cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

Chapter 9 : Cause I'm drowning for you

ชื่อตอน : Chapter 9 : Cause I'm drowning for you

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 419

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2561 12:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 9 : Cause I'm drowning for you
แบบอักษร

9

วาเลอรีนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในห้องน้ำ พยายามจะบอกตัวเองให้สงบสติอารมณ์ หากเหตุการณ์ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกโกรธแค้นจนเริ่มมีความรุนแรงโผล่ขึ้นมาในหัว

ยังไงเธอก็ไม่เคยมีความหมายอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง

ในที่แห่งนี้ หญิงสาวทราบดีว่าเธอเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่คน ไม่มีใครมองเธอเท่าเทียม ไม่มีใครคิดถึงความรู้สึกของเธอ และต่อให้พวกเขาจะยื่นข้อเสนอให้เธอกลายเป็นทาส ทำทุกอย่างตามคำสั่งเพื่อแลกกับคำตอบในตอนท้ายว่าเธอคือใคร แต่ถ้าเธอค้นพบว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอก็ไม่มีความหมายอยู่ดี ถ้าตัวตนที่แท้จริงคือการเป็นผู้หญิงขายบริการที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร เธอคงไม่ต้องการแบบนั้น

ดวงตาสีฟ้าอมของเธอเริ่มมองหาเครื่องมือใดก็ตามที่จะนำมาใช้จบชีวิตของตน แต่ห้องน้ำไม่มีอะไรคมหรือแข็งพอ พอคิดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพ เร็วพอและหมดลมอย่างรวดเร็ว เธอก็นึกถึงมีดในครัวขึ้นมา

น้ำตายังไหลอย่างต่อเนื่อง การคิดถึงความตายทำให้ความทรงจำทั้งหมดที่ตนมีไหลหลากเข้ามาในหัว ราวกับต้องการรั้งเธอไว้ ถึงอย่างนั้นสมองก็ย้อนแย้งต่อสู้ความรู้สึกอ่อนไหวและเตือนให้เธอเข้าใจว่าทั้งหมดที่หญิงสาวรู้จักนั้นไม่ใช่ความจริงของชีวิตเธอ ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องใส่ใจมัน

แต่ทุกอย่างช่างยากเย็นเกินกว่าที่เธอจะตัดสินใจได้

หญิงสาวลุกจากพื้น เดินออกไปยังห้องนอน มองสภาพห้องของอัลดริก เธอเจ็บปวดกับสิ่งที่เขาทำและไม่อาจจะทนไหว ...เธอพยายามไม่ลงและอยากจะจบทุกสิ่งทุกอย่างตอนนี้

เสื้อโค้ทที่มีกระดาษแผนที่อยู่ข้างล่าง หญิงสาวกระพริบตาและตรงไปตู้เสื้อผ้า ควานหาเสื้อตัวใหม่มาใส่ทับชุดชั้นในโดยไม่สนใจว่าเจ้าของจะอนุญาตหรือไม่

เธอเปิดประตูและเดินลงไปข้างล่างอีกครั้งหนึ่ง...

แน่นอนว่าการปรากฏตัวของวาเลอรีไม่ได้สร้างความแปลกใจให้แค่เวสต์ แต่ทั้งสเปนเซอร์และซิกมุนด์ก็ด้วย สองรายหลังนั้นคิดว่าเธอคงมีจุดประสงค์บางอย่างแน่ถึงกลับลงมาอีก

“อ้าว มาพอดี” ซิกมุนด์กล่าว “มานี่สิเรย์ ฉันว่าจะคุยกับเธอเรื่องงานหน่อย”

เมื่อก้าวลงบันได วาเลอรีก็ตรงไปนั่งข้างซิกมุนด์อย่างว่าง่าย ดวงตายังแดงและบวมเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มานั้นเห็นได้ชัด และคนเดียวที่กล้าเอ่ยปากทักก็คือเขา

“อย่าไปใส่ใจเลยน่า เรย์ อัลดริกมันก็ชอบรังแกผู้หญิงแบบนี้”

เวสต์หัวเราะในลำคอ แม้จะเริ่มมีอารมณ์โมโหขึ้นมาบ้างแล้วเพราะคำพูดเพื่อน หากชายหนุ่มก็ยืนกอดอกสังเกตการณ์ต่อไป

วาเลอรีไม่เงยหน้าสบตาเขา เธอกำมือทั้งสองข้าง ดูแล้วรู้ว่าพยายามข่มอารมณ์อยู่ชัดเจนหลังจากถูกเขาจับเปลื้องผ้าต่อหน้าคนอื่น และอาการเสียใจเหล่านั้นเริ่มทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ในใจ แต่ชายหนุ่มก็บอกตัวเองว่ามันเป็นสิ่งที่เขาควรจะทำ เพราะเธอควรจะรู้ว่าเธอมีฐานะใดในที่แห่งนี้

และนั่นคือวิธีที่เขาถนัดไม่ใช่หรือ?

