เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

43.2 พลังมาโฮดวงดาว

ชื่อตอน : 43.2 พลังมาโฮดวงดาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 148

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
43.2 พลังมาโฮดวงดาว
แบบอักษร

อัพคลาส[ยกคลาสวันนี้ไม่มีเรียน] คือปรากฏการณ์มาโฮระเบิดอย่างรุนแรง พลังมาโฮในร่างผู้ใช้จักจักพุ่งสูงทะลุขีดกำจัดมาโฮพื้นฐาน มักเกิดตอนที่ผู้ใช้พัฒนา และก้าวข้ามขีดกำจัดมาโฮดั่งเดิม ยกระดับมาโฮสูงอีกหนึ่งระดับ โดยส่วนมากการปะทุมีความรุนแรงด้วยปัจจัยหลักคือหัวใจ[ฮาท] หัวใจคือแก่นหลักพลังมาโฮ ดังนั้นสภาวะจิตใจ โกรธ เศร้า สนุก เครียดแค้น เบิกบาน จึงมีส่วนกระตุ้นให้มาโฮขับเคลื่อน ปะทุ

ผู้ที่ฝึกฝนร่างกาย จิตใจ พวกเขารู้จักวิธีอัพคลาสที่ถูกวิธี แต่ในบางสถานการณ์อัพคลาสมิอาจคาดเดาและควบคุมด้วยตัวผู้ใช้ นั้นคือยามจังหวะชีวิตที่มีการเปลี่ยนผันหรือเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน อาทิ การสูญเสียคนรักทำให้ผู้ใช้มาโฮโกรธ ในชั่วเวลาดังกล่าวพลังมาโฮของผู้ใช้อาจระเบิดและก้าวข้ามขีดกำจัดโดยพลัน

ลักษณ์แรงระเบิดมาโฮจักเป็นรูปร่างเสาไฟสูง มีความกว้างจากจุดศูนย์กลาง และระดับชั้นความสูงแล้วแต่บุคคล  

พลังความเสียหายและระดับแรงระเบิดจักพุ่งสูงเรื่อยๆและหยุดนิ่งที่จุดหนึ่ง กระนั้นก็มีบางกรณีพิเศษ ผิดพลาด อย่างเช่นตอนนี้

เสาไฟมาโฮสีแดงเพลิงลุกโชติช่วงโดยมีไอริสเป็นใจกลาง ไอมาโฮธาตุไฟแปรเปลี่ยนเป็นเปลวอัคคีพุ่งทะยานทะลุเพดานฟ้า แลเห็นพินิจดั่งเสาศิลาน่าเกรงกลัว นักสู้น้อยนั่งทรุดเข่า กอดกายที่กำลังแปรสภาพอย่างช้าๆ ผิวหนังนางลุกไหม้ เสียงกรีดร้องนั้นฟังเจ็บปวดรวดร้าวปานนางตกสู่ห้วงอเวจี ประกายสายฟ้าสีแดงทับทิมปรากฏแตกกะพริบเปรี้ยงปร้าง ผู้ชมรอบสนามแตกตื่นเตรียมหลบหนี

“…”

ความผิดพลาดเล็กน้อยๆอาจก่อเกิดปัญหาขนาดใหญ่ นารียืนนิ่งมิรู้หัวคิดอันใด นางเงียบงันประหนึ่งดินแดนไร้เสียง[บีไคว์]ดวงดาวน้อยปล่อยดาบอาบเปลวเพลิงไว้ข้ากระโปรง หากถามว่าใครคือผู้มีโอกาสตายมากสุดยามนี้ แน่นอนคือนารี ดวงดาวน้อยยืนใกล้ และบนลานประลอง ห่างจากระเบิดมนุษย์มิกี่ร้อยก้าว

“ไอริส..”

ท่ามกลางความอลหม่าน คุณปู่ห่วงหลานสาวจะมีอันเป็นไป ท่านวิ่งลงจากที่นั่งผู้ชมและมายืนดูหลานรักใกล้ข้างลานประลอง เพื่อนๆไอริสก็ยืนลุ้นระทึกด้วยมิห่าง

ความจริงไอริสมิได้อัพคลาสครั้งแรก นักสู้น้อยเคยผ่านการยกระดับมาโฮนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะหลังนางใช้พลังมาโฮพิเศษ เพิ่มมาโฮ ศาสตร์ลับที่ช่วยเร่งพลังมาโฮอย่างรวดเร็ว หากใช้บ่อยๆย่อมชิน และรู้ขีดกำจัดว่าสามารถเร่งได้กี่ครั้ง

และเพราะไอริสใช้งานเกินขีดจำกัด นางจึงทรมานและกำลังเดือดพล่านประหนึ่งหินไฟร้อนผ่าว รอวันสังขารรองรับพลังมาโฮ

