนั้นทั้งคู่จึงทุ่มสุดตัว วัดวิชาดาบกันไปเลย!!

เพล้ง เพล้ง เพล้ง

ตัวตนแห่งประวัติศาสตร์สงครามเคลื่อนกายดุจเสียงเพชฌฆาต พลางจ้าวแห่งจักรวาลล่องลอยบินทะยานเหวี่ยงดาบฟันอย่างดุร้าย

หนึ่งอาชาเหยียบธุลีเพลิงปะทะหนึ่งเงาพญานาคผู้สร้างจักรวาล

เพล้ง เพล้ง

“!!”

“!!”

เพลงดาบผ่าหัวใจขอบฟ้า”นารีเอ่ยนามท่า

ก้าวอันติ : ย่างข้ามพระคัมภีร์[ทะลวงคำสอนพระเจ้า]..อัศวินสาวเอ่ยในใจ

….

นารีกระโดดกลางอากาศ กวาดสองดาบอาบเพลิงไฟฟันฉาบตัดเป็นกากบาท เปลวเพลิงลุกโชนดุจปีกปักษาสุญตา

 อัศวินสาวย่อตัวต่ำตั้งดาบแหงนฟ้าและพุ่งแทงอย่างเฉียบคมประหนึ่งลำแสงเรือรบ รัศมีจิตพลังคมเฉกกระบี่หมื่นเล่ม

สองกระบวนตีปะทะกันก่อกำเนิดขุมพลังแตกซ่านทั่วคิงโคโลเซียม ตูม

….

คราวสองสตรีย้ายไปยืนคนละฝั่งลานประลองแทนที่ตำแหน่งเดิมของแต่ละฝ่าย นารีเท้าแตะพื้นลานหิน อัศวินสาวค้างในท่าแทงดาบเจาะท้องฟ้า บรรยากาศเดือดระอุพลางหยุดนิ่งยุติ ผู้ชมรอบสนามชะโงกหมายดูผลการปะทะเมื่อครู่ ทว่าทั้งสองยังยืนนิ่งไม่มีใครล้ม ผู้ประสานที่เฝ้าดูเลิกคิ้ว ฝั่งเมรัยกับนารีก็ลุ้นระทึก ข้างๆสนามยังมีกลุ่มนักสู้ไอริสเฝ้าให้กำลังใจนารี ถัดบนฝั่งที่นั่งชั้นสูงมีไรรีย์ขมวดคิ้วมือสั่น

ใครคือยืนหยัดคนสุดท้าย

.

.

ควาก..

ระหว่างหัวไหล่กับข้อศอกนารีปรากฏรอยอาภรณ์ฉีกขาด ผิวหนังเนียนนุ่มปรากฏรอยเลือดไหลซึมเป็นทาง ดวงดาวน้อยก้มหน้าต่ำหลุบตา ลอบถอนหายใจ นางสะบัดกายหันหาอัศวินสาว ฮ่องเต้ดาราเป็นสตรียึดมั่นในคำสัญญา นางก้มคำนับให้อัศวินสาว ยอมรับและให้เกียรติ “ข้าแพ้แล้ว”คราวอัศวินสาวก้มตัวเคารพตอบอย่างสมเกียรติภูมิ สองนักสู้เมื่อสิ้นสุด รู้ผล พวกเขาไม่มีคำถากถาง หรือหมิ่นดูแคลนกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยึดหลักคุณธรรมและหลักของการแข่งขันที่ว่า มีแพ้…มีชนะ

นารียิ้มอ่อนล้าพลางสะบักร่างเดินลงลานประลองอย่างสง่างาม

อัศวินสาวยื่นนิ่งพลางจับจ้องแผ่นหลังสาวน้อย ในใจให้ยกย่องทวี

นางก้มมองดาบทะลวงเกราะที่สู้เคียงข้างด้วยกันนานหลายร้อยปี ดาบไร้คม ปลายดาบแหลม

..เพล้ง

ดาบนั้นหักสะบั้น…

คราววาระของนางสิ้นสุดลงพร้อมกับการเดินทางอันยาวนาน…

          --

          “นารี!!”

          “เรไร..”

          “แขนเจ้า”

          “อือ..ไม่เจ็บๆ”นารีไม่เจ็บจริงดังเรไรคิด ดวงดาวน้อยเดินลงลานประลองแล้วก็ตรงกลับห้องพักนักสู้ทันที ที่นั้นมีเมรัยและเรไรยืนดักรอ นารีรู้สึกใจชื่นปนกังวลว่าบาดแผลเลือดไหลนี้จะสร้างความกลัวให้เมรัย ดวงดาวน้อยจึงรีบแก้ต่างว่าแผลน้อยๆไม่เจ็บหรอก หวังให้เมรัยและเรไรเบาใจ ดวงดาวน้อยทำตามคำสัญญา ที่นางแพ้ เพราะอัศวินสาวจับเค้ารางบางสิ่งได้

