greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 8: สามีผู้โชคดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 8: สามีผู้โชคดี

คำค้น : ัy yaoi ภรรยาที่ดี เฮียเหวินน้องหลิว สายกาม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.7k

ความคิดเห็น : 58

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2561 18:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8: สามีผู้โชคดี
แบบอักษร

ตอนที่ 8:  สามีผู้โชคดี



แก้วกระเบื้องทรงกลมบรรจุน้ำสีเหลืองอ่อนค่อนข้างใสถูกวางลงบนโต๊ะทำงานสีดำทึบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กลิ่นหอมอ่อนชวนผ่อนคลายลอยอบอวลไปทั่วห้องทำงานซึ่งปิดผนังกระจกด้วยมู่ลี่ยาวสีน้ำตาล เพียงแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากกลิ่นหอมแตะจมูก ความเครียดของผู้บริหารโรงแรมต้าจี๋ฉายที่กำลังตรวจงบประมาณของโรงแรมเป็นรอบที่สามก็คล้ายจะบรรเทาลง

“ชามะลิครับ” เป็นเสี่ยวหลิวเองที่ชงเครื่องดื่มพร้อมยกขนมว่างรองท้องเข้ามาในของทำงาน แต่เหลี่ยวหรือที่คนไทยเรียกว่าขนมจันอับเมื่อทานคู่กับชาแล้วรสชาติตัดกันอย่างลงตัว 

“ขอบใจ” หวังหย่งเหวินเองก็ไม่ใช่คนไร้มารยาท ถึงกระนั้นก็ต้องไว้ฟอร์มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“แล้วก็นี่ครับ กำหนดการกับรายละเอียดต่าง ๆ ของงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นในคืนวันเสาร์หน้า” มือเรียววางแฟ้มเอกสารที่เหน็บมากับเอวลงบนโต๊ะ วางใกล้กับเต่าคริสตัลตัวเล็กและแก้วน้ำใสมีน้ำบรรจุอยู่ภายใน ของตกแต่งทั้งสองวางอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าโต๊ะทำงานตามหลักความเชื่อที่ว่าจะช่วยส่งเสริมพลังการทำงานและดูดพลังที่ดีให้แก่เจ้าของ   หย่งเหวินพยักหน้าให้คล้ายตอบรับ หยิบยกแก้วชาที่ไม่ร้อนจนเกินไปขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง เขาพบว่ารสชาติดีจนน่าประหลาดใจ 

“ถ้าไม่มีอะไรก็ออกไปได้แล้ว” เสียงทุ้มดังขึ้นเมื่อเห็นว่าเสี่ยงหลิวยังคงจ้องตนเองไม่ไปไหน

“หลิวรอเฮียเปิดอ่านก่อน” เสี่ยวหลิวอุตส่าห์ให้เทียนฉีติดต่อจองห้องพักในโรงแรมให้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นหลังจากได้รับอนุญาต โชคดีที่ไม่มีงานอะไรจองคิวไว้ จากนั้นก็รีบติดต่อออแกไนเซอร์ที่จะมาครีเอทงานปาร์ตี้ต้อนรับแบบเก๋ ๆ  แน่นอนว่าจะต้องจ้างเอเจนซี่ที่มีชื่อเสียงที่สุด เขาจ่ายค่ามัดจำบวกกับเงินค่าจ้างไปสองในสามจึงได้ภาพเสก็ตคร่าวของงานมาภายในระยะเวลาแค่สามชั่วโมง

“เดี๋ยวฉันเปิดอ่านเอง”

“เปิดเลยสิครับ นี่ก็จะสิบเอ็ดโมงแล้ว เมื่อเย็นเฮียเหวินบอกหลิวว่าจะโทรชวนเพื่อนให้เวลาสาย ถ้าเฮียไม่อ่านก่อนจะชวนเพื่อนยังไงล่ะครับ” จากนั้นก็ยิ้ม “หรือถ้าเฮียยุ่งอยู่ จะให้หลิวโทรหาแทนก็ได้นะ” 

คนฟังตอนแรกนึกว่าอีกคนจะลืมไปแล้วต้องจำใจหยิบแฟ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาคมเหลือบมองตัวปัญหาเล็กน้อย ก่อนจะเปิดอ่านตัวหนังสือด้านใน เขาใช้สายตากวาดมองเร็ว ๆ ในนั้นพิมพ์รายละเอียดไว้อย่างครบถ้วนทั้งชื่องาน กำหนดการ คนเปิดงาน จำนวนแขกผู้ร่วมงาน รายชื่อคนในแผนกต่าง ๆ รวมถึงรายละเอียดที่จำเป็นอย่างบประมาณ พอพลิกหน้าถัดไปก็พบกับภาพเสก็ตบรรยากาศงานจากฝั่งออแกไนเซอร์หลายภาพ 

