เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

43.3 เมรัยพบโซฟี

ชื่อตอน : 43.3 เมรัยพบโซฟี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 162

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2561 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
43.3 เมรัยพบโซฟี
แบบอักษร

นครแห่งราตรีมีแสงไฟส่องสว่างไสว ร้านเหล้ามีนักสู้จับจองโต๊ะแลกจอกสุราครื้นเครง ร้านขายอาวุธยังติดป้ายเปิดรอให้นักผจญภัยจับจ่ายเลือกศาสตราวุธ ดาบเงิน โล่กระดาน กรงเล็บหมาป่า และส้อมพิฆาตราคาแปดพันเหรียญ ถนนสายหลักมีชาวเมืองเดินสัญจร ถนนสายรองมีแมวเปอร์เซียตัวขาวจั๊วะเดินแกว่งหางลู่ลม ตอนนี้ตรอกมืดนั้นมีคนของสมาคมลับยืนหลบซุ่มพูดคุยธรกิจ พวกเขาหารือว่าจักปล้นอย่างเดียว หรือแอบลักพาตัวลูกสาวคู่อริด้วยหรือไม่ คนหนึ่งบอกปล้นเอาเงินดีกว่า ถ้าอุ้มลูกสาวมันจะเสียเวลา อีกคนบอกงั้นพวกเราปล้นด้วยอุ้มด้วย

มันฟังข้าพูดไม่นิ ปล้นอย่างเดียวไม่อุ้ม

อีกคน ไม่พวกเราจักปล้นและอุ้ม จุดไฟเผาบ้านมันด้วย

โอเคพวกเราจักอุ้ม และเผาบ้านมัน

ไม่ๆพวกเราจักเผาบ้านมัน และปล้น

ทั้งสองโต้เถียงอย่างไม่เหนื่อยปาก กระทั่งได้ข้อสรุปคือ พวกเราจะปล้นแจกันบ้านมัน และเอาลูกสาวมันเก็บในตู้เสื้อผ้า จากนั้นก็จุดไฟเผาหนังสือโป๊มัน แผนเยี่ยม ทั้งสองจับมือและชวนกันไปเที่ยวราตรี หาสุราเมรัยดื่มและวางแผนใหม่

ดวงเดือนแขวนสูงเหนือหมู่เมฆดั่งเกรียวคลื่นสมุทร ดวงดาวนับล้านทอประกายระยิบระยับรอให้คนขอพร และลงมือทำในสิ่งที่หวัง

ท่ามกลางเสียงค้อนกระแทงเหล็กร้อน ใต้หลังคาหอนางโลมมีจอมยุทธ์ลอบบุกเข้าปล้นสวาทนางโลมแต่ทำภารกิจพลาด เขาโดนนางโลมรุมกินจนตาย ณ นครเมืองแห่งนักสู้มีนิทาน ส่วนมากคือเรื่องราวผู้กล้าและสหายที่รวมพลังกันกำจัดความมืด กระนั้นเรื่องราวสุดโด่งดังไม่ใช่ผลงานความสำเร็จของผู้กล้า แต่คือเรื่องราวต้องห้ามที่เล่าขับขานนามจ้าวแห้งการทำลายล้าง สัตว์ประหลาด มันมีความพินาศเป็นลูกสมุน มันเยือนเมืองใด เมืองนั้นจักหายไปทันที

เมืองต่างๆล้วนหายลับไปในพริบตา ชั่ววินาทีที่เมืองสวยงามยังมีอายธรรม เพียงเสี้ยวนาทีก็หลงเหลือแต่ซากปรักหักพัก

ตัวตนหายนะแห่งประวัติศาสตร์ทมิฬ ชื่อเสียงลือลั่นเทียบเท่าปักษานิลกาฬ และเป็นที่กล่าวขานมากกว่า เพราะตลอดหลายพันปี จ้าวแห่งการทำลายล้างยังไม่ตาย มันตระเวนสร้างความเสียหาย และลบล้างประวัติศาสตร์นครรำไป

หลักฐานความพินาศเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ไม่ว่าเทพสงคราม เทพปักษา ราชาแคว้น หรือแม้นเหล่าตำนานทั้งหลายก็มิอาจหยุดยั้งสัตว์ประหลาดตัวนี้

ความน่ากลัวของมันสร้างความสิ้นหวัง กระนั้นมนุษย์ชินชาเสียแล้วกับเรื่องราวหายนะ คงตั้งแต่ที่พวกเขารู้จักพลังมาโฮกระมัง พลังวิเศษที่ก่อกำเนิดเรื่องราว ตำนาน นิทาน ลำนำ แห่งอำนาจร้อยพัน พวกเขาคิดว่าสักวัน จักมีพลังมาโฮที่ทรงพลังพอหยุดยั้งจ้าวแห่งการทำลายล้าง หรือไม่ก็นั่งภาวนาให้จ้าวแห่งการทำลายล้างอันตรธานหายไป

“ทำไมทำลายนะ”

เมรัยพึมพำหลังพิงกำแพงหินลายพราง หมอผีน้อยยินข่าวลือข่าวร้ายจากวาจานักเดินทางพเนจร ตอนนี้ทั่วแคว้นแมรี่มีข่าวร้ายและข่าวดีอย่างละครึ่ง ข่าวดีคือปีนี้คือปีแห่งดวงดาว ปีที่ดวงดาวร่วงหล่นจากฟากฟ้าเพื่อลงมายังโลกสีฟ้า ทำให้คำขอพรเป็นจริง ความปรารถนานับร้อยจักสมหวัง และบางทีอาจมีใครขอให้ข่าวร้ายและสัตว์ประหลาดต่างๆมุดหัวหนีไป ใครสักคนจักยอมสละความต้องการส่วนตนเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ

เป็นเมรัยจะขออะไรนะ

หมอผีน้อยยิ้มขมขื่น

เพราะคำขอของนาง…แม้นดวงดาวก็มิอาจทำให้เป็นจริง

“อยากกลับบ้านจัง…”