“ฉันกลัวว่าเธอจะทำร้ายตัวเองอีก” สเปนเซอร์เบี่ยงหน้ามากระซิบระหว่างที่ซิกมุนด์พยายามชวนเธอคุย นั่นทำให้เวสต์ขบกราม อยากจะตะโกนบอกให้อีกฝ่ายเลิกยุ่ง แต่เขาเองก็สัมผัสได้ไม่ต่างกันว่าการกระทำของวาเลอรีพอจะมีแนวโน้มไปทางไหน เขารู้ว่าเธอคงไม่สามารถทำใจยอมรับสถานะนั้นง่าย ๆ  และต่อให้เขาจะอยากใช้วิธีรุนแรงกับอีกฝ่ายตลอด เขาก็รู้เช่นกันว่าวาเลอรีจะตอบสนองอย่างไร

“นายจะวิเคราะห์สภาพจิตใจของเธอหรืออนุญาตให้ฉันทำได้”

ดวงตาสีน้ำตาลของเวสต์เหลือบไปจ้องสเปนเซอร์

“จะวิเคราะห์ยังไง? จับมานั่งคุยงั้นเหรอ”

“ก็ต้องคุย ฉันต้องทำความเข้าใจกับเธอ” สเปนเซอร์กล่าว “และในเมื่อนายยอมรับเองว่านายใช้ไม้อ่อนไม่เป็น คนที่จะดึงเธอไว้จากความรุนแรงก็ต้องเป็นฉัน”

ก่อนที่อัลดริกจะได้โต้เถียงกลับ เขาก็ชิงพูดต่อไป

“เธอไม่ใช่ภารกิจของนายคนเดียว ถึงตอนนี้นายจะเอ่ยปากรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น แต่ถ้านายไม่สามารถดูแลได้ดีพอ ซาเวียร์ก็อาจจะต้องเปลี่ยนคน”

“หึ แกคงอยากจะดูแลเรย์นักสิ”

“ก็คงไม่มากเท่านายหรอก อัลดริก” สเปนเซอร์ส่งยิ้มเย็นชาให้เพื่อนร่วมงานบ้าง “หวงขนาดนี้ คงจะเป็นเพราะอยากได้ของเล่นไว้ระบายอารมณ์ใช่ไหม”

เวสต์ไม่ตอบกลับสเปนเซอร์ เขากลับตะโกนขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาของวาเลอรีและซิกมุนด์แทน

“เรย์ เดินมาหาฉัน”

เธอชะงัก มองหน้าเขาเพียงชั่วครู่ก่อนจะยอมลุกจากโซฟาและทำอย่างที่เขาบอก

“สเปนเซอร์กำลังจะอธิบายว่าเธอต้องทำงานอะไรเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมาย”

วาเลอรีมีสีหน้างุนงง พอหันไปยังสเปนเซอร์ที่แสดงความประหลาดใจไม่ต่างกัน เธอจึงเดาได้ว่าคำพูดของเวสต์นั้นเป็นความคิดเขาฝ่ายเดียว

ถึงอย่างนั้นสเปนเซอร์ก็ยอมเอ่ยออกมา

“ฉันรู้ว่าเธอลำบากใจกับหน้าที่ทั้งหมดนี้”

วาเลอรีไม่ได้อยากได้คำปลอบใจ ความอดทนของหญิงสาวมันไม่มีอยู่อีกแล้ว และเธออยากจะวิ่งเข้าไปในห้องครัวเพื่อเอามีดเสียบตัวเอง หากยังยอมนิ่งฟังคำพูดของอีกฝ่ายต่อไป

“แต่ถ้าเธอพิสูจน์ตัวเองว่าเธอสามารถกำจัดเป้าหมายของเราได้ เธอจะได้ไปจากที่นี่เร็วที่สุด”

เธอเม้มปาก ถอนหายใจออกมาหนักหน่วงก่อนจะตอบกลับ

“แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันไม่อยากทำล่ะ? ...อะไรก็ตามที่พวกนายทุกคนบอกให้ฉันทำ ฉันไม่ต้องการ”

“ฉันยินดีจะตายมากกว่าทำเรื่องพวกนั้น”

ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณ สเปนเซอร์เหลือบมองเวสต์ หากดวงตาของเขาจ้องอยู่ที่ใบหน้าของวาเลอรีนิ่ง ซิกมุนด์จึงกลายเป็นคนถัดไปที่สเปนเซอร์มองหน้าแทน

“เธอคงคิดว่าถ้าเธอไม่ยอม พวกฉันก็คงจะกำจัดเธอให้พ้น ๆ  สินะ” เวสต์หัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดร่างหญิงสาวและบีบแขนเธอไว้

“ฉันอาจจะทำอย่างนั้น แต่เธอไม่รู้จักฉันจริง ๆ  หรือเรย์? เธอไม่รู้เหรอว่าคนที่ขัดคำสั่งของฉัน ถ้าจะตาย ...ไม่มีใครได้ตายอย่างสงบสุข”

ความหนาวเย็นไล่ลงไปตามสันหลัง เมื่อเธอหันไปมองใบหน้าของเขา วาเลอรีตัวสั่นขึ้นมาทันที

เธอแน่ใจแล้วจริง ๆ  ว่าอัลดริก เวสต์คนนี้มีความโหดร้ายมากกว่าทุกสิ่ง!

เขาไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่กดเธอให้นั่งลงที่โซฟา ก่อนจะใช้สายตาสั่งเพื่อนของตนให้เฝ้าเธอไว้แล้วเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นนั้น

ท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัด ไม่มีใครรู้ว่าเวสต์กำลังจะทำอะไร

พวกเขารู้แค่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่...

