YINGPREM

สวัสดีทุกคนฮับ คนโปรดเป็นนิยายที่อาจจะหาสาระไม่ได้ แต่ก็หวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านเรื่องนี้ <3

ชื่อตอน : [คนโปรด : 17.2]

คำค้น : คนโปรด,สมิธ,ลูคัส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.6k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2561 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[คนโปรด : 17.2]
แบบอักษร

คนโปรด 17.2

ผมกับไอ้ดีตามมาเผือกถึงคอนโดฯไอ้ทศ โดยเอาซากไอ้เซนท์ไปเก็บไว้ที่ห้องผมก่อน เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งการก่อกวนผมก็รีบตรงดิ่งไปห้องไอ้ทศที่ชั้น40ทันที(ผมอยู่ชั้น38คอนโดฯเดียวกัน)

จริงอยู่ที่มันยอมให้ผมเข้าห้อง แต่ผมก็จับพิรุธอะไรมันไม่ได้เลยสักอย่าง ไอ้ทศบอกว่าไอ้น้องรันต์เป็นคนที่พ่อมันส่งมาดูแลมัน ผมสะดุดใจก็ตรงนี้ พ่อมันเนี่ยนะ!

ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่วะ

แล้วที่สำคัญทำไมมันถึงยอมง่ายๆ ผมรู้สึกได้ว่าไอ้น้องรันต์ต้องพิเศษไม่เหมือนคนอื่น

ผมยอมล่าถอย และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมไอ้ทศเรื่อยๆ จนวันหนึ่งพวกผมก็ยกก๊วนจะไปดื่มและดูบอลที่ห้องไอ้ทศตามปกติ พอไปถึงก็กำลังจะสวนทางกับไอ้น้องรันต์ที่กำลังจะกลับพอดี

ผมพยายามรั้งมันไว้ทุกวิธีทางเพื่อที่จะล้วงความลับจากมันให้ได้ บอกตรงว่าผมไม่ไว้ใจมันเท่าไหร่ อยู่ๆก็โผล่มาแบบงงๆไร้ที่มาที่ไป ไอ้เหี้ยทศยิ่งไม่ยอมบอกอะไรผมเลย

สุดท้ายผมก็รั้งมันไว้สำเร็จ(โดยการเอากระเป๋ามันไปซ่อน)ผมกะจะมอมเหล้ามันให้เผยไต๋ หน้าอ่อนๆอย่างไอ้รันต์ไม่เกินสองช็อตก็จอด ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่ผมคาดไว้จริงๆ

ไอ้รันต์เมาแล้วขี้อ้อน จิตใต้สำนึกมันเป็นเด็กน่ารักไม่มีพิษมีภัย ผมสัมผัสได้ว่ามันเป็นคนดี จึงวางใจกับว่าที่เมียเพื่อน(?)

แต่ระหว่างเล่นเกมส์หมุนขวด(ถ้าปากปวดชี้ไปที่ใครจะต้องตอบความจริง หรือ ยอมดื่ม) ปากขวดชี้มาทางผมพอดี และไอ้เหี้ยเซนท์เป็นคนถาม

“หึๆ บอกกูมามึงเสียครั้งแรกให้ใครไอ้สมิธ”คำถามของมันทำให้ผมสะอึกจนพูดไม่ออก รอยยิ้มบนใบหน้าผมเจื่อนลงทันที ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไรแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มแทน ทั้งๆที่เหล้าดีกรีแรงมากแต่ลิ้นผมกลับไม่รู้สึกถึงรสชาติใดๆเลยทั้งสิ้น

ไอ้เซนท์โวยวายนิดหน่อยคิดว่าผมโกรธมัน แต่ผมก็แกล้งแกล้งยิ้มกลบความรู้สึกบางอย่างแล้วสนุกกับเพื่อนๆต่อ เมื่อดูบอลจบตอนตีสอง พวกเราก็แยกย้าย

อย่างที่บอกว่าผมไม่ชอบนอนคนเดียว การที่จะโทรตามบรรดากิ๊กทั้งหลายของผมมานอนด้วยก็เป็นเรื่องปกติ แต่ผมรู้สึกอยากเมาต่อไม่ได้อยากจะซั่มกับใคร

อยากให้หัวที่มันหนักๆอยู่นี้โล่งขึ้นบ้าง ผมไปเที่ยวผับต่อโดยไม่ได้ชวนเพื่อนคนไหน นั่งดื่มคนเดียวเงียบๆจนใกล้ถึงขีดจำกัด อยู่ๆก็มีสาวสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในคืนนี้หรอกนะครับ

“สวัสดีค่ะ มาคนเดียวเหรอคะ?”เธอถามยิ้มๆ

“อ่า ใช่ครับ”ผมยิ้มคืน นัยน์ตามองกันอย่างสื่อความหมาย

“คืนนี้ไปไหนต่อหรือเปล่าครับ?”ผมเอ่ยสานต่อ เพื่อไม่ให้ดูหน้าเกลียดเกินไปนัก

“ก็แล้วแต่ว่า คนชวนจะชวนไปไหน”เธอไล้เล็บแหลมที่เพ้นท์อย่างสวยงามไปตามกรอบหน้าผม

“มีแฟนรึยัง?”ผมถามเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง

“ไม่มีค่ะ”

โอเค! คืนนี้ผมดีลคนนี้แหละ!

