greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 7: เฮียไม่ชอบเหรอครับ?

ชื่อตอน : ตอนที่ 7: เฮียไม่ชอบเหรอครับ?

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดี สายกาม เฮียเหวินน้องหลิว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.4k

ความคิดเห็น : 92

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2561 00:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7: เฮียไม่ชอบเหรอครับ?
แบบอักษร

ตอนที่ 7: เฮียไม่ชอบเหรอครับ?



เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหวานเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปตามฟุตบาท ดวงตาเรียวสวยสนใจแต่รองเท้าผ้าใบตนเองที่ยกก้าวไปข้างหน้า แม้จะมีทัศนียภาพระหว่างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ปลูกเรียงแนวกันสวยงามรวมถึงตึกแสดงศิลปะและสนามกีฬาภายในเขตเฉาหยางเชิญชวนให้หยุดพักมองตั้งแต่วันที่มาถึงปักกิ่ง แต่ตอนนี้เสี่ยวหลิวไม่มีกะจิตกะใจจะมีอารมณ์สุนทรีย์ ในเมื่อเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตมาได้

เมื่อกี้หลังจากถอนริมฝีปากออกแล้วก็เพิ่งจะเคยได้ลองใช้สายตาแบบนั้นมองตอบกลับไปเป็นครั้งแรก เสี่ยวหลิวไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อนในชีวิตตั้งแต่ที่รู้จักหวังหย่งเหวินมา มันต้องฝืนอย่างมากที่จะทำแบบนั้น แววตาจอมปลอมจึงปรากฎได้เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ  พอความรู้สึกที่มีอย่างท่วมท้นคล้ายจะกลับมาอีกครั้งถึงได้รีบย้ายตัวเองออกมาให้ห่างจากอีกคนโดยเร็วที่สุด

เขานึกขอบคุณในใจที่ทางเท้าที่นี่ปูได้ราบเรียบและไม่มีเสาไฟฟ้าต้นใหญ่เกะกะขวางทาง มันทำให้เขาวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ เสียงหอบหายใจด้วยความเหนื่อย แต่ร่างกายก็ยังไม่หยุดพัก เหงื่อชื้นไหลตามกรอบหน้าและแผ่นหลัง เมื่อกี้ข้ามถนนสี่เลนก็ยังเกือบโดนรถชนเพราะความรีบร้อน เสียงบีบแตรไล่หลังและเสียงด่าทอเป็นภาษาจีนดังระงม แต่เสี่ยวหลิวไม่สนใจ เด็กหนุ่มขอแค่ตอนนี้ออกไปให้ไกลจากหวังหย่งเหวินได้ก็เป็นพอ ยิ่งไกลเท่าไหร่ได้ยิ่งดี

‘เพราะนายมีนิสัยแบบนี้ยังไงล่ะ เสี่ยวหลิว ฉันถึงได้ไม่อยากรักนาย’

คำพูดบาดลึกจนต้องกัดฟันแน่น

สรุปว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรก็ไม่เคยดีสำหรับเฮียเหวินเลยใช่ไหม

ที่เขาตามเกาะติดเฮียก็เพราะรัก อยากจะอยู่ใกล้ ๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเฮีย เฮียยิ่งห่างเขาก็ยิ่งกังวลว่าเฮียจะทิ้งเขาไป แต่พอเขายอมเปลี่ยนเป็นคนหัวอ่อนเชื่อคนง่าย เพื่อให้เฮียเห็นว่าเสี่ยวหลิวคนนี้เป็นเด็กดี เฮียสั่งอะไรก็ทำตาม ไม่อยากออกความคิดเห็นอะไรให้ขัดแย้งกัน เฮียจะได้อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คราวนี้กลับกลายเป็นว่าเฮียอยู่ด้วยแล้วเบื่อ เห็นเขาเป็นของตาย ยิ่งห่างไกลกันออกไปมากกว่าเดิม

เสี่ยวหลิวไม่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ตัวตนที่แท้จริงคืออะไร ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมาล้วนแสดงนิสัยไปตามที่คิดว่าอีกคนปรารถนา