“ไนต์คลับ ? ” หลุดเสียงออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้ ดูยังไงก็เข้าใจได้เพียงแบบนี้เท่านั้น ทั้งการใช้สีโทนน้ำเงินม่วง เก้าอี้ โซฟา บาร์นั่งดื่ม เสตจบรรเลงเพลงของดีเจ และฟลอร์สำหรับเต้น  ไม่ผิดแน่ ธีมไนต์คลับไฮโซ 

“ครับ เพราะหลิวยังไม่เคยไปเลยสักครั้ง นี่ก็ยังกลุ้มใจอยู่เหมือนกันว่าจะแต่งตัวยังไง” พูดตามประสาลูกคุณหนูที่วัน ๆ ได้แต่อ่านหนังสืออยู่ในบ้าน ยอมรับว่าเป็นคนที่แต่งตัวไม่เป็นเท่าไหร่ ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็เสื้อเชิ้ตเบาสบายกับกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่ใจ เสิร์จหาข้อมูลในเน็ตอยู่นานกว่าจะได้สโคบธีมการแต่งกายมาเป็น ‘ชุดเที่ยวกลางคืน’ 

หวังหย่งเหวินไม่แน่ใจว่าอีกคนเอาความคิดนี้มาจากไหน ตัวเขารู้ว่าเสี่ยวหลิวไม่เคยไปเที่ยวสถานที่แบบนั้น เนื่องจากอายุยังไม่ถึง อีกอย่างลูกชายคนเล็กตระกูลฟู่ถูกประคมประหงมเสียยิ่งกว่าไข่ในหิน

“ถ้าไม่รู้แล้วจะจัดทำไม ทำไมไม่เอาธีมอื่น” ชายหนุ่มคิดในใจว่าธีมงานเลี้ยงส่งก็ดีเหมือนกันนะ ฉลองเสร็จก็ให้อีกคนกลับไทยไปได้เลย

“ก็หลิวคิดว่ามันคงจะน่าสนุก แต่ก่อนเห็นเฮียเหวินกับเพื่อนชอบไปเที่ยวที่แบบนั้นบ่อย ๆ ”

ตอนที่เฮียเหวินและแก๊งลูกคุณหนูตระกูลอื่นยังเรียนมหาวิทยาลัยไม่จบ ยิ่งช่วงที่เด็กหนุ่มเพิ่งจะบังคับให้เฮียเหวินตกลงแต่งงานได้ ว่าที่สามีเขามักจะหนีหน้าไปสิงอยู่ที่ไนต์คลับย่านสุขุมวิทบ่อยครั้ง ราวกับว่าทุกวันจนกว่าจะถึงวันแต่งงานเป็นปาร์ตี้สละโสด 

หวังหย่งเหวินไม่คิดว่าเสี่ยวหลิวจะจัดงานเลี้ยงแบบที่เขาและเพื่อนพ้องชอบ ทั้งที่มันควรจะเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อตัวภรรยาเขาเอง 

หลังจากที่ทำร้ายจิตใจไปตั้งหลายครั้ง เสี่ยวหลิวก็ยังเห็นว่าเขาเป็นคนสำคัญเสมออย่างนั้นเหรอ ?

คนเป็นสามีคิดเช่นนั้นโดยไม่ทราบว่าภายใต้รอยยิ้มซื่อของเสี่ยวหลิวคนนี้มีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง 

ใช้เวลาอ่านรายละเอียดอีกไม่ถึงสิบวินาทีก็วางแฟ้มลงที่เดิม เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น

“ถ้ายังไงเรื่องเพื่อน เดี๋ยวฉันบอกอีกทีตอนเย็นว่าใครมาได้บ้าง” พูดจบก็หันไปสนใจเอกสารหลายแผ่นบนโต๊ะต่อ คล้ายจะบอกให้รู้กลาย ๆ ว่าธุระเยอะมาก เสี่ยวหลิวรับรู้ได้ว่าเป็นสัญญาณเอ่ยไล่แบบทางอ้อม จึงได้เดินออกจากห้องไปอย่างไม่เซ้าซี้อะไร 

เมื่อแผ่นหลังเล็กที่หายลับไปและแผ่นไม้เก็บเสียงซึ่งเป็นประตูถูกเลื่อนปิดลง หวังหย่งเหวินละมือจากกระดาษทันที ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้เข้าหาตู้หนังสือขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง รีบกดโทรศัพท์มือถือต่อสายหาเพื่อนสนิทคนแรก รอไม่นานก็มีคนรับ