อยากจะหันไปปรึกษาและวิจารณ์ หรือกระทั่งห้ามความคิดของอัลดริก หากสิ่งที่ได้รับฟังเกี่ยวกับการขโมยแผนที่นั้นส่อเค้าว่าวาเลอรีกำลังจะวางแผนหนี หรือเลวร้ายกว่านั้น ทั้งสเปนเซอร์และซิกมุนด์จึงยอมให้เวสต์ตัดสินใจเองว่าจะทำให้เธอร่วมมืออย่างไร

และถ้าเกิดเรื่องที่ซาเวียร์จะไม่พอใจ พวกตนก็จะได้ไม่เดือดร้อนมาก เพราะอัลดริกจะต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียวในการตัดสินใจทั้งหมด

วาเลอรีนั่งหลังตรง เธอเกร็งเพราะไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตน จนกระทั่งเวสต์เดินกลับมาพร้อมน้ำหนึ่งแก้ว เขาวางมันลงข้างหน้าหญิงสาวพร้อมยาแก้ปวด

“กินยา”

เธอยังสับสน หากสุดท้ายเธอก็ทำอย่างที่เขาบอก และทันทีที่น้ำถูกกลืนจนหมด เธอระลึกได้ว่าแก้วที่ถือนั้นถ้ากระแทกมันเข้าโต๊ะเบื้องหน้าจนแตก มันจะมีคมพอสมควร

หญิงสาวไม่ยอมปล่อยมือจากแก้วน้ำ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา มองดวงตาเย็นชาคู่นั้นและท่องอยู่ในใจ

ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทนให้เขาข่มเหงอีก

วาเลอรีลุกจากที่นั่งช้า ๆ  และการกระทำนั้นไม่อาจจะลอดความรับรู้ของเขาไปได้

“เธอจะไปไหน”

“ฉันแค่อยากเติมน้ำ”

เธอก้าวตรงไปยังห้องครัว สเปนเซอร์กำลังจะก้าวตามเพราะสัมผัสความผิดปกติได้

เพล้ง*!*

แก้วแตกเมื่อเธอตีมันเข้ากับกรอบประตู วาเลอรีกำเศษชิ้นส่วนที่มีคมของมันกดลงกับเส้นเลือดที่ข้อมือ หากเธอยังช้าเกินไปเพราะอัลดริกคาดไว้แล้วว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น ชายหนุ่มพุ่งไปชนเธอจนเสียการทรงตัว ก่อนจะมือสะบัดเศษแก้วจนหลุดแล้วจับมือเธอไพล่หลังไว้

รู้ตัวอีกทีวาเลอรีก็ถูกกดลงคุกเข่า ใบหน้าแนบโต๊ะ ก่อนกุญแจข้อมือจะกระแทกลงมา

 ไม่มีเสียงร้อง หญิงสาวรู้ว่ามันไม่มีผลใด ๆ  แม้น้ำตาซึ่งควบคุมไม่ได้จะไหลเป็นทางอาบแก้ม หากเธอก็ไม่ได้ตะโกนด่าหรือเรียกความเห็นใจจากใคร

“อยากจะคุยก็คุย แกเหลือเวลาห้านาที”

“หมายความว่ายังไง” สเปนเซอร์ถามเวสต์ก่อนจะเงียบไป แล้วเขาก็เป็นคนที่ก้าวเข้ามาจับใบหน้าวาเลอรีให้เงยขึ้นมองตน

“เรย์ เธอจะฆ่าตัวตายเหรอ? ทำไมกัน”

หญิงสาวส่ายหน้า เธอไม่อยากตอบ ไม่อยากจะมีบทสนทนาใดทั้งสิ้น จนสเปนเซอร์จับเธอให้นั่งคุกเข่าหลังตรงและมองเขาเต็มตา ถามย้ำอีกครั้ง

“ทำไมเธอถึงจะฆ่าตัวตายอีก”

วาเลอรีเริ่มสะอื้น ความเจ็บปวดทั้งหมดเปิดเผยออกมาง่ายดายนักทั้งที่รู้ว่าคนเหล่านี้ต้องการคำตอบไปเพื่อการวิเคราะห์ของพวกเขา หากเธอก็ไม่อาจจะหยุดตัวเองไม่ให้แสดงความอ่อนแอได้ทัน

สเปนเซอร์โอบร่างเธอไว้ กดใบหน้าหญิงสาวให้พิงที่อกเบา ๆ  และลูบศีรษะอย่างปลอบใจ ท่ามกลางสายตาที่เริ่มไม่สบอารมณ์นักของเวสต์ และสายตาขบขันของซิกมุนด์ที่มองอยู่

“ฉันอยู่ตรงนี้ เธอเล่าให้ฉันฟังได้ไหมว่าทำไม” สเปนเซอร์เอ่ย “ถ้ามีอะไรที่ฉันจะช่วยได้ ฉันก็จะพยายามช่วยเธอนะเรย์ ...ขอแค่เธอพูดออกมา”

รู้ว่าไม่ควรเชื่อหรือยึดมั่นในคำเหล่านั้น หากเธอก็ไม่มีทางไป และไม่มีทางอื่นมากนัก วาเลอรีหลับตาลง แม้อยากจะถอยห่างแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อสเปนเซอร์กอดเธอแน่นกว่าเดิม

“ฉันไม่อยากรู้ว่าแท้จริงฉันคือใคร”

“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่ฉันจะต้องฝืนทรมานตัวเอง ...เพื่อเจอความทรมานในตอนท้าย”

ห้องเงียบลง มีเพียงเสียงสะอื้นของหญิงสาวเท่านั้นที่สะท้อนอยู่ วาเลอรีร้องไห้หนักกว่าเดิมเมื่อเอ่ยออกไป ภาพแววตาแข็งกระด้างและการกระทำรุนแรงป่าเถื่อนของผู้ชายที่เธอคิดว่าตนรักยังวนเวียนอยู่ในหัว

และทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

สเปนเซอร์จับหญิงสาวให้มองหน้าเขา วาเลอรีกระพริบตาถี่ ๆ  เมื่อภาพเบื้องหน้านั้นแปลกประหลาด ใบหน้าของสเปนเซอร์ซ้อนทับเป็นชั้นหลายชั้น เช่นเดียวกันกับรอบตัวเธอ

เวสต์ซึ่งสังเกตอยู่รู้ว่ายากำลังออกฤทธิ์ เขาก้าวไปคว้าเธอขึ้นจากพื้นเพื่อให้อยู่ข้างตน

