cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

ชื่อตอน : Chapter 8 : Fallen Figure

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 434

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2561 19:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 : Fallen Figure
แบบอักษร

8




วาเลอรีนั่งกอดอกมองแก้วกาแฟที่ถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากชายหนุ่ม มือข้างหนึ่งของเขาถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ เลื่อนมันอ่านข้อความหรืออะไรก็ตามที่เธอคงไม่มีวันได้รับรู้ด้วย วาเลอรีเฝ้ามองภาพนั้นเพราะเธอไม่มีอะไรอื่นให้มองมากนักในห้องนั่งเล่นของเวสต์

เช้าวันนั้นเขายกอาหารขึ้นมาให้เธอถึงที่ ความแปลกใจคือสิ่งแรกที่รู้สึก และนั่นทำให้เธอไม่ต่อปากต่อคำ ยอมเงียบมาตั้งแต่ตื่น ทำอย่างที่เขาบอกให้ทำไม่ว่าจะเข้าไปอาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าของเขา ทานอาหารและยาตามที่เขาจัดให้ ก่อนจะนั่งนิ่งมองหน้าอีกฝ่ายมาพักใหญ่

“มีอะไร”

“ไม่มีค่ะ” เธอตอบช้า ๆ  แต่ชัดเจน ทำให้อีกฝ่ายเหลือบขึ้นมอง วาเลอรีบอกไม่ถูกนักว่าเขารู้สึกอย่างไร จนเวสต์เอ่ยออกมา

“หันหน้าไปทางอื่นบ้างก็ได้ ฉันรำคาญ”

หญิงสาวอ้าปากจะขอโทษ หากถูกดักคอกะทันหัน

“แล้วก็ไม่ต้องขอโทษ ฉันเบื่อจะฟัง”

หมดคำจะเอ่ย เธอยอมก้มหน้า นั่งนิ่งนับลมหายใจเข้าออกและซึมซับความปวดร้าวบนร่างกาย ยังหนาวสั่นเพราะพิษไข้ที่ไม่หายดี ไม่นานพอไม่มีอะไรทำวาเลอรีก็อยากนอนขึ้นมา

“ฉัน... เอ่อ ฉันค่อนข้างเพลีย นายมีงานอะไรจะสั่งฉันหรือเปล่า หรือฉันไปนอนได้ไหม” ยิ่งพูดยิ่งเสียงเบาลงกว่าเก่า คราวนี้เวสต์ลุกจากที่นั่ง เขาเดินไปหยิบเอาหมอนมาจากในห้องนอนแล้วโยนให้วาเลอรี เธอถึงเข้าใจว่าเขาคงจะให้เธอนอนเล่นที่โซฟาตัวนั้น

“จะนอนที่เตียงหรือนอนที่พื้น”

“อ้าว...” หญิงสาวประท้วงเบา ๆ  กำลังจะย้อนถามว่าเขาจะโยนหมอนมาให้ทำไมถ้าจะให้เธอไปนอนที่เตียงเหมือนเดิม แต่พอมองใบหน้านิ่งนั้น เธอรู้ว่ากำลังถูกปั่นประสาทอีกหนเลยยักไหล่เบา ๆ  และลุกจากโซฟาเดินกลับเข้าไปในห้องนอนพร้อมหมอนใบนั้น

เวสต์ไม่ได้ตามเข้ามา วาเลอรีจึงก้าวขึ้นเตียง แม้จะหันกลับไปมองที่ทางเข้าอย่างระแวงว่าเขาจะเดินมาถามเธอเรื่องสิทธิ์ในการใช้ข้าวของอีกหรือไม่ แต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นนั้น วาเลอรีเลยดึงผ้าห่มขึ้นมานอนเช่นเดิม

ไออุ่นยังคงอยู่ เธอเป็นฝ่ายถอนหายใจบ้างเมื่อคิดถึงความฝันเมื่อคืน ไม่ช้าก็หัวเราะอย่างขมขื่นเพราะรู้ว่ามันคงไม่มีทางเป็นจริงได้ที่เวสต์จะนอนกอดเธอด้วยความรู้สึกเดิมที่เขาเคยมี

การกระทำสวนทาง เดี๋ยวรุนแรงและโมโหร้าย อีกพักหนึ่งก็ทำให้เธอหวั่นไหว มันทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนตนอยู่ในสงคราม ช่างสับสนจนน่ารำคาญใจ หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จนกระทั่งความไม่สบายกายทำให้เธอพักผ่อนไปอีกคราว

เสียงนาฬิกาข้อมือนั้นดังกว่าที่เขาคาดคิดไว้ เวสต์แปลกใจเมื่อเขาตกอยู่ในสภาวะว่างเปล่าจนกระทั่งได้ยินแม้เสียงเข็มนาฬิกาข้อมือซึ่งกำลังหมุนวนไปตามหน้าที่ของมัน ไม่ช้าชายหนุ่มก็เหลือบมองที่เตียงนอน เห็นวาเลอรีหลับสนิทมาตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ร่างกายของเธอคงไม่อาจจะรับกิจกรรมหรือแม้แต่เรื่องที่เครียดได้มากนักจึงป่วยง่ายแบบนั้น