“ว่าไงครับ คุณหย่งเหวิน” เป็นเสียงติดจะขี้เล่นของลู่เสียน ทายาทเจ้าของค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน 

“วันเสาร์หน้าว่างรึเปล่า” เลือกที่จะตัดบทเข้าเรื่องทันที คงไม่ต้องถามว่าอีกฝ่ายสบายดีไหม ในเมื่อเพิ่งจะคุยกันไปไม่กี่อาทิตย์ก่อน 

“แปปนะ ดูตารางก่อน” ปลายสายหายไปสักพัก ไม่นานก็ตอบกลับมา “ว่างอยู่ แต่ขอเป็นช่วงเย็นเป็นต้นไปจะสะดวกที่สุด ทำไม จะชวนไปดริงค์เหรอ ที่ไหน ยังไง แล้วใครไปบ้าง” ถามรัวไปตามตรง ปกติถ้าไม่ได้ทำงาน แก๊งเสืออันตรายที่ลู่เสียนเป็นคนตั้งชื่อให้กับพวกพ้องเองมักจะไปรวมตัวกันที่คลับหรูย่านซานหลี่ถุน ย่านที่ขึ้นชื่อในเรื่องร้านอาหารและสถานบันเทิงในเขตเฉาหยาง

“ชวนมาดริ้งค์ แต่ที่โรงแรมฉันนี่แหละ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครมาบ้าง นี่ก็โทรชวนแกเป็นคนแรก” เว้นวรรคไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะพูดต่อ “พอดีเสี่ยวหลิวมาอยู่ด้วยที่ปักกิ่ง เจ้าตัวอยากจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ”

ตอนแรกหวังหย่งเหวินคิดว่าจะแกล้งบอกภรรยาว่าโทรไปชวนทุกคนแล้วแต่ไม่มีใครว่างเลย ทว่าพอคิดได้ว่าถ้าไม่มีเพื่อนมาสักคน ทั้งงานคงต้องอยู่กับเสี่ยวหลิว ถ้าอย่างนั้นชวนเพื่อนมาให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า อย่างน้อยถ้าอยู่กับกลุ่มเพื่อนแล้วก็ยังพอเลี่ยงพูดคุยได้

แต่เหมือนลู่เสียนจะตกใจมากกับชื่อที่ได้ยิน ถึงกับแหกปากลั่น 

“เสี่ยวหลิวที่เป็นภรรยานายน่ะนะ ! ”

ก็มีแค่เสี่ยวหลิวเดียวไหมล่ะในชีวิตของหวังหย่งเหวิน...

“อือ”

“ไม่ใช่ว่าน้องเขาอยู่ที่ไทยเหรอวะ ไหนบอกว่าสั่งให้ดูแลม๊าไง” 

แก๊งเสืออันตรายแห่งซานหลี่ถุนมีสมาชิกประกอบด้วยกันทั้งหมดห้าคน ทุกผู้ล้วนรู้ประวัติความเป็นมาของชีวิตคู่เขาดี ต่างก็ทันเหตุการณ์ที่เขาเลิกกับเสี่ยวหลิวและคบกับน้ำฝน ส่วนลู่เสียนเป็นเพียงคนเดียวที่คบหามานานที่สุดตั้งแต่สมัยมัธยม จึงรู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตั้งแต่ที่คบกัน

ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนสนิทชนิดรู้เบื้องลึกที่สุดคนนี้ก็เป็นตัวตั้งตัวตีเชียร์ให้เขากลับมาคบกับเสี่ยวหลิว

“ม๊ายุมา นี่ก็มาได้สี่ห้าวันแล้ว” 

“ดี ๆ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ปกติจะเข้าไปคุยด้วยแกก็คอยกันไว้ตลอด” ลู่เสียนเหน็บอีกคน “ตอนมัธยมก็กันท่าเพราะหวงแฟน แต่พอจะแต่งงานก็กันท่าเพราะหวงเพื่อน” บ่นต่อพร้อมกับถอนหายใจแรง ๆ อย่างอัดอั้น 

“ถ้ามึงจะบ่นเยอะขนาดนี้ก็ไม่ต้องมา” เป็นหย่งเหวินที่รำคาญกับคำพูดเสียดสี อยากจะบอกว่าอะไรที่มันเป็นอดีตก็ให้มันเป็นอดีตไปเถอะ

“โห หลุดหยาบเลยเหรอวะ” ลู่เสียนหัวเราะ เนื่องจากหลังจากจบมหาวิทยาลัยแล้วแต่ละคนก็มีการมีงานทำ แถมยังเป็นตำแหน่งระดับสูงอย่างผู้บริหาร นิสัยชอบพูดหยาบคายเลยต้องเพลา ๆ ลงบ้างเพื่อรักษาภาพพจน์ มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าเกิดพูดจนติดปากแล้วแยกแยะการใช้กับกลุ่มเพื่อนระหว่างสถานที่ส่วนตัวและสาธารณะไม่ออก