ไม่นานผมก็เรียกเช็คบิล และพาเธอเดินออกจากผับไปที่ลานจอดรถเพื่อที่เราจะได้ไปกันต่อ

“เก๋!!!มึงจะไปไหน!”เสียงเรียกเข้มๆดังขึ้นที่ด้านหลังเรา ผู้หญิงที่ยืนกอดแขนผมอยู่สะดุ้งสุดตัว พวกเราหันไปมองตามต้นเสียง พบชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ยืนอยู่ด้านเรา

“พี่ชาติ!”หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆผมร้องขึ้นอย่างตกใจ เธอรีบปล่อยมือจากแขนผมทันที

กูว่ากูได้กลิ่นความซวยทะแม่งๆ

“ไหนมึงบอกจะกลับไปนอนบ้านแม่ กูเผลอแปบเดียวมึงแอบมาเที่ยวแล้วยังระริกระรี้จะไปกับคนอื่น!”คนที่ท่าทางเป็นหัวหน้ากลุ่ม และน่าจะเป็นผัวยัยคนที่อยู่ข้างๆผมตะคอกออกมาอีกครั้ง

แม่งเอ้ย!แฟนไม่มี มีแต่ผัวล่ะสิ

แถมท่าทางจะเป็นนักเลยซะด้วย

“เก๋ขอโทษพี่ชาติ แต่เก๋ขัดขืนไม่ได้ไอ้ฝรั่งนี่มันมอมเหล้าเก๋”

มอมป้ามึงน่ะสิ มึงเดินมาหากูเองเลยนะเฮ้ย

“เก๋มานี่...ไอ้ฝรั่งขี้นกมึงกล้าดียังไงมามอมเหล้าเมียกู”โอโห ไอ้นักเลงนี่โคตรปัญญาอ่อนเลยว่ะ เมียมึงพูดยังไงก็เชื่อเนอะ คนถูกมอมเหล้าที่ไหนจะพูดได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้วะ แล้วยังเดินตรงลิ่วไปหาผัวแบบไม่มีเซล้มนั่นอีก

“ไอ้ปัญญาอ่อน! ดูไม่ออกเหรอว่าเมียมึงสมยอมกู กูจะบอกเอาบุญให้รอยหยักในสมองมึงเพิ่มขึ้นมาบ้างนะ เมียมึงเดินมาอ่อยกูเอง”จะด่าควายก็สงสาร โง่กว่าควายก็ไอ้เหี้ยนี่แหละครับ

“ปากดีนักเหรอมึง เฮ้ยพวกเราถวายตีนให้มันดิ๊!”แล้วลูกน้องที่อยู่ด้านหลังมันก็วิ่งกรูเข้าใส่ผมทันที ตัวผมจะยืนนิ่งให้โง่เหรอครับ ผมวิ่งตั้งแต่มันสั่งให้ลูกน้องมากระทืบผมแล้ว

ผมพยายามสาวเท้าวิ่งสุดชีวิต แต่เพราะแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในตัวผมมีมากเกินไปทำให้สมรรถภาพร่างกายผมไม่ปกติ ไม่นานผมก็โดนกระโดดถีบจากด้านหลังจนล้มลงกับพื้น ดีที่เอาแขนกันหน้าไว้ได้(ยังจะห่วงหล่อ) พวกมันกระทืบผมไม่ว่างเว้นไม่รู้กี่สิบตีน ผมได้แต่ปัดป้องอย่างไร้ทางสู้

“เฮ้ยพอ เดี๋ยวมันตายก่อน”ไอ้เหี้ยที่เป็นหัวหน้า เดินตามหลังมาสั่งให้ลูกน้องมันหยุด พวกมันก็ไม่ได้หยุดทันทีนะ เตะผมเพิ่มอีกคนละทีสองทีถึงค่อยพอใจหยุด

“จำเอาไว้ไอ้ฝรั่ง อย่าได้สะเออะมาปากดีแล้วยุ่งกับเมียชาวบ้านอีก”ไอ้ชาติพูดจบมันก็เตะอัดเสยปลายคางผมจนเลือดกบปาก ผมมึนแทบสลบ แต่ก็ยังฝืนปากเก่งออกไปตามสันดานที่แก้ไม่ได้

“คนระยำอย่างพวกมึงก็ดีแต่หมาหมู่นั่นแหละ ไอ้ชาติชั่ว! ถุ้ย!”ผมถ่มเลือดปนน้ำลายใส่เท้ามัน(ถ้าถ่มใส่หน้าได้ทำไปแล้ว) ไอ้ชาติกำหมัดแน่น ล้วงบางสิ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“ไอ้สัส กูว่าจะปล่อยมึงแล้วนะ แต่ปากดีแบบนี้ก็อย่าอยู่เลยมึง!” ไอ้ชาติก้มตัวลงมาจะแทงผม

“เฮ้ยทำอะไรกันน่ะ!”ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากเมื่อมีพลเมืองดีมาเห็นแล้วร้องขึ้น พวกไอ้ชาติรีบสลายตัวในทันที

ผู้ชายคนนั้นวิ่งมาดูอาการผมแล้วไถ่ถาม

“เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ?”

“ผมไม่เป็นไร” ทั้งๆที่อากาศเย็นสบายแต่เหงื่อผมกลับไหลซึมเป็นเม็ดๆ

“คุณแน่ใจนะครับ เฮ้ย!คุณเลือดออก!”ทำไมไอ้ผู้ชายคนนี้มันขี้โวยวายจังวะ

“เล็กน้อยน่า”

“เล็กน้อยบ้าอะไร คุณดูที่ท้องคุณก่อน”สายตาผมเหลือบมองตามที่เขาบอก เสื้อสีเทาผมชุ่มไปด้วยเลือดที่ไหลทะลักออกมาอย่างไม่ขาดสาย

นี่ผมถูกแทงเหรอวะ

ผมเอามือกุมท้องห้ามเลือดไว้ ตอนแรกมันหนึบๆชาๆไม่รู้สึกอะไร แต่พอเห็นแผลเท่านั้นแหละ ความเจ็บปวดมหาศาลก็กระแทกใส่ตัวผมเต็มๆ

“งั้นช่วยโทรเรียกรถโรงพยาบาลให้ผมที”หลังจากนั้นผมก็แทบไม่มีสติรับรู้อะไรอีก

++++++++++++++++++++++++

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีในเช้าวันต่อมา แม้แผลจะไม่ใหญ่แต่ก็รู้สึกอ่อนเพลียเพราะเสียเลือดมากไปหน่อย ทันทีที่ผมลืมตาขึ้นผมก็เห็นเพดานสีขาวและหลอดไฟดวงเล็ก(?)

