ละอองพราว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 12 : แบบไหนที่เรียกว่าหึง?

ชื่อตอน : Chapter 12 : แบบไหนที่เรียกว่าหึง?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2561 22:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 12 : แบบไหนที่เรียกว่าหึง?
แบบอักษร

Chapter 12 : แบบไหนที่เรียกว่าหึง?

“ก็ไม่เห็นมีใคร”  เพ่ยเพ่ยพึมพำกับตัวเองเมื่อหันไปมองข้างหลังแล้วไม่พบใคร เธอรู้สึกเหมือนถูกสะกดรอยตามมาสองสามวันแล้ว ร่างระหงรีบเดินไปที่หน้าห้องแล้วล้วงกระเป๋าเพื่อจะหยิบคีย์การ์ด

“นังเพ่ยเพ่ย”  เสียงของผู้หญิงดังขึ้นข้างๆเธอ เพ่ยเพ่ยค่อยๆหันไปมองทางต้นเสียง ก็พบกับร่างผอมบางที่สวมชุดแม่บ้านของคอนโด ใส่หน้ากากอนามัยปกปิดหน้า แต่เพ่ยเพ่ยจำได้ว่าคนที่ถือมีดอยู่ในมือคนนี้คือใคร

“ฉะ ฉางซี”  

“แกทำให้ฉันต้องถูกนายท่านไล่ออก!”

“เปล่านะ เพราะตัวเธอเองต่างหาก”  

“แกตายซะเถอะ!  / กรี๊ด!”  เพ่ยเพ่ยหวีดร้องลั่นเมื่อฉางซีง้างแขนข้างที่ถือมีดขึ้นจะแทงเธอ เพ่ยเพ่ยรีบจับข้อมือนั้นไว้ แล้วถีบฉางซีออกไป เธอรีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟเพื่อจะหนี เพราะมันใกล้กว่าที่จะเดินไปยังลิฟต์ และไม่ต้องผ่านฉางซี ร่างระหงรีบเปิดประตูบันไดหนีไฟออกแล้วพยายามจะวิ่งหนีให้เร็วที่สุด แต่ก็ถูกฉางซีกระชากแขนเรียวไว้

“หยุดนะนังเพ่ยเพ่ย ยังไงวันนี้แกก็ต้องตาย”  

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!!!”  เพ่ยเพ่ยร้องตะโกนให้คนช่วย สองคนยื้อแย่งมีดกันไปมาสักพัก เพ่ยเพ่ยก็พลาดท่าถูกปลายมีดก็กรีดเข้าข้อมือเรียว

“โอ๊ย!!!”

เพี๊ยะ!!! ด้วยความเจ็บและความตกใจทำให้เธอเผลอสะบัดมืออีกข้างใส่หน้าฉางซีเต็มแรง ทำให้คนที่หมายจะปลิดชีวิตเธอเสียหลักเซจนแทบล้ม เพ่ยเพ่ยจึงใช้จังหวะนั้นวิ่งลงบันได สมองน้อยคิดไตร่ตรองหากจะออกจากบันไดหนีไฟกลางคันก็กลัวว่าถ้าเข้าไปกดลิฟต์ที่ชั้นอื่น แล้วถ้าลิฟต์ยังไม่มา เธออาจจะไม่รอด ร่างระหงจึงวิ่งลงบันไดมาเรื่อยๆ จนถึงล็อบบี้ ด้วยความกลัวและความตกใจยังคงไม่หยุดวิ่ง จนกระทั่งพ้นประตูคอนโคออกมาด้านหน้า และ…

ปรี๊นนนน!!! เอี๊ยด!!! 

“กรี๊ด!!!!”  เพ่ยเพ่ยรู้ตัวอีกที รถคันหรูก็พุ่งเข้ามาที่เธอ ร่างระหงตกใจจนแทบช็อค ร่างกายอ่อนแรงทรุดลงที่พื้นอย่างหมดสภาพ เดชะบุญที่คนขับเหยียบเบรคทัน ไม่อย่างนั้นเธอคงแย่

“คุณเพ่ยเพ่ย!”  หยวนซานที่นั่งอยู่ในรถข้างคนขับเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ และดูเหมือนว่าคนที่ตกใจมากกว่าจะเป็นเจ้านานยของเขา

“เพ่ยเพ่ย!”  หยางฟานรีบลงมาจากรถ ตรงมาหาร่างระหงที่นอนขดตัวอยู่ที่พื้น เธอร้องไห้  หลับตาแน่น ตัวสั่นเทา ราวกับคนสิ้นสติ  ร่างสูงรีบทรุดตัวลงคุกเข่าแล้วรั้งร่างแน่งน้อยขึ้นมาแนบอก