ผลสุดท้ายก็ย่อมระเบิด ตูม ผลิบานสวยงามเฉกเช่นดอกไม้ไฟ

“นางนารีทำบ้าอะไร”

เมรัยนวดขมับ หมอผีน้อยไม่เข้าใจเมียรักคนนี้เลย นางหันถามเรไร ปักษาน้อยส่ายหน้าระรัว สงสัยเช่นกัน

“แต่นารีคงมีแผน..กระมัง”

เรไรพยายามแก้ต่างให้นารี แม้นสีหน้าปักษาน้อยกระอักกระอ่วนมิมีความมั่นใจสักนิด เมรัยโยกหัว คิ้วขมวด พวกนางใจเย็นมากหากมองด้านข้าง มนุษย์กลัวตาย ซึ่งยามนี้ก็มีความตายใกล้แค่เอื้อม พวกเขาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ยังดีที่คณะผู้จัดงานมีความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบ สั่งเรียกทหาร และจัดเตรียมอุปกรณ์พร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจจักเกิดหลังจากนี้

ถ้าอัพคลาสของไอริสมิหยุดชะลอ มาโฮทวีเพิ่มพูนเรื่อยๆเช่นนี้ บางทีอาจเกิดเหตุการณ์ระดับมหาภัยหายนะ

โอเวอร์โฮ วัดจากพลังมาโฮระดับสูงเทียบดวงดาว หากมันกลายเป็นโอเวอร์โฮ เมืองไฟท์มาคิสออนถูกลบหายไปจากประวัติศาสตร์แน่

“ทำอย่างไรดี”

“บางทีนี้อาจเป็นจุดจบนครแห่งนักสู้ หายไปโดยการระเบิดพลังก็ไม่เลว”

“เมรัย!!”

หอมผีน้อยไหวไหล่ ทีท่าใสซื่อ ส่วนเรไร ปักษาน้อยกัดฟันครุ่นคิดหาวิธีหยุดยั้ง ถ้าอิงตามตำราศาสตร์มาโฮ การจะหยุดพลังมาโฮผู้อื่นมิให้มันเพิ่มสูงจนระเบิด มีวิธีมากมาย แต่ละวิธีก็มีความเสี่ยงแตกต่างกัน แต่ที่ชัดเจนคือ ผู้ที่เป็นสาเหตุและแก่นหลักของมาโฮที่ปะทุ จักต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แย่หน่อยก็เสียชีพจรมาโฮ แย่สุดๆก็ไม่เป็นอะไร ข้อสุดท้ายหมายถึงมันทำอะไรไม่ได้แล้ว รอระเบิดอย่างเดียว

ขณะเรไรกุมศีรษะคิดอย่างหนักปานกำลังนั่งทำข้อสอบ บนลานประลองยามนี้เริ่มปรากฏให้เห็นการแตกหัก พื้นลานพังทลาย รอยร้าวลุกลาม รอยแยกขยายราวรอยแตกบนแก้วกระจกเจียระไน

เสียงระเบิดพลังดังขรม เปลวเพลิงของไอริสยิ่งเวลาล่วงเลยยิ่งร้อนแรง กระทั่งบัดนี้มันร้อนเทียบเท่าไฟดวงอาทิตย์เล็กๆ ไม่มีใครสามารถเฉียดใกล้นางเพื่อเสียสละ

ฆ่านาง

เรื่องจริงคือวิธีหยุดมิให้ไอรสิระเบิดคือ ขว้างดาบหรือมีดแหลมปักอกนางดับชีวิตไอริสซะ พลังมาโฮของนางก็จักสลายไปทันที เพราะผู้ใช้ตาย แต่ไม่มีใครกล้าเสนอวิธีนี้ แม้ฟังดูง่าย กระนั้นหากสังเกตดีๆจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะไอมาโฮไอริสเป็นธาตุไฟซึ่งมันร้อนมากๆร้อนพอละลายอาวุธ เหล็ก ศร ศาสตราวุธทุกชนิดที่พุ่งใส่มัน เรียกว่านอกจากเสาไฟมาโฮรอบตัวไอริสจักมีพลังทำลายล้างสูง มันยังมีพลังป้องกันสูงเช่นกัน

ใครอยากสละชีวิตเดินลุยไฟไปดับลมหายใจนาง คำถามนี้แม้แต่นักสู้ร้อยชีวิตในโคโลเซียมยังลังเล

 “หนีเร็ว”

“ใครก็ได้หยุดนางที”

ไม่ไหว คำนี้ทุกคนทราบ ไม่มีใครยอมแลกชีวิตเพื่อหยุดระเบิด ชีวิตพวกเขายังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ขอหนีไปให้ไกลดีกว่าเลือกจบชีวิต

