cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

ชื่อตอน : Chapter 10 : True Form

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 333

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2561 13:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 10 : True Form
แบบอักษร

10





ลืมตาขึ้นมาครั้งแรก วาเลอรีรู้สึกแปลกที่ หากด้วยฤทธิ์ยานอนหลับ หญิงสาวตัดสินใจจะข่มตาลงอีกครั้งเพราะความเหนื่อยล้า

จนกระทั่งเสียงภาษาเพอราซที่ตะโกนโหวกเหวกแว่วมาทำให้เธอสะดุ้งตื่น

วาเลอรีสัมผัสได้ถึงลางร้ายจึงผุดลุกขึ้นนั่ง จึงได้เห็นว่ามือของตนถูกมัดไว้ด้วยเชือก ข้อเท้าทั้งคู่ก็เช่นกัน ที่ซึ่งถูกขังอยู่นั้นเหมือนกับท้ายรถหกล้อ นั่นทำให้อะดรีนาลินของเธอทำงานด้วยความตระหนก

นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่

ไม่รู้ว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้คือการกระทำป่าเถื่อนของเวสต์ และเขาให้ยาแก้ปวด หลังจากนั้นสติของหญิงสาวก็พร่าเลือน เธอจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นอีก

เธอลุกขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่รถขับโคลงเคลง ส่งผลให้ศีรษะกระแทกกับผนังอีกด้านซึ่งปิดทึบ ก่อนจะล้มลงทับม้วนเชือกยาวพอดี

นั่นเป็นครั้งแรกที่วาเลอรีตัดสินใจได้ว่าควรทำอะไรบ้างในขณะนั้น

การตะโกนไม่มีประโยชน์ เธอไม่อยากเสียเวลาทำอะไรอย่างนั้นจึงก้มดูตัวเอง เธอยังคงใส่เพียงเสื้อยืดของผู้ชายคนนั้น

นี่พวกเขาจะพาเธอไปฆ่าทิ้งหรืออะไร?

หัวใจเต้นแรง วาเลอรีคุกเข่าลง พยายามทรงตัวให้ได้ในสภาวะไม่มั่นคงทั้งสภาพแวดล้อมและจิตใจ พยายามตั้งสติ สูดหายใจเข้าเพื่อคุมความกลัวเอาไว้และคิดว่าเธอควรจะทำอะไรเมื่อประตูหลังเปิดออก

คิด เธอต้องคิดให้มาก คิดให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

หญิงสาวไม่เชื่อว่านี่เป็นการกระทำของใครอื่น สังหรณ์ว่ามันเป็นความคิดของเวสต์และเพื่อนของเขา คนพวกนี้อาจจะต้องการสั่งสอนให้เธอเข็ดหลาบและทำตามคำสั่ง เธอจึงตื่นมาในสภาพนี้

ความคิดนั้นพอจะเป็นไปได้ที่สุดในเมื่อเธอเชื่อว่าฐานที่ตนเคยถูกขังอยู่มีการป้องกันที่รัดกุมพอสมควร

หรือไม่ใช่?

ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น เธอไม่เห็นใครอื่นนอกจากเวสต์ทั้งสองคน สเปนเซอร์ และแฮนเซน มีเพียงพวกเขาที่เข้าออกเป็นประจำ และมองจากแผนที่ซึ่งเธอค้นเจอ อาคารนั้นกว้าง มีระบบป้องกันทางทหารเป็นชั้นรอบล้อมราวกับกำแพงกว่าจะถึงส่วนที่อยู่อาศัยซึ่งเธอถูกขังไว้

นั่นเป็นเหตุที่เธอไม่ได้ตัดสินใจบุ่มบ่ามจะหนีออกไปเพราะรู้ว่าทำไม่ได้ แล้วมันจะเป็นไปได้หรือที่มีคนภายนอกบุกมาลักพาเธอไปง่าย ๆ

วาเลอรีจ้องไปที่ประตู รถยังคงแล่นไปเรื่อย ๆ  ทางเดียวที่ทำได้จึงคลานไปยังประตูนั้นและพยายามจะหาช่องโหว่เพียงเพื่อได้มองออกไปข้างนอก หากประตูดังกล่าวไม่มีแม้แต่ลมจะเล็ดรอดเข้ามา มันมีเพียงช่องแอร์เล็ก ๆ  เท่านั้นไว้ถ่ายเทอากาศ

สุดท้ายเธอก็ได้แค่มองประตูนั้นอย่างรอคอยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตต่อไป

รถจอดในที่สุด หญิงสาวเพิ่มความระวังตัวและลุกจากพื้น จนกระทั่งประตูท้ายเปิดออก

ใบหน้านั้นทำให้เธอชะงักไปชั่วครู่ด้วยความงุนงง

“สวัสดี ลารีนของผม”

“คาลัวห์?”

ชายที่เธอเคยรู้จักในฐานะเจ้าของร้านของเก่าฉีกยิ้มกว้าง วาเลอรีตกอยู่ในสภาวะสับสนเมื่อร่างผอมสูงก้าวขึ้นมาหาในรถ เขาดึงมีดออกมาและตัดเชือกซึ่งมัดเท้าเธอไว้ออก

“ลงไปเจอเจ้านายใหม่ของเธอกันเถอะ”

มึนงงเกินกว่าจะทันตั้งตัว วาเลอรียอมถูกลากลงไปจากรถนั้นจนกระทั่งยืนอยู่บนพื้น เธอมองไปรอบตัวและพบเพียงความมืด มีต้นไม้สูงรายล้อมกาย เลยถัดไปเป็นผู้ชายในชุดปิดบังใบหน้าถืออาวุธปืนยาวราวกับพร้อมจะรบ นั่นเป็นตอนที่เธอขาสั่น แทบจะก้าวไม่ไหว

“เวสต์…” เธอพึมพำ “เขาเล่นอะไร?”