“เพ่ยเพ่ย”  เขาพยายามเรียกเธอ หวังว่าคนในอ้อมอกจะได้สติ แต่ก็ไม่...และยิ่งโมโหเมื่อเห็นว่าเลือดที่ไหลออกมาจากข้อมือบาง มันไหลออกมามากจนเปื้อนเสื้อตรงอกข้างซ้ายของเขาไปด้วย และดูเหมือนว่าหยดน้ำตา และหยดเลือดของคนในอ้อมกอดจะมีอิทธิพลกับเขามาก พอมันหยดลงตรงหัวใจ เจ้าของร่างสูงก็ปวดหนึบ ทั้งจุกทั้งเจ็บไปทั้งใจ ราวกับใจจะขาดเสียให้ได้

“ฮือๆๆ ช่วยด้วย ฮือๆๆ”  

“เพ่ยเพ่ย ไม่เป็นไรแล้วนะ พี่อยู่นี่แล้ว...ไหนบอกพี่มาซิ ใครทำกับเพ่ยเพ่ยแบบนี้?”  ถามเสียงนุ่มนวล หยางฟานกอดคนในอ้อมอกไว้ไม่คลาย

“ฮึก ฉางซี ฮือๆๆ”  ตอบเสียงสั่นแล้วซุกหน้าเข้าหาแผงอกอุ่น พอได้คำตอบหยางฟานก็อุ้มร่างระหงขึ้น พาเดินมานั่งในรถ แต่ก็กกกอดเธอไว้แนบกายไม่ห่าง

“หยวนซาน แกไปตามหาฉางซีให้เจอ แล้วโทรตามหมอด้วย...ฉันจะพาเพ่ยเพ่ยกลับบ้าน”  สั่งลูกน้องเสียงดุดัน แววตาคมฉายแววเกรี้ยวกราด โกรธจนตัวสั่นที่เห็นเพ่ยเพ่ยเป็นแบบนี้...ไม่นานนักเขาก็มาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ ลูกน้องที่ยืนรอยู่หน้าประตูรีบเปิดประตูให้เจ้านาย หยางฟานรีบพาสาวสวยในอ้อมอกขึ้นไปบนห้องนอน แล้ววางเธอลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา

“ฮือๆๆ”  หญิงสาวร้องไห้ไม่หยุด ยังคงโอบกอดและซุกหน้าเข้าหาแผงอกแกร่งอยู่อย่างนั้น ทำให้หยางฟานลุกไปไหนไม่ได้ นั่งพิงหัวเตียวให้เธอซุกอก แล้วลูบหลังเธออย่างอ่อนโยน

“ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่นี่แล้ว...เพ่ยเพ่ยอยู่กับพี่ พี่ไม่มีทางปล่อยให้ใครมาทำอะไรเพ่ยเพ่ยหรอก นิ่งซะนะ”  

“ฮึก ฮือๆๆ”  สาวสวยกำเสื้อสูทราคาแพงไว้แน่น เธอส่ายหน้าอยู่กับอกแกร่ง ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฉายวนซ้ำอยู่ในหัวเธอไม่หยุด

ก๊อกๆๆ

“เข้ามา”  

“หมอมาแล้วค่ะ”  เหม่ยหลินเดินนำหมอเข้ามา หมอหนุ่มรีบเดินเข้ามาดูอาการเพ่ยเพ่ย เขารีบเตรียมอุปกรณ์เย็บแผล เพราะแผลที่ข้อมือเพ่ยเพ่ยนั้นลึกเกินกว่าจะใส่ยาแล้วปิดแผลได้ 

“ต้องเย็บแผลเหรอ?”  หยางฟานถามหมอหนุ่มเพื่อความแน่ใจ เขากังวลใจขึ้นมาทันที งานยักษ์ของเขากับหมอแล้วล่ะงานนี้

“ไม่นะ! ไม่เอา!”  ไม่ทันที่หมอหนุ่มจะตอบ คนที่ได้ยินว่าต้องถูกเย็บแผลก็ผวา ดิ้นพล่านไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ดีที่เขากอดเธอไว้

“ไม่ได้นะเพ่ยเพ่ย อยู่นิ่งๆก่อนซิ...ทำแผลแค่นี้เอง”  