“สรุปว่าวันเสาร์นี้กูไป ถ้าติดงานกูก็จะเทให้หมด กว่าจะได้เจอทีนึกว่าต้องรอให้มึงตายก่อน” ว่าแต่เขาแต่ลู่เสียนก็พูดด้วยท่าทีสบาย ๆ เช่นกัน ปากก็ยังไม่หยุดกัดคนเป็นเพื่อน “เดี๋ยวซื้อหนมไปฝากเสี่ยวหลิวด้วย ไม่รู้ว่าน้องผอมลงรึเปล่า มึงยิ่งเลี้ยงแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ”

“ไอ้รูเสี้ยน” อดที่จะด่าโดยใช้ฉายามันไม่ได้เลยจริง ๆ รู้อย่างนี้ไม่น่าโทรมาชวนเลย เหมือนโทรมาให้เพื่อนด่าเล่น

“ลู่เสียนเถอะ”

“จะยังไงก็ช่าง แต่วันงานมาถึงเมื่อไหร่คอยอยู่ติดกับกู ถ้าเด็กมันชวนคุยก็เงียบ ๆ ไว้” กำชับเสียงเข้ม รู้ว่าเพื่อนเป็นคนพูดมากแค่ไหน  

“ประวัติเยอะไงมึงอะ กลัวความแตกเหรอที่ไปซื้อกินบ่อย ๆ เคยห้ามแล้วก็ไม่ฟัง”

“แตกไปแล้ว” 

“อาว” 

“เมื่อสี่วันก่อน เปิดประตูเข้ามาเจอเลย” หวังหย่งเหวินนึกถึงเหตุการณ์นั้นแล้วก็ถอนหายใจ คิดว่าลู่เสียนสนิทมากพอที่จะเล่าให้ฟังได้ อย่างน้อยถ้ามีเพื่อนร่วมฟังความผิดแล้วพูดอะไรเข้าข้างเขาให้รู้สึกดีขึ้นบ้างก็คงจะดีไม่น้อย แต่เหมือนลู่เสียนจะไม่ใช่เพื่อนที่ดีขนาดนั้น ทายาทเจ้าของค่ายบันเทิงกลับระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

“กูบอกมึงแล้วไอ้เหวิน! กูเคยเตือนมึงแล้วไง แล้วเป็นไงล่ะ ดีแค่ไหนน้องมันไม่ขอหย่าแล้วหนีกลับไทย คิดแล้วสงสารชิบหาย” ลู่เสียนพูดด้วยน้ำเสียงสะใจ คิดถึงใบหน้าเล็กที่มีน้ำตานองก็รู้สึกสงสารขึ้นมา ถือว่าด่าแทนภรรยาเพื่อนไปด้วยแล้วกัน 

“เหมือนว่างานเลี้ยงวันเสาร์หน้าคงไม่มีชื่อนายอยู่ในลิสต์แล้วล่ะ ขอโทษด้วยนะ” คนโดนสมน้ำหน้าชุดใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ   

“พูดความจริงแค่นี้โกรธเหรอมึง โอ๋นะ ๆ ” ทำเสียงเหมือนพูดกับเด็กตัวเล็ก ๆ “แต่น้องแม่งใจแข็งว่ะ โดนไปขนาดนั้น เอ้อ แล้วนี่มึงโดนไปกี่ที เท้าน้องเขานุ่มไหม” ถามเหมือนหวังไป๋ลี่ที่โทรมาเมื่อหลายวันก่อนไม่มีผิด

“โดนแค่หมอนข้าง” สารภาพว่าตอนแรกนึกว่าจะโดนแจกันบนโต๊ะทุ่มเข้าให้

“บอกกูมาสิมึงไปทำบุญศาลเจ้าไหนมา” ลู่เสียนโอดครวญ ขนาดเขาเป็นเพื่อนถ้าเจอเหตุการณ์แบบนั้นยังอยากเอาเท้าเหยียบหน้ามันเลย

“ไม่ได้ทำ” คนโชคดีเงียบไปสักพัก คิดถึงเหตุการณ์นั้น ทั้งคำพูดและการกระทำของภรรยายังจำได้ขึ้นใจ “เสี่ยวหลิวคงรักกูมากเกินไป” 

ยิ่งเมื่อวานตอนมื้ออาหารเย็น เสี่ยวหลิวที่เปลี่ยนไปเพราะคำพูดของเขานั่นอีก 

‘ภรรยาที่ไม่หัวอ่อนแบบนี้ เฮียไม่ชอบเหรอครับ ? ’