แล้วความรู้สึกผิดที่น่ารำคาญก็ทำให้เวสต์ถอนหายใจ เขามองรอบกายอีกคราว ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวทำให้ร่างสูงผุดลุกจากที่นั่ง หยิบเอากล้องเล็ก ๆ  มาติดไว้ในห้องเพื่อสังเกตการณ์วาเลอรี พอเชื่อมต่อสัญญาณกล้องนั้นเข้ากับโทรศัพท์มือถือเสร็จ เขาก็เดินออกไปหาสิ่งอื่นทำ

การมีอยู่ของเธอทำให้เวสต์สัมผัสถึงสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้ในภารกิจของกลุ่ม เขาไม่ได้พอใจนักที่จะต้องนั่งเฝ้าหรือสังเกตการณ์ผู้หญิงคนนี้โดยไม่ได้ออกสนาม แต่ทุกครั้งที่เจอซาเวียร์ เหมือนพี่ชายจะพยายามตอกย้ำว่านี่คืองานที่เขาต้องรับผิดชอบให้จบ

สิ่งแรกคือทำให้เธอเชื่อใจจนรู้สึกว่าพวกเขาคือที่พึ่งของเธอ

สิ่งต่อไปคือฝึกให้เธอฆ่าคน

การเป็นเพอราซย่อมจะได้เปรียบในการแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มกบฏพวกนั้น แต่เขาต้องแน่ใจว่าวาเลอรีจะทำตามโดยไม่ทรยศ งานล้างสมองจึงตกเป็นของเขา และงานสังเกตการณ์ก็ถูกโยนมาใส่ด้วย ทั้งที่เรื่องผลกระทบจากการลองยาควรจะเป็นงานของสเปนเซอร์มากกว่า

แต่เพราะว่าเธอเลือกจะจำเขาเป็นคนสำคัญในชีวิต สุดท้ายชายหนุ่มก็ต้องรับหน้าที่นั้นไป

เวสต์ก้าวลงบันได เดินตรงไปห้องเย็นและค้นเอกสารออกมาเพื่อทบทวนเกี่ยวกับเป้าหมายต่าง ๆ  ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม แล้วความคิดหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในหัวเมื่อภาพเมื่อคืนนั้นวนย้อนกลับมา

เขารู้ว่าเรย์เป็นคนฉลาด ...ฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้

แม้ในคืนนั้น ก่อนที่ผู้หญิงชาวเพอราซซึ่งเขาเจออยู่ในห้องจะขโมยเอายาทดลองจากเขาไปกินเอง และวิงวอนขอให้เขาพาเธอหนีออกไปจากอิเล็กเซอร์ ทุกอย่างช่างดูสมจริง แต่เรื่องที่เขายังคลางแคลงใจจนสลัดไม่หลุดคือฤทธิ์ยาที่สมบูรณ์แบบนี้

เวสต์เชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ  ว่าต่อให้พวกเพอราซจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนายาประหลาด ๆ  เพราะได้งบประมาณสนับสนุนจากอาเคน รวมกับการค้ามนุษย์และค้าอาวุธก็ตามที ถึงอย่างนั้นเรื่องของการแทนที่ความทรงจำยังคงเป็นสิ่งที่ล้ำเกินไปกว่าเขาจะสามารถเชื่อได้สนิทใจว่ามันเป็นไปได้จริง

การแสดงยังง่ายกว่านัก...

ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย ยกมือถือขึ้นมาดู มองผ่านหน้าจอยังเห็นวาเลอรีหลับสนิท ไม่ได้ลุกขึ้นมาค้นข้าวของในห้องเขาอย่างที่คิดเอาไว้ เวสต์จึงวางอุปกรณ์สื่อสารตั้งลงบนโต๊ะเพื่อจะได้มองดูได้ถนัด และหันไปอ่านเอกสารรายงานภารกิจ ก่อนจะเริ่มวางแผนภารกิจในวันถัดไปให้ทีม

เกือบบ่ายโมงตรง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา เวสต์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ

โดมินิก สเปนเซอร์

เวสต์กดรับ

“เฮ้ นายอยู่กับเรย์หรือเปล่า”

“ทำไม”

“อ้อ พอดีวันนี้ฉันเข้าเมือง นึกได้ว่ายังไม่ได้หาเสื้อผ้าให้เรย์เลยจะโทรมาถามขนาดตัว”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ได้ยินว่าสเปนเซอร์จะหาเสื้อผ้าจำเป็นมาให้เชลยตั้งแต่สองวันก่อน หากเขาไม่ได้ย้อนกลับไปเช่นนั้น เพียงแค่ตอบสัดส่วนร่างกายของหญิงสาวไปอย่างที่จำได้