“เกิดอะไรขึ้นกับฉัน” วาเลอรีถามเบา ๆ  ตอนนั้นในหัวของเธอเริ่มโล่งว่าง ภาพยังคงเลือนรางและหมุนเหวี่ยงไปมาจนเธอต้องข่มตาลง

“เรย์” เสียงของเวสต์ที่เรียกชื่อเธอดังก้อง หญิงสาวพยายามจะเงยหน้าขึ้นมองเขา หากในวินาทีถัดมาทุกอย่างก็คล้ายจะดับไปดื้อ ๆ  

เธอไม่อาจจะเงยหน้าขึ้นได้อีกต่อไป

รอบกายเงียบสงัด วาเลอรีเห็นเพียงแสงสีขาวสว่างจ้าอยู่ครู่ใหญ่ และเมื่อภาพเริ่มปรากฏให้เห็นอีกคราว น้ำตาก็หยุดไหล ราวกับอยู่ในอวกาศ ตัวเบาจนอธิบายไม่ได้ว่านี่มันความรู้สึกประเภทใด

หัวใจเต้นเร็วขึ้นในอก ก้องสะท้อน ราวกับจะดังกว่าสิ่งใดในโลกใบนี้

และเธอเริ่มงุนงงด้วยซ้ำว่าอะไรทำให้เธอร้องไห้

ใบหน้าผู้ชายทั้งสามคนในมุมของของหญิงสาวช่างประหลาด เธอจำได้ว่าพวกเขาคือใคร แต่การรับรู้ไม่ได้หมายถึงการเข้าใจมากมาย ในชั่วขณะนั้น แรงดึงดูดบางอย่างรุนแรงกว่า วาเลอรีหายใจเข้าลึก สมองยังอื้ออึงและเธอไม่รู้ว่าเธอควรจะต้องทำอะไรต่อ

จำได้ว่าถูกอัลดริกจับเปลื้องผ้า จำได้แต่ไม่ได้รู้สึกเสียใจอีกแล้ว

 “นายเอาอะไรให้เธอ” สเปนเซอร์หันไปถามเวสต์ ...และสีหน้าเคร่งเครียดของเขาดูช่างน่าขำในมุมมองของหญิงสาว เธอพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ทำไม่ได้

เสียงหัวเราะนั่นทำให้ผู้ชายทุกคนมองหน้ากัน

“อัลดริก นายเล่นอะไรวะ” คราวนี้ซิกมุนด์พูดบ้าง หากเวสต์ก็ขมวดคิ้วไม่ต่างกัน เขาแปลกใจเมื่อเห็นท่าทางแปลก ๆ  ของวาเลอรี

“ฉันไม่ได้...”

คนที่เขาเพิ่งจะให้ยานอนหลับไปหัวเราะเสียงดังกว่าเดิมทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งจะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

นี่ดูไม่เหมือนยานอนหลับแล้ว

มันไม่ใช่ยานอนหลับแล้ว...**!

เวสต์ลุกไปคว้าเอาเศษก้นแก้วซึ่งแตกอยู่กับพื้นขึ้นมาดูน้ำซึ่งเหลืออยู่ แต่วาเลอรีกระดกจนหมดแทบจะไม่เหลือ เขาจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้องพยาบาลและดูขวดยาที่เขาเทใส่น้ำให้เธอดื่มแทนและปล่อยหน้าที่เฝ้าคนป่วยเป็นของเพื่อนร่วมงานทั้งสอง

เมื่อสายตาจับภาพร่างสูงของเวสต์เดินออกไป เธอก็จำเรื่องระหว่างตนและเขาในห้องนอนได้ชัดเจน ราวกับสมองของเธอก็จงใจขุดภาพเหล่านั้นขึ้นมา กระตุ้นให้เธอโหยหามันอีกครั้ง หญิงสาวก้าวตามไป แต่แค่ก้าวเดียวก็แทบจะล้มลงพื้นจนสเปนเซอร์รีบวิ่งเข้าไปประคองไว้ “ตั้งสติก่อนได้ไหม”

ใบหน้าคมที่มองเห็นนั้นไม่ใช่ว่าจะพบเจอง่าย ๆ  วาเลอรีรู้สึกสนุกขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าเป็นห่วงของเขา

“นายเป็นคนดีเสมอเลยนะ สเปนเซอร์”

เขาขมวดคิ้ว เหลือบมองหน้าซิกมุนด์อย่างปรึกษาแล้วก้มลงมาถามไถ่อาการเธอ

 “เรย์ เธอเวียนหัวไหม”

“บ้าเหรอ ฉันสบายดี” วาเลอรียิ้ม มือเริ่มโอบรอบคอสเปนเซอร์ “ฉันสบายดีกว่าทุกครั้งเลยด้วย”

“คริสเซนเป็นยังไงบ้าง”

ชื่อนั่นทำให้สเปนเซอร์ชะงัก เขากระพริบตาคล้ายไม่เข้าใจ กว่าจะตอบโต้อะไรไปทัน อีกฝ่ายก็ยิงประโยคสวนมาที่ทำให้ชายหนุ่มพูดไม่ออก

“รู้ไหมว่าฉันเคยเห็นคริสเซนอยู่กับเวสต์ที่ห้องสมุด และพวกเขากอดกัน ...ดูสนิทกันกว่าเพื่อนนะ”

“เรย์” เป็นเสียงซิกมุนด์ที่พยายามเตือนสติเธอบ้าง

“เฮ้ ซิกมุนด์ นายยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น” วาเลอรีพูดกลั้วหัวเราะ “ไม่อยากจะนอนกับฉันแล้วหรือไง”

“เธอเมายาใช่ไหมวะ” คนผมทองว่าแล้วเกาหัว ถอนหายใจออกมาหนัก ๆ  ก่อนจะสบถให้คนที่ไม่อยู่ในฉากนั้นอีกต่อไป

“อัลดริก แกคิดอะไรวะเนี่ย!”