และที่วิ่งไล่ตามความรักแบบไม่ลืมหูลืมตา ยอมทิ้งศักดิ์ศรีก็เพราะใครล่ะ

ใครล่ะที่สัญญากับเสี่ยวหลิวไว้ว่าจะรัก ว่าจะแต่งงานด้วย

เสี่ยวหลิวก็แค่พยายามทำให้เฮียเหวินจำสิ่งที่เฮียเคยพูดไว้ให้ได้ก็เท่านั้น

ภรรยาหนุ่มของลูกชายท่านประธานโรงแรมต้าจี๋ฉายหยุดฝีเท้าลงเมื่อเดินมาถึงมุมตึกเก่าโทรมซึ่งไม่มีใครเดินผ่านมา นับว่าเหมาะกับการเป็นสถานที่ที่จะใช้ตั้งสติในเวลานี้ เขาค่อย ๆ ทรุดตัวลงกับพื้นนั่งพิงผนังคอนกรีตอย่างคนหมดแรง

น้ำตาพาลจะไหลอีกแล้ว ให้ตายสิ

เสี่ยวหลิวเม้มปากแน่นหลับตากลั้นมันเอาไว้

เมื่อกี้ก็บอกแล้วไงว่าพอแล้ว !

ว่าแล้วก็หยิกแขนตัวเองหนึ่งทีเป็นการลงโทษ แรงจนน้ำตาหายกลับเข้าไป

ไม่ใช่แค่เฮียหรอกนะที่เบื่อตัวเขา เสี่ยวหลิวเองก็เริ่มเบื่อตัวเองแล้วเหมือนกัน เพราะนิสัยเด็ก ๆ แบบนี้ไงที่นอกจากจะทำให้เฮียไม่รักแล้วยังทำให้เขาเหมือนคนไร้ค่า เขาเกลียดที่ตนเองอ่อนแอได้ถึงขนาดนี้

ภาพในห้องนั้นยังติดตา สามีที่อยู่บนเตียงกับพนักงานโรงแรมเปลือยเปล่าทั้งคู่ สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออกไปจากหัวสักที ดูเหมือนว่าคราวนี้กลไกการป้องกันความทรงจำอันเจ็บปวดด้วยอดีตอันแสนหวานจะไม่ยอมทำงานอีกต่อไป พยายามจะฉาบมันทับไว้ด้วยคำบอกรักของเฮียแต่เหมือนจิตใต้สำนึกจะรู้ตัวว่ามันก็เป็นเพียงแค่เรื่องโกหกหลอกลวงเท่านั้น

“หลิวเกลียดเฮีย” น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ขัดแย้งกับความรู้สึกในใจยิ่งนัก รักมาสิบกว่าปี ใช่ว่าอยากจะเกลียดก็เกลียดได้เพียงแค่พูดออกไป

ถึงจะโกรธและผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เสี่ยวหลิวก็ไม่สามารถโทษบุคคลที่กล่าวถึงได้ทั้งหมด เพราะเขาทั้งสองก็เป็นแค่สามีภรรยาในนาม ตัวเองเป็นคนบังคับเฮียให้แต่งงาน ความสัมพันธ์บนเตียงก็ยังไม่เคยมี ความรักก็มีแต่เขาที่มอบให้ฝ่ายเดียว

สรุปแล้วสิ่งที่เฮียทำลงไปก็เหมือนกับนักโทษที่ไม่เคยกระทำความผิด แล้วตัวเขาที่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกทำร้ายกลับให้เจ้าหน้าที่จองจำสามีไว้ด้วยกรงเหล็กที่มีชื่อว่าความภักดีของสามีภรรยา 

‘เมื่อไหร่นายจะโตขึ้นเสียที’

เป็นอีกประโยคหนึ่งที่ได้ยินจากปากคนที่รัก ก่อนที่เขาจะตัดสินใจจูบอีกฝ่ายไป มันเป็นจูบที่เขาตั้งใจให้เฮียเหวินจดจำตัวเขาในวันนี้ ความเป็นเด็กที่ถ่ายทอดผ่านการสัมผัสด้วยริมฝีปาก 