แต่ก็ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นทำเพราะประชดหรือว่าทำเพื่อเอาใจเขากันแน่

“เออ ถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็รักน้องมันบ้างนะ ใจแลกใจน่ะมึงรู้จักไหม มึงไม่รู้ตัวหรอกว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้เสี่ยวหลิวเป็นภรรยาน่ะ” ลู่เสียนที่เมื่อกี้ยังกวนประสาทกลับทำน้ำเสียงจริงจัง 

ดีแค่ไหนที่ได้เสี่ยวหลิวเป็นภรรยาน่ะเหรอ กับการแต่งงานกับคนที่บังคับตัวเองน่ะเหรอที่เรียกว่าโชคดี

ความคิดที่แย้งกับสิ่งที่เพื่อนสนิทพูดผุดขึ้นมาในหัว ทว่ายังไม่ทันจะเอ่ยปากพูดอะไร ลู่เสียนก็ต้องขอตัววางสายเสียก่อน ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินลอดออกมาจากลำโพงดูเหมือนว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นในบริษัท 

เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนโทรศัพท์ที่แนบกับใบหูลง ไม่คิดว่าการโทรชวนเพื่อนมางานเลี้ยงจะทำให้วกเข้ามาเรื่องที่เขาหนักใจจนได้ 

เก้าอี้ตัวใหญ่หมุนกลับมาทิศเดิม ดวงตาคมมองน้ำชาในแก้วและขนมว่างที่จัดเรียงอยู่บนจานสวยงาม ดูก็รู้ว่าทำด้วยความเอาใจใส่ 

รสชาติชามะลิยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น อดใจไม่ไหวจนต้องยกขึ้นมาดื่มอีกครั้งและอีกครั้ง ไม่นานขนมแต่เหลี่ยวที่วางคู่อยู่ก็ถูกหยิบขึ้นมากัดชิม รสชาติที่ลงตัวทำให้สุดท้ายก็หยุดมือไม่ได้ ความเครียดสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมาดูจะจางหายไปอย่างง่ายดายเพียงเพราะของว่างยามสายที่คนตัวเล็กนำเข้ามาให้ 

หรือบางทีหวังหย่งเหวินอาจจะโชคดีจริง ๆ ก็ได้ที่มีเสี่ยวหลิวเป็นภรรยา 



ระหว่างมื้ออาหารเย็นสไตล์อิตาเลี่ยนหวังหย่งเหวินก็พูดถึงจำนวนเพื่อนที่จะมางานเลี้ยง ซึ่งที่มาเพราะการโทรชวนแบบส่วนตัวมีแค่แก๊งเสืออันตรายแห่งซานหลี่ถุน ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้สนิทมากนักได้มอบหมายให้ซิ่นเฉิงเป็นคนพิมพ์จดหมายเชิญส่งไป เสี่ยวหลิวเห็นคนเป็นสามีช่วยเหลืออย่างเต็มที่ก็กล่าวขอบคุณพร้อมกับหอมแก้มไปหนึ่งที แน่นอนว่าคนหน้าดุทำอะไรไม่ได้ 

เพราะปากตัวเองแท้ ๆ เลยทำให้เป็นแบบนี้

“เมื่อไหร่นายจะเลิกปัดหมอนข้างเสียที” หวังหย่งเหวินในชุดนอนกล่าวกับภรรยาที่กำลังนอนพิงหัวเตียงเล่นแท็บเล็ตในมือ เมื่อกี้ก่อนไปอาบน้ำก็วางหมอนข้างใบหนึ่งไว้ตรงกลาง ทว่าพอกลับมาดันเห็นมันตกอยู่ปลายเตียงอย่างน่าสงสารเสียได้  

“ก็มันเกะกะ เวลานอนหลิวยืดแขนยืดขาไม่สะดวก” 

“กับที่นอนกว้างขนาดนอนได้สามสี่คนแบบนี้น่ะเหรอ อย่ามาอ้างหน่อยเลย”

“ยอมรับก็ได้ว่าอ้าง ที่จริงหลิวก็แค่อยากนอนใกล้เฮีย” เสี่ยวหลิวพูดโดยไม่หันมามอง “แต่ถ้าเฮียเหวินอึดอัดล่ะก็ เดี๋ยวหลิวเอาหมอนกับผ้าห่มเฮียไปไว้ที่โซฟาให้ก็ได้ครับ แต่น่าจะนอนปวดหลังหน่อยนะ”  