“ฉันจะพาเธอไปห้อง”

“เอางั้นเลยเหรอ” เสียงวาเลอรีดังกว่าเก่า แล้วเธอก็ทำหน้าดีใจจนสเปนเซอร์ทำอะไรต่อไม่ถูก เขาเหลือบมองทางที่เวสต์เดินไป ลังเลว่าจะพาเธอตามไปที่ห้องพยาบาลดีหรือว่าพาเธอกลับไปที่ห้องนอนของเวสต์

“งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ โดมินิก หรือนายอยากให้อัลดริกกลับมา?” เธอกระซิบอย่างจงใจจะเย้าแหย่ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงความปรารถนาที่เพิ่มขึ้นเมื่อในหัวเธอยังคงค้างอยู่กับการกระทำของเวสต์

“ฉันไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้น”

หญิงสาวทำหน้าเสียใจ ครางในลำคออย่างไม่สบอารมณ์แล้วตบแก้มสเปนเซอร์เบา ๆ  “ไม่ต้องการก็ไม่ต้องการ ...แต่ถ้าไม่ ก็อย่าซื้อชุดแบบนี้มาให้ฉันใส่”

วาเลอรีหัวเราะขณะเปิดเสื้อขึ้นจนเห็นเรือนร่าง แม้จะมีชั้นในสีดำลายลูกไม้ที่เขาซื้อมาให้สวมอยู่ หากร่องรอยที่เธอถูกสัมผัสก็เริ่มปลุกเร้าความต้องการของเขาขึ้นมาไม่ต่างกัน ก่อนที่จะเขย่งมากระซิบเขา

“แล้วก็ช่วยเอาฉันข้างหลังอีก ทำได้หรือเปล่า?”

แววตาเธอมีความสุขคล้ายคนเมา มือก็เริ่มซุกซน ลูบหน้าท้องอีกฝ่ายต่ำลงไปเรื่อย ๆ  ทำให้เรื่องราวมันกลับตาลปัตรจนสเปนเซอร์อธิบายไม่ได้ว่าเขากำลังต้องการอะไรแน่

“เรย์ เธอไม่มีสติ กลับไปนอนที่ห้องเวสต์เถอะ”

พูดจบ ชายหนุ่มก็เลือกจะคว้ามือเธอไว้เพื่อยับยั้งความรู้สึกตนเองไปด้วย แล้วอุ้มวาเลอรีขึ้น หากเธอสะบัดตัวอย่างแรงจนหลุดจากการเกาะกุม แล้ววิ่งไปอีกทางซึ่งซิกมุนด์ยืนอยู่

“เฮ้ ๆ ” ซิกมุนด์ตกใจเมื่อร่างของเธอเซมาหา เขากอดเธอไว้ “เธอไม่สบาย ฉันไม่อยากจะเล่นกับเธอตอนไม่มีสติหรอกนะ”

“แล้วใครว่าฉันไม่มี” วาเลอรีเริ่มกระชากเสียง แกะมือที่จับแขนเธออยู่ออกแล้วหันร่างเข้าหาเขา ประคองใบหน้าซิกมุนด์และจูบกับอีกฝ่ายราวกับรักกันมานาน

เวสต์เดินกลับมา เขาขบกรามเมื่อเห็นว่าวาเลอรีทำอะไรอยู่กับเพื่อนของตน

“เรย์!”

ร่างของเธอถูกกระชากออกจากซิกมุนด์ และเธอไม่อาจจะทรงตัวได้ดี หญิงสาวล้มลงกับพื้น เวสต์กระชากแขนเธอให้ลุก หากในจังหวะที่น้ำหนักอีกฝ่ายยังไม่คงที่ เธอตอบแทนเขาด้วยการผลักกลับจนชายหนุ่มเสียการทรงตัวเช่นกัน

อีกครั้งที่ฝ่ามือของเธอฟาดใส่ใบหน้าเขาจนหน้าหันไปอีกทาง

“นายชอบใช่ไหมล่ะ เวสต์” เธอตะโกนลั่นห้อง “ฉันรู้ว่านายชอบเวลาที่ฉันรุนแรงใส่ เพราะฉันจะได้เจออะไรรุนแรงตอบสนองคืนมาเหมือนกัน”

ประโยคนั้นจบ หญิงสาวหัวเราะร่วนแล้วคลานเข้าไปหาเวสต์ คร่อมร่างเขาไว้และนั่งลง ก่อนจะลูบไล้เรือนร่างตัวเองอย่างยั่วยวนและบีบขยี้หน้าอกตัวเอง

ภาพที่น่าหวั่นใจนั่นสร้างแรงปรารถนาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่ช้าวาเลอรีก็ถูกจับเอาหน้ากดใส่พื้น ขณะที่เธอยังหัวเราะ เวสต์ล็อคแขนเธอไว้กับกุญแจข้อมือ จับเธอให้ลุกขึ้นนั่งคุกเข่าและหายานอนหลับจริง ๆ  มาให้เธอ เขาบีบคางจนหญิงสาวต้องอ้าปาก ยัดเอายาเข้าไปตามด้วยน้ำให้ดื่ม แล้วเธอก็บ้วนออกมาจนเลอะเขาเต็มเสื้อ

“นายยัดได้แค่ยาเหรอ?” เธอถาม “ตอนกลางวันมันใหญ่กว่านี้เยอะนะ”

“อยากได้อะไรล่ะเรย์” เวสต์กระชากเสียง ทำให้วาเลอรียิ้มออกมา ก่อนจะเลียนิ้วของเขาที่จับใบหน้าเธออยู่และก้มหน้าลงไปดูดมัน