จดจำให้ขึ้นใจ

เพราะหลังจากวันนี้จะไม่มีเสี่ยวหลิวคนนั้นอีกต่อไปแล้ว

เขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนจากเสี่ยวหลิวเด็กดีของเฮีย ที่วันนี้ได้เรียนรู้แล้วว่ามันไม่เคยทำให้เฮียรักในตัวเขาได้เลย เป็นเสี่ยวหลิวที่โตขึ้นและร้ายกาจยิ่งขึ้น เขาเองก็เหนื่อยเต็มทน หากจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้งก็ขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพื่อความรักในครั้งนี้ แต่เพื่อตัวเขา ให้เสี่ยวหลิวคนนี้ได้เป็นอิสระจากอิทธิพลเฮียเหวินบ้าง

เพราะถ้าชีวิตนี้เลิกรักไม่ได้ ก็จะไม่ยอมเป็นฝ่ายที่เจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

หลังจากที่โง่งมมานาน ตอนนี้มันมีเรื่องที่เขาเพิ่งจะคิดได้

ที่ผ่านมาต้องเป็นฝ่ายทรมานกับรักที่เฝ้ารอ

เสี่ยวหลิวเริ่มอยากให้หวังหย่งเหวินรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่ตัวเขาสัมผัสมาตลอดบ้าง

อยากให้เฮียเป็นฝ่ายไล่ตามเขา จะได้ลิ้มรสชาติอันขมขื่นจากการโดนปฏิเสธ

อยากทำให้เฮียคุกเข่าอ้อนวอน บอกว่าขาดเขาไม่ได้ ให้พูดกับเขาว่า ‘กลับมาหาเฮียเถอะนะ’

ฉับพลันเสี่ยวหลิวก็นึกถึงตำราที่ม๊าให้มา กามสูตรตระกูลหวัง จากที่ได้ทดลองใช้กับสามีเมื่อคืนก่อนตอนนี้คิดว่าคงต้องได้หยิบขึ้นมาใช้อย่างจริงจังเสียที เขาต้องศึกษามันให้เหมือนกับว่าจะเอาเกรดเอจากวิชานี้ ภาคทฤษฎีจำได้ แต่ภาคปฎิบัติต้องเข้มข้นกว่า ไม่มีคนฝึกให้ก็ต้องฝึกมันด้วยตัวเอง พอถึงเวลาขึ้นเตียงจะได้ทำให้อีกคนหลงจนโงหัวไม่ขึ้น เรียกหาคนที่เคยดูถูกว่าเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอย่างเขาทั้งเช้าทั้งเย็น

ถ้ากับเครื่องมือชิ้นนี้ล่ะก็ สิ่งที่คิดไว้อาจจะมีความเป็นไปได้ เสี่ยวหลิวค่อนข้างมั่นใจ อย่างเช่นคืนนั้นที่ตัวเขาปลุกปั่นอารมณ์คนตรงหน้าให้เผลอไผลไปด้วยกัน ตรงเป้ากางเกงของสามีถือเป็นหลักฐานชั้นดีว่ามันได้ผล 

เกลียดหลิวมากใช่ไหมเฮียเหวิน

เด็กหนุ่มเงยหน้า แม้แววตาจะยังเจือด้วยความเจ็บปวดแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มร้าย​

“ขอให้เกลียดได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน”



อย่างที่คิดไว้ สรุปว่าเป็นม๊าของเขาเองที่เป็นตัวการในครั้งนี้

หนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพักโรงแรมชั้น 52 หวังหย่งเหวินก็ให้ซิ่นเฉิงและลูกน้องจัดการตรวจสอบพนักงานในโรงแรมอย่างละเอียด ว่าใครคนไหนที่มีความสัมพันธ์กับเทียนฉี แรก ๆ ก็ไม่มีคนยอมรับ จนซักไซ้เรียงตัวถึงได้รู้ว่าเป็นพนักงานที่มีตำแหน่งคนหนึ่ง มีอำนาจในการจ่ายคีย์การ์ดลูกค้าที่มาเข้าพัก พอรู้ว่าเขาคงไม่มีทางยอมให้เสี่ยวหลิวขึ้นมาหาที่ห้องโดยง่าย ม๊าเลยจัดการซื้อตัวไว้เพื่อให้อะไร ๆ มันสะดวกยิ่งขึ้น