“รอบอกสามสิบหก เอวยี่สิบเจ็ด สะโพกสามสิบแปด สูงร้อยหกสิบเอ็ด”

เสียงเหมือนสเปนเซอร์กลั้นหัวเราะเอ่ยขึ้น “นายจำแม่นนะ”

“บอกแล้ว อัลดริกมันจำได้แน่ ลูบบ่อยขนาดนั้น”

“เล่นอะไรกัน” เวสต์กระแทกเสียงเมื่อได้ยินเสียงซิกมุนด์แทรกขึ้นมาอย่างกวนประสาท

“เฮ้เพื่อน ไม่ต้องโมโหน่า แต่จะบอกว่าหุ่นหล่อนดีไม่เบาเลย เมื่อไหร่จะยอมให้ฉันฝึกงานหล่อนวะ”

“กลับมาคุยกันที่ฐาน” เขากัดฟันตอบแล้วตัดสายทิ้งแทบจะทันที แต่พอเงยหน้า มองเห็นร่างสันทัดของผู้หญิงที่ตนพูดถึงยืนอยู่

“ลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เอ่อ สักครู่นี้ พอดีนายไม่ได้ล็อคประตู” วาเลอรีตอบเบาลงแล้วก้มหน้า เธอถึงได้ยินเสียงเขาถอนหายใจหนัก ๆ  ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้และก้าวเข้าไปดึงแขนเธอ

“ถ้าฉันไม่ได้อนุญาตให้เธอไปไหน ก็อย่าไปโดยพละการ”

“เข้าใจแล้วค่ะ” เธอตอบเบา ๆ

“เข้าใจแต่ไม่ทำใช่ไหม?”

วาเลอรีไม่ได้ตอบโต้เมื่อถูกดุ เวสต์จึงได้แค่มองเธออย่างรำคาญใจก่อนจะเดินเข้าไปหาอะไรในห้องครัวมาให้เธอทานรองท้อง ในเมื่อเดาได้ไม่ยากว่าหิวคงเป็นเหตุผลที่เธอลงมาจากห้อง

หญิงสาวนั่งลงที่โซฟา เธอเริ่มหนักใจเช่นกันเมื่อระลึกได้ถึงการบังคับให้ทำตามอย่างสุดโต่งของอีกฝ่าย พอมองหน้าเขา วาเลอรีก็เผลอถามออกไป

“มันไม่เกินไปเหรอ”

“อะไรเกินไป”

“ฉัน...” เธอเริ่มลังเลเพราะรู้ว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ หากสุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยอีกแบบ

“ฉันแค่พยายามจะทำตามที่นายบอกทุกอย่าง แต่มันยาก และฉันไม่รู้ว่าต่อให้ฉันจะมีความรู้สึกที่ดีกับนายอยู่ในสมอง แต่ทุกสิ่งที่นายทำ... มันก็ยังเกินกว่าที่ฉันจะสามารถทำตามได้โดยไม่รู้สึกอะไร”

เวสต์หัวเราะในลำคอ “บางทีฉันคิดว่าเธอเข้าใจผิด เป้าหมายของหน้าที่เคยสนใจเรื่องความรู้สึกเหรอ เรย์? ฉันต้องการให้เธอรู้ว่าเธอมีหน้าที่อะไร เรื่องความรู้สึกว่ามันจะดีหรือไม่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ถ้าเธออยากออกไปจากที่นี่ เธอต้องทำตามฉันและคนที่เหลือ มันคือทางเดียว”

วาเลอรีขมวดคิ้ว หากไม่ได้เอ่ยอะไรคัดค้านประโยคเหล่านั้นของเขา เพียงแค่ขอบคุณเมื่ออีกฝ่ายยื่นอาหารให้ทาน

หญิงสาวเริ่มพิจารณาอีกฝ่ายอยู่ในความคิดขณะเคี้ยวแซนวิซ เธอจำได้ว่าอัลดริก เวสต์คนที่ตนรู้จักนั้นก็มีความโหดร้ายเช่นกันกับด้านอื่น …ด้านอื่นที่ทำให้เธอผูกพันกับเขา

ด้านอื่นที่ทำให้เขาเริ่มเห็นใจเธอ

วาเลอรีลองนึกย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่ทำให้ตนสนิทกับเวสต์มากขึ้นจนได้รับรู้ความเจ็บปวดที่เขาเผชิญอยู่ จนเธอเริ่มเข้าใจศัตรูอย่างเขามากขึ้นและกลายเป็นความสงสาร เธอไม่ได้ทำร้ายเขากลับแม้เขาจะร้ายกับเธอขนาดไหน และความเห็นใจที่เธอยื่นให้ได้รับการตอบแทนในท้ายที่สุด