“เวสต์?” คาลัวห์ย้อนถามขณะกระตุกแขนให้เธอก้าวตามก่อนจะหัวเราะออกมา “เขาคงไม่ได้เล่นอะไรหรอก ลารีน ในเมื่อเขาตายไปแล้ว”

ดวงตาสีฟ้าหม่นเบิกกว้างมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อ

“ไม่จริง”

“นั่นสินะ เธอคงไม่เชื่อ ในเมื่อหลับไม่ได้สติอยู่ตลอดเวลาที่ผมพามาที่นี่” รอยยิ้มยังไม่จางไปจากใบหน้าชายคนนี้ และนั่นยิ่งสร้างความหวาดผวาให้เธอเมื่อรู้ว่าเธอไม่มีทางหนีใดเลยนอกจากยอมเดินตามเขาไปในป่ามืด

“เราจะไปที่ไหนกัน”

“ไม่นานหรอก เดี๋ยวเธอก็เห็น”

แสงรำไรปรากฏขึ้นเบื้องหน้ากลางป่านั้น วาเลอรีเริ่มอยากร้องไห้ เธอต้องการจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่ตนหมดสติ หากตอนนี้พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไรได้เลยในเวลาอย่างนี้จนกระทั่งคาลัวห์พาเธอพร้อมด้วยชายฉกรรจ์ติดอาวุธไปถึงทางเข้าคฤหาสน์หลังใหญ่กลางป่านั้น

กำแพงสูงกว่าศีรษะ น่าจะราวสามเมตรมีกล้องวงจรปิดติดตามมุมต่าง ๆ  มองผ่านประตูเหล็กดัดไปเป็นทางเข้าซึ่งปูคอนกรีตอย่างดี หญิงสาวได้ยินกระทั่งเสียงดนตรีที่แว่วออกมาจากคฤหาสน์นั้น เธอใจเต้นไม่เป็นส่ำและเริ่มน้ำตาไหลด้วยไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง

“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม”

คาลัวห์เลิกคิ้ว ไม่ยอมตอบคำถามเธออีกและก้าวเข้าไปดึงบัตรชูขึ้นให้กล้องเห็น ราวอึดใจหนึ่ง ประตูก็เลื่อนเปิดออกเองอัตโนมัติ เขาจึงหันมาผายมือให้วาเลอรีเดินตามไป

ผู้คนจำนวนหนึ่งสวมชุดราตรีหรือไม่ก็สูทสากล รถหรูสองสามคันเคลื่อนผ่านหน้าเธอไป คนที่ก้าวลงมามีหน้ากากแฟนซีปิดบังใบหน้า หากวาเลอรียังสามารถรับรู้สายตาที่มองเธออย่างพิจารณาได้เมื่อคนเหล่านั้นเดินผ่านเธอตรงเข้าไปในคฤหาสน์

“พาเธอไปเปลี่ยนชุด” ชายชุดสูทซึ่งมีหน้ากากสีขาวซึ่งยืนเฝ้าทางเข้าหันมากล่าวกับคาลัวห์พร้อมยื่นบัตรใบหนึ่งให้เขา เมื่อคาลัวห์เดินกลับมาหาเธอ เขาก็จับแขนหญิงสาวให้เดินตาม วาเลอรีแปลกใจจึงหันมองเข้าไปยังทางเข้า เธอเห็นหญิงจำนวนหนึ่งแต่งกายน้อยชิ้น มีเพียงชุดชั้นใน บ้างเปลือยอก และมีเครื่องประดับเป็นเพชรพลอยเดินคล้องแขนกับผู้ชายในชุดสูท เสียงเพลงบรรเลงมีจังหวะช้า ๆ  ดังออกมาทำให้วาเลอรีแน่ใจชัดว่าที่นี่คือสถานบันเทิง

ส่วนเธอคงไม่มีหน้าที่อื่นนอกจากให้บริการ

ถ้าหากการวิ่งหนีไปจะมีประโยชน์ เธอคงทำ แต่การทำเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไร คนพวกนี้อาจจะต้องการนำไปให้ใครก็ตามที่ซื้อเธอ และคงไม่ใส่ใจถ้าจำเป็นต้องยิงทิ้ง หรือทำให้บาดเจ็บในเมื่อพวกเขาถือปืนหนักขนาดนั้นคุมตัวเธอไว้แล้ว

วาเลอรีก้มหน้าลงอย่างหมดหวัง น้ำตาคลอหน่วยและไหลอาบแก้ม จนคาลัวห์พาเธอไปถึงประตูอีกด้านของคฤหาสน์ เขานำหญิงสาวเข้าไปข้างในเพื่อพบห้องแต่งตัวที่ค่อนข้างโล่ง มีโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกระจกอยู่ตรงกลางกับเสื้อผ้าซึ่งแขวนไว้อีกทาง

“คุณทำอย่างนี้ทำไม”

คาลัวห์ขมวดคิ้วใส่ “แล้วเธอถามแบบนั้นทำไมกันล่ะ ในเมื่อเราทำธุรกิจร่วมกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่หรือที่รัก”

เธอกลืนน้ำลายลงคอ ส่ายหน้าดิก “ธุรกิจอะไร? ขายตัวงั้นเหรอ?”

คราวนี้อีกฝ่ายหัวเราะออกมา “ฉันอยากจะใช้คำว่าธุรกิจบริการ แต่ก็ช่างเถอะ นั่นตรงตัวดี ทำไมล่ะเวล? แค่ถูกจับไปอยู่กับพวกรัฐบาลไม่นานเธอถึงกับไม่อยากทำงานนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว”

“สงสัยเหลือเกินว่าสี่หนุ่มนั่นมีอะไรดี” คาลัวห์พูดอย่างมีเลศนัยขณะย่างก้าวตรงไปหาราวแขวนเสื้อผ้าแล้วหยิบชุดออกมายื่นให้วาเลอรีรับไป

“ฉันคงแต่งไม่ถนัด”

“ไม่ได้เป็นปัญหา ถือไม้แขวนเสื้อไว้สิ ลารีน”

หญิงสาวทำตาม มันคงเป็นงานเดียวที่เธอทำได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด วาเลอรีรู้สึกสิ้นหวังและสับสน ความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อทำให้เธออยากเป็นบ้าให้พ้น ๆ  เพราะไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์อย่างไร

เวสต์ตายแล้วจริง ๆ  หรือ?