“ฮือๆๆ ไม่เอา ไม่ทำ!...ออกไป!”  คนกลัวเข็มอาละวาดลั่น

“ต้องให้หมอเย็บแผลซิ ถ้าปล่อยไว้อย่่างนี้จะต้องตัดแขนทิ้งนะ”  

“เอ่อ นายท่านคะ พูดอย่างนั้นคุณเพ่ยเพ่ยจะยิ่งกลัวนะคะ”  เหม่ยหลินเห็นท่าไม่ดีรีบเอ่ยแทรกก่อนที่คนที่ปลอบใครไม่เป็น จะพูดให้เพ่ยเพ่ยสติแตกไปมากกว่านี้

“ฮือๆๆ” 

“เฮ้อ หมอไม่เย็บได้มั้ย?”  ร่างสูงพูดพลางขยิบตาแล้วส่ายหน้ากับหมอหนุ่ม

“เอ่อ ไม่ต้องเย็บแล้วครับ แต่ยังไงก็ต้องทำความสะอาดแผล และปิดแผลครับ”  หมอหนุ่มก็ตามน้ำได้ทันท่วงที

“แค่นี้เองเพ่ยเพ่ย ถ้ากลัวก็ไม่ต้องมองซิ พี่อยู่นี่แล้วไง ให้หมอทำแผลเดี๋ยวเดียวนะ”  พูดพร้อมกอดปลอบเธอไม่ห่าง ประคองใบหน้าสวยให้มาซุกที่อกเขา แล้วขมุบขมิบปากให้เหม่ยหลินมาจับข้อมือเล็กไว้ ส่วนหมอก็เตรียมฉีดยาชา หยางฟานกอดเธอไว้แน่นๆ เพื่อไม่ให้เธอดิ้น 

“โอ๊ย!!! เจ็บ!!! ฮือๆๆ”  เธอร้องโวยวายทันทีเมื่อรู้สึกเจ็บ เพราะหมอหนุ่มลงมือเดินยาชาแล้ว ทั้งหยางฟาน หมอ และเหม่ยหลิน ไม่ไม่ใครหยุดหน้าที่ของแต่ละคน ยังคงให้หมอทำแผลต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเพ่ยเพ่ยจะร้องไห้ไม่หยุดก็ตาม

“ไม่เจ็บแล้ว หยุดร้องได้แล้ว”  หยางฟานกระซิบบอกเธอเบาๆ ปากหยักจุมพิตที่หน้าผากมนซ้ำไปซ้ำมา เขารู้ว่าเธอไม่เจ็บ เพราะยาชาออกฤทธิ์มาสักพักแล้ว แต่คนสวยก็ไม่หยุดฟูมฟายสักที

“ฮือๆๆ โกหก ไหนบอกว่าไม่ต้องเย็บแผลไง?! ฮือๆๆ”  

“ถ้าไม่ทำแบบนี้จะยอมให้หมอทำแผลมั้ยล่ะ?”

“ฮือๆๆ มันเรื่องของฉันนะ แขนฉัน ไม่ต้องมายุ่ง ฮือๆๆ”  ไม่ว่าเปล่า มือข้างที่ไม่เจ็บ รัวทุบอกคนหลอกลวงดังอั่กๆๆ 

“ไม่ให้ยุ่งได้ยังไง? พี่ไม่อยากมีเมียแขนด้วนหรอกนะ”  

“ฮือ ไม่ใช่”  

“เรียบร้อยแล้วครับ”  หมอหนุ่มปิดแผลให้เธอเรียบร้อยก็หมุนตัวไปเก็บอุปกรณ์ทำแผล โดยมีเหม่ยหลินเป็นผู้ช่วยจำเป็น 

“ขอบใจมากนะหมอ เหม่ยหลินไปส่งหมอด้วย”  สั่งเสร็จก็หันมามองคนในอ้อมกอดอีกครั้ง รู้ดีว่าเดี๋ยวเธอจะต้องกินยา แต่ไม่รู้ว่าเธอจะอาละวาด งอแงไม่ยอมกินยาอีกหรือเปล่า

“หายเจ็บแล้วเน๊อะ?...ไหนให้พี่ดูหน่อยซิ”  พูดพลางรั้งข้อมือบางที่มีผ้าพันแผลพันอยู่ขึ้นมาจุมพิตเบาๆ

“ฮือๆๆ คนโกหก ฮือ เพราะนายคนเดียวอ่ะ ฉันถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้ ฮือ เพราะนาย ทำให้ฉันต้องหนีตายแบบนี้”  พอหายเจ็บแล้วก็ตั้งสติได้ ก็ต่อว่าตัวต้นเหตุทันที

“พี่ไม่รู้เรื่องด้วยซะหน่อย”  

“ฮึก ก็ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉางซีก็ไม่ต้องมาโกรธแค้นฉันแบบนี้ ถ้านายไม่ทำแบบนั้นกับฉัน เรื่องมันก็จะไม่เป็นแบบนี้ ฮึก มันเป็นเพราะนาย! เพราะนายคนเดียว!!!”