แต่เธอไม่ได้แน่ใจนักว่ามันใช้ได้กับเวสต์คนที่เธออยู่ด้วยตอนนี้

และคำพูดของซาเวียร์เกี่ยวกับการเลือกเอาความทรงจำของคนหลาย ๆ  คนมาตัดต่อเข้าหากันทำให้เธอเกิดความสงสัยอีกหน เพราะถ้ามันเป็นจริงอย่างที่ซาเวียร์บอก นั่นแปลว่าตัวตนของเวสต์ที่เธอรู้จักจะต้องมาจากความทรงจำของใครคนหนึ่ง... เงื่อนไขคือต้องเป็นคนที่เขารัก และถูกพวกกบฏเพอราซจับไป

เธอเหลือบมองเวสต์ ในใจสะท้านกับความคิดที่ว่าเขาต้องสูญเสียคนรักไป

ที่สำคัญ คน ๆ  นั้นไม่ใช่เธอ...

“ทำไมไม่กินต่อ”

การทักทำให้วาเลอรียอมทำตาม ไม่แม้จะแอบมองอีกฝ่ายอีกด้วยอารมณ์สับสนในอก จากที่รู้สึกแย่อยู่แล้วแย่กว่าเดิมจนเหมือนห้องทั้งห้องหมองหม่น เธอลอบถอนหายใจหนัก ๆ  เมื่อเวสต์ลุกไปในครัว

เขาไม่ได้ต่อบทสนทนากับหญิงสาวอีกหลังจากที่เธอทานอาหารเสร็จ วาเลอรีทำท่าอยากจะล้างจาน เขาจึงปล่อยให้เธอทำ ในเวลาเหล่านั้นทั้งคู่ก็ยังเงียบอย่างต่อเนื่อง และเวสต์รู้ตัวดีว่ามันไม่เคยง่ายเลยที่จะเริ่มการพูดคุยกับใครโดยไม่ใช่เรื่องจำเป็น

จริงอยู่ที่การสอบสวนคนนั้นง่ายดาย หากนั่นมันแตกต่างออกไปเมื่อไม่ได้จับอีกฝ่ายมัดแล้วทรมาน การพูดคุยในสถานการณ์ปกติเพื่อศึกษาและค้นคว้าความเป็นตัวตนของคน ๆ  หนึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเขาถนัด

คนถนัดคือผู้ชายอีกสามคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ต่างหาก

เวสต์หยิบหนังสือนิตยสารยื่นให้วาเลอรีอ่านเมื่อเห็นว่าเธอนั่งหลังตรงมองผนังห้องมาได้พักใหญ่ หวังจะให้อีกฝ่ายอ่านฆ่าเวลาและไม่มองสิ่งไร้ความหมายหรือหันมาจ้องหน้าเขาจนน่ารำคาญ

และเขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถจะทำให้เธอเชื่อใจเขาได้ง่าย ๆ  

ทุกครั้งที่มองเห็นแววตาห่วงใย หรืออาการเจ็บปวด น้อยใจ และผิดหวังซึ่งแสดงออกมาจากเธอ เวสต์ไม่อยากจะต้องตอบรับไปว่าเขาเข้าใจ ในเมื่อเขาคิดว่าตนไม่จำเป็นต้องรู้สึกลึกซึ้งอะไรแบบนั้นกับวาเลอรี สิ่งที่ชายหนุ่มตอบรับกลับไปจึงมีเพียงอารมณ์เกรี้ยวกราด

มันไม่ง่ายเช่นกันที่เขาจะต้องเสแสร้งให้เธอคิดว่าเขารักเธอ

“เอ่อ... เวสต์” เธอเอ่ยขึ้นเบา ๆ  “ฉันควรจะอ่านใช่ไหม?”

สมาธิหลุดออกจากความคิดส่วนตัว เขาเพิ่งเห็นว่ามันเป็นนิตยสารโชว์เรือนร่างผู้หญิงของซิกมุนด์ที่วางเกลื่อนอยู่ตามชั้นโดยไม่ยอมเอาไปเก็บแยก เวสต์ขมวดคิ้วใส่เธอ แต่เขากำลังโมโหเพื่อนมากกว่า

“อ่านไปเถอะ เผื่อจะได้แต่งตัวอย่างนั้นบ้าง”

วาเลอรีทำหน้าแหย และสีหน้านั่นทำให้เขาอยากจะกวนประสาทเธอออกไปอย่างประหลาดเพราะรู้ว่าตอนอยู่บนเตียง บางขณะเธอตอบสนองเขาได้ดีกว่าบรรดานางแบบดาวยั่วด้วยซ้ำ

และการมองเธอเปิดหน้าหนังสือนั้นไปเรื่อย ๆ  ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็นทำให้เวสต์นึกขำขึ้นมา

“สนุกหรือไง”

