หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 13 เด็กสมัยนี้...โตกันมายังไงกันเนี่ย

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 เด็กสมัยนี้...โตกันมายังไงกันเนี่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2561 18:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 เด็กสมัยนี้...โตกันมายังไงกันเนี่ย
แบบอักษร

อี้ซินบอกถึงจุดประสงค์ที่มาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ศาสตราจารย์หลันพอได้ยินว่าเจิ้งทั่นติดเห็บก็ “หึ” ออกมาหนึ่งทีแล้วพูดว่า “สมน้ำหน้า!”

แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ศาสตราจารย์หลันก็ยังไปหยิบยามาให้เจิ้งทั่น เจิ้งทั่นเดินตามเข้าไปในห้อง

ส่วนอี้ซินก็ไปหยิบไม้ถูพื้นมาถูที่ห้องรับแขก

ศาสตราจารย์หลันเป็นอาจารย์ที่เกษียณแล้วของคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยฉู่หัว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำการสอนแล้ว แต่ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อคณะอยู่ อีกทั้งถึงไม่ได้เป็นอาจารย์แล้ว บรรดาบริษัทต่างๆ ได้เสนอเงินเดือนสูงๆ ให้อาจารย์ไปเป็นที่ปรึกษาให้ ท่านได้ร่วมงานกับหลายบริษัท ดังนั้นอย่ามองว่าในบ้านของท่านดูเรียบๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้วบุคคลคนนี้มูลค่าสูงมาก

ศาสตราจารย์หลันมีใบหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ ทำให้คนนึกว่าท่านเป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนดุ ท่านชอบไปเดินเล่นที่คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพบ่อยๆ เมื่อถึงคาบปฏิบัติของวิชาพฤกษศาสตร์ท่านก็จะคอยคุมอยู่ข้างๆ ขนาดอาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ยังทำตัวสงบเสงี่ยม ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงบรรดานักเรียนเลย

ไม่แปลกที่เวลาอี้ซินพูดกับศาสตราจารย์หลันจะติดอ่าง เขาเองก็เรียนปริญญาตรีที่นี่ ความทรงจำในคาบวิชาพฤกษศาสตร์มันยังคงชัดเจน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกแปลกใจว่า คนที่ปกติไม่ไว้หน้าใครอย่างศาสตราจารย์หลัน ต่อให้เป็นถึงคณบดีก็ตามท่านก็ไม่เว้น ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่ใช่เพราะเถ้าแก่เจียวด้วย แต่ทำไมท่านถึงได้อดทนกับแมวตัวนี้ได้ล่ะ

สาเหตุที่ทำให้ศาสตราจารย์หลันปฏิบัติต่อเจิ้งทั่นเช่นนี้ก็เพราะเรื่องบังเอิญที่เจิ้งทั่นเคยได้ทำ เดือนกว่าๆ ก่อนหน้านี้ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังลงจากตึกไปเดินเล่นก็ได้พบกับคุณยายจ๋ายภรรยาของศาสตราจารย์หลันเข้า คุณยายเป็นโรคหัวใจ ตอนนั้นท่านกำลังช่วยคุณยายที่อาศัยอยู่ตึกอื่นยกของหนัก พอกลับมาที่ตึกกำลังจะขึ้นบันไดก็เกิดอาการโรคเก่ากำเริบ แต่เวลานั้นเป็นเวลาทำงาน อีกทั้งศาสตราจารย์หลันก็ไปทำงานต่างที่ด้วย ขณะที่ท่านกำลังจะหยิบยาออกมาจากขวดนั้นมือไม้ก็สั่น ขวดยากลิ้งตกจากบันได ขณะนั้นแม้แต่จะเดินยังลำบาก สุดท้ายก็ได้เจิ้งทั่นที่วิ่งลงไปคาบขวดยาขึ้นมาให้