ผมรู้สึกได้ว่ามีสายตาของใครบางคนจ้องมองอยู่ หันไปก็เจอกับไอ้ทศกำลังนั่งจ้องผมด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก

“ไง”ผมเอ่ยทักมันก่อนทั้งๆที่เสียงแหบแห้ง ทศกัณฐ์จึงเดินมาเทน้ำรินใส่แก้วให้ผม ผมรับมาดื่มจนหมดแก้วอย่างกระหาย

“ไปไหนทำไมไม่บอก?”มันนั่งลงข้างเตียงแล้วเอ่ยถามทั้งหน้านิ่งๆ

“ก็...ลืม”

“ดีที่รอดมาได้...แต่กูไม่แน่ใจว่ามึงจะรอดจากเขา”ทศกัณฐ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจ ส่วนผมร่างกายแข็งทื่อไปแล้ว

ผมลืมเรื่องข้อตกลงระหว่างมันกับทศกัณฐ์ไปซะสนิท แต่นี่มันก็ผ่านมาเกือบ6ปีแล้ว มันไม่น่าจะยังยึดติดกับผมอยู่อีก

“มันคงไม่ได้สนใจกูแล้วมั้ง”เพราะเห็นในข่าวมันก็ควงใครไม่ซ้ำเดือน ทั้งๆที่มีคู่หมั้นอยู่

“กูก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น”

ผมหลับตาลงด้วยความหนักใจ หวังว่าฝันร้ายของผมจะไม่เกิดขึ้นอีก

หลังจากนั้นตอนเย็นไอ้ทศก็พาไอ้น้องรันต์มาเยี่ยมผม ไอ้เซนท์ก็มา โดยเฉพาะไอ้ตี๋ที่บ่นผมใหญ่เลยล่ะ หลังจากที่ไอ้เซนท์กับผมกวนตีนกันไปมาหนึ่งยก ภายในห้องพักผู้ป่วยก็อยู่ในสภาวะสงบ ผมเปิดทีวีทิ้งไว้ ไอ้เซนท์ดันเปิดวนไปช่องหนึ่งที่มีข่าวด่วนแทรกขึ้นมา

‘รายงานความคืบหน้า พบศพวัยรุ่นชายเสียชีวิตบริเวณxxx มีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณข้อมือที่เดินตัดทั้งสองข้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดปมทะเลาะวิวะ-…ติ๊ด!’

ก่อนที่นักข่าวจะรายงานจบ หน้าจอทีวีก็ดับไปซะก่อน คนที่กดรีโมทปิดคือไอ้ทศเอง ผมเผลอสบตากับมันในเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะผลุนผลันออกจากห้องไปอย่างเร่งร้อน

แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเข้าใจ

ศพในข่าวนั่นเป็นไอ้ชาติคนที่แทงผมเมื่อวานไม่ผิดแน่ แม้จะเบลอศพไว้ แต่เสื้อผ้ามันผมก็จำได้แม่นยำเพราะความแค้น

ไอ้ทศไม่ได้ทำแน่นอน

แล้วใครทำ?...

ตอนนี้มีอยู่ชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวผม...ผมอดตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้ กลัวว่าไอ้รันต์หรือไอ้เซนท์จะเห็นจึงทำได้เพียงแกล้งมองออกไปนอกระเบียง

ผมคิดผิด...ตลอดเวลาที่ผ่านมามันไม่เคยปล่อยผมเลย

หลังจากที่ไอ้ดีกับไอ้เซนท์ออกไปจากห้อง ผมก็ไม่วายพูดกวนประสาทไล่หลังไอ้เซนท์ แต่ไอ้เด็กเอ๋อที่นั่งเฝ้าผมอยู่เงียบๆกับพูดประโยคที่ทำให้ผมสะอึกขึ้นมาแทน

“เฮ้อ เหงาก็บอกไปตรงๆ สิครับ”แม้ผมจะมองมันอย่างไม่เข้าใจแต่ผมก็รู้ว่ามันต้องการจะสื่ออะไร

“นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า คนที่ชอบหัวเราะบ่อยๆ ลึกๆ คือคนที่มีเรื่องเศร้าอยู่ในใจ พี่ว่าจริงไหมครับ” ไอ้รันต์พูดเนิบๆ เหมือนคุยเรื่องทั่วไป

“มึงเคยมีตราบาปไหมรันต์ มันจะติดตัวแล้วอยู่ในใจมึงไปตลอดชีวิต อยากลืมก็ลืมไม่ได้ถึงตายก็ไม่รู้จะลืมได้ไหม” ผมขยุ้มผ้าห่มแน่น ข่าววันนี้ทำให้ผมนึกถึงมัน

“ถึงลืมไม่ได้ แต่ถ้าเวลาผ่านไปมันน่าจะดีขึ้นนะครับ”

“เวลาไม่ได้ช่วยอะไรเลยรันต์ ไม่ช่วยจริงๆ” ผมพูดพึมพำ ถ้าเวลาช่วยได้ 6 ปีที่ผ่านมาทำไมผมถึงลืมมันไม่ได้เลย?

แม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายอย่างเกิดขึ้น แต่หลายวันต่อมาผมก็เล่นเกมส์แล้วบังคับให้ไอ้รันต์มาเป็นน้องรักผมโดยที่มันยังงงๆ

‘ที่เมืองไทยการเกี่ยวก้อยนี่คือการสัญญากันใช่ไหมวะ’

‘ไม่เอาาาา จะให้ทำอะไรก็บอกมา ไม่สัญญาโว้ย’ไอ้น้องรันต์โวยวาย แต่ผมก็ใช้นิ้วก้อยผมเกี่ยวนิ้วก้อยมันไว้แน่น

‘นับจากนี้มึงมาเป็นน้องรักกู สัญญากัน!’