“ไม่เชิงนะ” วาเลอรียิ้มออกมา “ฉันแค่ไม่เคยนั่งดูหนังสือแบบนี้กับผู้ชาย นี่ชอบจริง ๆ  เหรอ ทั้งที่รู้ว่ามีแต่ซิลิโคน” เธอกล่าวแล้วหันหน้าหนังสือมาให้เขาดูนางแบบอกโตจนแทบจะทะลักออกมาจากเสื้อในผืนน้อยที่สวมอยู่ หล่อนทำปากเผยออย่างเซ็กซี่ขณะคุกเข่าอ้าขาที่ดูจะตกแต่งจนเป็นทรงกระบอกอย่างเกินจริง

เขาไม่ได้ตอบคำถามวาเลอรี สายตาละจากรูปภาพไปมองใบหน้าของอีกฝ่าย เธอดูผ่อนคลายและ พูดจาด้วยราวกับสนิทกับเขามานาน แต่คราวนี้มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกขัดใจเลยแม้แต่นิด

แววตาของเขาทำให้เธอชะงักไปเช่นกัน

วาเลอรีไม่รู้จะตอบอะไรอีก เธอเปิดหน้าหนังสือต่อไป เห็นคอลัมน์เกี่ยวกับเทคนิครักบนเตียงก็ทำตาโตก่อนจะรีบเปิดผ่าน

“นายอ่านหนังสือนี่เหรอ”

“เปล่า ของซิก”

เธอหัวเราะในลำคอ จำได้ว่าซิกมุนด์เป็นผู้ชายเจ้าชู้แบบไหน กระทั่งเธอที่มีแต่คนรังเกียจ ซิกมุนด์ยังเป็นคนแรก ๆ  ที่พูดจาแทะโลมเธอ แม้มันอาจจะมาด้วยจุดประสงค์อยากให้เธออายก็ตามที

หญิงสาววางหนังสือลงข้าง ๆ  ไม่อ่านอะไรเพิ่มอีกและพยายามจะไม่มองหน้าเวสต์ให้เขาต้องดุจนกระทั่งเธอได้ยินเสียงคนเดินตรงมายังห้องนั่งเล่นนั้น

“เฮ้ สาวน้อยของอัลดริก” คำทักเดิมคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ชายร่างสูงผมทองอย่างซิกมุนด์ ที่เดินตามมาไม่ห่างก็เป็นโดมินิก สเปนเซอร์

“ดูสิว่าสเปนเซอร์ซื้ออะไรมาฝากเธอ” เขาก้าวมากระซิบอย่างหยอกเย้าแล้วหันไปตีมือทักทายกับเวสต์ เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายตีมือกลับด้วยอารมณ์เสียไม่ได้ ก่อนจะเดินหนีไปอีกทาง

“แต่ระวังล่ะ มันอาจจะอยากได้อะไรตอบแทนถ้าเธอยอมรับชุดเซ็กซี่พวกนี้”

“อย่าทำให้เรย์เข้าใจฉันผิดได้ไหมเพื่อน” สเปนเซอร์กล่าวอย่างปลง ๆ  แล้ววางข้าวของที่เขาซื้อมาลงบนโต๊ะกลางหน้าโซฟา ปล่อยให้สเปนเซอร์เดินตามเวสต์ไปชวนคุยเรื่องสรรพเพเหระประสาผู้ชาย

“เปิดดูสิ ฉันหวังว่าเธอจะใส่ได้ ไปลองหน่อยก็ดี” เขาพูดและยื่นถุงเสื้อผ้าให้เธอ

“บางอันฉันเลือกให้เธอเองนะนั่น” ซิกมุนด์เดินกลับมาบอกพร้อมกับขยิบตาให้ วาเลอรีหัวเราะแห้ง ๆ  แต่ก็ยอมเปิดถุงออก ดึงชุดชั้นในขึ้นมาดูตามคำเชิญของสเปนเซอร์

“จริง ๆ  เธอควรจะลองตรงนี้เลยนะ ฉันซื้อคัพบีมา ไม่แน่ใจว่าเธอใส่คัพอะไร”

“เอ่อ ไม่ดีหรอกมั้ง” วาเลอรีพึมพำพลางมองหาเวสต์ ราวกับว่าเขาอยู่แล้วจะช่วยเธอ แต่ก็รู้ตัวว่าคิดผิดถนัด นึกเช่นนั้นได้เลยตัดสินใจจะเดินกลับไปหาที่ลองชุดเงียบ ๆ  ในห้อง

“จะไปไหน”

พอร่างสูงของเขาโผล่กลับมา วาเลอรีชะงักเท้าที่จะก้าวขึ้นบันไดทันที

“เอ่อ ลองชุดที่ห้องค่ะ”

“ฉันอนุญาตเธอแล้วหรือไง”