หวังหย่งเหวินอยากจะตีคนที่แสดงอำนาจว่าอยู่เหนือกว่าจริง ๆ ที่พูดออกมาแบบนั้นเสี่ยวหลิวคงรู้ว่าเขาไม่มีวันยอมเป็นฝ่ายถอยแล้วสละเตียงให้เรื่องมันจบแน่ ชายหนุ่มได้แต่ยืนอุ้มหมอนข้างซึ่งไร้ประโยชน์ที่สุดในเวลานี้ และยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีกเมื่อเห็นภรรยาอายุน้อยอยู่ในชุดนอนสีดำกางเกงขาสั้น ต้นขาสวยภายใต้ขากางเกงที่เผยออ้าออกทั้งขาวทั้งเนียนเตะตาทุกครั้งที่ขยับเปลี่ยนท่า

เคยบอกแล้วว่าอย่าใส่ชุดนอนแบบนี้ หวังหย่งเหวินไม่ใช่พระอิฐพระปูน ที่ถึงแม้จะมีเด็กหนุ่มตัวเล็กเหมือนลูกแมวน้อยตัวขาว ๆ มานอนบนเตียงเดียวกันแล้วจะไม่คิดลงมือทำอะไร ยิ่งคนที่มีสถานะเป็นภรรยาด้วยแล้วแบบนี้… เฮ้อ เขาต้องขอบคุณใจที่ยังยึดมั่นในเป้าหมายการหย่า

เสี่ยวหลิวที่ไม่รับรู้ความคิดของหย่งเหวินไม่นานก็ปิดแท็บเล็ตในมือ ล้มตัวลงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงหน้าอก หลับตาสักพักก็รับรู้ว่าไฟหัวเตียงดับลง ตามมาด้วยฟูกเตียงยวบตามน้ำหนักที่กดทับลงมา และแน่นอนว่าไม่มีหมอนข้างเจ้าปัญหาวางเป็นตัวกั้นอาณาเขต เฮียคงเหนื่อยที่จะเก็บขึ้นมาทุกเช้า ในเมื่อผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

คนเป็นภรรยาแอบยิ้มอย่างดีใจ เพียงแค่นี้ก็เหมือนกับตัวเองชนะไปแล้วหนึ่งครั้ง ใจที่ต้องปฏิบัติการภารกิจอันยิ่งใหญ่ชื่นขึ้น คราวนี้เสี่ยวหลิวเริ่มรู้สึกว่ามันก็ไม่เลวร้ายนักเวลาได้ขัดใจคนตัวใหญ่ เขาอยากจะลองใช้อำนาจที่ตนเพิ่งได้รับมาอีกสักเล็กน้อย

“เฮียเหวิน” เสียงกระซิบดังขึ้นในความมืด เสี่ยวหลิวพลิกตัวมาอีกด้าน เขามองเห็นแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นสามีแม้จะไร้แสงไฟ

“นี่ เฮียเหวิน” เมื่อเรียกไม่ได้ยินก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น และเหมือนคนที่นอนหันหลังอยู่จะรับรู้ได้

“มีอะไร” น้ำเสียงทุ้มติดจะรำคาญ 

“หลิวนอนไม่หลับ” 

“หลับตาไปเดี๋ยวก็หลับ”

“ลองแล้วเมื่อกี้” ขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม “เฮียเหวินกล่อมหลิวหน่อยสิ ร้องเพลงให้ฟังหน่อย”

หวังหย่งเหวินถึงกับขมวดคิ้ว เสี่ยวหลิวเป็นเด็กป. 1 รึยังไงกัน 

พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ เด็กหนุ่มเลยยกแขนโอบกอดจากทางด้านหลัง มันเป็นสิ่งที่เขาอยากลองทำมาตลอด ซึ่งพอได้ทำแล้วก็รู้สึกใจเต้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“เขยิบออกไป” หวังหย่งเหวินกัดฟันพูด กายนุ่มของภรรยาที่อิงแอบแนบชิดอยู่ข้างหลังทำให้ความอยากนอนแทบสลายหายไป ตอนนี้ตาสว่างยิ่งกว่าได้ดื่มชาเขียวสามแก้ว

ทว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เสี่ยวหลิวหัวเราะในใจกับร่างกายแข็งทื่อของสามี รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นฝ่ายที่เหนือกว่าบ้าง ริมฝีปากเล็กจูบลงที่แผ่นหลังกว้าง ไม่ใช่แค่จูบเดียว แต่เป็นการจูบที่เน้นหนักผ่านเนื้อผ้าหลายครั้ง ปากเล็กลากไปตามแนวสันหลังจนถึงหัวไหล่ ใบหน้าฝังลงแถวซอกคอจนคนที่หันหลังให้สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดลงมา หย่งเหวินขนลุกซุ่ 