ด้านในเงาสลัวมีสาวน้อย เรือนผมยาวสลวยเป็นลอนม้วน ดวงตาใสหลุบต่ำอ่อนช้อย นางปวดขา เดินทั่วนครแล้วแต่ยังหาทางกลับที่พักมิเจอ เมรัยอยากร้องไห้ “ข้า..หลงทาง” พระเจ้า พระแม่คงคา ทำไมลูกช้างซวยเยี่ยงนี้ เมรัยทรุดเข่าแปะหญ้า โค้งตัวหมอบกราบขี้ดินและผีเสื้อ นางรู้นางโง่เขลาแล้ว แต่มินึกว่านางจักสับสนเรื่องทิศทางด้วย เพียงเหม่อลอยเดินเล่น ตบตีวิญญาณประเดี๋ยวเดียวก็มาโผล่ที่ไหนไม่รู้ โอ้ สวรรค์ โปรดชี้ทางลูกช้างด้วย ไอ้พวกผีวิญญาณหลอนก็ไม่ยอมช่วยนาง พวกมันกลัวนาง ทั้งกลัวทั้งกล้า

เมรัยอุสาใจดียอมสละความใคร่ เลือกสวดส่งวิญญาณให้สู่สุขติ แค่ร่ายอาคมนิดหน่อยแล้วส่งวิญญาณเด็กสาวกำพร้าไปหาครอบครัวบนสวรรค์ แค่นั้น

แต่พวกวิญญาณ “ไม่!!!หมอผี เผ่นเร็ว”

“บ้าเอ้ย ข้ายังอยากแอบดูสาวอาบน้ำ รีบหนีดีกว่า”

“ดูอาคมนางสิ เผาวิญญาณแม่หนูน้อยเป็นจุณเลย!!”

เฮ้ย พูดเวอร์ไปพวกผู้เฒ่าหัวงู เผาเป็นจุณเสียทีไหน ถ่างตาดีๆตอนวิญญาณเด็กสาวแตกสลายมันแตกเป็นละอองแสงแพรวพราว สวยงามต่างหาก ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักนิด พวกเข้าพูดซะ ข้าทำเรื่องผิดบาปอย่างไรอย่างนั้น ฮึ กลัวข้าสวดส่งวิญญาณนักใช่หรือไม่ คอยดูข้าจักสวดให้วิญญาณทั้งเมืองไปเกิดเป็นลิงให้หมดเลย

พูดจริงทำได้หนึ่งส่วนสี่ก็เลิก

เมรัยหยิบลูกประคำปาดึกหัววิญญาณนักขัดรองเท้า พวกมันส่วนมากหนีสำเร็จ อีกส่วนยอมแพ้ยอมเกิดใหม่ดีๆ เมรัยเสียเวลากำจัดพวกวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีใครรู้จัก ทำทุกอย่างที่นางทำได้เพื่อช่วยปลดปล่อยวิญญาณ กระนั้นวิญญาณบางตนมีเรื่องค้างคา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ยอมเกิดใหม่ พวกเขาเลือกจะล่องลอยบนโลกใบนี้ แม้นไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครสัมผัส พวกเขาเลือกอยู่ด้วยเหตุผลต่างๆนานาที่เมรัยอยากช่วยแต่ก็ต้องตัดใจ เพราะเรื่องบางเรื่องเกินกำลังนาง

สู้นางเอาลูกประตำรัดคอดีๆและจับส่งยมทูตจะง่ายกว่า

แต่อย่างที่ทราบ เพราะวิธีการมันโหดร้าย พวกวิญญาณเลยวงแตกหนีหัวซุกหัวซุน

คราวเมรัยหมดแรง นั่งหอบแห้ง นอนยกก้นชี้ฟ้า ตายอย่างสงบ หมอผีน้อยปรายตามองดวงวิญญาณกระต่าย พลางใช้ไม้เท้าตีหัวมันจนวิญญาณระเบิดเป็นผุยผง

“ช่างอำมหิต นางส่งกระต่ายไปเกิดใหม่แล้ว”

“ใครก็ได้สิงนางแล้วเอานางไปโดดน้ำที”

“ไสหัวไปให้หมด!!!”

เมรัยกระแทงเสียงดังอย่างเดือดดาล หมอผีน้อยลุกพรวดพราด เหวี่ยงไม้เท้าตบตีวิญญาณกวนประสาท กระทั่งนางหน้ามืดอยากเป็นลม “ให้ตายเถอะ..”การทำงานมีความเสี่ยง อาชีพหมอผีนอกจากจะโดนหาว่าบ้าบอ เพี้ยน เสียสติ มันยังมีภัยอันตราย และเรื่องน่าปวดหัวที่สุดคือเรื่องไม่ยอมไปเกิดใหม่ของวิญญาณทั้งหลาย หากวิญญาณไม่ยอมเกิดสักที พวกเขาจักค่อยๆหายไปเอง หายทั้งหัวใจและความทรงจำ…

          “เหนื่อย”เมรัยคืบคลานลงบันไดเพราะหากให้คลานขึ้นจะเสียแรงเยอะ นางเลยเลือกลงแทน หมอผีน้อยเปิดขวดน้ำหอมอาคมแล้วสาดใส่หน้าน่ารักน่าชัง น้ำหอมนี้มีฤทธิ์ขับไล่วิญญาณมิให้แตะนางในระยะเวลาหนึ่ง ช่วงระยะเวลานี้นางสุขสบาย หัวโล่ง ใจปลอดโปร่ง ไม่ต้องรำคาญพวกวิญญาณกวนเท้านั้นอีก “ไปไกลๆเลยพวกบ้า”

          ริมรั้วมีต้นกล้วย ริมถนนมีดอกต้อยติ่งหลับใหล เมรัยถอดฮูดพลางถอนหายใจฟู่ กลางคืนไม่มีแดด ซึ่งมันก็ไม่สมควรมี

