Bubble-Bew

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 27 ร่วมมือ ​

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 ร่วมมือ ​

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 500

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2561 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 ร่วมมือ ​
แบบอักษร

ตอนที่****27

ร่วมมือ


“หึๆ ผมดูเป็นคนดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“เปล่าเลย สำหรับฉันนายมันเป็นยิ่งกว่าความชั่วเสียอีก”

“เข้าใจถูกแล้วล่ะครับ ผมก็แค่ความชั่วที่ทำทุกอย่างได้เพื่อการแก้แค้น”

เป็นอย่างนั้นจริงๆสินะ สาเหตุที่เด็กคนนี้สานต่อทุกสิ่งที่แม่มดหรือแองเจิ้ลพี่สาวของตัวเองทำเอาไว้ก็เพื่อแก้แค้นหรือไม่ก็…

ค้นหาความจริงบางอย่าง

“ฉันมีข้อเสนอ”

“…”

“ถ้านายอยากจบเรื่องนี้จริงๆพวกเราจะต้องร่วมมือกัน นายคนเดียวไม่สามารถต่อกรกับพวกมันได้แน่ถึงได้รวมทีมเจ้าสามแปลกนั่นกับฉันเข้าด้วยกัน แต่แค่พวกฉันก็ไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ต่อได้จนจบ เพราะคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวทั้งหมดมีแค่นายเท่านั้น”

“…”

“ว่ายังไงล่ะ จะลุยเดี่ยวโดยปล่อยให้เรื่องราวมันคาราคาซังต่อไปหรือว่าจะ…ร่วมมือกัน”

ในที่สุดผมก็เข้าใจในสิ่งที่แม่มดพูดเอาไว้เสียที ที่เคยขอให้ผมช่วยอสุรกาย ไม่ใช่ให้ช่วยเหลือออกมาจากความเลวร้ายแต่หมายถึงให้…ร่วมมือกัน

การร่วมมือกันของพวกผมกับอสุรกายจะช่วยคลี่คลายความชั่วร้ายในมหา’ลัยทั้งหมด รวมถึงความจริงบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในมหา’ลัยแห่งนี้ด้วย!

“เคยมีคนสอนผมว่าวิธีที่ฉลาดที่สุดคือวิธีของคนโง่ และวิธีที่โง่ที่สุดคือวิธีของคนฉลาด”

“…”

“เอาสิครับ ผมจะลองเลือกวิธีของคนโง่ดูสักครั้ง ถ้าการร่วมมือกับศัตรูอย่างพวกอาจารย์จะทำให้ผมบรรลุเป้าหมายได้ ผมตกลง”

พลั่ก!!!

สิ้นสุดข้อตกลงระหว่างผมกับอสุรกาย เสียงหมัดกระแทกกับใบหน้าของใครบางคนก็เรียกร้องความสนใจจากพวกผมได้ ไต้ฝุ่นที่ทั้งตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือก ดวงตาบวมปูดจนแทบจะปิดสนิท ไม่สามารถยืนทรงตัวให้ตรงได้เป็นผู้ชนะเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

ใช่…

เด็กคนนั้นเอาชนะคนของอสุรกายทั้งหมดมาได้แม้จะอยู่ในสภาพที่ร่อแร่เต็มทีแล้วก็ตาม

“ผม…ชนะแล้วล่ะชูจิ”

หมับ!!!

เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ผมพุ่งเข้าหาใต้ฝุ่นที่ยืนห่างออกไปหลายเมตรเพื่อรับร่างบางเอาไว้ได้ทัน เจ้าลิงหัวแดงล้มลงในอ้อมแขนอย่างหมดแรงแต่ไม่ได้หมดสติไป ยังคงชูสองนิ้วให้และฉีกยิ้มเห็นฟัดที่อาบไปด้วยเลือดให้ผมดู เจ้าบ้านี่…ทำอะไรเกินตัวอีกแล้ว

“หมดแรงเลย”

“ที่เหลือฉันจัดการต่อเอง หลับไปจนกว่าจะถึงที่นัดหมายแล้วกัน”