ซึ่งหวังหย่งเหวินนึกอยู่แล้วว่าคนนิสัยเด็กแบบนั้นไม่มีทางที่จะใจกล้าตัดสินใจมาที่นี่เองหรอก ถ้าไม่มีแรงยุจากแม่สามีก็คงได้แต่อยู่รอที่ไทยแบบไร้ซึ่งความหวัง 

เวลาเย็นหลังจากที่สะสางงานจนเสร็จ ชายหนุ่มผู้ที่มีตำแหน่งผู้บริหารโรงแรม​​ได้สั่งอาหารเย็นขึ้นมารับประทาน ห้องสวีทขนาดใหญ่บัดนี้ถูกแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนด้วยกำแพงไม้ที่ซ่อนอยู่ในกำแพงห้อง เพียงกดรีโมทสั่งงาน กลไกที่ซ่อนเอาไว้เหนือเพดานก็ทำให้ห้องนอนซึ่งอยู่ทางซ้ายมือและส่วนทางขวาซึ่งเป็นห้องทำงานที่เขาไม่อยากให้อีกคนเข้าไปยุ่มย่ามถูกกันออกจากห้องรับแขกและห้องครัวซึ่งอยู่ตรงกลาง

“ทานข้าวเย็นได้แล้ว” หวังหย่งเหวินบอกกับภรรยาที่คืนนี้อยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีดำ อาหารอยู่บนโต๊ะมาสิบกว่านาที และก็มีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ลิ้มรสชาติ

“หลิวยังไม่หิว” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาปกติไม่ได้มีความแข็งกระด้าง ทว่าคนเป็นสามีกลับส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่เสี่ยวหลิวจูบเขาแล้วเดินออกไป แววตาที่เห็นบอกอะไรกับเขาหลายอย่าง นึกว่าจะเสียใจมากจนหนีกลับไทย แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เสี่ยวหลิวกลับมาที่ห้องสวีทอีกครั้งในตอนบ่าย มาถึงก็ไม่พูดไม่จาอะไร เพียงแต่เดินไปหยิบแท็บเล็ตที่วางอยู่บนเตียง ตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ดวงตาเรียวสวยที่เพิ่งหายบวมจากการร้องไห้เอาแต่จ้องหน้าจอใหญ่ในมือ 

ถ้าปกติสั่งให้ทำอะไรอีกฝ่ายก็มักจะทำทันที 

ดื้อแบบนี้ สงสัยยังโกรธไม่หาย

“ฉันบอกให้มาทาน” พูดด้วยเสียงที่เข้มขึ้น อาหารบนโต๊ะเย็นชืดหมดแล้ว ต้มยำกุ้งซึ่งปรุงรสด้วยฝีมือเชฟไทยไม่ได้ล่อตาล่อใจอีกฝ่ายเลยสักนิด

จริง ๆ ก็ไม่อยากเรียกให้มาทานเหมือนเด็กสามขวบแบบนี้หรอก แต่ถ้าไม่ทำแล้วม๊าดันรู้เข้า คงไม่วายรีบโทรมาเทศนาอีกชุดใหญ่ คงจะพูดประมาณว่า ‘ทำไมไม่ดูแลน้อง’ หรือ ‘นี่ลื๊อเป็นสามีประสาอะไร’

เมื่อโดนสายตาดุจ้องมานิ่ง เสี่ยวหลิวที่วันนี้ก็ตั้งใจที่จะทำตัวดื้อใส่เหมือนหลายวันที่ผ่านมายอมวางวัตถุในมือลง นี่เป็นแค่หนึ่งในการต่อต้านเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เด็กหนุ่มลองทำ เริ่มจากการเอาเสื้อผ้าที่อยู่อีกตู้มาใส่รวมกับตู้ของสามีที่เหลือพื้นที่อีกมาก ใส่ชุดนอนกางเกงขาสั้นที่ปกติจะไม่เคยหยิบมาใส่เพราะเฮียห้ามเอาไว้ ตามด้วยตอนนอนอย่างการปัดหมอนข้างที่ใช้แบ่งกั้นอาณาเขตของทั้งสอง แม้ภายหลังตอนตื่นขึ้นมาจะพบว่ามันกลับมาอยู่ที่เดิมก็ตาม  