การหยุดยั้งไอริสมีเพียงวิธีเดียวที่ได้ผลและเร็วพอแก้สถานการณ์ ยามนี้มิอาจเสาะหาจอมอาคมให้ใช้อาคมสะกดพลังมาโฮ ยามนี้มิอาจค้นหาผู้วิเศษเพื่อคลี่คลายความวุ่นวาย ตอนนี้ไม่มีผู้กล้าที่พร้อมบอกทุกคน ไม่ต้องห่วง คราวความสิ้นหวังเริ่มระบายสีดำทะมึน เสียงกระซิบยมทูตเริ่มกระซาบข้างหู บอกว่าอีกไม่นาน เมืองไฟท์มาคิสออนจักลุกไหม้เป็นจุณ ชีวิตนับพัน วัฒนธรรมเก่าแก่ และชื่อเสียงแห่งนครจักเลือนหาย

ในชั่วพริบตา

ตัดชีพจร ดับลมปราณ ด้วยความเร็วดุจแสงสว่าง จู่โจมครั้งเดียวเท่านั้น

กระนั้นงานนี้มีคนเสียชีวิต

“ข้าจักหยุดนาง”

คุณปู่มิอาจทนมองหลานรักดิ้นทุรนทุรายตายในเปลวเพลิงของนาง ชายชราสีหน้าเข้มขรึมก้าวเท้าใกล้เสาไฟมาโฮอย่างมิคิดชีวิต ไอร้อนของมันแผดเผาทุกสิ่งที่เข้าใกล้มิเว้นแม้แต่คนที่ไอริสรักที่สุด คุณปู่ยื่นมือแหวกเสาไฟ กระนั้นมือนั้นเอื้อมไม่ถึงหลานรัก ต่อให้ฝืนเช่นไรก็มิอาจแตกต้อง

เพื่อนไอริสพยายามลากชายชรา ความจริงนั้นโหดร้ายเสมอ เพราะไม่ว่าเขาจะฝืนก้าวไปข้างหน้าเช่นไร เปลวเพลิงก็มิอนุญาณให้ไปถึงปลายทาง

“เจ็บจัง..”

ในโลกสีแดงสลัวมองเห็นภัยพินาศ ฝูงชนแตกตื่นวิ่งหนี นางหันมองรอบด้านพบทหารมากมายกำลังคิดหาวิธีหยุดนาง ไอริสทำพลาด ความผิดพลาดของนางทำให้หลายคนหวาดผวา วิตก ไอริสเจ็บเกินกว่าโทษตนเอง บอกขอโทษผู้อื่น และแล้วภาพในอดีตก็ลอยเบื้องหน้าอีกครั้ง ที่สำคัญดูคล้ายครั้งนี้นางจะไม่ไหวแล้ว ลมหายใจโรยริน ผิวหนังมอดไหม้ ขอบตาเจ็บแสบ ไอริสมิอาจร้องไห้ เพราะหยดน้ำตานางมิอาจรินไหลในห้วงแห่งเปลวเพลิง

“พอแล้วกระมัง…”

ไอร้อนแผดเผาลานประลองเป็นเถ้าธุลี กลิ่นเหม็นไหม้ ไอร้อนสาดกระจายเผาเสาโคโลเซียม ยามนี้รอบลานประลองมีเจ้าหน้าที่ อดีตนักรบอันดับหนึ่งที่ดูมีแววแก้สถานการณ์มากสุด หากเป็นฝีมือกริชตัดมาโฮของนาง บางทีนางอาจช่วยดับลมหายใจไอริสได้ในชั่วพริบตา กระนั้น ไรรีย์มิอยากดับชีวิตเด็กน้อย แม้มือนางจักเปื้อนเลือด ฆ่าคนในสนามรบมากมาย กระนั้นให้สังหารเด็กน้อย นางรู้สึกฝืนขม ยากทำใจ

“เป็นเสาไฟที่ดี”

ดวงดาวน้อยถอดหน้ากากสีดำทมิฬและขว้างทิ้งไปข้างลานประลองที่ใกล้พังถล่ม นารีเผยสีหน้าแววตาราบเรียบ มุมปากเมยเฉย แววตาจ้าวดาราทอประกายแสงสลัวดุจก้นบึ้งมหาดาราจักร ชายอาภรณ์ปลิดปลิวแลงดงาม สูงส่ง โออ่า เรือนเกศาสีน้ำเงินพัดชูประหนึ่งหางวาฬ นารีมีแผนในใจ เพียงแต่นางยืนชมผลงานนานไปนิดหน่อย ลืมว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์