ทุเรศที่เธอไม่อาจจะตัดเขาขาดจากใจได้ ทั้งที่เขาทำร้ายเธอ ข่มเหงเธอขนาดนั้น เธอยังเสียใจจนด้านชาที่ต้องรับรู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

ราวกับคาลัวห์จะสังเกตได้ตั้งแต่แรกเพราะคนเดียวที่หญิงสาวถามหาคือชื่อเวสต์ ขณะที่เขาแก้เชือกซึ่งมัดมือเธอออกให้ด้วยมีด คาลัวห์จึงเอ่ยออกมา

“เธอเป็นอะไรกับเวสต์?” เสียงนั้นถามกลั้วหัวเราะ

“ว่าแต่เวสต์คนไหน? ถ้าให้เดา ฉันคิดว่าคนน้องใช่ไหม หืม?”

วาเลอรีเงยหน้าขึ้น หากไม่ยอมตอบอะไร เธอมองไปยังห้องเปลี่ยนชุด ลากขาซึ่งแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ของตนไปยังห้องนั้น

มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องมีชีวิตที่สับสนแบบนี้?

หญิงสาวเลื่อนม่านปิด ข่มตาลง มือที่ถือชุดนั้นไว้สั่น

มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องหายใจอย่างทรมานแบบนี้…

มองชุดที่ถือ มันเป็นชุดซีทรูยาวเพียงเอวที่มีโครงรับหน้าอก หากบางจนมองเห็นเรือนร่าง กับกางเกงในเอวสูงซึ่งเป็นลูกไม้สีขาวนวล ประดับด้วยคริสตัลส่องประกายระยับ วาเลอรีเม้มปาก เธออยากจะวิ่งออกไปฉีกเสื้อผ้าเหล่านี้ออกเป็นชิ้น ๆ  และจับปืนของคาลัวห์มายิงใส่ศีรษะของตนให้มันจบ ๆ  กันไป

“ลารีน ตอบคำถามฉันสิที่รัก”

“ถ้าเธอตอบ ฉันจะได้พาเธอไปดูศพมันไง”

อีกครั้งที่เธอหลับตาลงด้วยอารมณ์สะเทือนใจ หากในเสี้ยวลึกนั้น เธออยากจะเห็นให้แน่ชัดว่าเขาตายไปแล้วจริง ๆ  ไม่ใช่มีความหวังอยู่อย่างนี้ว่าเขาจะมาตามหาเธอ

และจากนั้นเธอก็พร้อมจะตาย

“อัลดริก เวสต์” วาเลอรีกัดฟันพูดชื่อเขาออกไป

“เขาตายแล้วใช่ไหม?”

“แต่งตัวแล้วออกมาหาฉันสิ ฉันจะได้บอก”

วินาทีที่เธอยืนมองกระจก มองเห็นใบหน้าของตัวเองชัดเจน เธอจ้องดวงตาสีอ่อนของตน แล้ววาเลอรีก็หัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยันในโชคชะตาอันพิกลไม่น่าเข้าใจได้

เธอถอดเสื้อยืดออกจากตัว ชุดชั้นในที่สเปนเซอร์ซื้อมายังอยู่ รอยจูบของเวสต์ก็เช่นกัน เธอมองภาพเหล่านั้นความรู้สึกอธิบายไม่ได้ก่อนจะดึงเสื้อผ้าทุกชิ้นออกและสวมชุดใหม่ลงไป

ก้าวออกจากห้องเปลี่ยนชุด เธอมองคาลัวห์ด้วยสายตาเย็นชา

“ตกลงอัลดริกตายแล้วใช่ไหม?”

“ไม่มีใครรอดหรอก พวกของเราบุกถล่มฐานยี่สิบแปดนั้นเละเทะ มีแค่เธอที่เราต้องการ ลารีน นายของเราต้องการเธอมาก รู้ตัวไว้”

“ฉันชื่อลารีนงั้นหรือ?”

คาลัวห์ขมวดคิ้ว ก่อนจะหัวเราะอย่างไม่เข้าใจ “เธอดูแปลกไป ที่รัก”

“คุณก็เหมือนกัน” วาเลอรีพึมพำแล้วเดินตรงไปยังประตู

“แต่ช่างเถอะ มันไม่มีความหมายอะไรหรอก”

วูบหนึ่ง วาเลอรีนึกสงสัยว่าใครคือนายใหม่ที่คาลัวห์เอ่ยถึง หากในชั่วขณะถัดมา เธอก็ตัดสินใจได้ว่ามันไม่มีความหมาย

สิ่งที่มีความหมายคืออาวุธปืน

วิธีการยิงปืนยังฝังแน่นในสมอง มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอยิงคน หรือกระทั่งฆ่าคนตาย

ดวงตาสีฟ้าหม่นใต้หน้ากากมองผู้คนที่เดินอยู่ในห้องโถงนั้นอย่างชิงชัง มือของชายคนแล้วคนเล่าที่ขยำและบีบเข้าบั้นท้ายอย่างหยอกล้อเมื่อหญิงสาวเดินผ่านราวกับเธอเป็นเพียงของเล่น วาเลอรีเพียงแค่เหลือบมองและก้าวผ่านไปอย่างไม่ไยดี

ได้ยินเสียงของคาลัวห์แว่วตามหลังมาเพื่อกันไม่ให้คนเหล่านั้นแตะต้องเธอ

“สินค้าของท่าน”

แค่นหัวเราะเมื่อพบว่าตนไม่มีสถานะของความเป็นคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะกับใคร

เธอก็เป็นเพียงแค่ของใช้เพื่อความสกปรกเท่านั้น

แล้วหญิงสาวก็ต้องชะงักเมื่อคาลัวห์พาเธอเดินผ่านห้อง ๆ  หนึ่ง ภายในนั้นมีผู้ชายหลายคนกำลังรุมร่วมเพศอยู่กับผู้หญิงคนเดียว เพียงมองผ่าน ผู้หญิงคนนั้นถูกมัดแขนขาตรึงไว้กับแท่นและใช้งานอย่างหนักหน่วง เสียงร้องด้วยความทรมานผสมกับอารมณ์ปรารถนานั้นบาดเข้าไปในใจ เธอเบือนหน้าหนีภาพดังกล่าว ก้มหน้าและก้าวตรงไปด้วยไม่ต้องการพบเห็นเหตุการณ์นั้นอีก

แต่วาเลอรีหลีกไม่พ้น

ริมผนัง บนขั้นบันได ห้องแล้วห้องเล่าในคฤหาสน์ที่เปิดประตูกว้างไว้ หรือกระทั่งบนโต๊ะ เธอมองเห็นชายจำนวนมากได้รับบริการทางเพศจากหญิงสาวที่แต่งตัวอย่างเธอ บ้ากำลังใช้ปากปรนเปรอ บ้างใช้มือ บ้างข่มร่างกายเข้าหาอีกฝ่ายพร้อมกับร้องอย่างร้อนเร่า วาเลอรีรู้สึกจุกในลำคอขึ้นมา

ปืน เธอต้องการปืนเหลือเกินในเวลานี้

หญิงสาวมองอาวุธที่คาลัวห์ถืออยู่ บังคับสมองตนเองให้หาทางแย่งอาวุธนั้นมาจากอีกฝ่ายให้ได้

แต่คาลัวห์หันกลับมาหาเธอก่อน

“ยิ้มสิ ลารีน ให้สมกับเป็นหมายเลขหนึ่งในอดีต”

วาเลอรีมือสั่น คาลัวห์สังเกตปฏิกิริยานั้นได้ไม่ยากเย็น เขาจึงจ่อปากกระบอกปืนใส่หญิงสาว เค้นเสียงกระซิบอย่างขู่เข็ญ

“รู้ใช่ไหมว่าอาริลก็ไม่ต่างอะไรจากคิลลิส เธอจะได้เอาเขาทั้งที่มีปืนจ่อหัวนี่แหละ ที่รัก”

“ฉันคิดว่าเธอถนัดไม่ใช่เหรอ เรื่องการรองรับความรุนแรงน่ะ”

ประตูเปิดออก วาเลอรีมองเห็นห้องกว้างที่ถูกตกแต่งไว้อย่างดี มีเตียงสี่เสาอยู่อีกทาง น้ำพุทรงสูงตั้งตรงกลาง ชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งยืนถืออาวุธ และร่างสูงของผู้ชายอายุไม่น่าจะเกินสี่สิบปีซึ่งกำลังยกแก้วไวน์ดื่มจากผู้หญิงในร่างเปลือยเปล่าที่ต้องถือถาดไว้เหนือศีรษะทั้งที่เบื้องล่างเธอมีอุปกรณ์อวัยวะเพศชายเทียมผลุบเข้าออกถี่กระชั้น

วาเลอรีละสายตาจากใบหน้าของหญิงคนดังกล่าว  มองผู้ชายที่คงเป็นนายซึ่งซื้อตัวเธอไป ใบหน้าคมบอกเชื้อชาติได้ลำบากว่าเป็นเดอวารุสหรือวัลเดนแต่แหวนที่อีกฝ่ายสวมอยู่ทำให้เธอเข้าใจได้

เขาเป็นคนอาเคนแน่…

“ลารีน” รอยยิ้มเผยออกมาขณะก้าวมาใกล้ “ฉันยินดีที่ได้เจอเธออีก”

ไม่มีคำตอบรับ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดไว้

“เธอไม่แต่งหน้าแล้วนี่” มือหนาเอื้อมมาสัมผัสแก้ม วาเลอรีเบี่ยงหนีอย่างรังเกียจ หากทันทีที่ทำเช่นนั้นอีกฝ่ายก็จับคางเธอบีบแน่นเพื่อบังคับให้เธอหันไปมอง

“ไม่เป็นไร ลารีน ฉันไม่ถือที่เธอกระด้างกระเดื่องแบบนี้ เธอเป็นอย่างนี้เสมอ”

“และเธอทำให้ฉันมีความสุขเสมอ”

วาเลอรีเหลือบมองรอบตัวหลังจากพิจารณาบนร่างชายผู้นั้นแล้วไม่พบอาวุธ สิ่งที่เหลือจึงเป็นการนับจำนวนบอดี้การ์ดของคนผู้นี้

“สวัสดีท่านอาริล” คาลัวห์เอ่ย ผู้ชายชาวอาเคนจึงยกมือรับการทักทายแล้วหันไปหาวาเลอรีอีกคราว

“ไปเถอะ ฉันต้องการอยู่กับเธอ”

คาลัวห์ไม่เอ่ยอะไรอีก ยอมออกไปจากห้องโดยดี หลังจากนั้น เอวของเธอก็ถูกโอบให้ดันให้เข้าไปหาทั้งที่เธอไม่ต้องการ วาเลอรีเกร็งตัวหากไม่อาจจะรั้งแรงอีกฝ่ายได้ตลอด เธอเดินตามอาริลไปยังเตียงนั้น

ฉับพลันภาพบางอย่างก็โผล่เข้ามาในความคิด

หากมันต้องการร่างกายเธอ และนั่นเป็นช่วงเวลาที่มันจะไม่ระวังตัวที่สุดไม่ใช่หรือ?

“เราเคยพบกันใช่ไหม”

อาริลหัวเราะ จ้องดวงตาสีฟ้าหม่นของหญิงสาว “นั่นสิ เธอคงจำไม่ได้ มันไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวที่เธอต้องบริการอยู่กับคิลลิส”

คำพูดดังกล่าวเกือบจะทำให้วาเลอรีอยากอาเจียนออกมา ความจริงที่ตนไม่ต้องการยอมรับตลอดเวลา ความจริงที่เธอเป็นเพียงโสเภณีและบริการผู้ชายพร้อม ๆ  กันดั่งเช่นผู้หญิงในห้องนั้นน่ะหรือ?