เงียบไปทั้งห้องนั่งเล่น คำพูดของอัลดริกทำให้เธอยอมก้าวกลับลงมายืนที่เดิมและลังเลเพราะไม่รู้ว่าเขาจะให้เธอทำอะไรต่อ เธอกระพริบตาปริบ ๆ  เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา

“เฮ้พวก ฉันอยากให้เรย์ลองชุดที่ฉันซื้อมาน่ะ เลยกะจะให้เธอไปใส่หน่อย”

“งั้นก็ลองตรงนี้” เวสต์ตอบกลับ ทำให้วาเลอรีเงยหน้ามองเขาด้วยความตกใจ แต่เธอนิ่งเงียบ ไม่คัดค้านอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

สเปนเซอร์ซึ่งสังเกตอยู่รู้ดีว่าเหตุผลของเวสต์มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคงอยากพิสูจน์ให้คนอื่นรู้ว่าวาเลอรีอยู่ในโอวาทของตนอย่างเต็มตัว และสอง... นิสัยซาดิสม์ของเวสต์ที่ชอบทรมานคนอื่นเล่น

“มันจำเป็นเหรอ” เขาหันไปถามผู้ชายผมสีน้ำตาลอ่อนเสียงเย็น “เรย์ไปลองชุดที่อื่นก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ตรงนี้ นายก็รู้ว่าเธอ...”

“อย่าขัดคำสั่งฉัน” คำตอบที่ได้นั่นแข็งกระด้างจนไม่แน่ใจว่าเขาสั่งสเปนเซอร์หรือวาเลอรีแน่

เธอก้มลงมองเสื้อผ้าในถุง ไม่ยอมเงยหน้ามาสบตาใครอีก ไม่ช้าก็ตัดสินใจที่จะหยิบชุดชั้นในนั้นออกมาอีกครั้งและทาบกับตัว มันเป็นชุดชั้นในลูกไม้สีดำ เธอสวมเสื้อในนั้นทับเสื้อยืดที่ตนเองใส่อยู่ นั่นทำให้ซิกมุนด์หัวเราะในลำคออย่างเหลือเชื่อกับไหวพริบของวาเลอรี

แต่นั่นไม่ได้ทำให้อัลดริกพอใจ

“ถอดเสื้อยืดเธอออกแล้วใส่ใหม่”

วาเลอรีชะงักกึก ร้อนในอกด้วยความโกรธ... เขาต้องการอะไรแน่? จะให้เธอเปลือยต่อหน้าเพื่อนของเขาเพื่ออะไร? อยากจะให้เธอไปนอนกับสเปนเซอร์และซิกมุนด์มากขนาดนั้นเลยหรือไงกัน?

“ฉันทำไม่ได้”

“เรย์...” เวสต์กัดฟันเรียกชื่อเธอ ก่อนร่างสูงจะก้าวเข้าไปประชิดตัว “จะทำหรือจะให้ฉันทำ”

“นายจะข่มเหงจิตใจฉันไปถึงไหน”

“จนกว่าเธอจะตระหนักได้ว่ามันคือหน้าที่ของเธอ”

คำตอบนั้นช่างบิดเบี้ยวกับตรรกะของการเป็นมนุษย์ หากวาเลอรีก็รู้ว่าเธอไม่มีอำนาจพอจะเรียกร้องอะไร น้ำใส ๆ  เริ่มรื้นขอบตาเมื่อบรรยากาศระหว่างตนและเวสต์เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ง่ายดาย

เขาจะกดขี่รังแกเธอยังไงก็ได้ เขาจะโยนเธอไปให้ใครก็ได้ และบอกเธอว่ามันคือหน้าที่

นี่คงไม่ต่างอะไรกับการขายตัวจริง ๆ ...

สบตาอีกฝ่าย คราวนี้วาเลอรีกัดฟันพูดด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ

“ทำสิ ถ้านายอยากจะทำนัก”

แน่ล่ะว่าคำพูดท้าทายนั่นไม่ได้เกินไปจากความคาดหมายของเขา ชายหนุ่มกระตุกยิ้ม และในวินาทีถัดมา มือของเขาก็กระชากเสื้อที่เธอใส่ถอดมันขึ้นจากตัวเธอ วาเลอรียกแขนปิดหน้าอกตนไว้ ทรุดลงไปนั่งร้องไห้ สเปนเซอร์กำลังจะก้าวเข้าไปคว้ามือเวสต์แต่ซิกมุนด์ห้ามไว้

“อย่าไปยุ่ง” ซิกกระซิบ “นั่นคือวิธีควบคุมคนของมัน”

“ลุกขึ้นมา”

วาเลอรีไม่ได้ทำตามจนเวสต์คว้าเธอให้ลุก และนั่นเป็นอีกครั้งที่มือของเธอฟาดโดนใบหน้าเขา แก้มชาวาบไปชั่วคราวก่อนจะแสบและคัน …มันไม่ได้เจ็บจนทนไม่ได้ แต่การตบหน้าเขาต่อหน้าคนอื่นนั่นหยามเกินกว่าที่เขาจะสามารถคุมความรู้สึกได้ทัน