มนุษย์มีขีดจำกัดมาโฮต่ำสุดคือระดับรากหญ้า สูงสุดคือดวงอาทิตย์

 ปักษากำเนิดพร้อมพลังมาโฮระดับพื้นฐานคือท้องฟ้า สูงสุดคือดวงดาว

และสำหรับเผ่าดารา ระดับมาโฮต่ำสุดของพวกนางคือดวงดาว

ส่วนระดับสูงสุดนั้น ความลับจ๊ะ

“เห็นหรือไม่ นางเริ่มทำอะไรสักอย่างแล้ว”

เมรัยกอดอก เรไรมิรู้นารีจักทำอันใด คนอื่นๆก็งงเช่นกัน

นางคงไม่สละชีวิตบุกไปแทงไอริสในเสาไฟมาโฮกระมัง ฟังบ้าบิ่น สั้นคิดไปนะ

แต่เดิมวิธีหยุดไอริสจำเป็นต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติตรงเงื่อนไขดังนี้

หนึ่ง ระดับพลังมาโฮมากกว่าไอริส มากกว่าดวงดาว ซึ่งในที่นี้ไม่มีใครนอกจากนารี

สอง พลังมาโฮไอริสเป็นธาตุไฟ หากอยากสยบมาโฮธาตุไฟย่อมใช้มาโฮธาตุน้ำ

สองเงื่อนไขง่ายๆที่นารีมีครบ ดวงดาวน้อยสามารถหยุด!!ไอริสได้แน่ ดวงดาวน้อยรู้ว่ามันอาจระเบิด นางจึงยอมทำเช่นนี้ เพื่อให้ไอริสก้าวข้ามขีดจำกัดตนเองอีกขั้น และเพื่อคนที่นารีรัก

เมื่อเรื่องควรจบก็ต้องจบ นารีเงื้อดาบอาบเปลวเพลิงชูเหนือหัว ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งเดียวในหน้าประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติที่จักได้มีโอกาสสัมผัสพลังมาโฮระดับสูงและเหนือกว่ามาตรฐาน พลังมาโฮที่ไม่มีใครเทียบเคียง มันคือพลังมาโฮสายพิเศษ พลังมาโฮที่สามารถ…

สยบทุกพลังมาโฮให้กราบศิโรราบ

“ปลดผนึกดารา หนึ่งส่วนร้อยล้าน[เต็ม9999 ล้าน]”

!!!!!!!

เสาไฟมาโฮของนารีพุ่งปะทุสูงทะลุยอดนภา ทิ่มแทงดวงอาทิตย์ ไกลแตะดวงดาว ไอมาโฮสีน้ำเงินครามดุจผืนน้ำท้องสมุทรราตรี สวยงามพร่างพราว หยิ่งยโส โอหัง จองหองประหนึ่งพระเจ้าผู้สร้างเอกภพ ด้วยความสูงที่เลยยอดปลายเสาไฟมาโฮไอริสสิบเซนติเมตร บอกรู้ว่านางจงใจไปไกลแค่นั้น ให้พลังมาโฮของนารีมีพอกดดันพลังมาโฮไอริส

“มาโฮระดับดวงดาว!!”

“เป็นไปไม่ได้…”

คำถามและความกลัวผุดประปราย ไม่มีมนุษย์คนไหนเพิ่มขีดจำกัดมาโฮถึงระดับดวงดาวในรอบหลายพันปี บางทีไอริสอาจเป็นคนแรกที่ฝืนเพิ่มมาโฮจนแตะระดับดวงดาว แต่เพราะนางฝืนดื้อมอยอมถอย นารีจึงต้องใช้พลังมาโฮที่เกือบเท่ากันหยุดยั้งนักสู้น้อย วิธีที่นารีจักทำก็ง่ายแค่พลิกฝ่ามือ

ผ่ามันเลย

ฟิ้ว…

ตูม!!!!!

ดวงดาวน้อยฟาดดาบลงซัดเป็นเส้นตรง คราวไอมาโฮพิเศษเคลื่อนขยับฟันไล่ตามวิถีดาบ เสาไฟมาโฮสีน้ำเงินแพรวพราวฟาดกดทับเสาไฟมาโฮสีแดงเพลิง พริบตาสองพลังมหาศาลปะทะ พริบตานั้น นารีวิเคราะห์โครงสร้างชีพจรมาโฮไอริส คำนวณ แยกย่อย ให้มาโฮของนารีแทรกซึมและแทงทะลุมาโฮไอริส ส่งพลังไปหานักสู้น้อย คราวพลังมาโฮเล็กโดนพลังมาโฮใหญ่กว่ากดทับจนแตกสลายเป็นละอองแสงระยิบระยับ แรงลมกรรโชกพัดกระโปรงสาวๆแง้มเปิด ผู้ชายตกใจตัวปลิดหัวทิ่มดิน  