เขานิ่งมองการกระทำของเธอไปชั่วครู่ แม้จะรู้ว่าเธอทำไปทั้งหมดเพราะไม่มีสติ ยาอะไรก็ตามที่เธอกินกระตุ้นความต้องการทางเพศและเปลี่ยนเธอให้เป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง

และเขาไม่รู้ด้วยว่ามันคือยาอะไร

เวสต์ลุกขึ้น แบกเธอไปขึ้นบันไดไปที่ห้องนอน ขณะที่สเปนเซอร์กับซิกมุนด์ยืนกอดอกมองตามด้วยอารมณ์อธิบายลำบาก

บางทีถ้าวาเลอรีเป็นแบบนั้นจริง ๆ  ในฐานคงจะสนุกกว่านี้เยอะ...

“ขึ้นมาช่วยฉันมัดเรย์ด้วยสิวะ!” เสียงเวสต์ตะโกนลงมา ทำให้สองหนุ่มหันมองหน้ากัน ก่อนจะวิ่งตามขึ้นไปเป็นผู้ช่วยจับหญิงสาวคนเดียวในฐานมัดไว้กับเตียง ทั้งที่เธอยังคงหัวเราะราวกับชอบการกระทำอย่างนั้นเสียจนผู้ชายทั้งหมดเริ่มทำสีหน้าไม่ถูก

“จะมัดฉันไว้แล้วก็หนีไปเหรอ” เธอถามเบา ๆ  แล้วหันหน้าไปอีกทาง ครางในลำคอเหมือนทุกครั้งที่เวสต์เคยสัมผัสเธอ อย่างกับรู้ว่าคนเดียวที่เคยได้ยินเสียงแบบนั้นย่อมจะเกิดต้องการร่างเธอขึ้นมา เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างพยายามข่มความคิด เหลือบมองผู้ชายที่เหลืออย่างแข็งกระด้างและเดินออกไปจากห้องตัวเองเป็นสัญญาณว่าเขาจะคุยด้วย

ไม่มีใครอยู่ในห้องนั้นอีกต่อไป วาเลอรีรู้สึกเสียดายที่เธอไม่ได้มีโอกาสลิ้มรสชาติแห่งความปรารถนาแม้เธอจะเห็นปฏิกิริยาว่าพวกเขาอยากจะนอนกับเธอมากขนาดไหน

เธอหลับตาลง มือที่ถูกมัดไพล่หลังไม่อาจจะเลื่อนมาสัมผัสร่างกายตนเองได้ถนัด นิ้วของเธอเอื้อมถึงเพียงจุดชื้นแฉะกึ่งกลางร่างกายเท่านั้น และมันไม่อาจจะตอบสนองเธอได้พอ หญิงสาวกัดปาก เบียดต้นขาเข้าหากันและขยับไปมา สมองคล้ายจะว่างโล่ง หากสามารถระลึกได้เพียงแค่ฉากในจินตนาการซึ่งเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งเวสต์ สเปนเซอร์  และซิกมุนด์ก้าวเข้ามาในห้อง

เธอรู้สึกว่าเธอต้องการทุกอย่างที่พวกเขาอยากจะยัดเยียดให้แต่ต้น

รสจูบที่ทั้งหวานและขมของเวสต์ มือของเขาซึ่งลูบไล้เธอไปทั่วหน้าอก ขยำขยี้มันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเนื้ออวบอิ่มนั้นล้นออกมาจากชุดชั้นใน เรียกเสียงร้องครางให้เธอได้อย่างดี และมันดังขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเขาเลื่อนมือลงไปสัมผัสจุดสงวนของเธอ

เสียงหอบหายใจขณะที่เวสต์ดึงนิ้วเข้าและออกจากร่างกายวาเลอรีอย่างเร่งจังหวะ แม้เขาจะยังไม่ได้ดันร่างกายเข้ามาในตัวเธอ แต่วาเลอรีก็สัมผัสได้ถึงแก่นกายแข็งที่ล้อเล่นอยู่กับสะโพกกลมกลึงนั้น มืออีกข้างที่จับคอเธอไว้แทนการตักเตือนไม่ให้เธอวิ่งขึ้นสวรรค์เพราะรสสัมผัสทั้งหมดเริ่มบีบแรงขึ้น และเขาก็จับใบหน้าเธอให้กลับมองตรงไปเมื่อริมฝีปากเลื่อนหลุดจากกัน

นั่นทำให้วาเลอรีเห็นร่างสูงของผู้ชายอีกคนที่กำลังถอดเสื้อยืดของตนออก แล้วสเปนเซอร์ก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอ มือใหญ่ของเขาลูบไปมาบนหน้าอกหญิงสาว หยอกล้อกับถันที่แข็งเมื่อได้รับสัมผัสวาบหวาม วาเลอรีครางออกมาไม่เป็นภาษาก่อนที่ปากจะถูกประกบ

พวกเขาสลับที่กันกับครั้งแรกที่เธอตื่นขึ้นมา

เวสต์จับเธอให้นอนพิงลงไปหาเขา ล็อคคอเธอไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งและจับขาของเธอให้อ้าออกกว้าง มือของชายหนุ่มยังไม่เลิกรังแกจุดไวต่อความรู้สึก ทำให้วาเลอรีเกร็งตัวและบิดเร่าไปมา หากพอมองเห็นความเป็นชายของสเปนเซอร์ซึ่งกำลังจะเข้าไปอยู่ในร่างของตน เธอก็ต้องแอ่นกายรับอย่างไม่ทันตั้งตัวเพราะเวสต์รุกเธอจากข้างหลัง