ไม่มีคำพูดใดอีก เขาผลักวาเลอรีลงไปกับโซฟา ก้าวไปคร่อมร่างนั้นไว้จนเธอกรีดร้องออกมา แต่เวสต์ปิดปากเธอแน่นจนมันกลายเป็นเพียงเสียงอู้อี้ วาเลอรีร้องไห้สะอื้นแรงกว่าเก่า พยายามจะขอความช่วยเหลือจากสเปนเซอร์ ขาที่เป็นอิสระเตะไปมาเพียงเพื่อจะพาตัวเองออกจากอ้อมแขนของเวสต์

และเธอก็พบว่าตนเองคิดผิดอีกครั้ง

“จะหยุดร้องหรือไม่หยุด” เขากระชากเสียงอยู่ข้าง ๆ  ล็อคร่างหญิงสาวยึดไว้กับตัวจนเธอดิ้นลำบาก

“เธอคิดอะไร ไหนพูดว่าเธอจะทำตามที่ฉันบอก แล้วทำไมไม่ทำ?”

“ฉันบอกเธอแต่แรกแล้วว่าผู้ชายที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้าทุกคนมีสิทธิ์ในร่างกายเธอ ฉะนั้นฉันต้องการให้เธอเริ่มที่จะเคยชินกับการกระทำทุกอย่าง แล้วทำไมไม่ทำตาม? เธอคาดหวังอะไร? ให้พวกเขาพาเธอไปกินข้าว จูบมือ แล้วค่อยไปขึ้นเตียงหรือไง? ตื่น! รู้สึกตัวซะทีว่าเธอเป็นใครที่นี่! รู้เสียทีว่าหน้าที่ของเธอคืออะไร!”

วาเลอรีไม่ได้ตะโกนต่อ หากยังสะอื้น เธอมองใบหน้านิ่งของผู้ชายอีกสองคนที่ยืนดูการกระทำป่าเถื่อนของเวสต์ด้วยความใจเย็น ราวกับว่านั่นเป็นเพียงแค่การแสดงที่ไม่มีเรื่องจริงข้องเกี่ยว

ไม่มีใครสนใจว่าเธอเจ็บปวดและสูญเสียความเป็นคนไปเท่าไหร่

ไม่มีใครสนใจเธอแม้แต่น้อย

พวกเขาต้องการสิ่งที่เธอไม่ต้องการก็เท่านั้น

เธอกลืนก้อนสะอื้นสุดท้ายลงคอ หยุดซึ่งการขัดขวางทุกอย่าง เพียงแค่จับมือของเวสต์ที่ปิดปากเธอไว้ให้เลื่อนออกมา การผ่อนลมหายใจเบาลงอย่างยอมแพ้ทำให้อัลดริกคลายมือออก

“ฉันขอโทษ”

ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยินหรือคาดว่าจะได้ยิน และน้ำเสียงอ่อนล้านั่นกลับส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเวสต์อย่างประหลาด ...เขาขบกราม จับวาเลอรีให้พลิกนั่งลงที่โซฟา ก่อนจะหยิบถุงเสื้อผ้ายัดใส่มือเธออีกครั้งเพื่อทดสอบการทำตามคำสั่งของเธอ

ขณะที่หญิงสาวดึงชุดชั้นในมาสวมใส่ด้วยมือสั่น ดวงตาสีน้ำตาลทองของสเปนเซอร์พิจารณาร่างเปลือยเปล่าของวาเลอรีด้วยอารมณ์อธิบายไม่ได้ เขาเห็นรอยแดงเป็นจ้ำคล้ายตราที่ตีไว้เพื่อให้รู้ว่าเธอเป็นของใครปรากฎแทบจะทั่วบริเวณ ...มันเข้มจัดกระจายไปถี่กว่าที่อื่นแถวเหนือเนินอกกับสะโพก  และนั่นเรียกเสียงหัวเราะพอใจจากซิกมุนด์ได้ไม่ต่างกัน

“ไม่ยั้งมือเลยว่ะ อัลดริก”

เวสต์หันมาจ้องหน้าเพื่อนและขมวดคิ้ว ซิกมุนด์จึงกล่าวต่อเสียงเบากว่าเดิม

“ที่เฝ้าทั้งวันทั้งคืนก็เพราะยังงี้เหรอวะ”

“หุบปาก”

“เฮ้ พวก ฉันไม่ใช่เด็กนายนะเว้ย ไม่ต้องตะคอกก็ได้”

“ถ้าอยากจะสอนงานเรย์คืนนี้ก็หุบปาก”