พลังทำลายล้างถูกนารีแก้ไขให้แตกสลาย ส่งผลให้โคโลเซียมมิพังย่อยยับ ลานประลองพังนิดน้อย เละเทะ ก้อนหินแตกเกลื่อนกลาด ฝุ่นควันลอยตลบปิดซ่อนใบหน้านารีที่มีรอยสลักอสรพิษคืบคลานและมุดหนีหายไปในเร็ว ไม่มีใครสังเกตเห็น ดวงดาวน้อยกะพริบตาปริบๆมือกำดาบ ปลายดาบจรดพื้น นางเช็ดว่าเสื้อยังอยู่ดีหรือไม่ ตรวจแล้วพบว่ามีส่วนหนึ่งขาดจึงรีบถอดเสื้อ เก็บชุดนั้นในประตูโยดาทันที

“…เกิดอะไรขึ้น”

แรงปะทะของสองพลังสร้างแรงสั่นสะเทือน แผ่นดินสั่นไหว ครั้นม่านหมอกควันจางลง ก็เห็นไอริสนอนสลบ นารียืนตระหง่าน บนหน้ามีหน้ากากสีดำทมิฬปกปิดรูปโฉม กระนั้นยามนี้นางแลอันตราย น่ากริ่งเกรงปานสัตว์ร้าย แข็งแกร่งดั่งองค์จักรพรรดิ นางคือหนึ่งในสามบุคคลใกล้ลานประลองที่ไม่วิ่งหนี นางคือคนที่ใช้พลังมาโฮระดับดวงดาวซัดพลังมาโฮของคู่ต่อสู้จนเรื่องราวสงบ ทุกคนปลอดภัย คิงโคโลเซียมยังไม่แตกเป็นผุยผง

“แม่พัดกระดาษเป็นฝ่ายชนะ!!”

ผู้ประสานงานมือปัดเศษดิน ยกแขนและประกาศผลแพ้ชนะ เมื่อครู่นี้เขาลุ้นระทึกเช่นกัน คล้ายเหมือนนั่งดูฉากหน่วยกู้ระเบิดพยายามเลือกจะตัดสายไฟสีแดงหรือสีน้ำเงิน

“แคกๆ”

“ไอริส หลานปลอดภัยหรือไม่”คุณปู่และเพื่อนไอริสวิ่งขึ้นลานประลอง คนทั้งกลุ่มจับมือไอริส พบว่าเด็กสาวน่ารักน่าชังยังมีลมหายใจก็ดีใจกล่าวขอบคุณสวรรค์

เจ้าหน้าที่คณะผู้จัดงานเก็บกวาดสถานที่  

และแล้วงานประลองรอบสองของนารีสิ้นสุด ดวงดาวน้อยลอบมองนักสู้น้อย คราวนางสะบัดหลังเดินลงลานประลองอย่างผู้กำชัยชนะ ท่วงท่าสง่างาม ผ่าเผย ราวว่าโลกนี้ไม่มีใครสู้นางได้ กระนั้นนารีมิรู้เลย ภายใต้สายตาร้อยคู่ที่จับจ้องไอริส มีสายตาคู่หนึ่งจ้องแผ่นหลังดวงดาวน้อย

“…”

อัศวินสาวเร้นกายในเงาดำ เมื่อครู่หากนารีมิชิงตัดหน้าลงมือกับไอริส อัศวินสาวอาจเป็นคนหยุดยั้งไอริสก็ได้

หยุดโดย…ไอริสไม่ตายเช่นกัน

--

เวลากลางคืน ณ เรือนพักพวกเมรัย คุณดวงเดือนหลบหลังเมฆเทามิกล้าโผล่โฉมสะคราญ

เพียะ….เพียะ เพียะ เพียะ เพียะๆๆๆ

“ทำอันใดของเจ้า หา!!!”

“คือ..”

แปะ

“แกล้งเด็กมันสนุกนักใช่ไหม!!ใช่มันสนุก ข้ายอมรับ”

เมรัยถือพัดกระดาษพลางระดมตีหน้าผากนารีอย่างเดือดดาล นารีนั่งจ๋อย ดวงดาวน้อยก้มหน้ายำเกรง คุกเข่าอย่างจำนน นางเหมือนนางทาสที่แหกคุกแล้วโดนจับยัดห้องขังเดิม เสมือนสามีที่แอบขโมยเงินสามีเอาไปเติมเกมและโดนภรรยาจับได้คาหนังคาเขา นารีสะอึก เท้าดุกดิก มือป้องหนังศีรษะ พลางฟังเมรัยเทศนา บ่นบ้านแตก “เจ้านี่อะไร ชอบเห็นเด็กเจ็บมากใช่หรือไม่ กิริยามิงาม วาจาบัดสี เหมือนนางร้ายมิมีผิด”นี่ถ้านารีมิใช่เมียเมรัย หมอผีน้อยคงคิดว่านารีเป็นแม่มดจอมชั่วร้ายชอบกินเด็กเป็นอาหารเสียอีก ดูนางทำสิ ตบตีผู้เยาว์ ชกหน้าหงาย เกือบทำแม่หนูระเบิดอีก  