          “ลองไปถนนหลัก”เมรัยจำทางกลับจากคิงโคโลเซียมไปบ้านลิซ่าได้ ดังนั้นเริ่มแรกนางไปให้ถึงคิงโคโลเซียมแล้วค่อยเริ่มกลับทางเดิม หมอผีน้อยหงุดหงิดใจเบาๆทั้งเรื่องนารี เรื่องผี กระนั้นนางไม่ชอบเก็บเรื่องเล็กๆ คิดมาก ไม่นานเมรัยก็ผ่อนคลายและลืมเลือนความวุ่นวาย ความรู้สึกเดือดพล่าน เมรัยขี้คร้าน ไม่ใช่แค่ขี้คร้านลุกลงเตียง นางยังขี้คร้านคิดอะไรเยอะๆ เรื่องบางเรื่องไม่ควรเก็บใส่ใจ

          นางควรคิดถึงแต่เรื่องนารีและเรไรเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ…ปล่อยมันไปเถอะ

          เดินลัดเลาะบ้านเรือนกระทั่งมองเห็นแสงไฟถนนหลวง เมรัยดีใจพลางเร่งฝีเท้า นางแบกพุงเด้งดึ๋งพุ่งทะยานออกนอกซอย คราวนางโผล่หัวที่ถนนหลัก ร้านค้า ร้านอาหาร ชาวเมือง นักสู้ นักรบ เมรัยยิ้มแก้มบาน ตาลาย จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวนางช่างเล็กจิ๋วเท่าเมล็ดทรายเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเมือง และโลกใบนี้ เมรัยปรับลมหายใจ คิดในแง่ดี กำมือและนวดขา เอาล่ะ

          “หิว”

          หมอผีน้อยไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี นางใช้แรงประเดี๋ยวก็หมดแรงถัง โธ่ เมรัยคอตกมือล้วงกระเป๋ากระโปรงหาถุงเงิน ยังดีก่อนออกบ้าน เมรัยตระเตรียมของครบ ในนั้นมีถุงเงินลายสวยงาม นารีซื้อถุงให้ ส่วนเรไรเย็บปักลายให้ ถุงเงินนี่เลยสำคัญมาก ไม่ใช่เพราะสองคนรักช่วยทำให้ แต่เพราะมันมีเงินมากเหลือแสน ฮาๆ

          เงินนี่นารีก็เป็นคนหาให้ด้วย เมรัยยิ้มหวาน ไม่ลังเลที่จะใช้

          หมอผีน้อยจักซื้อโดนัทไปฝากทั้งสองล่ะกัน ด้วยเงินพวกนางนี่แหละ

          “นมกับมันบดร้อนๆก็ไม่เลว”เมรัยเท้าเอวสะบัดกระโปรงสยาย หลับตาเดินฝ่าฝูงชน อารมณ์นางยังไม่ดีนัก ดังนั้นต้องหามันบดเติมท้องเพื่อปรับอารมณ์แจ่มใส เมรัยคลี่ยิ้มพลางนางไม่ระวังเดินชนคนเดินสวนทาง ดึ๋ง เสียงศีรษะกลมดิกชนกระแทงทรวงอกอวบอิ่มใต้สาปเสื้อ ด้วยความนุ่มนิ่มดั่งก้นทารกคนเดินชนจึงโดนแรงสะท้อนผลักล้มก้นทิ่มพื้นดังตุบ

          “โอ๊ย”

          “เอ๊ะ”

          เพราะโซฟีตัวเบาปานขนนกนางจึงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียที ส่วนเมรัยยืนตระหง่านนิ่งแข็งทึ่มทื่อปานนายทวารพุงป่อง หมอผีน้อยอ้าปากตะลึง ตัวข้าช่างแข็งแกร่งจริงๆ โดนชนแล้วไม่สะทกสะท้านเลย กระนั้นนางเศร้าเสียใจแทนอีกฝ่ายที่ล้มก้นแตก

          “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”

          ขณะโซฟีมิทันตั้งตัวล้ม นางตกใจสติแตกกระเจิงเป็นเหตุมือไม้อ่อนพลาดปล่อยตุ๊กตาแมวคู่ชีวิตตกหล่น มันกลิ้งกระเด้งกระดอนไปกลางถนนที่มีคนเดินขวักไขว่ “แคนดี้!!”

          เสียงรองเท้าหนังนับร้อยเหยียบเจ้าตุ๊กตาแมวจมดินฟังสยองขวัญ บาดหู โซฟีหน้าซีดรีบร้อนคลานไปหยิบตุ๊กตา กระนั้นบนถนนมีคนมากพอเหยียบนางเละ ฝั่งเมรัยคืนสติเคลื่อนไหวเร็วกว่าโซฟี หมอผีน้อยไม่สนตนจะเจ็บหรือไม่ นางพุ่งทะยานไปกลางถนนมือขวาคว้าตุ๊กตาแสนสำคัญ นางช่วยชีวิตมันสำเร็จกระนั้นก็มีฝ่าเท้าหนึ่งเหยียบมือเมรัยเสียดังกร๊อบ

          “โอ๊ย”

          #$@# เมรัยเปิดปากแต่ไร้เสียง ในใจนางร่ายบทสวดส่งให้คนที่บังอาจเหยียบมือนาง ให้เขาดับดิ้น ท้องเสีย ท้องร่วง เมียทิ้ง ลูกไม่รัก บ้านโดนพัด ร้อยแปดคำสบถที่กลั่นจากหัวใจเจ็บช้ำ เมรัยดึงตุ๊กตากลับพร้อมสภาพอาภรณ์มีรอยเท้าประทับตรา หมอผีน้อยยิ้มเจื่อน ส่งตุ๊กตาแมวคืนโซฟี พลางตุ๊กตาวางบนมือเจ้าของ เมรัยก็ก้มหน้าอยากร้องไห้ เจ็บ

          ข้างถนนมีคนไม่มากเท่าบนถนน เพราะมันเป็นหน้าร้านซึ่งห้ามไม่ให้คนเดินสัญจร และยืนคุยกัน เนื่องจากจะบังหน้าร้านส่งผลให้ลูกค้าที่เขาอยากเข้าเข้าไม่ได้

          พวกเมรัยแม้นมิใช่ลูกค้าร้านขายผ้าไหม กระนั้นพวกนางยืนนิ่งมิยอมไปไหน หมอผีน้อยนวดมือทั้งห้านิ้วพลางเป่าลมให้ความเจ็บปวดบรรเทา นักเชิดหุ่นน้อยก้มหน้ากอดตุ๊กตาแคนดี้ นางตกใจผวา กลัวแคนนี้แขน ขา หัว หางขาด ซึ่งความจริง

          แขนซ้ายมัน…ขาด

          “….”