เสี่ยวหลิวเดินผ่านตู้ปลาซึ่งตั้งไว้กระตุ้นพลังแห่งโชคลาภ และทิ้งตัวนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

จากนั้นคู่สามีภรรยาต่างก็รับประทานอาหารกันเงียบ ๆ โดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร

ถึงตอนนี้เองหวังหย่งเหวินยังไม่ได้เอ่ยปากไล่ภรรยาอีกเป็นครั้งที่สอง เกรงว่าถ้าพูดเรื่องตั๋วเครื่องบินกลับไทยจะทำให้คนอายุน้อยกว่าร้องไห้ขึ้นมาอีก และเขาขี้เกียจปลอบเอา รอให้เวลาผ่านไปสักพักก่อน เพราะยังไงตอนนี้แผนการหย่าที่อุตส่าห์ดำเนินมาได้สองเดือนก็พังไม่เป็นท่าไปแล้ว

ทั้งเสี่ยวหลิวที่ปรากฎตัวที่ปักกิ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว ม๊าที่ใช้อำนาจแทรกแซงชีวิตคู่ และเขาที่เกือบเผลอไผลไปกับภรรยาตัวเอง ถ้าไม่กัดฟันกดลิฟท์ลงมาก่อน ตอนนั้นคงได้ทำตรงทางเดินนั่นจริง ๆ แน่

ด้านเสี่ยวหลิวนั้นในหัวไม่ได้คิดกังวลเรื่องดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจจะเอาคืนคนใจร้ายตรงหน้าก็มัวแต่ใช้เวลาทั้งวันศึกษากามสูตรตระกูลหวัง รวมถึงคิดแผนการมากมายที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เรื่องที่ผ่านมาเสี่ยวหลิวคนนี้ไม่ได้ลืม เขาจำแน่นฝังใจ เพียงแต่รอวันที่จะได้ชำระกับอีกฝ่ายในอนาคต

ดังนั้นเมื่อนั่งรับประทานอาหารจนข้าวในจานพร่องไปเกินครึ่ง เสี่ยวหลิวก็เลือกที่จะทำลายบรรยากาศอันเงียบเชียบ เขาเงยหน้าขึ้นมาหาคนตรงหน้า

“เฮียเหวิน หลิวอยากจัดงานเลี้ยงที่โรงแรม”

หวังหย่งเหวินอดประหลาดใจไม่ได้ที่เสี่ยวหลิวเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน แต่ก็ถามออกไปด้วยเพราะความสงสัย ไม่เข้าใจว่ามาอารมณ์ไหนกันแน่ 

“เนื่องในโอกาสอะไร” 

“เนื่องในโอกาสที่ภรรยาของผู้บริหารหวังหย่งเหวินให้เกียรติมาเยือนถึงที่นี่” อีกคนยกยิ้ม “ตั้งแต่หลิวมาถึง น่าจะยังไม่มีพนักงานคนไหนรู้ว่าหลิวเป็นภรรยาเฮีย”

หย่งเหวินเงียบไปสักพัก เหมือนไม่รู้ว่าจะปฎิเสธคำตอบยังไง พอนึกถึงคำพูดของมารดาที่บอกว่าให้รักษาหน้าคนเป็นภรรยาบ้างก็จำใจพยักหน้าให้ ถ้าเป็นการจัดงานเลี้ยงภายในโรงแรมคงไม่เป็นปัญหา ถึงไม่บอกวันนี้ วันหน้าก็ต้องบอกอยู่ดี ไม่อย่างนั้นคงมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาซื้อเด็กขึ้นมากกถึงห้องอีก แถมคนนี้ยังติดใจจนไม่ยอมปล่อยให้กลับด้วย

“ดีจังที่เฮียเห็นด้วย” เสี่ยวหลิวฉีกยิ้มน่ารัก นับว่าเป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายวันที่สดใสขนาดนี้

ชายหนุ่มคิดว่าอีกคนคงจะจบบทสนทนาแต่เพียงเท่านี้จึงยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