จะกวนกันแบบนี้ใช่ไหม

ในที่สุดผู้บริหารซึ่งมีงานให้สะสางพรุ่งนี้เช้าก็ทนไม่ไหวกับการหยอกล้อของมือสมัครเล่น ชายหนุ่มพลิกตัวกลับมา ใช้มือใหญ่คว้าคนตัวเล็กกว่าให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใบหน้าหวานซบเข้ากับอกหนาอย่างช่วยไม่ได้ 

เสี่ยวหลิวกลั้นหายใจ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นไม่เป็นจังหวะ การถูกกอดกลับแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้สมองหลั่งสารความสุขเต็มที่ ไม่คิดว่าสามีจะมีอารมณ์เร็วได้ขนาดนี้

แต่ก็นั่นแหละ เสี่ยวหลิวมักจะคาดการณ์อะไรผิดเสมอ

“ทำอะไรน่ะครับ” 

เสี่ยวหลิวถามเฮียเหวินที่ตบมือลงบนก้นเขาเบา ๆ 

“กล่อมไง”

บอกให้ร้องเพลงให้ ไม่ใช่ให้ตบตูด !

อย่างนี้เสี่ยวหลิวคงหลับลงหรอก

“อย่าล้วงสิ”  จากตอนแรกที่ตบก้นเขาอยู่ดี ๆ นิ้วร้อนก็เริ่มแทรกผ่านขอบกางเกงนอนขาสั้นเข้ามา เสี่ยวหลิวร้องเสียงหลง มือใหญ่ตบลงมาเบา ๆ อีกครั้งแบบไม่มีปราการขวางกั้นเหมือนกับผู้ใหญ่กล่อมเด็กทารกที่ไร้ผ้าอ้อม เสี่ยวหลิวดันอกหนาให้หยุดมือ ไม่ใช่ไม่อยากให้สัมผัส แต่ว่าเขาอยากเป็นคนคุมเกมมากกว่า แบบนี้ดูยังไง ๆ ก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

หวังหย่งเหวินก้มมองคนที่อยู่ระดับอก เห็นคนใจกล้าร้อนรนก็ยกยิ้มในใจ ทำไมจะดูไม่ออกว่าพักนี้เสี่ยวหลิวชอบยั่วเขา ทั้งคำพูดทั้งการกระทำคอยแต่จะทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย ทว่าพอโดนกลับไปทีก็หายซ่า รู้อย่างนี้ไม่เสียเวลาว่าให้สำนึกอยู่นานหรอก

เหมือนที่คนเขาพูดกัน หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง 

เสี่ยวหลิวเม้มปาก ตัวโดนล็อคแน่นจนขยับกายยังลำบากแบบนี้ได้แต่ใช้ปากร้องห้าม ส่วนด้านหลังก็ไม่ได้โดนแค่กล่อมแบบเด็กอีกต่อไป ตอนที่เฮียเหวินหยุดมือหรือก็อุตส่าห์หลงดีใจ แต่กลับกลายเป็นว่าก้นของเขาดันโดนบีบโดนเฟ้นอย่างแรงแทน จากเพียงสัมผัสบั้นท้ายทั้งสองข้างก็เริ่มลุกลามไล่ลงมาสัมผัสที่ขาอ่อน ยิ่งหลังมือของสามีสัมผัสโดนถุงสองข้างที่อยู่ภายใต้ชั้นใน เด็กหนุ่มยิ่งต้องอ้าปากหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ตอนนี้กางเกงนอนถูกดึงรั้งลงไปที่เข่าเรียบร้อย

“หย- หยุดก่อน”

เจ้าของมือร้ายไม่ได้ฟังเลยสักนิด พอได้สัมผัสกับเรียวขาที่เห็นมาตลอดหลายวันแบบเต็มมือแล้วก็ต้องพบว่าขาของเสี่ยวหลิวนุ่มมากกว่าที่จินตนาการไว้ นิ้วทั้งห้ากางแผ่ออกเพื่อให้ได้พื้นที่รับสัมผัสมากที่สุด ลากผ่านอย่างอ่อนโยนบนผิวเนียนลื่นทุกตารางนิ้วเหมือนกับผ้ากำมะหยี่ที่กำลังถูกคัดเลือกอย่างผิถีผิถัน  ไหนจะบั้นท้ายขนาดเหมาะมือที่อดใจไม่ไหวจนต้องวกกลับขึ้นไปหยอกล้อให้หายหมั่นเขี้ยว ชายหนุ่มแทบคุมสติไม่อยู่ อยากจะเอื้อมมือไปเปิดไฟดูว่าผิวเนื้อขาวนวลกลายเป็นสีชมพูระเรื่อเช่นเดียวกับอุณหูมิร้อนของคนในอ้อมกอดตอนนี้ไหม