สิ้นคำผมก็แบกไต้ฝุ่นขึ้นหลัง มองซากของพวกที่ถูกเขาจัดการจนสลบอยู่เกลื่อนลานจอดรถด้วยความกังวล ถ้ามีใครมาเจอเข้าคงตกใจคิดว่ามีการฆ่ากันเกิดขึ้นที่นี่แน่ๆ

“ยังคงเป็นพายุที่อาละวาดได้แบบไม่กลัวตายเหมือนเดิมเลยนะครับ”

“นั่นเป็นคำพูดของคนที่เคยรู้จักกันมาก่อนไม่ใช่หรือไง”

“…”

อสุรกายเงียบไปสนิทเมื่อเจอผมสวนไปแบบนั้น การที่ไม่มีเสียงตอบกลับจากไต้ฝุ่นเลยแบบนี้แปลว่าคงหลับไปตามที่ผมบอกแล้ว ถึงเรื่องทั้งหมดมันใกล้จะจบลง แต่ดูเหมือนว่าจะยังมีปริศนาอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการไขให้กระจ่าง โดยเฉพาะ…

ความสัมพันธ์ของสองคนนี้

“รีบไปเถอะครับ อย่ามัวเสียเวลาเลย”

“เอารถมาใช่ไหม”

“ผมคงไม่เดินมาหรอกครับ”

อ่า…ก่อนไปลุยกับไอ้พวกเวรนั่นผมขอดัดนิสัยเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ก่อนได้ไหม



“นี่ครับอาจารย์ ของที่คุณหนูให้เอามาให้”

จำปา คนของไต้ฝุ่นส่งตู้เซฟให้ ผมเบี่ยงตัวหลบไปอสุรกายเป็นคนรับไว้แทนเพราะยังติดว่าต้องแบกเจ้าลิงหัวแดงเอาไว้บนหลัง

“ขอบคุณนะครับ พวกคุณกลับไปได้แล้วล่ะ”

“เอ่อ แล้วคุณหนูของผมเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่ใช้แรงมากไปเลยเพลียแค่นั้นเอง”

“งั้นเหรอครับ”

ขืนให้คนของไต้ฝุ่นเข้ามายุ่งไปมากกว่านี้เรื่องคงไม่จบง่ายๆ ผมต้องการจบเรื่องแบบเงียบๆและรวดเร็วที่สุด จากนั้นก็ส่งต่อคนผิดให้ทางการลงโทษต่อไป หน้าที่ของผมมีแค่ไหน และผมจะไม่เอาตัวเองหรือเจ้าสามแปลกถลำลึกเข้าไปในวงโคจรนี้อีกแล้ว

ต้องรีบดึงพวกเขาออกมาก่อนที่พระเจ้าจะรับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเขา!

“ว่าแต่…ผมเคยเจอคุณมาก่อนหรือเปล่าครับ รู้สึกคุ้นหน้าจังเลย”

“คุณมองเห็นหน้าเขาเหรอผมถามจริง”

เอ่ยถามจำปาที่หันไปทักทายอสุรกายราวกับคนรู้จัก คนถูกทักรีบจับหน้ากากของตัวเองแล้วหันมองไปทางอื่น ไม่แม้แต่จะส่งเสียงบอกปฏิเสธใดๆ

“ฮะๆๆ นั่นสินะครับ คนอะไรใส่หน้ากากน่ากลัวๆแบบนี้เดินไปเดินมา ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ต้องรีบกลับไปเฝ้าคุณผู้หญิงคนนั้น”

“เชิญครับ ขอบคุณมาก”

จำปาเดินย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อขึ้นรถที่มีคนขับจอดรออยู่แล้ว ไต้ฝุ่นโทรนัดให้เขามาเจอกันก่อนถึงโรงงานน้ำมันเก่าที่ท่าเรือประมาณสามกิโลฯ

“ผู้หญิงที่เขาพูดถึง ใครเหรอครับ?”

“สนใจด้วยเหรอ”

ชิ้ง!

ขวับ!