“นอกจากพวกพนักงานแล้ว หลิวอยากให้เฮียชวนเพื่อนมางานเลี้ยงด้วย” 

สามีแทบสำลักน้ำเมื่อได้ยินที่ภรรยากล่าว

“ไม่” หย่งเหวินปฎิเสธทันทีหยิบผ้าที่รองไว้บนตักขึ้นมาเช็ดหยดน้ำที่มุมปาก 

ทว่าเสี่ยวหลิวไม่ได้สนใจ ยังคงพูดต่อ

“ไม่ต้องห่วง หลิวไม่จัดงานน่าเบื่อแน่ เฮียกับเพื่อน ๆ ก็เพิ่งเรียนจบไม่นาน คงยังอยากปาร์ตี้แบบวัยรุ่น”

“นั่นไม่ใช่ประเด็น” หวังหย่งเหวินไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่ ตระกูลหวังนอกจากจะสนิทกับตระกูลฟู่แล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อตระกูลอื่น ตั้งแต่เด็กจึงได้คบหาเป็นเพื่อนกันบ้าง มีทั้งที่สนิทและไม่สนิท บางคนเรียนจบชั้นมัธยมที่ไทยก็มาต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีพวกที่เรียนจบสามปีครึ่งแบบเขาแล้วบินมายังดินแดนมังกรเพื่อบริหารกิจการของตระกูล ถึงภรรยาจะเคยเจอเพื่อนเขาทั้งแต่ก่อนและในวันแต่งงาน แต่ด้วยเพราะก่อนหน้านี้เขาห้ามไม่ให้อีกคนยุ่งกับกลุ่มเพื่อน จึงไม่คิดว่าจะอยากให้มางานเลี้ยงแบบนี้

“เพื่อนฉันมันคงไม่ว่างมากันหรอก งานน่าจะเยอะ แถมบางคนอยู่ตั้งอีกเมืองหนึ่ง” อ้างเหตุผลเท่าที่คิดออกไปก่อนตอนนี้

“เฮียเหวินอย่าคิดแทนเพื่อนสิ ถ้าไม่ลองชวนแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเขาว่างจริงไม่ว่างจริง” เสี่ยวหลิวเท้าคางกับโต๊ะ เหมือนกับรู้ว่าหวังหย่งเหวินคิดเล่นแง่

“จริง ๆ หลิวก็มีเบอร์พวกเขาอยู่นะ พอดีให้เทียนฉีไปหามา ถ้าเฮียไม่โทรไปชวนเอง เดี๋ยวหลิวทำเองก็ได้” เด็กหนุ่มโกหกหน้าตาย จริง ๆ แล้วเบอร์พวกนั้นไม่มีหรอก แค่อยากให้คนตรงหน้าไม่มีทางเลือก นิสัยหวงเพื่อนฝูงแบบนั้นคงไม่ยอมให้เขากดเบอร์โทรไปหาง่าย ๆ แน่

ด้านคนเป็นสามีตอนนี้ต้องหงุดหงิดใจเป็นที่สุด ทำไมภรรยาคนนี้ถึงได้ไม่ยอมอยู่เฉยทำตัวดี ๆ เชื่อฟังคำสั่งแบบที่ผ่านมา แถมไอ้สุนับรับใช้ม๊านั่นอีก มันอีกแล้วเหรอ ชักจะเป็นงานมากไปแล้ว

“สรุปว่าเฮียจะไม่โทรใช่ไหม งั้นเดี๋ยวหลิวโทรไปตอนนี้เลยแล้วกัน จะได้รู้ว่าเขาสะดวกมารึเปล่า” เสี่ยวหลิวแสร้งทำเป็นลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขก แต่กลับถูกหยุดไว้ด้วยมือใหญ่ที่เอื้อมข้ามโต๊ะมาคว้าข้อมือไว้เสียก่อน

“ใครที่ไหนเขาโทรไปหากันเวลานี้ มานั่งทานให้เสร็จ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนสายฉันจะโทรให้” 

เป็นการกัดฟันพูดที่ฟังแล้วรื่นหูเสียจริง

“ขอบคุณครับ น่ารักที่สุดเลย”

โดยไม่คาดคิด ใบหน้าเล็กก็โน้มเข้ามาใกล้ ก่อนจะฉวยโอกาสหอมแก้มซ้ายคนหน้าดุไปหนึ่งที

หวังหย่งเหวินถึงกับนิ่งค้างไปกับการกระทำของภรรยา

เด็กคนนี้กล้า…?