‘ห๊ะ!’ ไอ้รันต์เหมือนตั้งสติไม่ทัน

‘ตามนั้น’

‘เฮ้ย! ไม่เอา’

‘ไม่สน ไม่แก้’

‘ผมลูกคนเดียวไม่เคยมีพี่น้อง ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงกับคนเป็นพี่ เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังอะไรจากผมมากนะครับ’ ไอ้รันต์ที่จู่ๆเงียบไปนานก็พูดขึ้นมา ความรู้สึกบางอย่างเหมือนประทุขึ้นมาในใจ

ผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจผม ผมเอี้ยวตัวไปกอดมันแน่น

‘ขอบคุณ’

+++++++++++++++++++

หลังจากที่ผมออกจากโรงพยาบาลผมสัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ของไอ้ทศกับไอ้น้องรันต์เลวร้ายลง ผมเป็นห่วงไอ้น้องรันต์มากกว่าไอ้ทศซะอีก แต่อีกหนึ่งสัปดาห์กว่าๆต่อมาที่เจอกัน

ผมกลับพบว่าความสัมพันธ์ของพวกมันสองคนดีขึ้น หน้าตาของไอ้น้องรันต์ก็ดูสดใสเปล่งปลั่งเหมือนได้น้ำดี(ไว้ล้างหน้าๆ) เมื่อเห็นแบบนั้นผมก็เบาใจ

เพื่อนมีความสุขผมก็ย่อมมีความสุขอยู่แล้ว

แม้ไอ้ทศจะไม่พูดว่าความสัมพันธ์ของมันกับไอ้น้องรันต์เป็นยังไง แต่ทุกคนที่ผมล้อว่าไอ้น้องรันต์เป็นเมียมัน ผมก็ไม่เห็นมันปฏิเสธ

นิสัยไอ้ทศไม่ชอบโกหก ผมถึงได้มั่นใจยังไงล่ะ

หลังจากที่เหล่าเดอะแก๊งค์ของผมคว้าชัยชนะมาได้อย่าสวยงาม(งานกีฬาระหว่างคณะ) พวกเราก็ตกลงจะพาเด็กๆนักกีฬาเศรษฐศาสตร์ไปเลี้ยงฉลองกัน

เราดื่มกันไปหลายกรม ปาร์ตี้กันอย่างเมามันส์ ผมหันไปมองฝั่งตรงข้ามกับที่ผมนั่งอยู่ ไอ้น้องรันต์จอมคออ่อนยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่ไปแก้วที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ตาก็เริ่มปรือแล้วด้วยสิ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงนัก เพราะไอ้น้องรันต์ไม่ว่าจะทำอะไรหรือขยับตัวไปไหนก็จะอยู่ในสายตาของเพื่อนผมตลอด

ตั้งแต่ที่ผมเป็นเพื่อนกับทศกัณฐ์มายังไม่เคยเห็นมันสนใจใครเท่านี้มาก่อน อย่าว่าแต่กับคนอื่นเลย ขนาดเพื่อนมันก็ยังมีกำแพงของมัน แต่พอเขาได้เห็นทศกัณฐ์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นผมก็ดีใจมากแล้ว อยากให้เพื่อนได้มีความสุขเหมือนคนอื่นๆ เขาสักที

“ไปไหนอ่ะพี่” เมฆหันมาทักท้วงผมที่ลุกขึ้นยืน กำลังลุกจะออกจากโต๊ะ

“ห้องน้ำ” ผมตอบรุ่นน้องมันเป็นเพื่อนสนิทไอ้น้องรันต์ ตอบเสร็จผมก็เดินแยกตัวออกมา ยิ่งดึกผู้คนในคลับยิ่งเยอะเบียดเสียด กว่าจะผ่านฝูงชนมาถึงห้องน้ำได้ก็เล่นเหนื่อยเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

วูบ! ผมหันไปมองรอบๆ ตัวด้วยความสงสัย ความรู้สึกเหมือนกำลังโดนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ร่างกายผมขนลุกซู่อยู่ตลอดเวลา ผมบีบมือตัวเองที่สั่นขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ปฏิกิริยาแบบนี้ของร่างกายไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก

หรือว่าผมจะดื่มมากไป?

ผมรีบเดินเข้าไปยังโถด้านในสุด จัดการรูดซิปแล้วควักน้องชายออกมาทำธุระให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อจัดการเสร็จก็ตรงดิ่งไปยังอ่างล้างมือ กวักน้ำใส่หน้าตนเองจนเริ่มสร่าง

บางทีจะเมาจนคิดไปเอง

“หึๆ” เสียงปริศนาดังขึ้น ทำให้ผมที่เพิ่งจะสร่างหมาดๆ รีบหันไปทางต้นเสียงที่หน้าทางเข้าห้องน้ำชาย เห็นเพียงเสี้ยวแวบๆ เดินออกไป ใครมันกล้ามากวนประสาทกูวะ!

ถ้าจับได้แม่งจะกระทืบให้ คิดได้ดังนั้น ผมก็รีบสาวเท้าตามไปติดๆ มองเห็นแผ่นหลังที่คาดว่าจะเป็นของบุคคลปริศนา

“หยุดนะเว้ย!” ผมตะโกนสั่งอีกคนให้หยุด แต่ไอ้คนนั้นก็ยังเดินต่อไปด้วยท่าทีสบายๆ โชคดีที่เสียงเพลงค่อนข้างดังเลยไม่มีใครหันมาสนใจผมมากนัก ผมวิ่งตามมันจนกระทั่งทะลุหลังร้าน ร่างปริศนาจึงได้หยุดยืนอยู่นิ่งๆ

ผมหยุดฝีเท้า แสงไฟจากลานจอดรถสาดส่องเข้ามา ทำให้เขาเห็นแผ่นหลังกว้างของบุคคลที่ผมเดินตามได้เต็มสองตา เส้นผมยาวสลวยสีบลอนด์ทองถูกมัดขึ้นลวกๆ แต่กระนั้นก็ยังยาวมาถึงกลางแผ่นหลังกว้างที่คุ้นตา

“ตามกูทำไม มึงเป็นใครกันแน่!” ไม่รู้เพราะอะไรดลใจให้ผมถามออกไปแบบนั้น แม้ตอนนี้สัญชาตญาณเขากำลังร้องเตือนอย่างหนักว่าให้รีบถอยห่างจากคนๆ นี้ หัวใจผมเต้นถี่ด้วยอาการบางอย่าง

“จะให้หันไปจริงๆ น่ะหรอ” เสียงทุ้มแหบเอื้อนเอ่ยภาษาอังกฤษออกมาไม่กี่คำ เพียงเท่านั้นก็ทำให้อาหารที่ผมเพิ่งกินไปแทบจะขย้อนออกมาให้ได้

ผมสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงมองร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ใจอยากหนีไปให้ไกลจากตรงนี้แต่ร่างกายผมตอนนี้ราวกับมีโซ่จากทุกทิศทางมาตรึงไว้จนขยับไม่ได้ ระยะห่างราวห้าเมตรไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด

ในตอนนั้นเองร่างสูงตรงหน้าผมกำลังจะขยับกายหันมา ผมร้องห้ามเสียงหลง

“อย่าแม้แต่จะหันมาเด็ดขาด” ตัวผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงของตัวเองด้วยซ้ำ ในหูของมันอื้ออึงไปหมด แต่อย่างน้อยบุคคลตรงหน้าก็ไม่ได้ขยับหันมาอย่างที่คิด

“หึๆ ไม่คิดถึงกันเลยหรือไง” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยด้วยโทนเสียงสบายๆ เหมือนถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไป

“มึงฝันกลางวันอยู่รึไง!” ผมกัดฟันตอบโต้อีกคนอย่างสุดจะทน แม้จะทำปากเก่งแต่เท้าของผมก็ก้าวถอยหลังเรื่อยๆ

“ก็คงจะฝันต่อไปอีกไม่นานหรอก” มันตอบกลับออกมาปนหัวเราะเบาๆ ราวกับว่าจะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นอย่างนั้น

“อย่ามาผิดสัญญา มึงต้องไม่โผล่หน้ามาให้กูเห็นอีก” ผมท้วงติงถึงพันธะสัญญาในอดีตทั้งเสียงสั่นๆ ความทรงจำอันเลวร้ายกำลังจะกลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง

“พี่ไม่เคยผิดสัญญา แต่จะเป็นนายต่างหาก ที่จะเดินเข้ามาหาพี่เอง” ผมไม่อยากอยู่รอฟังมันพล่ามอีกจึงรวบรวมเรี่ยวแรงหันหลังออกวิ่งกลับเข้าไปในร้านทันที แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายได้ยินเสียงของไอ้ปีศาจลอยเข้ามาในอากาศ

“มาหาพี่ได้ทุกเมื่อนะ มิตตี้”

ผมวิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตาตรงดิ่งไปยังห้องน้ำข้างใน จากนั้นก็ขย้อนสิ่งที่เพิ่งกินไปออกมาอย่างกักเก็บไว้ไม่ไหว ผมโก่งคออ้วกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่เหลืออะไรจะหลุดออกจากกระเพาะได้อีก

ผมทรุดตัวนั่งอยู่ข้างชักโครกอย่างความอ่อนแรง

มันมาแล้ว...ไอ้สัตว์นรกนั่นกำลังคืบคลานเข้าใกล้ผมมากขึ้นทุกทีแล้ว!!!

++++++++++++++++++

เหตุการณ์นั้นทำให้ผมอยากรีบกลับคอนโดฯ แต่ผมก็ยังนั่งดื่มต่อเพื่อไม่ให้ใครเห็นความผิดปกตินี้ ผมดื่มไม่หยุด ทั้งๆที่รู้สึกตัวแล้วว่าเริ่มเมาแต่ก็ไม่สามารถลบความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นได้เลย

ทำไมวะ!!!

เมื่อถึงเวลาเลิกงานผมก็กลับ ไม่กล้าไปไหนคนเดียวต่ออีก ผมถึงคอนโดฯก็อาบน้ำเปลี่ยนชุด ทั้งที่ง่วงแต่มันกลับหลับไม่ลง ผมลุกขึ้นไปค้นตัวเสื้อผ้าก่อนจะค้นหาของที่ผมไม่ได้ใช้หลายปีออกมา

มันเป็นยาคลายเครียดชนิดรุนแรง ผมเคาะออกมา2เม็ดแล้วโยนใส่ปากทันที

คุณอาจไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงได้มีปฏิกิริยารุนแรงแบบนี้หลังจากที่เจอมัน

หลังจากผมออกมากับไอ้ทศเมื่อห้าปีก่อน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมามันก็เริ่มสังเกตความผิดปกติของผม

ผมหวาดกลัวผู้คน โดยเฉพาะผู้ชาย

ใจมันสั่น ไร้เรี่ยวแรง กลัวจนทำอะไรไม่ถูก

ไอ้ทศมันไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเรียกเกรย์มาดูอาการผม เขาวิเคาะห์อาการคร่าวๆของผมว่าอาจเป็นอาการของโรคPTSD เป็นอาการความเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง

ผมใช้เวลารักษาเป็นปีถึงจะสามารถกลับเข้าสังคมไปใช้ชีวิตตามปกติได้

แต่ถึงกระนั้น ผู้ชายที่แตะต้องตัวผมได้ก็มีอยู่น้อยมาก ต้องเป็นคนที่ผมสนิทและวางใจด้วยเท่านั้น

เกรย์ก็บอกว่าผมยังไม่หายสนิทจากโรคนี้

ผมไม่รู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้มันใช่โรคเดิมไหม แต่ผมรู้สึกไม่ดีเอามากๆเลยล่ะ

ผมพยายามข่มตานอนทั้งๆที่กินยาไปแล้วตั้งสองเม็ด มันมีฤทธิ์ทำให้ง่วงแต่ผมกลับไม่หลับ

ผมตัดสินใจออกจากห้อง ดิ่งไปที่ลิฟท์แล้วกดชั้น40

หวังว่าไอ้ทศจะยังไม่นอนนะ

รอไม่นานมันก็มาเปิด มันดูแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็ให้ผมเข้าไปในห้อง

ผมขอนอนห้องเล็กมัน อย่างน้อยก็จะได้อุ่นใจว่ามีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ

ไอ้ทศปฏิเสธและให้ผมไปนอนที่ห้องใหญ่กับมันและไอ้รันต์

ไอ้รันต์เมาหลับไปแล้ว ผมล้มตัวนอนอีกฝั่ง ไอ้ทศก็นอนอีกฝั่งโดยมีไอ้รันต์นอนคั่นกลางไว้ ล้มตัวนอนได้ไม่ทันไรไอ้น้องรันต์มันก็กลิ้งตัวมากอดผมเฉย

“เชี่ย! ไอ้น้องรันต์มึงมากอดกูทำไมเนี่ย กูไม่ใช่หมอนข้างนะเว้ย”ผมสบถ อีกอย่างคือผัวมึงมองกูตาเขม็งเลย กูเพื่อนมึงนะสัส สุดท้ายไอ้ทศก็ตัดสินใจนอนคั่นตรงกลางแทน

“หึๆ หวงเมียเว่อร์สัส”ผมเอ่ยแซวมันเบาๆ มันไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เงียบไปสักพักจนผมนึกว่ามันหลับไปแล้ว อยู่มันก็เอ่ยถามขึ้น

“เขามาใช่ไหม?”