ผมหันขวับไปยังทางที่ให้ความรู้สึกแปลกๆราวกับถูกใครจ้องมองอยู่! แถมยัง…ไม่ใช่สายตาแค่คู่เดียวอีกด้วย มากกว่าสอง ไม่สิ สาเมหรอ?!

“เป็นอะไรไปครับ”

“เปล่า รีบไปเถอะ”

เดินนำอสุรกายไปขึ้นรถของเขาที่ใช้ขับมา ดูเหมือนว่าผมจะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเองไม่พ้นจริงๆ ทุกอย่างกำลังดึงผมกลับไปสู่จุดเริ่มต้นในอดีต

บรืน…

รถสีขาวสีเดียวกับชุดของคนขับทะยานออกไปตามเส้นทาง ผมนั่งคู่กับไต้ฝุ่นอยู่ที่เบาะหลังเพื่อเป็นหมอนให้เขานอน คราบเลือดถูกเช็ดออกไปจนหมดเหลือแค่รอยฟกช้ำเท่านั้น อดทนหน่อยนะ…อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ฉันจะพานายและเพื่อนรักของนายออกไปจากวงจรแห่งความโหดร้ายพวกนั้นให้ได้

ฉันขอให้สัญญา

“คบกันแล้วเหรอครับ”

“…”

“…”

“ยัง”

“แต่ว่า…”

“จนกว่าฉันจะกำจัดพวกที่คิดจะทำร้ายเด็กคนนี้ได้หมด ฉันจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองมีความสุขด้วยการได้มอบความรักของตัวเองให้ไต้ฝุ่นเด็ดขาด”

ใบหน้าที่เอียงขึ้นเล็กน้อยของอสุรกายทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าคนขับกำลังมองผมจากทางกระจกมองหลัง

“กลับกันมากกว่ามั้งครับอาจารย์ ความรักของอาจารย์จะทำให้เขามีความสุขเสียมากกว่า”

“ไม่หรอก นั่นน่ะ…ถูกแล้ว”

ตอบกลับไปแค่นั้นก็ก้มมองคนที่นอนหนุนตักผมอยู่ด้วยแววตาเปี่ยมรักจากหัวใจ

การได้มอบความรักให้กับเด็กคนนี้ สำหรับผมแล้วมันคือความสุขต่างหาก ความสุขที่ผมได้เข้าใจถึงการรักใครสักคนจนแม้แต่ชีวิตก็มอบให้ได้ การที่อยากจะปกป้องและรักษาทุกสิ่งที่สำคัญ ล้ำค่าของเด็กคนนี้…

ผมเพิ่งได้สัมผัสกับความรู้สึกที่วิเศษขนาดนั้นเป็นครั้งแรก

ไต้ฝุ่นสอนให้ผมรู้จักสิ่งพวกนั้น…

“เอาเป็นว่าผมไม่ขอสนใจเรื่องของพวกคุณสองคนก็แล้วกัน แต่ว่า…”

“…”

“ดูเหมือนพวกนั้นจะเตรียมต้อนรับพวกเราเต็มที่เลยนะครับ”

สิ้นคำ ผมก็เงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธครบมือยืนเรียงกันเป็นฝูง หน้าตาจัดอยู่ในระดับกลุ่มก่อการร้ายเลยทีเดียว ดูท่าคงใช้สันติวิธีกับคนพวกนี้ไม่ได้จริงๆ

“ขอถามเพื่อให้แน่ใจอีกสักครั้งนะ นาย…จะร่วมมือกับพวกฉันจริงๆเหรอ ในเมื่อบอสใหญ่ของคนพวกนี้ที่รออยู่ด้านในก็คือ…พ่อของนาย”

“…”

“…”

“เขา…ไม่ใช่พ่อของผม”

“อะไรนะ”

“มันมีอะไรที่อาจารย์ยังไม่รู้อีกเยอะ ความดำมืดที่ผู้ชายคนนั้นทำไว้กับครอบครัวของผม ต่อให้เขาตาย…ก็ชดใช้ไม่หมด”

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น ดวงตาที่โผล่พ้นหน้ากากแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ในคำพูด