          นารีตั้งแต่เริ่มสู้ในงานประลองวีรชนสิงหากลัวบาดเจ็บมาก ดังนั้นนางจึงพยายามหลบมากกว่าสู้เสี่ยงชีวิต

          อัศวินสาวอาจไม่สะกิดใจเรื่องนี้ หากนารียอมบาดเจ็บบ้างเพื่อแลกกับการโจมตีอัศวินสาว

          สาเหตุหลักเลยที่นารีแพ้ เพราะดวงดาวน้อยรับมากกว่ารุก ห่วงชีวิตมากกว่ายอมแลกชีวิต

          นางกลัวเลือกไหล อัศวินสาวจึงจงใจเล่นงานให้นารีบาดแผลในฉากสุดท้าย กระบวนท่าไม้ตายของอัศวินสาวหากปะทะตรงๆกับท่าไม้ตายนารี คงสร้างแผลให้นารีไม่ได้ แต่หากเล็งที่จุดอื่นและลอบโจมตีลับๆคงสร้างแผลได้เล็กน้อย ซึ่งนี่คือที่มาของแผลบนแขนนารี

          “เมรัย..”นารีแผ่วเรียกเบาๆ ดวงดาวน้อยยื่นมือหมายคว้ามือหมอผีน้อย แต่เมรัยซ่อนมือไว้ข้างหลัง

          “จบแล้ว ไปจากที่กันเถอะ”

          เมรัยแสร้งบอกปัดพลางย่างกรายเดินนำกลุ่ม นารีสะอึก ดวงดาวน้อยกระโดดกอดหลังหมอผีน้อย สองแขนโอบกอดแน่น

          ..

          “อือ ไปจากที่นี้กันเถอะ มาเร็วเรไร”นารีซุกหน้าแนบคอเมรัย ฝ่ามือนางเลือนกุมมือเมรัยที่พยายามซ่อนไว้มิให้ใครสังเกต

          สั่นขนาดนี้เลยหรือ..

          นารีปิดตาซ้อนความละอาย ดวงดาวน้อยกุมมือหมอผีน้อยพลางเปลี่ยนเป็นควงแขนออดอ้อน

          “รีบไปไหนกัน ทำแผลให้นารีก่อนสิ”เรไรเหมือนมีสติดีคนเดียว เริ่มดึงเมรัยและเรไรคืนสู่โลกแห่งความจริง เมรัยอ้าปากกระแอม นารีก็เผลอตัวคิดแต่ห่วงเมรัยจนลืมห่วงตนเอง เรไรเห็นทั้งสองต่างคิดแต่เรื่องยุ่งยาก เมรัยไม่สนใจนารี นารีก็ไม่สนใจตนเอง โธ่ พวกเจ้าต้องให้ข้าเตือนสติใช่หรือไม่ “แผลแค่นี้เอง”นารีแก้ตัว “แค่นี้ก็เป็นแผล ล้างแผลก่อน”

          เมรัยเห็นด้วย และแล้วทั้งสามก็ไปห้องพยาบาลเพื่อรักษาแผลนารี

          “ขอบใจเรไร”

          “ที่นี้ก็กอดเมรัยได้แล้ว”ปักษาน้อยน่าแดง ดวงดาวน้อยขบขันท่าทางไม่ยอมรับคำขอบคุณ ในเมื่อคำพูดนางไม่รับ นารีจึงก้มหอมแก้มเรไรแทน อันนี้ปักษาน้อยมิรับไม่ได้แล้ว “สะสางเรื่องเงินเรียบร้อย คืนนี้พักก่อนแล้วมะรืนเดินทางกันเถอะ ดีหรือไม่” “ดี”นารีและเรไรเห็นด้วย ไม่ธุระให้ใช้แรงแล้ว ถือโอกาสให้นารีพักผ่อนสักวัน

          กระมัง

          “อ๊ะ อย่าลืมสิพวกเรายังเหลือภารกิจอีกหนึ่งอย่าง”

          “?”

          เมรัยลูบมือนารี หยิกแก้มเรไร จบงานย่อมเลี้ยงฉลองสิ เมรัยจักฉลองโดยรางวัลที่นารีคว้าจากน้องลิซ่า หมอผีน้อยยิ้มร่าน สองเมียคอตกเอาที่ประมุขบ้านสบายใจเถอะ พวกนางไปด้วยกันก็ไม่เลว คราวเรื่องราวบทประพันธ์ประหนึ่งลำนำแข่งขันแพ้ชนะจบสิ้น เรื่องราวใหม่ก็ใกล้มาถึง วันพักผ่อนแห่งเพลิงราคะ ทั้งสามรุมกินเด็กชายหน้าหวาน โคตรเคะ ขืนใจสาวน้อยใสซื่อ มั่วเมาหัวทิ่ม และก็ตื่นไปเผชิญโลกกว้างใหญ่ “สุดยอดไปเลย”

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น