“…”

“กูขอโทษที่ดูแลมึงได้ไม่ดีพอ” ทศกัณฐ์พูดสั้นๆ

“ไม่ใช่ความผิดมึงซะหน่อย ถ้าจะมีคนผิด คนนั้นๆ คือมัน ไม่ใช่มึง” ผมยกแขนก่ายหน้าผาก เหม่อมองผ่านความมืดออกไป

“กูจะช่วยมึงให้ถึงที่สุด มึงอย่าคิดมากเลย ถ้ามีอาการเหมือนช่วงนั้นให้รีบกินยา รู้รึเปล่า” เสียงทศกัณฐ์ดึงผมออกจากภวังค์

“อือ มึงไม่ต้องเป็นห่วงกูหรอก กูเข้มแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ นี่สมิธคนใหม่ไง” ผมพูดเสียงสดใส แม้เสียงหัวเราะจะดูขมขื่นอยู่บ้าง แต่ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่

เพราะผมจะไม่ยอมให้ไอ้ผู้ชายสารเลวคนนั้นข่มเหงผมฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

+++++++++++++++++++

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ไอ้ทศทะเลาะกับไอ้รันต์หนัก มันพลั้งไปข่มขืนไอ้รันต์อีก ผมโกรธมาก ชกหน้าเพื่อนจนมือแตก แต่ก็เข้าใจเหตุผมของมัน

ไอ้ทศป่วยหนัก ช่วงที่ร่างกายมันผิดปกติมันจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ช่วงนั้นแม้แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดมันมากๆก็ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด ผมไม่รู้จะด่าหรือตีมันต่อได้ยังไง สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องมันสองคน

แต่ในเช้าวันต่อมาคนที่ผมไม่คิดว่าจะปรากฏตัวที่นี่ก็ได้ปรากฏขึ้น

เกรย์ แอนเดอร์สัน

ผมกระโดดกอดเขาทั้งที่โตขึ้นจากเมื่อก่อนมาก

เขาก็เป็นอีกคนที่ช่วยเหลือผมไว้หลายอย่างทั้งๆที่เป็นเพื่อนกับไอ้เหี้ยนั่น


เขาถามผมเรื่องไอ้ทศนิหน่อยก่อนจะวกกลับมาเข้าเรื่องผมแบบงงๆ

เกรย์กดไหล่ผมให้นั่งลงที่โซฟาตัวเดี่ยว ส่วนเขาเดินไปลากเก้าอี้แล้วนั่งไขว่ห้างมือประสานกันไว้ที่ตักเผชิญหน้ากับผม

“กินข้าวหรือยัง?” เขาถามเรียบๆสบายๆ

“ยัง เดี๋ยวค่อยกิน”

“ทำไมไม่กิน มันสายแล้วไม่ใช่หรอ” น้ำเสียงของเกรย์ยังคงสบายๆอยู่

“ก็...ก็ยังไม่หิวเท่าไหร่” ผมกวาดสายตาล่อกแล่ก แต่ก็ตอบทุกอย่างไปตามความจริง

“อ่อ...แล้วเรียนเป็นยังไงบ้าง เครียดรึเปล่า?”

“ก็เรื่อยๆ ไม่เครียดอ่ะ โง่อยู่แล้ว บางทีก็ลอกไอ้ทศ ถูไถให้เกรดมันผ่านโปรฯ”

“อือฮึ...นอนกับผู้หญิงครั้งล่าสุดตอนไหน”

“เมื่อคืนก่อน” ผมตอบ สบตากับนัยน์ตาสีอ่อนของเกรย์ตรงๆ

“ผู้ชายล่ะ?”

“เกรย์!!! ผมไม่ใช่เกย์เว้ย!”ผมสวนกลับอย่างหัวเสีย แต่เกรย์กลับยิ้มให้บางๆ แล้วถามเรื่องราวในชีวิตประจำวันของผมไปเรื่อยๆ

“...มีอะไรอยากเล่าให้พี่ฟังไหม?” เกรย์พูดเสียงนุ่ม มือลูบผมสีเข้มของผมอย่างอ่อนโยน ผมหลุบสายตาลงต่ำอย่างใช้ความคิด

“ผม...เจอมัน” ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะตอบ จากนั้นก็ก้มหน้ามองพื้น มือทั้งสองบีบเข้าหาตัวเองจนแน่น

“อาการตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง” เกรย์ถามเสียงเรียบ ไร้คำปลอบโยนใดๆจากปากเขา

“มันคลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดและผม...กลัว”ผมกัดปากตัวเอง ตัวสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อนึกถึงความรู้สึกตอนนั้น

“ใจเย็นๆ มันทำอะไรสมิธไม่ได้หรอก” เกรย์นวดหลังมือผมให้ผ่อนคลาย ทำให้ผมผ่อนคลายขึ้นตัวหยุดสั่นแล้วเกรย์จึงพูดต่อ

“รู้อะไรไหม จริงๆสมิธก็ปกติเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ยังติดอยู่แค่นิดเดียว”

“อะไรหรอ” ผมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

“สมิธ คุณกำลังยึดติดอะไรไว้อยู่รึเปล่า?” เกรย์พูดยิ้มๆพร้อมนวดมือให้ ผมกำมือแน่นแววตาฉายชัดถึงความเจ็บปวดเมื่อนึกถึง

“ผมกลัว กลัวมัน...แค่ได้ยินเสียงก็สั่นไปหมดแล้ว”