คุณยายกินยาได้ทันเวลา อาการจึงทุเลาลง นับแต่นั้นมาทุกครั้งที่คุณยายจ๋ายเห็นเจิ้งทั่นก็จะยิ้มออกมา วันนี้ถ้าคุณยายจ๋ายอยู่บ้าน ศาสตราจารย์หลันคงไม่กล้าดุออกมาแบบนั้นแน่ กับคนนอกท่านนิสัยแข็งกร้าว แต่กับคนในบ้านท่านจะกลายเป็นคนที่ถูกดุเสียเอง และแน่นอนว่าหากมีคนนอกอยู่ด้วยคุณยายก็ยังคงไว้หน้าสามีอยู่บ้าง

ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงมีคุณยายคอยหนุนหลังอยู่ เขาไม่กลัวหน้าดุๆ ของศาสตราจารย์หลันเลยสักนิด

ศาสตราจารย์หลันหยิบขวดออกมาสองขวด ขวดหนึ่งเป็นของเหลว ส่วนอีกขวดเป็นยาผง

ยาน้ำใช้ผสมให้เจิ้งทั่นอาบ เพื่อป้องกันการติดเห็บเวลาที่เจิ้งทั่นไปวิ่งเล่นข้างนอก เมื่อก่อนเจิ้งทั่นเคยใช้ แต่พอใช้หมดก็ไม่อยากรบกวนจึงไม่ได้มาขอใหม่ ส่วนยาผงใช้ทาตัว ยาพวกนี้ไม่มีขายข้างนอก ศาสตราจารย์หลันเป็นคนทำขึ้นมาเอง ปลอดภัยไร้สารพิษเจือปน ต่อให้แมวเลียเข้าปากก็ไม่เป็นอะไร แต่ปกติเจิ้งทั่นก็ไม่เลียขนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวล

ศาสตราจารย์หลันเทยาผงใส่มือแล้วทาลงบนตัวของเจิ้งทั่น

เจิ้งทั่นหันหน้าไปดูขนที่ตั้งขึ้นเละเทะบนหลัง แล้วเหล่มองหน้าคนทา ศาสตราจารย์หลันไม่ส่งเสียงพูดอะไร พอทาเสร็จก็ค่อยๆ ปิดฝาเอายาไปเก็บ จากนั้นก็ค่อยลูบขนของเจิ้งทั่นให้กลับไปทางเดียวกัน หลังจากลูบเสร็จก็ตบที่ตัวเจิ้งทั่นสองทีจนเขาเกือบจะลงไปนอนกับพื้น

“ยานี้ถ้าขายออกไปล่ะก็ซื้อแมวได้เต็มบ้านเลยนะ ดูสินายน่ะโชคดีขนาดไหน เมื่อไรจะไปช่วยฉันที่สวนเพาะชำสักทีล่ะ?”

ศาสตราจารย์หลันไม่ได้คาดหวังว่าแมวที่อยู่ตรงหน้านี้จะเข้าใจ เขาก็แค่บ่นๆ ให้ฟัง แล้วก็ถือโอกาสตีเจิ้งทั่นอีกหลายทีเป็นการแก้แค้น

เจิ้งทั่นเชิดหูขึ้น สะบัดขน โดยที่ไม่ได้สนใจชายแก่ที่พูดพึมพำอยู่คนเดียว เขาเดินออกจากห้องเตรียมจะกลับบ้าน

อี้ซินที่อยู่ด้านนอกถูพื้นเสร็จแล้ว เขานั่งพิงโซฟาตัวแข็ง คนโง่ยังดูออกว่าเขาดูเกร็งแค่ไหน

ศาสตราจารย์หลันส่งยาสองขวดให้อี้ซิน แล้วกลับเข้าไปในห้องอีกรอบหยิบขวดแก้วสีน้ำตาลออกมาหนึ่งขวด “สองขวดนั้นไว้ใช้กับแมว วิธีใช้ฉันคงไม่พูดแล้ว นายกลับไปถามอาจารย์ดู ส่วนขวดสีน้ำตาลนี่คือยาฆ่าแมลงที่มีความเข้มข้นสิบเท่า เวลาใช้ต้องทำให้มันเจือจาง”

พูดจบศาสตราจารย์หลันก็ไปเปิดประตูหน้าบ้านเป็นการบอกให้หนึ่งคนกับหนึ่งแมวออกไป

“งั้นก็......ขอบคุณมากครับอาจารย์ ขอโทษที่มารบกวนครับ!”