“แต่ฉันดีใจที่เธอจะเป็นของฉันเสียที ลารีน”

ฝืนยิ้ม เธอเกลียดตัวเองและอีกฝ่ายจับใจจนอยากบีบคอให้ตายไปด้วยกันเสียตอนนี้ หากวาเลอรีเพียงแค่ยอมให้อาริลก้มลงมาจูบที่ลำคอ ขณะที่ดวงตาเธอมองตรงไปยังเหล่าบอดี้การ์ดนั้น

“แค่คุณคนเดียวงั้นเหรอ” เธอกระซิบถาม ยิ้มมุมปากขณะที่บีบหน้าอกตัวเองผ่านผ้าซีทรูบางเบานั้น มืออีกข้างเลื่อนไปยังหว่างขา และลุกขึ้นคุกเข่าเพื่อให้อีกฝ่ายมองเห็นการกระทำของเธอได้ง่ายดายเพื่อปลุกเร้าความต้องการขึ้นมา

“เวลาที่พวกเขามองอยู่ มันทำให้ฉันต้องการมากกว่านี้”

“ไม่ได้” เสียงนั้นไม่พอใจชัดเจน

“แต่คุณยอมให้พวกเขามองดูคุณมีอะไรกับฉัน?”

“นั่นเป็นความเมตตาอย่างหนึ่งของฉัน”

“ฮืม ฉันเข้าใจ” วาเลอรียิ้มบาง ๆ  “แล้วคุณจะไม่เมตตาฉันหน่อยหรือ อาริล”

เขามองเรือนร่างของเธอแล้วเหลือบตามองไปยังกลุ่มลูกน้องของตน ไม่ใช่ว่าไม่เคยใช้บริการเธอคนนี้ร่วมกับคนอื่น แต่นั่นเป็นพี่น้องอาเคนระดับสูงซึ่งเขาปฏิญาณร่วมสาบานด้วยว่าจะเคียงบ่าเคียงไหล่สู้รบไปด้วยกัน เมื่อมีความสุขก็ต้องเสพสุขร่วมกัน

ผู้ปกครองชาวอาเคนสั่งให้ลูกน้องคนสนิทซึ่งยืนอยู่ที่น้ำพุก้าวมาหา เขายื่นมือออกไปตั้งใจจะรับอุปกรณ์สื่อสารเพื่อเรียกเพื่อนให้เข้ามาสังสรรค์กันในห้องตามที่เธอขอร้อง วาเลอรีกลืนน้ำลายลงคอแห้งผากของตน เธอรู้ว่าเธอต้องลุกไปคว้าเอาอาวุธปืนมาจากลูกน้องของอาริลในวินาทีที่โทรศัพท์ถึงมือ

ใกล้กว่านี้ ต้องใกล้กว่านี้...

นี่แหละเวลาที่เหมาะ

เธอกำลังจะลุก หากเสียงโทรศัพท์ที่ลั่นขึ้นเมื่ออาริลได้รับมันไปทำให้วาเลอรีชะงัก ดวงตาสีเข้มของเขามองเห็นว่าหญิงสาวกำลังจะก้าวไปทางอื่น มือจึงคว้าแขนไว้

แต่พอเห็นชื่อบนหน้าจอ เขาก็ปัดมือเธอออก ผลักวาเลอรีออกจากกายไปอีกทาง

“มีอะไร”

“เก้าศูนย์ พวกเดอวารุสล้อมเราไว้หมดแล้ว”

เสียงนั้นดังผ่านออกมาจากลำโพงไม่ได้ดังมาก หากเธอได้ยินถนัด คำ ๆ  นั้นราวกับจะปลุกเอาความหวังขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แต่เมื่อนึกได้ว่าตนจะต้องกลับไปอยู่ในสภาพเช่นใด แสงนั้นก็ดับวูบลงอีกคราว

แล้วเสียงปืนก็ดังแว่วมาจากข้างนอก

อาริลลุกจากเตียง ลูกน้องของเขาชักอาวุธครบมือ วาเลอรีใช้จังหวะโกลาหลผลักคนสนิทของชายผู้นั้นล้มและกระชากแย่งปืนมาจากเอว ก่อนเธอจะเล็งไปที่ผู้เป็นนายของคนทั้งห้อง

“สารเลว” เขาอุทานขณะยกมือห้ามไม่ให้ใครขยับ “เธอทำได้ยังไง”

ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นไม่เหมือนเดิม เต็มไปด้วยความเกลียดชังและรุนแรง เขามองออกตั้งแต่เห็นเธออีกครั้ง ท่าทางแข็งกระด้างนั่นเรียกความสนใจได้กว่าเมื่อตอนที่อีกฝ่ายเป็นเพียงหญิงให้บริการ อาริลหรี่ตาลง

“เธอเป็นสายให้พวกสวะเดอวารุสงั้นหรือ”

“เปล่า...” วาเลอรีกัดฟันและชักปืน หญิงสาวมองใบหน้าเรียบของอาริล ในช่วงเวลาที่เสียงปืนดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครเอ่ยอะไรอีกต่อไป ต่างมองมาที่เธออย่างลังเลใจ

ถ้าเธอตาย คงไม่ขอตายคนเดียว

เธออยากจะลากเอาคนสกปรกไปลงนรกด้วยกัน!

ปัง!!