          “….”

          เมรัยลอบพินิจสาวน้อยแปลกหน้าที่ให้คุ้นหน้าอย่างประหลาด หมอผีน้อยก้มมองหัวจรดเท้า เรือนผมสีทองเหลืองไหลอ่อนมีประกายเงางาม หยักเป็นลอนน่าเอ็นดู ดวงตาสีฟ้าครามแจ่มใสมีรูปดาวดาราสลักสอประกายแพรวพราว ดวงตาอีกข้างโดนปิดด้วยผมหน้า พวงแก้มแดงชมพู่เปล่งปลั่ง นางสวมอาภรณ์เดรสสีดำนิลผสมสีครีมนม กระโปรงสั้นระดับเข่า มีชายแขนเสื้อกว้าง ปลายแขนมีลูกไม้ประดับเพิ่มความอ่อนเยาว์ นางแลเบาะบางดั่งเช่นเจ้าหญิงในหอคอย ไม่มีออร่าพลังมาโฮ ไม่มีให้รู้สึกอันตรายหรือมีพิษภัย นางแลเหมือนเด็กขี้โรค อ่อนแอ ใจเสาะ ขี้อาย ขาดความมั่นใจ และกลัวแมลง

            นางตัวเล็กน่าอุ้มจัง กลิ่นนางหอมประหนึ่งดอกจำปี

          แม้นน้ำหนักนางเบาปานใบไม้ แต่ถ้าได้กอดคงสดชื่น หัวใจกระปรี้กระเปร่ามิน้อย

          กระนั้นนางกำลังน้ำตาคลอซึ่งนั้นทำให้เมรัยสะอึก รีบคิดทางแก้ หมอผีน้อยกลอกตามองเท้า เสาไฟ นักเชิดหุ่น้อยใหม่ สังเกตนางเศร้าเพราะตุ๊กตาแขนหลุด เมรัยจึงพยายามนึกวิธีช่วยชีวิตตุ๊กตา ช่วยอย่างไรดี ใช้อาคมชุบชีวิตมัน ไม่ๆทากาว ไม่ไหว อย่างนี้ไม่มีทางเลือก นางจักเผามันและลบความทรงจำสาวน้อยซะ

          โคตรชั่วร้าย เมรัยอยากเอาหัวโขกเต้าหู้ตาย หมอผีน้อยเสียสติตรงนี้ไม่ได้ คิดๆสิ

          “ค คือให้ข้าเย็บต่อแขนให้มันได้รึเปล่า”

          เมรัยเอ่ยเสียงสั่นเทิ้ม นางพยายามโกหกว่าตนเองมีความสามารถเรื่องเย็บปักถักร้อยซึ่งจริงๆนางไม่เก่ง หมอผีน้อยมิอานทนแลนักเชิดหุ่นน้อยร้องไห้ ยิ่งเพราะมันคือความคิดผิดเมรัยด้วย เจ้าตุ๊กตาถึงแขนด้วน

           โซฟีเงยหน้าเมื่อยินเสียงเมรัย ตานางชุ่มหยดน้ำให้มองภาพเมรัยพร่ามัว นักเชิดหุ่นน้อยหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา คราวนางสบตายลโฉมสาวน้อยเมรัย

          “!!!”

          “นะ”เมรัยคลี่ยิ้มแก้มยุ้ย มือปัดแกว่งบิดเอวหนา โซฟีกลั้นหายใจ สมองสับสนยุ่งเหยิง นางเรียบเรียงความคิดเรื่องราวที่พึ่งเผชิญ โซฟีเดินชนเมรัย ตุ๊กตาแมวตกไปกลางถนน เมรัยช่วยชีวิตมันและส่งคืนนาง คราวนางพบว่าแคนดี้แขนขาดจึงร้องไห้ ต่อจากนั้นเมรัยก็เสนอจะช่วยต่อเชื่อมแขนให้ โซฟีจึงเห็นหน้าเมรัยเต็มตา

          ทำไมนาง…อยู่นี่

          สาวน้อยคนนี้เป็นเพื่อนกับเป้าหมายสังหารของโซฟี เมรัยเป็นคนฝั่งเหยื่อซึ่งหากกล่าวอ้างสถานะทั้งคู่ต้องเรียกว่า ศัตรูเจอกันโดยบังเอิญ แต่เหมือนเมรัยลืมโซฟี หมอผีน้อยจึงยังใจเย็น ไม่แตกตื่น หวาดระแวงนักเชิดหุ่นน้อย โซฟีควรทำอย่างไรดี

          “ขอร้องล่ะให้ข้าเย็บมันเถอะ”

          จู่ๆเมรัยพนมมือก้มกราบโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยหลุดภวังค์ นางก้มคาง มองเมรัย

          กล่าวอะไรดี…โซฟีไม่เคยพูดกับใครมากกว่าครึ่งประโยค นักเชิดหุ่นน้อยคิดหนักพลางขอให้ตุ๊กตาแมวช่วย พลันเห็นแขนมันขาด นางก็อยากเป็นลม…

          “กระซิกๆ”โซฟีไม่ไหวแล้ว นางวิ่งหนี

          “ระวัง!!”เมรัยเห็นโซฟีหลบหูหลบตาเผ่น ถ้าปล่อยเช่นนี้นางต้องวิ่งชนคนอื่นไปทั่วแน่ หมอผีน้อยไม่คิดหิวอีก นางวิ่งไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิต โซฟีวิ่ง..ช้ามาก แต่เมรัยก็ช้าไม่แพ้กัน หมอผีน้อยแบกพุงฝืนยกขาอวบเร่งฝีเท้า นางสงสัยมากทำไม โซฟีวิ่งไม่ชนใครเลย เป็นเมรัยนี่แหละ วิ่งไปทางไหนก็ชนคนโน่นคนนี้ หนักๆก็ชนเสาไฟ หนักมากก็ชนประตูแก้ว โอ๊ย ตายข้า

          พรวด ผัวะ โป๊ก ปึก

          “รอก่อน..”