เสียงนั่งลงบนเก้าอี้ดังขึ้น คนที่เพิ่งจะทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายหยิบช้อนส้อมขึ้นมา ตักผักบุ้งในจาน ท่าทางเป็นธรรมชาติจนคิ้วหนาต้องขมวดเข้าหากัน

ถึงจะวางท่านิ่งเฉยไปแบบนั้น แต่เสี่ยวหลิวอยากบอกเหลือเกินว่าใจกำลังสั่นเป็นเจ้าเข้า

ได้ลองหอมแก้มเฮียก่อนเป็นครั้งแรก

ใจที่กล้าแค่ไหนก็ต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละ

เขาจะโดนด่าไหมนะ  

ต้องโดนแน่

โดนแน่ ๆ

เพราะร่างสูงใหญ่ที่นิ่งเงียบไปนานทำให้เสี่ยวหลิวเริ่มกังวล ไหนในตำราที่อ่านเมื่อกี้ถึงบอกว่าการสร้างเสน่ห์ด้วยการกระทำแบบนี้ถึงเป็นที่นิยมชมชอบไง

เมื่อสามียอมทำตามคำขอ จงอย่าเพียงแค่กล่าวขอบคุณ ถ้อยคำเรียบง่ายไม่เท่ากับการแสดงออกด้วยภาษากาย มอบจุมพิตให้เป็นรางวัลทุกครั้ง จักเป็นที่โปรดปราน ในอนาคตภายภาคหน้าร้องขอสิ่งใดก็จักได้สมตามความปรารถนา

ดวงตาเรียวหวานทำใจกล้าเหลือบมองสีหน้าคนตรงข้าม แล้วก็ต้องรีบหลบสายตา

น่ากลัว

“รู้ไหมว่าเมื่อกี้ทำอะไรลงไป” เสียงเย็นที่เอ่ยขึ้นทำเขาแทบสะดุ้ง

เด็กหนุ่มรีบปั้นสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด  ก่อนจะเงยขึ้นเผชิญกับภูเขาไฟที่ใกล้ปะทุเต็มแก่

“หืม ก็หอมแก้มเฮียไง” เสียงที่ฝึกไม่ให้สั่นตลอดสามวันที่ผ่านมาแสดงถึงความไม่ทุกข์ร้อน ทำให้สีหน้าของเฮียเหวินน่ากลัวขึ้นไปอีกสิบเท่า

“ฉันเคยพูดไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่ามาแตะตัว” กล่าวถึงเรื่องราวในอดีต แต่ตอนนี้เสี่ยวหลิวในปัจจุบันไม่ใช่คนที่จะยอมเชื่อฟังคำสั่งง่าย ๆ แบบนั้นอีกแล้ว

“ก็ถ้าหลิวไม่ฟังแล้วเฮียจะทำไม” คนตัวเล็กกว่าถามอย่างไม่เกรงกลัว “จะตีหลิวเหรอ” ถ้าตีหลิวก็จะฟ้องม๊า ประโยคหลังได้แต่พูดในใจ

“ลองทำอีกครั้งสิ” เจ้าของใบหน้าเรียบตึงโต้กลับคล้ายจะบอกว่าเดี๋ยวได้รู้กัน เสี่ยวหลิวรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การขู่ 

แต่คนเราถ้าได้ทำอะไรไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองความกล้าก็มักจะมีมากขึ้น 

เสี่ยวหลิวลุกขึ้นยืน เท้าแขนลงกับโต๊ะอาหาร โน้มหน้าไปใกล้ใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสามี กะว่าคราวนี้จะหอมแก้มขวา ทว่ามือแกร่งกลับดันคางของเด็กหนุ่มเอาไว้

คนเป็นสามีเห็นภรรยาใจกล้ากว่าแต่ก่อนก็ให้ต้องโมโหยิ่งกว่าเดิม สรุปว่าเขาควรจองตั๋วเครื่องบินให้อีกคนในวันพรุ่งนี้เลยดีไหม