กล่องแพนโดร่าของอสุรกาย…คือเรื่องนี้สินะ

เอี๊ยด…

รถยนต์จอดเทียบที่หน้าโกดังร้าง ทันทีที่จอดรถ พวกที่เฝ้ารอการมาของพวกผมอยู่ก่อนแล้วก็กรูกันเข้ามาล้อมรถเอาไว้ราวกับพวกผมแบกบาซูก้ามาถล่มพวกมันยังไงยังงั้น ซ้ำยังยืนล้อมกันชนิดที่ไม่เหลือบริเวณให้แสงได้ลอดผ่านเลยแม้แต่น้อย

ขนมาสู้กับกองทัพอเมริกาหรือไง

“ให้ตายสิ แห่มาต้อนรับกันเต็มไปหมด”

“พ่อนายเล่นใหญ่แบบนี้ตลอดเลยหรือไง”

“บอกแล้วไงว่าเขาไม่ใช่พ่อผม”

“ครับๆ”

“งั้นก็ขอบคุณการต้อนรับชั้นเยี่ยมของพวกมันหน่อยเป็นไง!”

พลั่ก!!!

“เฮ้ย!”

ไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ตะโกนกร้าวก่อนจะยกเท้าถีบประตูรถจนหลุดปลิวกระเด็นไปอัดกระแทกเข้าลำตัวของพวกมันที่ยืนอยู่ฝั่งนั้นพอดี ผมนั่งมองตาค้างเมื่อร่างเล็กที่บาดเจ็บไปทั้งตัวกระโจนออกจากรถไปทั้งอย่างนั้นเพื่อจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบให้พวกมัน

“หึๆ”

“มันใช่เวลามาหัวเราะหรือไง”

ตวัดน้ำเสียงถามอสุรกายที่หัวเราะในลำคอขึ้นมา

“สมกับเป็นหมอนั่นจริงๆ”

“ให้ตายสิ ทำไมขยันหาเรื่องเจ็บตัวนักนะ”

ขยุ้มเส้นผมของตัวเองด้วยความหงุดหงิด จะปล่อยให้เด็กนั่นลุยคนเดียวก็คงไม่ได้ จากสภาพร่างกายแล้วมีหวังได้ล้มทั้งยืนแหงๆถ้าจะฝ่าคนพวกนี้ไปให้หมด

“เชิญก่อนเลยครับ คุณอัศวินสีดำของปิศาจหัวแดง”

“ฉันให้เวลานาหนึ่งนาที”

“ทำไมครับ?”

“ดับเครื่องแล้วลงไปช่วยฉันจัดการพวกมันด้วยล่ะ”

ออกคำสั่งทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะรีบลงไปช่วยเจ้าลิงหัวแดงที่กำลังถูกพวกมันล็อกตัว

เล่นหมาหมู่กันแบบนี้ไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เลยนะ

“เอามือของพวกแกออกไปจากเด็กคนนั้นเดี๋ยวนี้…”

ถ้าหากเจ้าลิงหัวแดงเปรียบเสมือนพายุไต้ฝุ่นที่พร้อมจะอาละวาดได้ทุกเมื่อ…

ผมก็เปรียบเหมือนกับยมทูตที่ออกล่าวิญญาณ และพร้อมจะตัดขาดชะตาชีวิตของทุกคนที่บังอาจมาทำร้ายพายุลูกนี้ของผม

บับเบิ้ลบิวชวนคุย**:**

มาอัปตอนที่ 27 ต่อแล้วจ้า ในที่สุดพวกเขาก็ร่วมมือกันล่ะ บางทีก็ชอบฉากที่อาจารย์กับอสุรกายอยู่ด้วยกันนะคะ พวกเขามีความเหมือนพี่น้องกันมากๆเลยล่ะ แต่เอ๊ะ? หมายความว่ายังไงที่ว่าท่านอธิการฯไม่ใช่พ่อของแฟนธ่อม? เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกันแน่ อีกแค่สามตอนก็จบแล้วจ้า! ฝากติดตามกันจนกว่าจะจบภาคหกด้วยนะคะ >__<



ความคิดเห็น