คิดกระทำการทารุณสมเป็นดวงดาวมฤตยูจริง พฤติกรรมต้อยต่ำเช่นนี้ นารีไม่กลายเป็นดาวตกพุ่งชนโลกให้มันแตกไปเลยล่ะ

เมรัยพ่นลมปราณเดือดระอุ หากนางเป็นมังกรจักพ่นไฟเผาก้นนารีให้ไหม้เป็นเฉาก๊วยไปเลย

“ข้าขอโทษ”

นารีขอโทษเสียงอ่อย ฟังระทดระทวย นางพยายามปั้นสีหน้าให้แลเบาะบางปานนางเอก แต่คนมากเล่ห์เช่นนาง เมรัยหรือมองไม่ออก

ธาตุแท้มันร้าย มารยาทหญิงเช่นนี้ใช้กับข้ารึ อย่าหวังเลย!!

“ไปขอโทษเด็กนั่นซะ ซื้อขนมไปขอขมาด้วย ให้ดีก็ใช้ร่างกายเจ้าชดใช้ด้วยเลย เฮ้อ”หมอผีน้อยอกกระเพื่อมด้วยเพลิงโทสะอัดแน่น สีหน้าแดงระเรื่อมีเหงื่อหลั่ง อารมณ์แม่ใหญ่อยากหยิบพัดกระดาษโบยแม่เล็ก เมรัยกระดิกเท้าจังหวะสยอง เรไรกลัวเมรัยคอหาย ก็เลยยกน้ำให้หมอผีน้อยดื่มดับกระหาย

“ข้าทำเพื่อนาง..”

“เจ้ายังจะเถียง!!”

ยามนี้เมรัยยืนสูง นารีนั่งต่ำแถบเท้าอีกฝ่าย ดวงดาวน้อยคืบคลานมือคว้าอุ้งมืออวบอิ่ม พยายามคลอเคลียหวังอีกฝ่ายให้อภัย เห็นใจดวงดาวน้อยน่าสงสาร ตัวผอม กระนั้นเมรัยใจแข็ง ปัดมือนารีทิ้งอย่างไม่ใยดี ดวงดาวน้อยเศร้าใจแต่มิยอมแพ้ นางเกาะขาเมรัย ทั้งคู่ฉุดกระชากกันอย่างกระตือรือร้น ดวงดาวน้อยดึง ลาก หมอผีน้อยโบกปัด ผลัก เมรัยทนไม่ไหวสะบัดแขนแรง นารีใจอ่อนยวบ แขนอ่อนปลวกเปียก นางกล้ำกลืนความเจ็บปวดรวดร้าวและความเสียใจ ฟุบลงพื้น เสื้อผ้าหลุดเผยหัวไหล่ผิวเนียนนุ่ม   

นารีกล้าเถียงประมุขบ้าน นางอยากนั่งเฝ้าห้องบรรพบุรุษสินะ แม้พวกเมรัยจะไม่ห้องนั้นให้ใช้ก็เถอะ

“นารี..”เรไรยืนมองห่างๆอยากเอ่ย พลันเมรัยหันขวับจ้องปานจะเขมือบหนังหัว “ข้ารู้ว่าเจ้าจักช่วยนารีแก้ตัวใช่หรือไม่”

“เปล่า”

ปักษาน้อยส่ายหน้าพลางบอกว่า นารีอยากสอนเด็ก เรไรก็ไม่ว่า แต่ปักษาน้อยแนะนำให้นารีอย่าเป็นครูอีกเลย วิธีสอนของดวงดาวน้อยช่างโหดเหลือเกิน ไม่มีเด็กคนไหนทนไหว ยอมเรียนกับนางแน่

“…”นารีฟังแล้วอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฮ่องเต้จักรวาลค้นหาเสียงตนเองมิเจอ

ไม่ ม ไม่กระมัง ข้ามิได้ชอบทำร้ายเด็กนะ.. นารีอยากคัดค้าน กระนั้นสบตาเรไรที่อาบความกังวลเรื่องไอริส ก็จนใจ

“เรไรพูดถูกแล้ว นารีอย่าสอนใครอีกดีกว่า เจ้าอาจเป็นผู้ปกครองที่ดี แต่เรื่องสั่งสอนคนอื่น…”