ความรู้สึกนั้นหญิงสาวไม่อาจจะอธิบายได้ มันแน่นและคับไปทั่วทั้งท้องน้อยเมื่อสเปนเซอร์ดันตัวเองเข้ามาหาเธอ เช่นเดียวกับตึงที่ข้างหลังเวลาเวสต์แทรกร่างของเขาเข้ามาเช่นกัน หากพอผู้ชายทั้งคู่เริ่มจังหวะขยับกาย จากช้าเพียงไม่กี่วินาทีก็เริ่มรุนแรงทั้งที่รู้ว่าร่างเธอไม่เคยประสบอะไรแบบนั้น วาเลอรีจึงไม่อาจจะเก็บเสียงของตัวเองไว้ได้อีกต่อไป

เธอร้องจนเกือบจะเสียงหลงให้กับความรุนแรงที่หอมหวานนั่น วาเลอรีทั้งหอบหายใจ น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้เพราะทุกการกระแทกทำให้ร่างกายหญิงสาวแทบจะระเบิด น้ำหล่อลื่นแทบจะไม่ช่วยอะไรเมื่อขนาดแก่นกายพวกเขารวมทั้งแรงที่ไม่ได้ปรานีเธอ เวสต์บีบคอเธอแรงขึ้น สเปนเซอร์ขยับกายถี่ขึ้น

แล้วหน้าวาเลอรีก็ถูกจับให้หันไปอีกทาง

อีกหนึ่งความเป็นชายที่แทรกเข้ามาในปาก เสียงของหญิงสาวกลายเป็นอู้อี้ ผมถูกจับเพื่อกำกับการกระทำให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ  โดยซิกมุนด์ เขายิ้มเมื่อวาเลอรีรูดปากของเธอไปบนแก่นกายของเขา ลิ้นของวาเลอรีสร้างความเสียวกระสันได้พอ ๆ  กับการมองเธอถูกถูกผู้ชายอีกสองคนร่วมรัก

หญิงสาวรู้สึกราวกับถูกเติมเต็ม เธอไม่อาจจะรั้งความสุขสันต์ที่วาบไปทั้งร่างกายจนกระตุกสั่นได้ไหว และไม่ใช่แค่สเปนเซอร์ที่สัมผัสได้ว่าร่างซึ่งถูกรุมคุกคามอยู่นั้นเพิ่งจะถึงฝั่งฝัน เวสต์เองก็เช่นกัน เขาถอนร่างออกจากเธอกะทันหันและจับวาเลอรีให้หันกลับมาคร่อมร่างตน

“ฉันอนุญาตเธอแล้วเหรอเรย์”

มือของเวสต์บีบคาง และมือของสเปนเซอร์ก็รู้หน้าที่จะเยาะเย้ยด้วยการเลื่อนนิ้วลงไปหาจุดไวต่อความรู้สึกของหญิงสาว วาเลอรีส่ายหน้าทั้งที่เธอยังไม่หายจากอารมณ์เร่าร้อนเมื่อครู่

“ยังค่ะ..”

“เธออยากจะเสร็จนักใช่ไหม” เขาถามย้ำ วาเลอรีไม่กล้าตอบจนกระทั่งมือของเขาเริ่มทำให้เธอเจ็บ

“ถ้าอยากได้ก็ทำในสิ่งที่เธอต้องการ”

ดวงตาสีฟ้าหม่นก้มมองเขา เธอกลืนน้ำลายและเหลือบมองซิกมุนด์ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งคร่อมเวสต์ กดร่างของตนเข้าหาอีกฝ่ายและเริ่มขยับอย่างช้า ๆ  แล้วเลื่อนมือไปหาซิกมุนด์ กำแก่นกายนั้นไว้และรูดเข้าออก ก่อนจะใช้ปากของตนบำเรอเขา

สเปนเซอร์ฟาดมือของเขาลงที่สะโพกอย่างแรงราวกับต้องการกระตุ้นอารมณ์ วาเลอรีสะดุ้งเมื่ออีกครั้งที่สเปนเซอร์เข้าคุกคามตัวเธอพร้อม ๆ  กับเวสต์ คราวนี้เขากลับไปเล่นกับสิ่งสงวนด้านหลังของหญิงสาวเช่นเดิม แต่ไม่ยอมเคลื่อนกาย ทั้งหมดปล่อยให้เธอได้ใช้อารมณ์กระทำอยู่คนเดียว เวสต์มองอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อหญิงสาวเริ่มขย่มตัวเองเข้าใส่ตน มือก็ไม่ว่างดึงเอาร่างซิกมุนด์และปรนนิบัตรอย่างร้อนแรง

แม้ใบหน้านั้นเรียกร้องให้เขาช่วยเธอ หากชายหนุ่มยั้งความรู้สึกตนไว้เพื่อจะยืดเกมออกไป เช่นกันกับสเปนเซอร์ที่ยิ้มมุมปากและบีบเค้นหน้าอกวาเลอรีเพื่อให้เธอรู้สึกเร่าร้อนจนทนไม่ได้

เธออยากจะปิดเกมเสียตอนนั้น

หากสิ่งที่หญิงสาวคิดไว้ก็กระเจิงเมื่อประตูเปิดเข้ามา เวสต์ในใบหน้าเคร่งเครียดก้าวตรงมาหาเธอ ในมือของเขาถือเข็มฉีดยา ไม่มีคำพูดใดจากชายหนุ่ม แต่วาเลอรีหัวเราะเบา ๆ  

“กำลังคิดถึงนายพอดี”