อี้ซินพูดขอบคุณ แล้วหอบยาเดินตามเจิ้งทั่นออกมา

เมื่อกลับไปถึงบ้านครอบครัวเจียวที่ชั้นห้า อี้ซินก็ถอนหายใจยาวๆ

ส่วนเจิ้งทั่นตอนนี้ก็เบาใจลงไปมากที่แก้ไขปัญหาเรื่องเห็บได้แล้ว เขารู้สึกตัวเบาขึ้นมาทันที ตอนนี้ไม่มีอะไรทำจึงแกะห่อปลาแผ่นย่างออกมากิน

แต่ทว่ายังไม่ทันที่หนึ่งคนกับหนึ่งแมวจะสบายใจได้เท่าไร ตรงประตูก็มีเสียงดังขึ้น

ฟังจากความถี่ในการเคาะประตูเจิ้งทั่นก็เดาได้ทันที่ว่าแขกคนนี้คือใคร เขาเงยหน้ามองเพดาน จะให้อยู่อย่างสงบๆ ไม่ได้เลยหรือไง!

อี้ซินไม่รู้ว่าคนที่มาเคาะประตูคือใครจึงเปิดประตูออก

หน้าประตูมีเด็กชายสามคนยืนอยู่ โตพอๆ กับเจียวหย่วน ทั้งหมดเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หกที่โรงเรียนประถมในเครือมหาวิทยาลัยฉู่หัว พวกเขาอาศัยอยู่ในที่พักของบุคลากรเช่นกัน จึงมักจะไปเล่นด้วยกัน เจิ้งทั่นรู้จัก แต่อี้ซินไม่รู้จัก

ยังไม่ทันที่อี้ซินจะอ้าปากถาม เด็กหนึ่งสามคนก็ชิงถามขึ้นเสียก่อน “คุณเป็นใครกัน”

ถามออกมาได้ตรงมาก เด็กอีกคนหนึ่งที่ดูท่าทางแข็งแรงได้หยิบเอาที่นวดแป้งที่มีรอยหนูแทะออกมาจากกระเป๋า แล้วทำท่าทางพร้อมสู้

อี้ซินมองเด็กทั้งสามคนที่ทำท่าทางหวาดระแวงและสงสัยอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงยิ้มแข็งๆ ส่งให้เพื่อที่จะได้ดูเป็นมิตรขึ้นมาหน่อย จากนั้นก็ใช้เวลาแนะนำตัวอยู่ห้านาทีพร้อมทั้งควักบัตรประจำตัวนักวิจัยออกมาให้ดูเพื่อเป็นการยืนยัน

เด็กทั้งสามคนเบียดกันเข้ามาดูบัตรประจำตัวของอี้ซิน จากนั้นก็เงยหน้ามองเขาอีก

“คนในรูปเป็นพี่ชายคุณใช่ไหม ดูแก่กว่าเยอะเลย” เด็กคนที่ถือที่นวดแป้งพูดขึ้น แล้วนิ่งไปสักพัก จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างดีใจ “ฉันใช้คำว่า ‘ดูแก่กว่า’ เป็นแล้ว!”