“แล้วไม่อยากหายกลัวเหรอ” เกรย์เอ่ยเสียงทุ้มฉีกยิ้มให้ผมด้วยความอ่อนโยน

“อยากดิ!” ผมรีบโพล่ง ทำไมผมจะไม่อยากลืมคนเลวๆพรรค์นั้น มันทำให้ผมต้องตกนรกทั้งเป็น แม้อยากตาย...ก็ตายไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็เผชิญหน้ากับความกลัวแล้วเอาชนะมันซะ”

“ไม่เอา!”ผมส่ายหน้าปฏิเสธทันใด เผลอชักมือกลับจากมือเกรย์ สายตามองเกรย์อย่างหวาดหวั่น ถ้าให้ผมต้องไปเผชิญหน้ากับมันตอนนี้อีก ฆ่าผมให้ตายซะยังจะดีกว่า

“งั้นก็หนีมันไปตลอดชีวิตนั่นแหละ”เกรย์ไหวไหล่พูดเรียบๆ เขามันโหดเหี้ยมก็ตรงนี้ชอบบังคับให้ผมทำในสิ่งที่ฝืนใจสุดๆ

“เกรย์...ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วหรอ”ผมถามเสียง

“ไม่มี...ฟังนะสมิธ ผมไม่ได้บอกให้คุณเผชิญหน้ากับมันคนเดียวสักหน่อย ตอนนี้คุณมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างคุณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ หรือรุ่นน้อง ใช่ไหม?” ผมพยักหน้ารับ “ห้าปีมานี้มันได้ก้าวล้ำมาหาคุณรึเปล่า?ได้เดินเข้ามาเฉียดใกล้ให้คุณรู้สึกอะไรไหม? คุณสามารถนอนกลับใครก็ได้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนคนอื่นมีสิทธ์มองได้แค่ปลายเท้าคุณเท่านั้น จะแตะเนื้อต้องตัวยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ถูกต้องไหม?” ผมเงียบ

นึกถึงช่วงเวลานั้นก็ถูกอย่างที่เกรย์บอกทุกอย่าง มันรักษาสัญญา ไม่เคยย่างกรายเข้ามาใกล้เขาอีกเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ว่าตัวเขาเองอยู่ในสายตามันตลอด ทศกัณฐ์ก็ไม่เคยปิดบังผมเรื่องนี้มันบอกว่าเรื่องนี้มันอยู่เหนือข้อตกลง

ตัวผมอยู่ในกรงเหมือนเดิมเพียงแต่มันขยายใหญ่ขึ้น หลอกให้ตายใจว่าได้อิสระกลับคืนมา ผมรู้แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องอยู่แบบเดิม ชีวิตที่เป็นได้เพียงทาสอารมณ์ของมัน

เป็นคนโปรดอะไรนั่น ที่ไม่เคยมีค่าเลย

“คุณไม่ได้พูดเพื่อช่วยเพื่อนตัวเองหรอกใช่ไหม” ผมถามอย่างหวาดระแวงก่อนที่เกรย์กระตุกยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ตลอดห้าปีกว่าที่ผ่านมายังทำให้คุณเชื่อใจผมไม่ได้อีกหรอ ถึงแม้มันจะเป็นเพื่อนสนิทแต่สิ่งที่มันทำกับคุณก็ค่อนข้างจะเลวร้ายเกินไป ผมไม่อยากพูดเพื่อให้คุณให้อภัยมัน แต่การที่คุณโกรธเกลียดมันไปก็เท่านั้น คุณจะไม่สามารถลืมมันได้เลย”

“แล้วผม...ต้องทำอย่างไรบ้าง” ผมเอ่ยถามอย่างลังเล

“เริ่มจากดูรูปก่อนเป็นไง?” เกรย์ฉีกยิ้มอย่างกระตือรือร้น หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเสิร์ชหารูปเพื่อนเขา มันหาไม่อยากหรอก ในเมื่อมันคือนักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งรัสเซีย-อังกฤษ วัย29 ปี เป็นนักธุรกิจที่กำลังมาแรงในช่วงนี้

เกรย์ยื่นรูปผู้ชายตัวสูง ผมยาวสลวยสีทองถูกมัดรวบตึงไว้ด้านหลัง มันอยู่ในชุดสูททรงทันสมัย ดวงตาคมกริบสีเขียวมรกต พร้อมร้อยยิ้มที่มุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว กรอบหน้าเรียวออกคม ดูยังไงมันก็แค่ไอ้ผู้ชายหน้าหล่อออกหวานท่าทางใจดีคนหนึ่ง ใครจะคิดว่ามันคือปีศาจในคราบมนุษย์

ผมเบ้ปากใส่รูปที่เห็นเหยียดๆ

“เฮ้ยๆ โทรศัพท์พี่” เกรย์รีบห้ามเมื่อเห็นคว้าโทรศัพท์เขาไปแล้วทำท่าจะขว้างทิ้ง ผมจึงทำท่าโก่งคออ้วกใส่โทรศัพท์แล้วคืนให้เกรย์ที่หัวเราะลั่นห้อง

“ขำอะไรเล่า” หน้ายุ่งชกไหล่หมอประจำตัวเบาๆ

“ฮ่าๆๆ โอเคๆ ด่านแรกผ่าน มาขั้นตอนต่อไปกัน” กว่าเกรย์จะหยุดหัวเราะได้ก็กินเวลาร่วมสิบนาทีแล้วเข้าสู่โหมดจริงจัง

“อะไรอีก” ผมมองเกรย์อย่างหวาดระแวง จริงอยู่ที่เห็นรูปแล้วผมไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวชัดเจนอะไร แม้ในใจจะกระตุกนิดๆแต่ความขยะแขยงเมื่อครั้นเห็นหน้าก็ยังมากมายไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเป็นเพียงรูปภาพจึงกล้าต่างหาก

ในรูปมันทำอะไรผมไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคนจริงๆลองคิดดูเล่นๆว่าผมจะโดนอะไร?