          เมรัยร้องเรียกแต่เหมือนอีกฝ่ายปิดหู และแล้วในที่สุดนักเชิดหุ่นน้อยก็วิ่งชนสิ่งกีดขวางจนได้ ขอบคุณสวรรค์ นึกว่าข้าจักโง่คนเดียวเสียอีก เมรัยวิ่งตามทัน พลางยื่นข้างหลังโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยชนแล้วล้มอีกครั้ง คราวนี้นางไม่มือไม้อ่อนพลั่งปล่อยตุ๊กตา กระนั้นปัญหาอยู่ตรงคนที่นางชนคือภูตปีศาจแห่งความมืด มันคือปีศาจผู้ปกครองนครแห่งนักสู้ ขาใหญ่ของภูตพรายซึ่งเป้าหมายมันไม่ใช่หยุดโซฟีแต่คือการสั่งสอนเมรัย หมอผีน้อยที่บังอาจซ่าท้าตีในอาณาเขตของมัน

          โซฟีมึนงงมองไม่เห็นว่านางวิ่งชนอันใด เบื้องหน้าว่างเปล่า

          ครั้นเมรัยเคลื่อนกาย ช่วยพยุงโซฟี ภูตพรายประจำนครมีร่างวิญญาณสีดำเหล็กมันก้มมองข่มเมรัยด้วยสายตาน่าเกรงขาม “เจ้าคือหมอผีที่พวกวิญญาณเล่าใช่หรือไม่”

          สุรเสียงแห่งความตายดุจดั่งคมเคียมยมทูตเย็นยะเยือกเจาะทะลุแก่นดวงใจ ภูตพรายประจำนรกมิอ่อนด้อยมีความปรานี พวกมันร้ายกาย น่าสะพรึง พวกมันคือปีศาจร้าย

          ส่วนเมรัย

          “ไสหัวไปไกลๆวันนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี”

          นัยน์เนตรสีเพลิงทอประกายเยียบเย็นดุจเนตรพญานาคเก้าเศียร แรงกดดันเหนือชั้นกว่าดวงตาจ้าวแห่งจักรวาล ด้านในตาห้วงแห่งความเป็นนิรัน แม้พลังมืดยังยำเกรง แสงสว่างยังก้าวถอยหลัง เสียงเมรัยน่าสะพรึงกว่าถ้อยวาจาภูตพรายประจำนครพันทวี อำนาจนั้นก็มหาศาลจนอากาศรอบด้านสั่นสะเทือน คลองน้ำแตกวงคลื่น กระจกแก้วปริแตกร้าว  

          มลายสิ้น ทั้งภูตพรายประจำนคร ทั้งดวงวิญญาณนับหมื่นพันรอบนครไฟท์มาคิสออน รัศมีแรงกดดันแผ่ขยายไกลไพรศาลปานประหนึ่งพลังอำนาจของจ้าวแห่งการทำลายล้าง  

          แรงขนาดไม่มีดวงวิญญาณใดดำรงอยู่ได้…

          “…”เมรัยปิดตา นวดขมับ นางจับมือโซฟีช่วยอีกฝ่ายลุกยืน พลางถามไถ่อีกฝ่ายอย่างห่วงใย “เจ็บหรือไม่”หมอผีน้อยคลี่ยิ้มอ่อนโยน นางจับมือโซฟีเบาๆสัมผัสผิวนุ่มลื่น นักเชิดหุ่นน้อยไม่รู้หมอผีน้อยพูดอะไรกับความว่างเปล่า กระนั้นเรื่องที่ควรตกใจคือ นางโดนจับ “ค คือ”โซฟีปากสั่น กระสำกระส่าย ไม่รู้จักหนีเช่นไร เมรัยสบทีท่าลังเลระคนกลัวเกรงก็ให้ใจอ่อนยวบ “มานี่ ข้าจะช่วยเย็บมันให้”เมรัยไม่รอให้โซฟีปฏิเสธก็จับลากไปร้านขายเครื่องมือเย็บปัก

          ราตรีนี้ไร้ภูตผีก่อกวน หลงเหลือเพียงสองสาวน้อย หนึ่งเงียบกริบ หนึ่งเงียบขรึม

          “ง่ายๆข้าเคยเรียนตอนประถม”เมรัยซื้อกล่องเครื่องมือหรือกล่องปฐมพยาบาลตุ๊กตา โซฟีอยากบอกเมรัยว่า ทำไมไม่ให้คนขายผ้าเย็บแขนให้แคนดี้ กระนั้นนักเชิดหุ่นน้อยเห็นแววตาตั้งอกตั้งใจหมอผีน้อย โซฟีจึงกล้ำกลืนประโยคบอกเล่า ยอมให้เมรัยลงมือช่วยชีวิตเจ้าตุ๊กตาแมว ณ ร้านอาหารริมทะเลสาบ โต๊ะเตี้ยติดริมน้ำ สายวารีดำมีแววกระเพื่อมเพราะลูกครอบครัวหนึ่งโยนเศษขนมฟังให้ปลา

          เมรัยบอกโซฟีสั่งอาหาร ให้เลือกตามใจชอบเลย มื้อนี้เมรัยจ่ายเอง

          โซฟีกระอักกระอ่วน เพราะจนใจและสถานการณ์พาไป นางจึงนั่งเอ่ออยู่นี้ นักเชิดหุ่นน้อยลอบมองเมรัยเป็นพักๆพลางตัดสินใจหยิบสมุดเมนู สั่งข้าวหนึ่งอย่างเป็นพิธี นางไม่รู้เมรัยมีเงินมากเพียงใด กระนั้นก็ไม่ควรให้อีกฝ่ายจ่ายเยอะนัก