“คราวหน้าลองใช้ตอนเขียนเรียงความสิ เผื่อจะได้คะแนนเกินเก้าสิบ” เด็กอีกคนพูดพลางยื่นบัตรคืนอี้ซิน

เด็กทั้งสามคนเดินเข้าไปในห้องรับแขกแล้วมองเจิ้งทั่นที่หมอบอยู่บนโซฟา ครั้งนี้พวกเขารู้สึกวางใจได้เต็มร้อยว่าอี้ซินเป็นคนรู้จักของบ้านนี้จริงๆ เพราะแมวไม่มีความผิดปกติใดๆ เด็กทั้งสามจึงนั่งลงบนโซฟา

อี้ซินมองโซฟาที่ไม่มีที่เหลือให้นั่งแล้ว เขาจึงไปหยิบเก้าอี้ของโต๊ะอาหารมา

เด็กทั้งสามที่นั่งอยู่บนโซฟาต่างมองอี้ซินที่เตรียมจะนั่งกันเป็นตาเดียว จนอี้ซินรู้สึกประหลาดใจว่าทำอย่างกับเขาไปก่อเรื่องที่ไหนมา

เจิ้งทั่นเห็นภาพนี้แล้วจึงถอนหายใจออกมายาวๆ จากนั้นจึงกระโดดลงจากโซฟา เดินไปเปิดตู้เย็น

“ว้าว~~”

“ชาร์โคลนี่รู้งานจริงๆ”

“มารยาทในการรับแขก พี่ชายแซ่อี้ท่านนี้ครับ แม้แต่แมวยังรู้เลยนะครับ”

“......” อี้ซินที่ถูกประชดถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่บ่นในใจ ถ้านี่เป็นบ้านฉัน ฉันก็พอจะเข้าใจ แต่ประเด็นคือที่นี่มันบ้านเถ้าแก่เจียว แม้แต่จะกินขนมถุงเดียวยังรู้สึกเกรงใจเลย ฉันก็เป็นแขกนะ!

เด็กคนที่ดูแข็งแรงที่สุดเดินไปที่ตู้เย็นอย่างรวดเร็ว แล้วค้นหาของอย่างชำนาญ

“สงสง ฉันเอารสมะม่วง ครั้งก่อนฉันเห็นเจียวหย่วนซ่อนไว้ในสุด นายลองหาดู”

“ฉันเอารสแอปเปิ้ล”

อี้ซินเอามือลูบหน้า นี่เข้ามาปล้นบ้านกันเหรอ?

สงสงใช้มืออวบๆ ของตัวเองค้นของในตู้เย็น แล้วหยิบไอศกรีมออกมาสามแท่ง

อี้ซินมองเด็กทั้งสามคนที่กำลังนั่งกินไอศกรีมอยู่บนโซฟา พลางถามขึ้น “เด็กน้อยทั้งสาม มาที่นี่...”

“คุณปู่บอกว่าที่นี่มีคน พวกเราเห็นเจียวหย่วนไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวันแล้วเลยจะมาถามดู” เด็กคนที่พูดว่าอี้ซินไม่รู้จักมารยาทในการรับแขกเป็นคนตอบ

“อ้อ ปู่ของหนูคือ?”

“หลันเถี่ยซู่”

“......” อี้ซินถึงกับยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว

หลันเถี่ยซู่ก็คือศาสตราจารย์หลันนั่นเอง

ในบรรดาเด็กน้อยทั้งสามคน คนหนึ่งคือหลานของศาสตราจารย์หลัน ชื่อหลันเทียนจู๋ คนหนึ่งคือลูกของอาจารย์ในคณะเคมีชื่อซูอัน คนสุดท้ายคือคนที่ดูแข็งแรงที่สุดชื่อสงสง ส่วนรายละเอียดมากกว่านี้เจิ้งทั่นไม่ทราบ เคยได้ยินแค่ว่าแบ็คกราวน์ไม่ธรรมดา ที่บ้านค่อนข้างสนิทกับอธิการบดี

อี้ซินรู้แค่ว่าเถ้าแก่มีธุระต้องไปต่างมณฑล ไม่ทราบรายละเอียดมากกว่านั้น จึงทำได้แค่บอกกับเด็กๆ ว่าครอบครัวเจียวมีธุระไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์

“อย่างนี้นี่เอง” สงสงไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของอี้ซิน การมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกทั้งช่วงนี้แม่ของเขาไม่อนุญาตให้กินของเย็น ถ้าออกไปทั้งแบบนี้แล้วถูกจับได้คงโดนทำโทษแน่ กินหมดแล้วค่อยไปดีกว่า

พอคิดสักพักสงสงจึงถามอี้ซิน “พี่อยู่คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพใช่ไหม ผมมีคำถาม”

อี้ซินนั่งหลังตรง “เชิญครับ”

“ผมเคยได้ยินมาว่าถ้าเราไม่กินอาหารเช้ากระเพาะจะย่อยอึแทน เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

เจิ้งทั่นที่นอนหลับตาอยู่บนโซฟาหูก็เงี่ยฟัง “......”