“ฟังเสียง”เกรย์ตอบกลับมา

“ไม่เอา!” ผมแย้งรีบลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อจะหนีไปแต่ก็โดนเกรย์จับแขนเอาไว้ก่อน

“จะหนีหรือ? เข้มแข็งหน่อยสิ ไหนทศกัณฐ์บอกว่าไม่เหมือนเดิมแล้วไง” เกรย์พูดเรียบๆ แววตาเขามีแต่ความเย็นชา ผมไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ผมกำหมัดแน่นแต่ก็ยอมในที่สุด

“เก่งมากเด็กดี” เกรย์ลูบหัวพร้อมยิ้มให้บางๆ มือแกร่งกดหมายเลขต่อสายถึงอีกคน เกรย์จัดการเปิดลำโพงโทรศัพท์ รอสายนานจนเกือบจะตัด แต่ก็มีสัญญาณกดรับพร้อมเสียงทุ้มที่เปล่งออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

“ว่าไง” เสียงทุ้มโทนต่ำ ทำลมหายใจผมติดขัดขึ้น เกรย์ลูบมือผมเบาๆก่อนจะกรอกเสียงคุยกับปลายสาย

“ทำอะไรอยู่วะ” ปลายสายเงียบไปนิดก่อนจะเอ่ยตอบ

“...ทำงาน ถามแปลกนะมึง” น้ำเสียงมันมีความแคลงใจเล็กน้อย

“ฮ่าๆๆ กูก็ถามไปงั้นแหละ” เกรย์พูดสบายๆ

“เหรอ แล้วมึงล่ะ ทำอะไรอยู่”

“กูก็พักผ่อนอ่ะ ไม่ได้ทำงานจนเงินทับตายเหมือนมึง”

“มึงอยู่กับมิทตี้ใช่ไหม” ปลายสายโพล่งออกมาโดยที่คนฟังไม่ทันตั้งตัว ผมตาเบิกกว้างอย่างตกใจมือกำเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม มันรู้ได้ยังไง?

“…”

“อยู่จริงๆสินะ ไงมิทตี้” มันพูดย้ำความคิดตัวเองน้ำเสียงที่เอ่ยกับผมเปลี่ยนเป็นอีกโทน ผมที่ได้ยินแทบจะอาเจียนออกมา ดวงตาแดงก่ำด้วยความกลัว เขา

ผมเกลียดผู้ชายคนนี้ที่สุดก็ตรงที่มันรู้ทันคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง ฉลาดมากจนน่ากลัว

“เชี่ยไรของมึง กูไม่ได้อยู่กับน้อง” เกรย์ทำเป็นแก้ตัวกลบเกลื่อน แต่ท่าทางมันจะไม่เชื่อ

“หึๆ ให้มันโทรหาพี่ คิดถึงกันหรือไง?” มันไม่สนใจเสียงท้วงจากเกรย์ แต่บทสทนาเหมือนส่งถึงผมแทนอย่างมั่นใจ

 เกรย์อ้าปากพูดไม่ออกเสียงว่า ‘อดทนไว้’ ผมกัดฟันแน่นอย่างอดทน

“…”ผมอดทนเงียบอย่างที่เกรย์บอก ทั้งที่ใจเต้นเร่าอยากด่ามันสักคำด้วยความเกลียด

“เอ...หรือจะให้พี่ไปหาดี พี่ก็เริ่มคิดถึงมิทตี้แล้วแฮะ” มันยังยั่วยุผมไม่เลิก เกรย์เห็นท่าไม่ดีก็เตรียมจะตัดสายแต่ผมเร็วกว่ากลับคว้าโทรศัพท์จากมือเขามาจ่อปากแล้วตะคอกสุดเสียง

“มึงจะไปตายที่ไหนก็ไป!!! ไม่ต้องมาเสือกคิดถึงกู! กูขยะแขยง...มึงได้ยินไหมว่ากูเกลียดและขยะแขยงมึง!!” ผมหอบแฮ่ก เพราะใส่อารณ์ไปมากจนเหนื่อย

“หึๆ ปากดีจริงๆ อย่างนี้มันน่าจับจูบให้หายซ่า” แม้มันจะยังมีเสียงหัวเราะติดอยู่ แต่น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปก็เรียบเย็นจนน่าขนลุก

มันเริ่มหงุดหงิดแล้ว

“มึงอย่าคิดว่ากูจะกลัว กูไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” ผมพูดเสียงเข้มลอดไรฟัน พยายามข่มใจไม่ใช้อารมณ์จะได้ไม่บ้าหลงเดิมตามเกมส์มันอีก

ถึงแม้ในใจผมจะหวาดหวั่นเพียงใดแต่ผมจะไม่มีทางเผยมันออกมาให้ไอ้ชั่วนั่นได้เห็นความอ่อนแอของผมอีก

“แล้วพี่จะคอยดูว่านายจะเปลี่ยนไปสักแค่ไหน...แต่รู้อะไรไหมสมิธต่อให้นายเปลี่ยนไปสักแค่ไหนนายก็ไม่มีทางหนีพี่พ้น...ดูจากชื่อนายเป็นตัวอย่างสิ ติ๊ด!” มันพูดยังไม่ทันจบประโยคดีผมก็รีบชิงตัดทิ้งสายทันที

ผมส่งโทรศัพท์ให้เกรย์ เดินลิ่วไปห้องน้ำเปิดก๊อกแล้วกวักน้ำสาดใส่หน้าตัวเองหลายๆทีเพื่อเรียกสติ เงยหน้าขึ้นมองเงาตัวเองในกระจกแล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างสมเพชในโชคชะตาตัวเอง

นั่นสินะ...ผมจะหนีจากมันได้ยังไงกัน เพราะตอนนี้คือ สมิธ ฮาล์น

ต่อให้ตาย ผมก็ยังเป็นสมบัติของมันอยู่ดี

++++++++++++++++++++

อ่า ตอนหน้ามาดูเฉลยว่ามิทตี้เป็นฮาล์นได้ยังไง สำหรับตอนนี้อาจคุ้นๆเพราะเป็นช่วงไทม์ไลน์ที่ซ้อนทับกับเรื่องใจยักษ์นะคะ เพียงแค่เปลี่ยนเป็นมุมมองของสมิธและเพิ่มรายละเอียดจ้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น