หมอผีน้อยถึงกับกุมขมับ ปวดหัว

“……”

“ยังอยากพูดอะไรรึเปล่า”

“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ”นารีแก้มป่อง เบ้ปากกระซิบเสียงตัดพ้อ มือลูบไล้ บีบนวดเท้าเมรัยอย่างเอาใจ มิกล้าต่อล้อต่อเถียงเมรัย กลัวหมอผีน้อยใจแตก

“ดี เช่นนั้นข้าจักลงโทษนารี จงแก้ผ้าและขึ้นไปนั่งบนเตียงซะ”

ห้องนอน เตียงนอนขนาดใหญ่มีม่านผ้าไหมห้อยปิดเตียง เมรัยหย่อนก้นเนื้อแน่นนั่งโซฟาสีหน้าแววตาอึมครึม นารีแอบลอบสังเกตหมอผีน้อย คิดว่าถ้าปล่อยให้อีกฝ่ายระบายกับนางบนเตียงสักรอบ เมรัยคงอารมณ์ดีแจ่มใส นารีจึงมิรีรอส่งสายตาให้เรไร ปักษาน้อยขยิบตาให้สัญญาณตอบรับ จำเป็นต้องขอให้เรไรช่วยรองรับความโกรธเมรัยอีกแรงจึงสามารถสยบหมอผีน้อยอยู่หมัด สองรุมหนึ่งย่อมได้เปรียบ แผนดีเยี่ยม

ดวงดาวน้อยวาดฝันในทุ้งดอกไม้เรียบร้อยพลางเบาใจ ลอบยิ้มพราย นางแกล้งให้เรไรช่วยพยุง ลุก และรีบอาบน้ำ สรงผม ใช้สบู่กลิ่นที่เมรัยชอบ เปลี่ยนเสื้อสวมชุดนอนเย้ายวน เนื้อบาง ลายผีเสื้อสลักลายหัวใจ กระนั้นจำว่าเมรัยสั่งให้นั่งเปลือยรอบนเตียง นางจึงเก็บชุดวาบหวิว ชวนหัวใจพองโต ครั้นยอมคลานขึ้นเตียงอย่างโดยดี กลิ่นหอมดอกมะลิโชยฟุ้ง ดวงดาวน้อยจัดหมอน จุดเทียน นางคว้าผ้าห่มผิดส่วนลับ สร้างภาพเปี่ยมมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล มือเรียวยาวลูบขาเนื้อนุ่มนิ่ม อีกมือกระชับทรวงอก ริมฝีปากมีน้ำมีนวล นารีจงใจเผยเรือนร่างผิวพรรณผ่องขาวเงางามส่วนหนึ่ง อีกส่วนรอให้เมรัยมาเปิดกระชาก

องค์ประกอบพร้อมรับประทาน นารีส่งเสียงกระเซ้าให้เมรัยมาขย้ำ “ข้าพร้อมแล้วนะ…”

มาสิ

“นอนไปทั้งอย่างนั้นแหละ”

อาเร๊ะ…

นารีตกใจ เรไรที่กำลังจักจุดกำยวนให้มึนงง คราวเมรัยเดินดุ่มออกไปนอกห้องนอนแล้วทั้งสองจึงคืนสติ เรไรรีบวิ่งตามเมรัย ส่วนนารีรอเก้อ แอบเขี่ยนิ้วเล่นผ้าปู อารมณ์คุกรุ่นเปี่ยมไอร้อนค่อยแผ่วบางเบา

“นางคงไม่ให้ข้านอนรอตัวเปล่าเช่นนี้จริงๆหรอกนะ”

เมรัยคนใจร้าย!!!

อีกด้านฝั่งเมรัยกับเรไร หมอผีน้อยหยิบเสื้อคลุมปักษาสวรรค์และไม้เท้าส่วนตน เมรัยผูกปมเชือกเสื้อคลุมแน่น นางนั่งบนธรณีประตู สวมรองเท้า สีหน้ากลัดกลุ้มสามส่วน เฉยชาสามส่วน อีกสี่ส่วนคือใคร่กระหาย ดวงตาสีเพลิงหลุบต่ำซ้อนความรู้สึกอ่อนไหวคล้ายจักสั่นระริกเมื่อสัมผัสแรงกระตุ้น เมรัยสวมรองเท้าเสร็จ

เรไรยืนข้างหลังมือกุมอก ปักษาน้อยแผ่วถาม “เมรัยจักไปไหนหรือ” นางคงไม่ไปหาไอริสกระมัง กลางดึกปานนี้

“ไปทำธุระเรื่องผีๆน่ะ คงกลับดึก พวกเจ้านอนก่อนเลยก็ได้”

“แล้ว..นารี”