แวบหนึ่งในห้วงความคิดที่อยากเปลี่ยนจากมือเป็นอย่างอื่น หวังหย่งเหวินอยากจะลองใช้ลิ้นร้อนชื้นละเลียดชิมต้นขาด้านในของภรรยาเหลือเกิน ไม่รู้ว่ารสชาติจะหอมหวานเหมือนชามะลิที่เจ้าตัวชงมาให้ดื่มเมื่อตอนสายไหม 

“พะ พอแล้ว ง่วงแล้ว” เสียงอ่อนเหมือนคนไม่มีแรงกระซิบบอก หน้าอกของภรรยากระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง หอบหายใจหนักจนสะท้อนไปทั่วห้องนอนใหญ่ ถึงจะใช้วิชาในตำราควบคุมอารมณ์ไม่ให้พุ่งสูงจนแก่นกายขยายตัวเร็วเหมือนตอนมาที่ปักกิ่งวันแรก แต่ถ้ามากไปกว่านี้คนที่ยังไม่สำเร็จเป็นเซียนคงทนไม่ไหว

“อะไรกัน ฉันยังไม่ได้ร้องเพลงเลยนะ” หวังหย่งเหวินบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก 

“ไม่ฟังแล้ว พอแล้ว จะนอน”  ไม่น่าเลย เสี่ยวหลิวไม่น่าได้คืบเอาศอก  

“งั้นก็นอนไป แล้วอย่าเล่นซนอะไรอีกล่ะ” ทันทีที่จบประโยคหย่งเหวินก็หยุดมือที่ลูบไล้ไปทั่วเรียวขาเล็ก ในเมื่อเสี่ยวหลิวเป็นคนเอ่ยปากยอมแพ้โดยศิโรราบเอง สั่งสอนไปพอหอมปากหอมคอก็หวังว่าอีกคนจะจำขึ้นใจ มือใหญ่ดึงกางเกงนอนขาสั้นกลับมาไว้ที่เดิม  อ้อมกอดที่แน่นจนร่างกายแนบชิดทุกสัดส่วนคลายออก ทว่าก็ยังกักขังอีกฝ่ายไว้ให้ไออุ่นส่งผ่านกันและกันได้

เพราะถ้าปล่อยไปแล้วเกิดภรรยาตัวดียั่วขึ้นมาอีก คืนนี้คงไม่ได้นอนกันพอดี

ด้านเสี่ยวหลิวที่เหมือนเพิ่งขึ้นรถไฟเหาะมานอนอยู่ในอ้อมแขนอย่างหมดแรง เขาเจ็บใจ คิดว่าจะชนะได้ตลอดรอดฝั่ง แต่กลับกลายเป็นว่าชั้นเชิงตัวเองยังห่างไกลจากผู้เป็นสามีหลายขุม เด็กหนุ่มพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในเวลาไม่ถึงห้านาที หรือถ้าเป็นมวยก็คือแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกหมัดด้วยซ้ำ

เสี่ยวหลิวเงยหน้ามองสามีที่หลับตานอนหลับลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ก็ได้แต่คิดว่าคืนนี้ปล่อยให้ชนะไปก่อนก็แล้วกัน

เพราะคืนต่อ ๆ ไป เขาสาบานว่าคนที่ต้องร้องเสียงหลงว่า ’พอแล้ว’ จะต้องเป็นเฮียเหวินอย่างแน่นอน









------------------------------

ปั่นเสร็จแล้วววว ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ ตีสองตีสามเหมือนเดิมมม

ตอนนี้ก็มาเปิดตัวหนึ่งในแก๊งเสือร้ายแห่งซานหลี่ถุนบ้าง ไม่รู้จะร้ายสมชื่อไหมต้องติดตาม555555555 

สารภาพว่ายิ่งแต่งยิ่งรู้สึกว่าเฮียเหวินยิ่งไม่มีใครเข้าข้าง สงสารแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง5555555 

ส่วนเสี่ยวหลิวก็พัฒนาวิชาที่ศึกษาขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่เก่งกล้าสามารถเหมือนเฮียเขา นอนเจ็บใจไปตอนนี้

ขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้เรานะคะ ชื่นใจมากเลยฮือ ๆ รักทุกคนน

ตอนนี้ทอล์คสั้น ๆ หน่อย เพราะคนแต่งตาจะปิดแล้ว55555555 ฝันดีค่าา

ปล. เห็นมีคนให้ดาวคนแต่งด้วยฮือออ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ รักๆๆๆ

ความคิดเห็น