“อาว ห้ามหลิวทำไม หรือว่าเฮียเขิน” ถามออกไปด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ ทั้งที่พอตัวเองพูดจบก็แอบกัดฟันเกร็งแก้ม เผื่อว่าเฮียเหวินจะโมโหจนต้องประเคนหมัดเข้าให้

แต่ผิดคาด ตัวเขาไม่ได้กระเด็นลงไปแนบกับพื้น เพียงแค่โดนมือดันตัวให้กลับไปนั่งที่เดิม

“เป็นอะไร ทำไมช่วงนี้ถึงชอบขัดคำสั่ง” ดวงตาคมยังมีความไม่พอใจหลงเหลืออยู่ เขาไม่พอใจที่เสี่ยวหลิวทำแบบนี้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นบ้าถึงขนาดจะต่อยหน้าคนอื่นได้ง่าย ๆ  ยิ่งคนที่ตัวเล็กกว่าแบบนี้ ต่อยไปคงได้ตื่นอีกทีโลกหน้า

“ดื้อขึ้น พูดอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง” 

หวังหย่งเหวินสงสัยตั้งแต่วันที่เสี่ยวหลิวมาที่ปักกิ่งแล้ว แรก ๆ ก็คิดว่าอีกคนแค่ลองทำ แถมฝืนมากเสียด้วย เสียงที่พูดออกมายังสั่นด้วยความกลัว ทว่าเมื่อกี้กลับใจกล้ายื่นหน้าเป็นฝ่ายหอมแก้มเขาก่อน ซ้ำยังจะมีรอบที่สอง น้ำเสียงมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ ความกล้าของภรรยาตัวดีเพิ่มขึ้นถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ราวกับคนตรงหน้านี้ไม่ใช่เสี่ยวหลิวคนเดียวกับเมื่อสองเดือนก่อน

เสี่ยวหลิวฟังที่สามีพูดแล้วก็ยิ้ม ไม่ได้มีท่าทีสลดแต่อย่างใด

  “ก็หลิวบอกเฮียเหวินแล้วไง ว่าต่อไปนี้เฮียจะไม่ได้เจอเสี่ยวหลิวคนนั้นอีกแล้ว” เขากล่าวถึงคำพูดที่ตนบอกกับอีกฝ่ายไว้ในวันที่ตัดสินใจมอบจูบอันไร้เดียงสาให้

“ภรรยาที่ไม่หัวอ่อนแบบนี้ เฮียไม่ชอบเหรอครับ?”









-----------------------------------------------   


มาแย้ววววววว ขอโทษนักอ่านทุกท่านที่ให้รอนานฮือๆ เมื่อคืนโต้รุ่งไม่ไหว เลยหลับไปก่อน ตอนนี้เขียนนานมากจริง ๆ ค่ะ เขียนตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้เพิ่งแก้เสร็จ เพราะความคิดของเสี่ยวหลิวที่เราไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไงให้นักอ่านเข้าใจดี5555555555555 

แต่ตอนนี้คนที่อยู่ทีมน้องหลิวก็น่าจะดีใจกัน เพราะน้องจะร้ายแล้วววว จริง ๆ น้องก็แอบร้ายสไตล์คุณหนูแสนดีมาก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าใครอ่านคงจับสังเกตได้ แต่เจอเฮียพูดงั้นไป ก็แบบได้จ้า จัดให้ตามคำขอ55555

ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้นะคะ เราตอบคอมเมนท์ไม่หมดทุกคอมเมนท์แต่ก็อ่านทุกความคิดเห็นที่ได้รับทุกข้อความค่ะ  ได้นำคำติมาปรับปรุงแก้ไขนิยายให้ดีขึ้น และใช้คำชมเป็นกำลังใจในการแต่งตอนต่อไป

สำหรับตอนหน้ายังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะอัพได้รึเปล่านะคะ เราติดงาน TT ยังไงจะกลับมาอย่างรวดเร็วแน่นอนนค่าา

เจอกันตอนหน้านะคะ เลิฟๆๆๆ รักนักอ่านทุกคน

ความคิดเห็น