ไกถูกลั่น หากไม่ได้มาจากกระบอกที่เธอถือ วาเลอรีมองเห็นศีรษะของอาริลมีเลือดเป็นรู ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ  ล้มลง แล้วห่ากระสุนจากนอกห้องก็สาดเข้ามาใส่เหล่าบอดี้การ์ดที่ยังยืนอยู่รอบนอกในทันที เสียงร้องอย่างเจ็บปวดและบ้าคลั่งปะทุทั่วห้อง คนเหล่านั้นตัดสินใจวิ่งออกไปเปิดฉากยิงตอบโต้ ไม่สนใจคนอย่างเธออีก วาเลอรีจึงเปลี่ยนจากตั้งท่าจะเข่นฆ่าเป็นหาที่หลบอย่างรวดเร็ว

เธอลุกไปยืนอยู่หลังเสาต้นหนึ่งใกล้กับเตียงสี่เสานั้น

ประสาทที่ตอนนี้เธอไม่อยากตายอีกต่อไป

ความลังเลล้นความคิด วาเลอรีไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไรแน่ เธออยากรอดเพียงเพื่อจะได้รู้ว่าเหล่าเดอวารุสที่กำลังเข้ามากวาดล้างพวกอาเคนที่นี่มีเขาอยู่หรือไม่

และนั่นทำให้จิตใจเธอสับสนไปกันใหญ่

วาเลอรีมองปืนในมือ เธอภาวนาบทสวดบูชาเทพเจ้าที่อยู่ ๆ โผล่ขึ้นมาในความคิด หากไม่มีคำอธิษฐานใดเหลือจะให้อ้อนวอนขออีก จนกระทั่งอยู่ ๆ  เสียงปืนก็ดับลง

หญิงสาวย่อตัวหมอบต่ำเพื่อกำบังตนเองเพียงเพราะกลัวว่าเหล่าบอดี้การ์ดจะยังเหลืออยู่ในห้องแห่งนั้น หากเมื่อแอบโผล่หน้าออกไปมอง เธอไม่เห็นเงาร่างของคนที่มีชีวิตเหลือ จึงค่อย ๆ  วิ่งหมอบออกไปอยู่ที่น้ำพุ

แล้วเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้า

มีคนวิ่งเข้ามาในห้อง!

วาเลอรีกลั้นหายใจ ปืนในมือยังคงพร้อมใช้งานจึงกระชับมันแน่น ก่อนจะโผล่หน้าออกไปเตรียมจะยิงทิ้ง หากสภาพแรกที่หญิงสาวมองเห็นเป็นผู้หญิงด้วยกัน ใบหน้ามอมแมมและผมยุ่งเหยิง มีรอยของเลือดแห้งเปื้อนใบหน้าราวกับถูกทำร้ายมา เสื้อผ้าของเธอเป็นชุดดำคลุมข้อเท้า ผมตัดสั้น

และเป็นดวงตาของอีกฝ่ายทำให้วาเลอรีผงะไป

ไม่ต่างอะไรกับหญิงคนนั้น...

“วาเลอรี…?”

ชื่อที่เอ่ยออกมาจากปากทำให้หัวใจของเธอหล่นลงไปที่เท้า หญิงสาวพูดอะไรไม่ออก มีเพียงคำสั้น ๆ  ที่ก้องอยู่ในศีรษะ

คำสั้น ๆ  ที่เรียกสติทั้งหมดของเธอให้กลับคืนมา

แม่

มือสั่น ปืนแทบจะร่วงออก เธอลุกจากที่กำบัง วิ่งตรงเข้าไปหาร่างผอมบางของลอรีน่าด้วยความรู้สึกตื้นตันและเสียใจ หญิงสาวร้องไห้ออกมาทันทีที่ตนอยู่ในอ้อมกอดของแม่ พยายามจะพูด แต่พูดอะไรไม่ออก

“ลูกแม่ ลูกไปอยู่ที่ไหนมา”

เธอบีบแขนของลอรีน่าราวกับต้องการที่ยึดเหนี่ยว หากแขนนั้นช่างผอมบางจนแทบจะไร้เนื้อ แม่ดูอิดโรยอย่างมาก รอยช้ำบนท่อนแขนทำให้วาเลอรียิ่งสะอื้นหนัก

“แม่... แม่จริง ๆ  หรือคะ”

“หนูขอโทษ”

ดวงตาสีฟ้าหม่นนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศก หากเมื่อได้ยินเสียงปืนปะทะกันอีกครั้ง เธอรู้ว่าเธอไม่มีเวลาให้อารมณ์เหล่านี้มากนักจึงฉุดอีกฝ่ายให้ก้มลงนั่ง วาเลอรีมองรอบกาย เธอเห็นอาวุธปืนหนักที่ตกอยู่ใกล้ร่างพวกลูกน้องของอาริล ในใจตัดสินไปแล้วว่าเธอจะให้แม่ถือปืนสั้นไว้ป้องกันตัว และเธอจะถือปืนหนักนั่นเอง

“แม่คะ แม่รู้จักทางที่นี่ขนาดไหน”

คล้ายกับฝัน ทั้งฝันร้ายและดี ลอรีน่าสูดหายใจเข้า เธอพยักหน้าแน่วแน่

“ห้องนี้มีทางหนีลับ”

วาเลอรีแค่นหัวเราะเบา ๆ  เมื่อสายตาของเธอหันไปสบกับร่างไร้วิญญาณของอาริล นั่นไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาจงใจจะมาหาความสุขในห้องนี้ ในเมื่อมันมีทางหนีอันตรายซ่อนอยู่

“โอเค” เธอรับคำแล้วยื่นปืนของตนให้แม่ “ถือไหวไหมคะ”

ลอรีน่าไม่เอ่ยอะไรมาก เธอรับปืนมาถือ และนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นชุดที่ลูกของตนใส่อย่างชัดเจน ความเป็นแม่ทำให้เธอเห็นกระทั่งร่องรอยที่ถูกสัมผัสตามร่างของวาเลอรี น้ำตาจึงรื้นคลอหน่วย

“โอ้... วาเลอรีลูกแม่” ลอรีน่าสะอื้น “ใครทำลูกอย่างนี้”

วาเลอรีขบกราม เธอรู้ว่าแม่เธอจะเสียใจขนาดไหน และเธอเองก็เช่นกัน หากเธอไม่มีเวลา ชีวิตและการอยู่รอดของทั้งคู่สำคัญกว่านัก หญิงสาวคลานไปหญิงเอาปืนกลเล็ก ก่อนจะรีบวิ่งกลับมาหาแม่

“พร้อมนะคะ”

ในวินาทีที่ลุกขึ้น วาเลอรีมองแผ่นหลังของมารดา คำพูดทั้งหมดของเวสต์ไหลย้อนเข้ามา

ตัวตนของวาเลอรี เรย์ เป็นเพียงแค่สิ่งที่อยู่ในหัวของเธอ

ไม่ เป็นไปไม่ได้...