นั่นทำให้ซิกมุนด์ยอมเงียบ แต่ไม่วายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“งั้นฉันคงรุนแรงกับเธอไม่ได้ล่ะสิ”

เวสต์ไม่เอ่ยอะไรอีก เขาละสายตากลับไปมองวาเลอรีที่ใส่เสื้อผ้าเสร็จพอดี เธอยังน้ำตาไหล แม้ผมสีดำหนาจะปรกใบหน้า หากมันไม่อาจจะปิดบังอารมณ์เสียใจได้แม้แต่นิด

“ลุกขึ้นยืน” เขากล่าวเบาลง วาเลอรีกลืนน้ำลายและทำตามทันที

ถ้าเธอมองเห็นตัวเองจากสายตาของผู้ชายที่มองอยู่ เธอคงไม่ได้คิดว่าความจริงของการมีเรือนร่างแม้จะไม่ได้เพรียวบาง แต่อวบอิ่มไปด้วยเนื้อที่แน่นและกลมกลึงทั่วสัดส่วนนั่นน่าสัมผัสเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เวสต์เม้มปาก เขาเริ่มไม่ต้องการให้เธอยืนอยู่ตรงนั้นเพราะรู้ดีว่าทั้งสเปนเซอร์และซิกมุนด์กำลังคิดอะไร

จะต่างจากเขาไปได้ยังไง?

“ขึ้นไปที่ห้องได้แล้ว”

เธอมีอาการประหลาดใจ แต่ก็รีบหันหลังตรงไปยังบันได วิ่งขึ้นไปชั้นสองทันที

“ว้าว” ซิกมุนด์อุทานออกมา “ปล้ำกันดุเดือดมาก ฉันนี่โคตรอยากลองบ้างเลยว่ะ”

เวสต์ส่ายหน้าอย่างรำคาญ ทำให้ซิกย้อนถามต่อ “ไหนบอกคืนนี้ไงเพื่อน”

“สอนงานก็คือสอนงาน กำหนดเวลามาว่าจะสอนกี่ชั่วโมง และเริ่มตอนไหน ฉันจะไปสังเกตการณ์”

“เฮ้ มันไม่แฟร์นะอัลดริก นายจะกินเธอคนเดียวได้ไงวะ อย่างน้อยก็แบ่ง ๆ  กันก็ได้”

เวสต์หัวเราะเสียงเย็น คันมืออยากจะตบหัวซิกมุนด์และสั่งให้เลิกนิสัยเอาไม่เลือก แต่เขาก็เริ่มรู้สึกว่านั่นย้อนเข้าตัวเอง ชายหนุ่มเดินไปหยิบไวน์มาเปิดรินลงแก้ว หันไปคุยกับสเปนเซอร์เป็นเชิงหารือ

“ฉันไม่คิดว่าการทำให้เธอเชื่อใจจะได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพกับงาน”

“ทำไม?” สเปนเซอร์ขมวดคิ้ว

“เพราะฉันไม่เคยทำอะไรอย่างนั้นได้ดี” เวสต์ตอบง่าย ๆ  “มันไม่ใช่ทางการทำงานของฉัน สเปนเซอร์ ฉะนั้นฉันจะเลือกวิธีที่ฉันถนัด”

“ข่มขู่ใจเธอน่ะเหรอ หึ ฉันเชื่อว่านายถนัด แต่...”

“แต่อะไร” เวสต์สวนกลับ “ทำไมแกใส่ใจความรู้สึกเรย์ขนาดนั้นทั้งที่เธอเป็นแค่เครื่องมือในภารกิจของเรา อธิบายฉันได้ไหมว่าเพราะอะไร”

ความเงียบตอบกลับมา ราวกับว่าสเปนเซอร์ถูกต้อนจนมุม

“หึ จะอะไร ไอ้คนดีของเราก็อดอยากปากแห้งอยากจะลองของใหม่ ๆ  เป็นเพอราซบ้าง นายยังชอบเลยนี่อัลดริก ทั้งที่รังเกียจพวกเพอราซขนาดนั้น” ซิกมุนด์เอ่ยแทน “แล้วพูดถึงวิธีถนัด สเปนเซอร์ก็ถนัดรับบทคนดี แต่นายถนัดรับบทคนเลว ฉะนั้นก็ไม่แปลกซะหน่อย”

“แล้วแกมันคนประเภทไหน ซิก” เวสต์หันไปถาม “คนบ้าหรือไง”

“จะบ้าเหรอวะ” ซิกมุนด์หัวเราะ “ฉันก็แค่คนตรงไปตรงมา อยากเอาก็บอกว่าอยากเอา ไม่อยากก็บอกไม่อยาก ไม่เห็นจะมีอะไรซับซ้อน”

“พวกนายสองคนน่ะ หัดทำตัวไม่ซับซ้อนบ้างเถอะว่ะ เผื่อจะได้มีความสุขขึ้น!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น