“เออ ก็ได้ ฉันผิดเองก็ได้ ขอโทษที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องเจอเรื่องแบบนี้”  

“นายควรจะจัดการกับผู้หญิงของนายให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้มาทำร้ายคนอื่นเขาแบบนี้ แล้วนายก็ปล่อยฉันได้แล้ว ฉันจะกลับคอนโด ถ้าผู้หญิงของนายรู้ว่าฉันอยู่กับนายที่นี่ ต้องโกรธและมาทำร้ายฉันอีกแน่ๆ...ปล่อย”  สั่งเสียงเย็นชาเมื่อเห็นว่าเขานิ่งเฉยไปเสียดื้อๆ...แค่ขอโทษน่ะเหรอ?

“เธอต้องอยู่ที่นี่ รอจนกว่าจะจับตัวฉางซีได้ ฉางซีอาจจะย้อนมาทำร้ายเธออีก”

“ไม่เห็นต้องขังฉันไว้ที่นี่ สิ่งที่นายควรจะทำคือตามตัวผู้หญิงของนายมาคุยให้รู้เรื่อง แล้วถ้ายัยนั่นยังไม่เลิกบ้า ก็ล่ามเธอไว้ซะ ช่วยเฝ้าเธอไว้ดีๆ อย่าให้มาทำร้ายใครเขาอีก”  กระแทกเสียงใส่ด้วยความเกรี้ยวโกรธ

“ก็บอกแล้วไงว่ายังตามตัวฉางซีไม่เจอ”

“เมียนาย นายก็ต้องรู้ซิว่าเธออยู่ที่ไหน หยุดหาข้ออ้างที่จะเข้าข้างกัน และไม่สั่งสอนยัยนั่นสักที”  พูดจบก็สะบัดหน้าหนีเขาจนผมกระจาย ท่าทีแง่งอนทำให้คนที่จับตามองอยู่แอบยิ้มที่มุมปาก ไม่ยอมบอกความจริงว่าเขากับฉางซีไม่เคยมีอะไรกัน เพราะคนอย่างเขาไม่เคยทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดอยู่แล้ว อีกอย่างก็มีเนื้อหงส์แสนหวาน สุดเย้ายวนใจทำให้หลงใหลจนไปมีใครอีกไม่ได้

“รู้อยู่แล้วน่ะ ถ้าจับได้จะสั่งสอนให้เข็ดเลย”  แกล้งทำเสียงยียวนจนคนฟังรู้สึกหงุดหงิด

“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยฉัน แล้วเอาเวลาไปตามตัวเมียนายมาสั่งสอนซะ”  ข่มใจพูดไปพร้อมๆกับหัวตาที่ร้อนผ่าว...ทั้งๆที่เขาก็เห็นแล้วว่าคนของเขาทำกับเธอขนาดนี้ ยังไม่เห็นเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย เขาทำอย่างนี้มันก็บอกได้แล้วว่าเขาไม่ได้สนใจที่จะเอาเรื่องฉางซี แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อฉางซีเป็นผู้หญิงของเขา ส่วนเธอมันก็แค่คนที่เคยเป็นนางบำเรอ คนที่เขาโกรธแค้น

“ที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้ ก็เพราะหึงผัวนี่เอง”  หยางฟานพูดแล้วอมยิ้ม 

“ฉันไม่ได้ ฉันไม่ได้หึงนายเลยสักนิด แล้วอีกอย่าง นายก็ไม่ใช่ผัวฉัน”  

“ที่เป็นอยู่เนี่ยเขาเรียกว่าหึง...ส่วนเรื่องฉันเป็นผัวเธอจริงเปล่า เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะบอกเธอเอง” 

เป็นแบบเพ่ยเพ่ยนี่เค้าเรียกว่าหึงรึยังคะ?

​คือ ตอนนี้ไรท์ก็ไม่รู้จะแต่งยังไง ก็ได้เท่านี้ค่ะ ไม่รู้ว่าจะชอบกันรึเปล่า?


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น