          อาจไม่มีใครรู้ แต่เงินในกระเป๋าโซฟีเยอะกว่าเงินเมรัยเสียอีก สิบเท่ากระมัง เงินโซฟีเป็นเงินค่าตัวคนที่นางไล่ล่า และอีกส่วนเป็นเงินที่อีซีโอแอบยัดใส่กระเป๋านาง เขามอบทุกอย่างให้โซฟีเพื่อให้สาวน้อยมีเงินซื้อขนม เค้ก กุญแจที่อยากได้

          “อุ๊ย”

          “..!”โซฟีปากเผยอเบิกตามองเมรัยพยายามสอดด้ายเข้ารูเข็ม หมอผีน้อยตั้งใจมาก มากพอทิ่มเข็มแทงตาแคนดี้ โซฟีเห็นแล้วอยากขอตุ๊กตาแมวคืน ได้โปรดอย่าทำร้ายแคนดี้อีกเลย

          “ได้แล้ว”เมรัยหัวเราะร่าเมื่อเอาด้ายเสียบรูเข็มสำเร็จ หมอผีน้อยมิสังเกตอารมณ์โซฟีสักนิด นางให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตเจ้าตุ๊กตาแมวอย่างมากปานมันเป็นผู้ป่วยเพียงคนเดียวในชีวิตนี้ เมรัยสวมถุงมือ สวมผ้าปิดปาก หยิบเทียน จ่อแสง “เริ่มทำการผ่าตัด”แววตาจริงจังอัดแน่นด้วยพลังแห่งหมอ เมรัยถือเข็ม จับแขนต่อบ่า จิ้มเสียบเข็ม

          โซฟีลุ้นระทึก ตะโกนเบาๆทำไมเมรัยไม่ฉีกยาสลบให้แคนนี้ เช่นนี้แคนดี้ไม่เจ็บจนตายหรือ กระซิกๆ

          “เจ้า..อยากทานอะไร..รึ”โซฟียกสมุดเมนูปิดหน้ามิกล้ามองเมรัย เสียงก็เบาชนิดที่เอาไว้ใช้คุยกับแมว

          กระนั้นเมรัยยินชัดเจน “ข้าขอมันบดก็พอ อ่ะ ขอผักขมด้วย ดึกๆแล้วกินเยอะไม่ได้”

          เมรัยปากพูด มือขวาถือเข็ม มือซ้ายขอสมุดเมนูพลางเอ่ยปากสั่งอาหารกับพนักงาน

          กินเยอะไม่ได้ สั่งสักสิบอย่างก็พอ

          “เรียบร้อย!!”

          ตุ๊กตาแมวแคนดี้มีแขนแล้ว ไชโย

          เมรัยดีใจยิ้มแก้มบวม นางมุดใต้โต๊ะมานั่งฝั่งเดียวกับโซฟีพลางส่งตุ๊กตาคืนนักเชิดหุ่นน้อย โซฟีตะลึงมิคิดว่าเมรัยเย็บสำเร็จ นางรับมันคืนอย่างอึ้งมิรู้จักวางสีหน้าเช่นไร กระนั้นแววตานางทอประกายแพรวพราวด้วยดีใจยิ่งนัก โซฟีจับแขนขยับให้แน่ใจว่ามิหลุด คราวมันติดบ่าสนิท นางก็เผลอเปิดปากยิ้มสุขสม สาวน้อยกอดตุ๊กตาแนบเนินอก เห็นโซฟีกอดเพื่อนรัก เมรัยพลอยยิ้มตาม มือไม่วายลูบเรือนผมนุ่มนิ่ม

          “เจ้าชื่อกระไรรึ”

          “..”

          โซฟีสะดุ้งลอบช้อนตามองเมรัย เห็นหมอผีน้อยน้อยยิ้มสบายๆไม่มีปรากฏแววสงสัยหรือจับผิด นักเชิดหุ่นน้อยกล้าๆกลัวๆสุดท้ายเลือกตอบเสียงเบาหวิว

          “โซฟี..”

          “ข้าเมรัยเป็นหมอผี”เมรัยนั่งหลังตรงไม่มุดกลับที่เดิม หมอผีน้อยจงใจนั่งข้างๆนักเชิดหุ่นน้อยลอบสังเกตพินิจโซฟีปานหมาล่าเนื้อ ที่นางทำเช่นนี้ไม่เพราะอยากกินโซฟีนะ ไม่ใช่เลย นางแค่รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเท่านั้น “พวกเราเคยเจอกันหรือไม่” เมรัยรับสำรับข้าวและวางตรงหน้าโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยมองสำรับชุดข้าวปลาสลับมองเมรัย เวลาที่ทั้งสองเจอกัน เป็นยามที่โซฟีอยู่ในสภาพนักฆ่า ที่เมรัยสงสัยและยังไม่แน่ใจ

          คงเพราะ ยามสู้โซฟีเปิดตาอีกข้าง เผยดวงตาสีแดงทับทิม ส่วนยามปกติหรือตอนนี้ นางปิดตาข้างนั้นไว้ แล้วเปิดตาฝั่งดวงตาสีฟ้า

          “…ไม่”โซฟีไม่รู้ว่าเมรัยสังเกตเห็นหรือไม่ กระนั้นนางเลือกแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก เช่นนี้คงดีสำหรับทั้งสองฝ่าย เมรัยจะได้ไม่อึดอัดด้วย

          นักเชิดหุ่นน้อยคิดเผื่อคนอื่น เป็นครั้งแรกที่นางคุยกับคนแปลกหน้านอกจากอีซีโอ อมีตี้ เมรัยไม่ใช่คนเลวร้าย นางช่วยต่อแขนแคนดี้ด้วย

          “เช่นนั้นหรือ”เมรัยหลุบตา นิ้วยัดปากตุ๊กตาแมวแคนดี้ มุมปากแอบหยักยิ้ม ในเมื่อทั้งคู่แกล้งไม่รู้จักกัน เช่นนั้นก็ดี