และตอนนี้เธอมีข้อพิสูจน์หักล้างคำพูดของเขาแล้ว

แม่กระชากม่านที่ประดับผนังเปิดออก มีประตูอยู่ข้างหลังนั้น มันลงล็อคไว้ หากหญิงกลางคนรีบหากุญแจมาไข วาเลอรีหรี่ตามองอย่างประหลาดใจหากไม่ทันได้ถาม ลอรีน่าก็ตอบออกมา

“แม่ทำงานแม่บ้านที่คฤหาสน์แห่งนี้”

ประตูเปิดออก ทั้งคู่มองเห็นเพียงแสงสลัว คนเป็นแม่หันไปหาลูกสาว พยักหน้าเป็นเชิงสั่งให้ลงไปพร้อมกัน วาเลอรีจึงก้าวตาม พอรู้ว่ามันเป็นบันได ทางแคบ ๆ  และขั้นซึ่งชันกว่าปกตินั้นทำให้ทั้งคู่เกือบจะสะดุดล้มในสามสี่ก้าวแรก แต่ไม่ช้าก็เริ่มชิน

“เราจะหนีไปไหน” วาเลอรีพึมพำเพราะเธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ …แม่ไม่ได้ตอบกลับมาในตอนแรก หากเมื่อทั้งสองถึงพื้น เธอชี้ให้วาเลอรีเห็นทางเดิน

“เราควรต้องลงไปใต้ดิน” ลอรีน่ากล่าว “แต่พวกอาเคนระดับสูงนั่นอาจจะใช้ทางหนีเดียวกัน และพวกมันไม่ชอบให้ใครรู้ความลับ”

“งั้นเราหาทางไปข้างบน? หาที่ซ่อนและขโมยรถของพวกมัน”

ลอรีน่าดูจะเห็นด้วยกับวิธีนั้น หากทันทีที่เสียงปืนดังใกล้เข้ามา ดวงตาสีน้ำตาลของเธอเบิกกว้าง หันกลับมาหาวาเลอรีด้วยความเป็นห่วง รู้ว่าร่างกายของเธอนั้นอาจจะเป็นภาระในไม่ช้าเมื่อเทียบกับคนที่ยังมีกำลังอย่างหญิงสาว

“พวกเดอวารุสใกล้เข้ามา แม่ว่าเราต้องแยกกัน”

“ไม่นะแม่” เธอคัดค้าน “ไม่ เราไม่แยกกัน ถ้าจะถูกจับก็ถูกจับด้วยกัน”

“วาเลอรี ฟังแม่” เธอกดเสียงลงต่ำ “แม่มาที่นี่เพื่อตามหาวาเนสซ่า”

มือผอมนั้นกำแขนวาเลอรีไว้แน่น

“ลูกแม่ แม่ไม่ได้คิดว่า... ไม่ได้คิดว่าลูกจะต้องมาอยู่ที่อย่างนี้อีก หลังจากทุกอย่างที่เราพยายาม”

“หมายความว่ายังไงคะ?”

สีหน้าสงสัยนั้นทำให้ลอรีน่าตกใจไม่แพ้กัน หากเสียงปืนที่เริ่มรัวก้องดังขึ้นกว่าเดิมทำให้หญิงวัยกลางคนตัดสินใจจะหยุดทุกอย่าง

“วาเลอรี เราต้องแยกกันตรงนี้”

“แม่...!”

“แม่รู้ทางในคฤหาสน์แห่งนี้ แม่รู้ที่ซ่อน หรือต่อให้พวกเดอวารุสเจอ พวกนั้นก็ไม่ทำร้ายคนงานตราบใดที่มันไม่รู้ว่าแม่เป็นใคร แต่ลูกต้องหนีออกไป ลูกต้องไปช่วยวาเนสซ่า”

ลอรีน่าชี้ไปทางซ้าย สั่งลูกของตนด้วยเสียงเข้ม

“วิ่งตรงไป วาเลอรี ลูกจะเจอประตูสามบานเล็กเท่าคนก้มรอดไปได้ บานที่สองข้างตู้น้ำแข็งเป็นทางปล่อยควันจากครัว ลูกออกไปตรงนั้น แล้วจะเจอทางเข้าไปหลบในป่า”

เธอรู้ดีว่าการคัดค้านใดนั้นไร้ทางเลือก แม้จะอยากได้คำอธิบายมากมายจากผู้เป็นมารดา หากสถานการณ์ทำให้เธอต้องห่วงความปลอดภัยมากกว่า

“สัญญานะคะว่าเราจะได้เจอกันอีก” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ ทำให้หัวใจของลอรีน่าบีบรัดด้วยความเจ็บปวดเมื่อต้องพัดพรากจากลูกอีกครั้ง

“แม่จะพยายาม”

“โอเค ...งั้นแม่ไปก่อน” วาเลอรีกดเสียงลงและปล่อยมือออกจากมารดา ลอรีน่าจึงหันหลังให้หญิงสาวเพื่อจะปลดเธอออกจากความห่วงกังวล และวิ่งกลับขึ้นไปทางเดิมที่จากมา

วาเลอรีกำมือข้างที่ไม่ได้ถืออาวุธแน่น เธอมองแผ่นหลังของแม่ลับหายไปกับความมืด ก่อนจะเช็ดน้ำที่คลอหน่วยตาอยู่ออกแล้วหันหลัง วิ่งไปตามทางที่ลอรีน่าบอกไว้

การรู้ว่าน้องและแม่ยังมีชีวิตอยู่ช่วยจุดไฟขึ้นมาอีกครั้ง

การรู้ว่าตัวตนของวาเลอรี เรย์ นั้นมีอยู่จริงก็เช่นกัน

หญิงสาวลั่นไกเมื่อเจอล็อคประตู ก่อนจะเปิดกระชากมันออก วินาทีนั้นเธอได้ยินเสียงคนโหวกเหวกวิ่งมาจากอีกทาง วาเลอรีจึงรีบมุดตัวเข้าไปเจอบันไดสำหรับปีน เธอลุกขึ้นยืนหลังจากผ่านประตูเข้ามาได้ และพบว่าอาวุธปืนกลนั้นเป็นภาระเกินไปในการหนีจึงปลดแม็กกาซีนออกโยนไปอีกทาง ก่อนจะรีบปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