เขาชะงัก แม้จะรู้ว่าคำพูดของวาเลอรีนั้นไม่เหมือนคนเดิมเพราะฤทธิ์ยา เธอหลับตาลง ราวกับต้องการจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เวสต์จึงถอนหายใจ  ก้าวไปจับแขนเสื้อของวาเลอรีเปิดขึ้น เช็ดผิวด้วยแอลกอฮอล์และกดเข็มฉีดยานอนหลับจริง ๆ  เข้าเส้นเลือด

เธอร้องออกมาเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าอมมองเขาด้วยสายตากึ่งผิดหวัง แต่ไม่ยอมพูดอะไรอีกครู่ใหญ่ เวสต์จึงได้แค่ยืนนิ่งมองเธอด้วยต้องสังเกตการณ์

“นายรออะไรอยู่” วาเลอรีเอ่ยขึ้นเมื่ออีกฝ่ายยังไม่เดินจากไป

“ถ้าไม่ต้องการฉัน นายจะยืนอยู่ที่นี่ทำไม”

เวสต์ไม่ได้ตอบออกไปทันที เขาหันไปวางเข็มฉีดยาในมือลงบนโต๊ะข้างเตียง พิจารณาร่างสันทัดบนเตียงของตนซึ่งถูกมัดไว้

“จนกว่าเธอจะหลับ”

“ฉันไม่อยากหลับ” วาเลอรีทัดทานเสียงเบา “ฉันแค่อยากมีความสุข”

ประโยคท้ายนั่นไม่ได้ฟังดูเหมือนเต็มไปด้วยมารยาหรือต้องการยั่วยวนอีกต่อไป ดวงตาสีหม่นเริ่มสะท้อนแววหมองลง …เหมือนกับเธอที่เขารู้จักตลอดเวลา

นั่นทำให้คำพูดของเธอวนย้อนกลับมาในหัว

นายไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรเลยให้กับผู้หญิงอย่างฉัน เพราะไม่มีใครเห็นว่าฉันมีค่า แต่นายก็ทำ

“และฉันก็อยากให้นายมีความสุข เวสต์”

“แต่ความสุขของนายคงหมายถึงความทรมานของฉันใช่ไหม”

วาเลอรีหลับตาลง เธอพึมพำคนเดียวและฟังไม่ถนัดอีกต่อไป ขณะที่เขายังคงยืนนิ่ง มองเธอด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเองในใจ

“ฉันขอโทษที่ทำให้นายเดือดร้อน”

นั่นคือประโยคสุดท้าย แล้ววาเลอรีก็คงจมสู่ห้วงนิทราไปอย่างแท้จริง

อาจจะไม่ใช่เขาคนเดียวที่เผชิญกับความสับสนทางอารมณ์ทุกครั้งที่อยู่ใกล้อีกฝ่าย เวสต์ยังคงนอนไม่หลับ เขาทบทวนคำพูดและปฏิกิริยาของวาเลอรีเพียงเพราะไม่อาจจะไล่มันออกไปจากความคิดได้

ท่าทางรู้สึกผิดทำให้ชายหนุ่มไม่อาจจะอยากแข็งกระด้างใส่อีกฝ่ายได้ตลอด บางครั้งเขาต้องการจะทำให้เธอเชื่อใจ แต่พื้นฐานทางนิสัยทำให้เขาก็ไม่สามารถอ่อนโยน หรือต้องแกล้งแสดงความรักในเมื่อเขาไม่ได้รู้สึกอ่อนไหวลึกซึ้งขนาดนั้นกับเธอ

เวสต์ได้แค่ถอนหายใจ โมโหขึ้นมาเมื่อคิดถึงเวลาที่เธอตบหน้าเขา แต่เขารู้ว่านั่นเป็นปฏิกิริยาปกติที่คนซึ่งตกอยู่ในสภาวะถูกข่มเหงจะต้องทำ

แล้วทำไมเธอถึงต้องขอโทษเขาเวลาไม่ค่อยมีสติเสมอ

ถ้าให้ยอมรับความจริง เวสต์คิดว่าปัญหาคือเขาไม่อาจจะเลิกมองเธอว่าเป็นเชลยได้ ความเคยชินจากงานที่มักจะต้องทรมานนักโทษ ทำให้ชายหนุ่มเลือกจะใช้ความรุนแรงทุกครั้งกับวาเลอรีเพื่อควบคุมให้เธออยู่ในโอวาทอย่างที่เขาเคยทำกับคนอื่น ๆ

แต่เพราะเธอไม่ได้ถูกขังในห้องแคบ เธอนอนเตียงเดียวกับเขา นั่นย่อมจะสร้างความสับสนให้วาเลอรีได้ว่าตกลงเธอกำลังอยู่ในสถานะใด เช่นเดียวกับตัวเขาเองว่าเขาควรจะปฏิบัติกับอีกฝ่ายอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายของงาน

ชายหนุ่มลุกจากเตียง เขาตรงไปห้องอาบน้ำเพียงเพื่อจะพยายามไล่เรื่องวุ่นวายเหล่านี้ออกจากสมอง หรืออย่างน้อยก็คิดให้ออกว่าต้องทำอย่างไร

รุนแรงก็ต้องรุนแรง หรืออ่อนโยนก็ต้องอ่อนโยน

ยิ่งสับสนยิ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร

เวสต์หมุนก๊อกน้ำให้ฝักบัวเหนือศีรษะไหลลงมาอาบร่าง ปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นกว่าเดิม ไม่ช้าควันก็ลอยจนกระจกขึ้นฝ้า เขาใช้เวลาชั่วครู่ยืนหลับตาเพื่อตัดสินใจ

แต่ก็อย่างที่บอกไปกับสเปนเซอร์… เวสต์ไม่เคยถนัดที่จะต้องดูแลใคร

ทางของเขาย่อมจะมีแต่ความก้าวร้าวเป็นเรื่องสามัญอยู่แล้ว…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น