เมรัยยิ้มอ่อน “นางทำเพื่อข้า…”

หมอผีน้อยรู้ เมรัยไม่ฉลาด กระนั้นนางรู้จักนารีและเรไรดีกว่าใคร เรไรอ่อนโยน ดื้อดึง หัวรั้น เอาแต่ใจ และปากมิตรงกับใจ ปักษาน้อยน่ารักตัวเย็น นางทำเพื่อเมรัยได้อย่างเปิดเผย และพร้อมช่วยเหลือมิว่าต้องยอมเสียสละสิ่งใด ส่วนนารี เรียบร้อยแต่ภายนอก ฉลาดแกมโกง เคารพผู้สูงอายุ เป็นมิตรกับคนอายุเท่ากัน เอ็นดูคนอายุน้อยกว่า รักจริงใจจริง ชอบอ้อน ทำอันใดล้วนมีเป้าหมาย คิดอย่างมีแผนการ บางครั้งก็ประหลาด มิฟังใคร ไม่ยอมให้ใครควบคุม แต่ถ้ามีคนรัก ก็ยอมก้มจูบเท้าคนรัก เทใจหมดหน้าตัก ถวายตัวรับใช้ปานนางทาส เมรัยรู้จักทั้งสองดี ครั้งนี้ที่นารียอมเล่นสนุกและสู้กับไอริสนานเช่นนั้นคงเพราะอยากช่วยให้นักสู้น้อยเจริญเติบโตเป็นคนแข็งแกร่ง ทดสอบลองเชิงหัวใจไอริส ความจริงนารีไม่ได้หวังให้ไอริสระเบิดพลังมาโฮ ดวงดาวน้อยเพียงแค่อยากให้อีกฝ่ายลุกยืนเท่านั้น กระนั้นมันผิดแผนจนเกิดเรื่องทีหลัง

นารีฉลาดพอมีแผนสำรอก เก่งพอแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดวงดาวน้อยใจเย็นประหนึ่งร่มโพธิ์ นาง..

เอาใจใส่ และยอมทำเพื่อคนที่รัก ด้วยวิธีการมากมาย

สำหรับครั้งนี้ นารีเห็นไอริสมีส่วนคล้ายกับเมรัย ตรงที่ว่า ทั้งสองเป็นพวกชอบพยายาม ไม่ชอบยอมแพ้ ไอริสยังเยาว์ให้เหมือนเมรัยสมัยก่อนที่บุกลุยฟันฝ่าอุปสรรคร้อยพันเพื่อจุดหมาย แม้ล้มบ้าง แต่ก็กล้าลุกและสู้ต่อ

ไอริสยังมีหวัง แต่เมรัย หมอผีน้อยเจอความผิดหวังมาเยอะพอแล้ว มากพอที่นางไม่อยากลุกอีกครั้ง..

จะดีสักเพียงใดนะ ถ้าหากเมรัยยอมลุกขึ้นอีกครั้งแม้นจักฝืนใจจนเจ็บ นารีอยากช่วยเมรัยพยายาม อยากเห็นเมรัย.. ดวงดาวน้อยอยากให้หมอผีน้อยดูไอริส มองดูตัวนางในอดีต ยามที่ความหวังของเมรัยทอแสงสว่างไสว ยามนั้นที่เมรัย..งดงาม เจิดจ้า ทรงอำนาจและ..น่ารักที่สุด

“เรื่องลงโทษนารีก็บอกนารีคืนนี้นอนทั้งอย่างนั้นแหละ ห้ามนุงผ้า”

“นารี…”เรไรอยากร้องไห้แทน

“ไปล่ะ แล้วจักรีบกลับ”เมรัยควงไม้เท้า ใช้มันประคองร่างมิให้ล้ม นางสวมฮูดปกปิดส่วนหัว หมอผีน้อยแลคล้ายแม่มด ที่สำคัญกลิ่นอายรอบสรรพางค์มิเหมือนเดิม

แววตาล้ำลึกประหนึ่งจอมอาคมกวาดมองเรไร หมอผีน้อยยิ้มอย่างอ่อนแรงขัดกลับน้ำเสียงที่อ่อนโยนดุจมารดาแผ่นดิน

“เรไรจะนอนกอดนารีก็มิว่านะ”

“กอดสิ”

เมรัยยิ้มและเปิดประตู คราวประปิด เรไรหุบยิ้ม นางห่วง “ระวังตัวนะเมรัย”

ต้องกลับมานะ ประโยคนี้เรไรเก็บงำไว้มิเอื้อนเอ่ย เพราะกลัวหากบอกเช่นนั้น เมรัยจะ…หายไปกับมืดมิดอีกครั้ง…โลกสีดำที่นางไปเยือนทุกครั้งหลังหลับตา…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น