เธอได้ยินเสียงอาวุธปืนลั่นก้องอยู่ทั่วกายเช่นกับเสียงตะโกนสั่งการเป็นภาษาเดอวารุส พอปีนจนเจอตะแกรงระบายอากาศ วาเลอรีมองลอดมันออกไปเพื่อสำรวจความปลอดภัย เธอไม่เห็นการเคลื่อนไหว มีเพียงสนามหญ้าสั้น ๆ  ราวสิบเมตรก่อนจะเป็นรั้วและแนวป่า หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ ตัดสินใจมองหาวิธีจะเปิดตะแกรงออกเพื่อหลบหนี

เทพเจ้าจงโปรด ขอให้แม่ของลูกปลอดภัย

หญิงสาวหันกลับมามองคฤหาสน์ที่เริ่มถูกทำลายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะวิ่งเต็มกำลังเพื่อเข้าหลบซ่อนในความมืดตรงกำแพงใกล้ป่า หากการกระทำนั้นถูกขัดขวางเมื่ออยู่ ๆ  แสงสว่างจ้าก็สาดลงมาใส่

“หยุดอยู่กับที่!”

วาเลอรีเงยหน้าขึ้น ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ชัดเจนหลังจากมันถูกกลบด้วยเสียงปืนและระเบิดจากการละเลงเลือดต่อสู้ในคฤหาสน์มาตลอด

 แล้วทางเลือกจะมีมากได้อย่างไรนอกจากทำตาม

หญิงสาวแบมือเหนือหัว เธอกัดฟันและมองตรงไปยังความมืดของป่ารกนั้น ก่อนจะเงยหน้ามองแสงจ้าที่ทำให้แสบตา

ประหลาดที่เธอรู้สึกสงบเหลือเกิน ราวกับไม่กลัวการถูกทรมานอีกต่อไป เมื่อรู้ว่าเธอจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้พบหน้าแม่และน้อง เธอต้องหาทางช่วยพวกเขาให้ได้

ตอนนี้เธอจะต้องช่วยตัวเองก่อน ทางใดทางหนึ่ง

คนในชุดทหารสีดำปิดบังใบหน้า คงหน่วยรบพิเศษของเดอวารุสล้อมเธอเข้ามาราวสามนาย วาเลอรีตัดสินใจที่จะไม่ขัดขืน ปล่อยให้พวกนั้นเอาถุงดำคลุมศีรษะของเธอ ล็อคแขนไพล่หลัง อาจจะพาเธอไปรวมกลุ่มกับคนงานในคฤหาสน์และแม่

จนกระทั่งประโยคถัดมาทำให้เธอชะงัก

“พบหญิงเพอราซ ลักษณะตรงกับที่ต้องการ” เสียงชายคนหนึ่งวิทยุบอกทหารคนอื่น

“รับทราบ เปลี่ยน”

หลังจากนั้น มันเป็นความเงียบที่ยาวนาน แม้รอบกายจะไม่ได้สงบลงจากการปะทะ หากบริเวณที่เธออยู่ราวกับมีกำแพงกั้นไว้ วาเลอรีไม่รู้ชะตากรรมของชีวิตว่าจะเป็นไปอย่างไร เธอเป็นห่วงลอรีน่าจับใจแล้วบัดนี้

จนเสียงยานพาหนะเคลื่อนเข้ามาใกล้ เธอถูกจับให้ขึ้นไปนั่ง ก่อนรถจะเคลื่อนตัวอีกคราวอย่างรวดเร็ว

ลมปะทะผิว เสื้อผ้าที่มีไม่มากทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน เธอได้กลิ่นชื้นของดิน ได้กลิ่นดอกไม้ป่าลอยมาตามลม เสียงปืนที่เบาลงเรื่อย ๆ  บอกวาเลอรีว่าเธอห่างไกลออกมาจากคฤหาสน์แห่งนั้นมากแล้วและได้เข้าไปในป่า หากจะไปที่ไหนนั้นไม่อาจรู้ และพวกเดอวารุสคงมีเจตนาเช่นนั้น

เวสต์...

ชื่อของเขาก้องขึ้นมาในความคิด เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไร หัวใจหนักอึ้งทุกครั้งที่รับรู้ว่าเธออาจจะไม่ได้เจอเขาอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่ต้องทรมานเพราะความโหดร้ายของเขาอีก

แต่เขาโหดร้ายกับเธอตลอดเวลางั้นหรือ?

ราวกับไม่เคยนึกออกจนกระทั่งตอนนี้ จนกระทั่งความหนาวของสายลมทำให้เธอคิดถึงอ้อมกอดของเขามากเหลือเกิน คิดถึงทุกครั้งที่เขายื่นอาหารหรือยาให้ แม้สีหน้านิ่งนั่นจะช่างเย็นชา หรือแม้แต่ประโยคสนทนาสั้น ๆ  ราวกับทุกอย่างปกตินั้นยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ทั้งคู่อยู่ที่ซิลเวอร์ไวส์

และมันจะไม่มีเหตุการณ์นั้นได้อีกต่อไป

น้ำตาไหลอาบแก้ม วาเลอรีกัดปากตัวเองเพื่อพยายามสั่งไม่ให้ร้องไห้... เขาไม่เคยชอบเวลาเธอร้องไห้ เวสต์ดุเธอทุกครั้ง หรือกระทั่งทำอะไรรุนแรงเพียงเพื่อจะหยุดเธอจากอารมณ์อ่อนไหวนั้น

เธอปล่อยให้ความเศร้าของการสูญเสียเขาครอบงำอย่างง่ายดาย จนกระทั่งรถจอดและผ้าคลุมศีรษะถูกดึงออก

“เธอร้องไห้ทำไม?”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น