ซูอันกับหลันเทียนจู๋เองก็สงสัยเหมือนกัน จึงมองไปที่อี้ซินรอคอยคำตอบ

รอยยิ้มบนใบหน้าของอี้ซินถึงกับตึงไปเลยทีเดียว แต่เขาก็เรียบเรียงคำตอบอยู่สักพักแล้วตอบออกไป “หากจะว่าตามจริง ก็ไม่ถูกเท่าไร อาหารเมื่อเข้าสู่ลำไส้เล็ก สารอาหารจะถูกดูดซึม ส่วนที่หลงเหลือจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ จากนั้นก็ถูกขับออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ แต่ลำไส้ใหญ่ไม่เหมือนกับลำไส้เล็ก มันไม่มีความสามารถในการดูดซึม ทำได้แค่ดูดเอาน้ำเพียงเล็กน้อยกับเกลืออนินทรีย์เท่านั้น ดังนั้นต่อให้เราไม่กินข้าวเช้า บรรดา ‘ของเสีย’ ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ก็จะไม่ถูกดูดซึมอีก ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าความเชื่อนี้ผิดครับ”

“ว่าแล้วเชียว แม่แค่ขู่เท่านั้นแหละ” สงสงพูดอย่างโกรธๆ

“นายกลับไปเถียงกับแม่ได้เลย” หลันเทียนจู๋พูด

“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวถูกทำโทษให้คุกเข่าบนกระดานซักผ้า” สงสงพูดอย่างเซ็งๆ

“คุกเข่าบนกระดานซักผ้าแล้วไง สองวันก่อนฉันยังคุกเข่าบนแป้นพิมเลย ถ้าปุ่มสเปซบาร์ไม่พังไม่ให้ลุกขึ้น” ซูอันที่นั่งแทะไอศกรีมอยู่พูดขึ้น

“ทำไมล่ะ?”

“เพราะฉันอยากพิสูจน์ว่ากรดกัดทองจะละลายทองได้จริงไหม เลยเอาต่างหูใบไม้ทองของแม่โยนลงไป”

“......” เจิ้งทั่นและอี้ซินถึงกับตะลึงงัน เด็กล้างผลาญ!

“เพราะเรื่องนี้พ่อเลยไม่ให้ฉันเข้าไปในห้องทดลองอีก โดนแม่หักค่าขนมหนึ่งเดือนด้วย” ซูอันพูดอย่างเศร้าๆ

“อันที่จริง...” หลันเทียนจู๋เช็ดปาก “ลงโทษเด็กทางร่างกายมันผิดกฎหมายไม่ใช่เหรอ พวกนายโทร 110 ได้นะ”

“ไม่มีประโยชน์ ฉันเคยโทรแล้ว” สงสงพูดอย่างโกรธๆ “พอโทรเสร็จแม่ก็เปลี่ยนให้คุกเข่าบนกระดาษซักผ้าที่ใหญ่ขึ้น”

“......” เจิ้งทั่นและอี้ซินได้แต่นิ่งอึ้ง

“แม่งเอ๊ย เป็นเด็กนี่ไม่มีสิทธิ์อะไรเลย” สงสงระบายอารมณ์

หลันเทียนจู๋เหล่มอง “ระวังคำพูดหน่อย”