          ทำความรู้จักกันใหม่ ตอนนี้ก็สิ้นเรื่อง

          “ข้าหิวแล้วกินกันเถอะ ข้าสั่งเผื่อเจ้าด้วยนะ กินเยอะๆโตไวๆ”เมรัยอายุมากกว่าโซฟี หมอผีน้อยจึงให้ความรู้สึกผู้ใหญ่ บรรยากาศสบายรื่นเริงของนางทำให้โซฟีคลายกังวล ลดเกราะอย่างประหลาด นักเชิดหุ่นน้อยวางตุ๊กตาแมวบนตัก มือหยิบช้อน นางตักเหมือนคนกลัวข้าวหก การกระทำแต่ละครั้งช่างพิถีพิถันจนแลขัดตาเพราะมันช่างช้าเหมือนเต่า กระนั้นเมรัยลอบมองอย่างมิคิดรำคาญ หมอผีน้อยรู้นักเชิดหุ่นน้อยประมาท หากเป็นนาง ตอนเด็กเจอคนแปลกหน้าลากมาเลี้ยงไอติม นางคงสงสัย ระแวงเหมือนโซฟี มิกล้ากินอะไรกลัวโดนวางยาแล้วจับไปขาย

          “อร่อยไหม”

          “อือ”โซฟีชอบกินขนมหวาน กระนั้นนางก็ไม่รังเกียจอาหารอร่อยๆ

           อาหารอร่อยสามารถทำให้ผู้ทานมีความสุขและอยากอาหารมากขึ้น เมรัยช้อนตักน้ำซุบ หั่นเนื้อปลา ตัดผักปรนนิบัติโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยอยากกล่าวนางตักเองได้ แต่ดูๆอย่างไรแขนสั้นเท่าไม้บรรทัดหรือจะเอื้อมถึงอาหารจานอื่น เมรัยขบขันไม่กล่าวล้อเลียนโซฟี เพียงหมอผีน้อยทยอยตักให้นักเชิดหุ่นน้อยอย่างไม่ลดละความเอาใจใส่ น่าแปลกที่เมรัยเอาใจโซฟีขนาดนี้ ทำไมกันนะ

          “อิ่มแล้วหรือ”

          “..อิ่ม”ตุ๊กตาแมวแก้มแนบท้องป่องๆของเจ้านาย โซฟีอาศัยมันบังส่วนขยายมิให้คนข้างไหล่หัวเราะ เมรัยยิ้มไม่ฝืนให้โซฟีทานเพิ่ม บนโต๊ะเหลือสำรับของกินมากมาย เมรัยไม่ท้อแท้ กวาดเรียบ

          “อิ่มหนำ”ทั้งกายและใจ เมรัยกระดืบก้น เอาหลังพิงขอบระเรียบใกล้คลอง โซฟีมองท่วงท่าเกียงคร้านเจ้าสำราญด้วยสายตาฉงนสงสัยและแปลกพิลึก ใบหน้าผ่องขาวแลอวบอิ่มน่าหยิก แววตาลึกล้ำปรายมองคลองน้ำสีดำเฉกเช่นก้นสมุทร เมรัยคลี่ยิ้มบางปล่อยสายลมฝนพัดเรือนผมปลิดปลิวพลิ้วไสว นักเชิดหุ่นน้อยเริ่มอยากรู้จักเมรัย เป็นครั้งแรกที่นางอยากรู้จักใครสักคน

          ทำไมกันนะ

          บางสิ่งที่บอกไม่ถูก บางสิ่งที่เหมือนผูกทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน มันคือ..

          ความโดดเดี่ยวหรือ…

          “…”ในแววตาเมรัยมีสิ่งนั้นซุกซ้อน แอบเร้นประหนึ่งเงานกไร้ปีก โซฟีเบือนหน้าหนีมิกล้าคิด มีเพียงคนที่เคยผ่านช่วงเวลาเลวร้ายเหมือนกันเท่านั้นที่จักรู้จักสีหน้าเมรัย โซฟีจดจำแววตา ความรู้สึกโศกเศร้านั้นได้ดี เพราะนางก็เคยมีมัน

          ตอนนี้ก็ยังมี..

          “เจ้านี้ชื่อกระไรรึ”

          “กรี๊ด”

          นี่นางใจลอยจนปล่อยให้เมรัยประชิดด้านหลังเลยรึ โซฟีสะดุ้งลืมตอนนี้ห้ามเคลื่อนไหวฉับพลันมิเช่นนั้นจักจุกเสียดแน่น เมรัยก็ตกใจเพราะโซฟีตกใจ นักเชิดหุ่นน้อยดีดตัวหนี ไม่ทันระวังเกือบหัวกระแทงขอบโต๊ะ กระนั้นเมรัยมือเร็วช่วยจับโซฟีทันท่วงที รอดพ้นภัยความจำเสื่อม “อย่าพึ่งแตกตื่นไป”เมรัยกล่าวเสียงนุ่มลึกระคนตลก แขนโตโอบเอวโซฟี สีหน้ากระหยิ่มยิ้ม

          ผ้าเนื้อบางพอให้สัมผัสเนื้อนวล เมรัยวัดขนาดเอวโซฟีกับนารี ขนาดเท่ากันไม่มีผิด

          “ค่อยๆนะ”เมรัยกระชับโซฟีช้าๆ นักเชิดหุ่นน้อยทั้งอายทั้งมึน สรุปปล่อยให้เมรัยดึงอย่างงงๆ

          โซฟีนั่งเรียบร้อย เมรัยปล่อยมืออย่างอาลัย หมอผีน้อยมิวายบอกโซฟีเหมือนที่บอกคนอื่นๆ “อยากลองจับพุงข้าหรือไม่” นักเชิดหุ่นน้อยฟังแล้วหน้าแดง ส่ายหัวระรัว กระนั้นก็แอบมองท้องป่องๆเมรัย เห็นนู่นสูงเป็นทรงกลมเช่นหญิงมีครรภ์ โซฟีใคร่อยากลูบไล้เผื่อเด็กในท้องเตะมือนาง ไม่ๆมันจะมีเด็กในท้องได้อย่างไร นั้นมันพองเพราะยัดข้าวใส่เยอะต่างหาก

          “ฮึๆ”เมรัยหัวร่อ โซฟีหลุบตาก้มต่ำ คราวนั่งให้อาหารย่อยสักพัก ทั้งสองก็ลุก จ่ายเงินและออกไปเดินเล่น

          “บ้านเจ้าอยู่ไหนหรือ เดี๋ยวข้าไปส่ง”

          “…”โซฟีส่ายผมปฏิเสธ เมรัยตระหนักว่าโซฟีคงไม่อยากให้นางเห็นที่พักกระมัง หมอผีน้อยจนปัญญา ไม่ปรารถนาบอกลานางตรงนี้

          ปลาในคลองสองตัวกระโดดเล่นเหนือผิวน้ำ นกสองตัวพากันบินกลับรัง ตัวนากสองชีวิตคลานมุดพงหญ้า

“แคนดี้..”