“แม่งองูเอ๊ย เป็นเด็กนี่ไม่มีสิทธิ์อะไรเลย” สงสงเปลี่ยนคำพูดใหม่

“......” คราวนี้เจิ้งทั่นและอี้ซินได้แต่ถอนหายใจ

สงสงพูดพลางเลิ่กขากางเกงขึ้น ให้เพื่อนๆ เห็นรอยแดงที่ถูกหยิก

“!!” เจิ้งทั่นและอี้ซินถึงกับตกตะลึงอีกครั้ง

“แม่นายใจร้าย!” หลันเทียนจู๋กับซูอันกลืนน้ำลาย

“ไม่ใช่” สงสงทำสีหน้าภูมิใจ “ฉันหยิกตัวเองจะได้ร้องไห้ได้สมจริงขึ้น! แล้วแม่ก็ใจอ่อน ลดเวลาคุกเข่าจากหนึ่งชั่วโมงเป็นเหลือสิบห้านาที”

“......” เจิ้งทั่นและอี้ซินพูดไม่ออกอีกครั้ง ภูมิใจเพื่อ! มีอะไรให้น่าภูมิใจ!

พอฟังบทสนทนาของเด็กทั้งสามคน เจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าตัวเองสมัยเด็กๆ ช่างไร้เดียงสานัก

ส่วนอี้ซินก็แอบบ่นในใจ “เด็กสมัยนี้ โตกันมายังไงกันเนี่ย”

เด็กทั้งสามคนพอกินไอศกรีมหมดก็สะพายกระเป๋าขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจจะไปนัก ก่อนไปยังได้เตือนอี้ซินกับเจิ้งทั่นด้วยว่า “ช่วงนี้แถวนี้มีขโมย ต้องระวังด้วยนะ หลายบ้านถูกขโมยขึ้นไปแล้ว อย่าเอาคีย์การ์ดให้ใครยืม แล้วก็อย่าให้คนแปลกหน้าเข้าตึกมาด้วย”

พอเด็กทั้งสามคนไปแล้ว เจิ้งทั่นกับอี้ซินถึงได้รู้สึกว่าสันติสุขกลับคืนสู่โลกแล้ว

ต้มน้ำให้แมวอาบ เป่าขน ใส่ยา แล้วยังต้องต้อนรับแขกรุ่นเล็กอีก...เป็นหนึ่งวันที่น่าเหนื่อยใจ อี้ซินตัดสินใจแล้วว่าถ้าเถ้าแก่เจียวกลับมาเขาจะขอขึ้นเงินเดือน! จำเป็นมาก!

เจิ้งทั่นไม่สนใจว่าอี้ซินกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะตอนนี้เขาเองก็เหนื่อย สองวันมานี้ผจญภัยมามากพอแล้ว พอนึกถึงเว่ยเหลิง เจิ้งทั่นก็ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะออกไปวิ่ง น้อยครั้งที่เจิ้งทั่นจะนอนก่อนสองทุ่มแบบนี้

อี้ซินใช้คอมพิวเตอร์ของเถ้าแก่เจียวนั่งแก้รายงานจนเสร็จ แล้วดูเวลา ตีสองกว่าอีกแล้ว เขายืดเส้นยืดสาย กดปิดคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เดินไปนอนที่โซฟา ขณะที่เดินผ่านห้องของกู้โยวจื่อ เขาก็ชะโงกหน้าเข้าไปดู โดยอาศัยแสงไฟจากห้องรับแขก เขามองเห็นบนเตียงเด็กที่อยู่ในห้องมีตุ๊กตากาฟิวตัวใหญ่วางอยู่ตรงกลาง ส่วนแมวตัวนั้นก็นอนอยู่ด้านบน โดยที่ขาข้างหนึ่งงอเก็บ ส่วนขาอีกข้างพาดไปบนแก้มยุ้ยๆ ของกาฟิว ดูกำลังนอนหลับฝันดี

อี้ซินเบ้ปาก ท่านอนอะไรเนี่ย!

ในฝัน เจิ้งทั่นเห็นตัวเองตัวใหญ่ขึ้น แล้วยังจับขโมยคนนั้นได้อีกด้วย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น