          “ชื่อตุ๊กตาหรือ”

          โซฟีพยักหน้า เมรัยยิ้มงาม ใต้ดวงเดือนกลมโตเท่าแพนเค้ก เมรัยจับมือโซฟี บนสะพานข้ามคลอง เมรัยก้มมองอุ้งมือโซฟี ไม่นานนัก เสียงนักเชิดหุ่นน้อยดังกังวานเตือนสติเมรัย “ต้องไปแล้ว..”โซฟีบอกเมรัย ครั้นหันมองที่ปลายสะพานมีอมีตี้ยืนวางท่าคุณหญิง สาวน้อยน่ารักน่าพิศวาสเยื้องย่างหาพวกเมรัยพลางโพล่งอย่างไม่มีให้เกียรติ “รอนานหรือไม่ โซฟี”เสียงยียวนคล้ายสามีมาตามภรรยากลับเรือน กระนั้นสีหน้าอมีตี้ตายด้าน ราบเรียบปานภาพมายา

          เมรัยฟังแล้วขมวดคิ้ว ไม่รู้ไม่พอใจส่วนไหนของประโยค

          ส่วนโซฟีชินกับวาจาอมีตี้แล้วจึงไม่รู้สึกโกรธเคือง นักเชิดหุ่นน้อยมิอยากลาเมรัย กระนั้นความจริงที่ทั้งคู่เป็นศัตรูก็ไม่เปลี่ยนแปลง

          ดีแล้ว เช่นนี้เมรัยไม่จำเป็นต้องตามไปส่งด้วย นักเชิดหุ่นน้อยยิ้มฝืนๆ เอาตุ๊กตาแมวบังใบหน้ากลัวเมรัยสังเกตเห็นความเศร้าจางๆ

          “ลาก่อน”

          อมีตี้ยื่นมือจับแขนโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยไม่มองหน้าเมรัยเพราะกลัวใจสลาย พวกนางไม่ควรพบกันจริงๆ…

          “เมรัย?”

          คราวถึงเวลาต้องปล่อยมือ เมรัยไม่ปล่อย หมอผีน้อยหน้านิ่ง กลายเป็นโซฟีโดนทั้งอมีตี้ดึงไป เมรัยดังกลับ

          เอ่อ…

          “เมรัย..”ปล่อยมือได้หรือไม่ เสียงโซฟีสั่นระริกแม้นพยายามปิดบัง เมรัยไม่รู้เช่นกันทำไมอยากจับมือโซฟีนานเช่นนี้

          “…ดูแลตัวเองด้วยนะ”บ้าจังนะข้า เมรัยหลุบตายอมปล่อยมือ นักเชิดหุ่นน้อยชักมือกลับโดยพลันพลางหันหลังเดินดุ่มจากไปไม่ทิ้งวาจาใดอำลา นางเดินผ่านไหล่อมีตี้ สาวน้อยเลิกคิ้วให้ท่าทางหยิ่งยโสนั้น ทว่ามิเก็บใส่ใจ คราวอมีตี้เชิดคางหยิบพัดปิดปาก ปรายตาเหยียดเมรัย เมรัยหรี่ตาต่ำ สบตาคู่งามจ้องคืน

          นางเป็นของพวกข้า…

          …เช่นนั้นหรือ

          สองสายเนตร ฝั่งฝ่ายปีศาจแห่งรัตติกาล ฝั่งฝ่ายผู้กำจัดภูตพราย ทิ่มแทงพลันก่อประกายแสงสายฟ้า เมรัยหน้าราบเรียบ อมีตี้หน้าขรึม ไม่รู้ทำไมทั้งสองจึงโกรธกันอย่างไม่สาเหตุ

          “ตบกันไหมย่ะ”เมรัยเลิกคิ้วท้าทาย

          “เก็บแรงไว้เสียบเมียสองหัวเจ้าเถอะ”อมีตี้หรี่ตาสาดสวนวาจา

          “แบร่”

          เมรัยแลบลิ้นใส่ แน่จริงถอดเสื้อผ้ามาตัวๆกันเลยสิหล่อน คิดว่าใหญ่นักรึ ถ้าข้ารู้ว่าเจ้ารังแกโซฟีนะ ข้าจักจับเข้าตรึงกางเขน ยัยเห็บเอ้ย!!!

          ฮึ อมีตี้วางมาดผู้ดีไม่ลดตัวลงกัดกับคนชั้นต่ำ สาวน้อยเก็บพัด สะบัดผมฟาดตบหน้าเมรัย หมอผีน้อยโดนเส้นผมกรีดแก้มก็เจ็บแสบ ความโกรธที่หายไปแล้วพลันปะทุขึ้นอีกครา หมอผีน้อยหยิบลูกประคำปาดึกหัวอมีตี้ ปีศาจน้อยแค่นหัวเราะพลางโยกหัวหลบอย่างง่าย แม้นางไม่มีตาหลัง “ไม่โดนจ้า” เมรัยกัดฟันถอนหายใจ สักวันเถอะ…

          “ข้าไม่ปล่อยโซฟีอยู่กับเจ้าแน่…”

          นางปีศาจหัวเน่าต้องกลั่นแกล้งโซฟีแน่ๆ!!

          --

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น