หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 8 อยู่บ้านคนเดียวต้องเป็นเด็กดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 อยู่บ้านคนเดียวต้องเป็นเด็กดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2561 14:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 อยู่บ้านคนเดียวต้องเป็นเด็กดี
แบบอักษร

เพราะเรื่องของชายแปลกหน้าคนนั้น ทั้งอาหวงและจ่าจึงสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ในบ้านไปหลายวัน เจ้าอ้วนยังคงสไตล์เดิมคือถ้าไม่เรียกก็ไม่ออก ส่วนเจิ้งทั่นได้ตอบตกลงไปถ่ายโฆษณาอาหารแมวของเสี่ยวกัวแล้ว พ่อเจียวหย่วนพาเขาไปที่ศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง ‘มันเป็นแบบนี้’ เพื่อถ่ายภาพตลอดสองวัน

โฆษณาตัวแรกไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหวแบบที่เจิ้งทั่นคิด แต่เป็นการใช้ภาพบอกเล่าเรื่องราว

ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นมองข้ามไปเรื่องหนึ่ง ในสมัยนี้การเผยแพร่คลิปทางอินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายเท่าสิบปีให้หลัง หลายคนยังไม่คิดถึงการทำประชาสัมพันธ์บนอินเตอร์เน็ต ไม่คิดว่ามันจะช่วยทำกำไรให้ได้ หรือบางคนยังบอกว่ามันดูไร้ความหวัง

แต่เสี่ยวกัวไม่คิดเช่นนั้น เขาพูดขึ้นขณะที่ทำสัญญากับพ่อเจียวหย่วนว่า “เสน่ห์ของอินเตอร์เน็ตอยู่ที่การอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำสิ่งที่โบราณคร่ำครึให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง” ประโยคนี้ทำให้เจิ้งทั่นมองเสี่ยวกัวอย่างชื่นชมเพิ่มขึ้น ในฐานะที่เขาผ่านอะไรมาเยอะกว่า เจิ้งทั่นรู้ดีกว่าใครว่าอีกสิบปีให้หลังอินเตอร์เน็ตจะพัฒนาไปมากแค่ไหน

เมื่อเทียบกับรูปโฆษณาโดดๆ ของร้านอื่นแล้ว การที่เสี่ยวกัวใช้รูปแบบการถ่ายโฆษณาแบบใช้ภาพเล่าเรื่องราวดูจะมีแรงดึงดูดมากกว่า ต่อให้ไม่ใช่คนมีสัตว์เลี้ยงก็ยังชอบดู อย่างน้อยก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์สินค้า

มีเจิ้งทั่นอยู่ การถ่ายรูปแนวนี้จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงเท่าไร แม้แต่อาหารแมวก็ไม่ได้เปิดใช้ ซึ่งทำให้เสี่ยวกัวพอใจมากๆ หากจะทำให้แมวมีสีหน้าดั่งที่ต้องการนั้นยากมาก ข้อจำกัดในแต่ละยุคสมัยทำให้บรรดาเจ้าของสินค้าไม่ค่อยอยากลงทุนกับโฆษณารูปแบบนี้เท่าไร

การโฆษณาบอกเล่าเรื่องราวผ่านรูปภาพแบบบนี้เสี่ยวกัวจะโพสต์ลงในเว็บบอร์ดสัตว์เลี้ยงทางอินเตอร์เน็ต และในขณะเดียวกันก็ตีพิมพ์ลงในนิตยสารด้วย ก่อนหน้านี้เพื่อนคนหนึ่งของเสี่ยวกัวได้เปิดตัวนิตยสารสัตว์เลี้ยง ออกจำหน่ายเดือนละครั้ง เสี่ยวกัวจึงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์

อันที่จริงก่อนที่เจิ้งทั่นจะมาศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง เสี่ยวกัวได้ลองใช้แมวตัวอื่นดู บางตัวเป็นแมวราคาแพง แต่ตอนถ่ายและผลที่ได้...ทำให้เขาถึงกับโกรธจนปวดท้อง

แต่พอเจิ้งทั่นมา การถ่ายก็ราบรื่นไปหมด ไม่ว่าจะท่าไหน แววตาแบบไหน ไม่จำเป็นต้องออกแรงพูดกำกับให้มากความ เสี่ยวกัวจึงไม่ปวดท้องอีกต่อไป อาหารแมวก็ประหยัดลงไปอีก จึงรีบให้พ่อเจียวหย่วนเซ็นต์สัญญาทันที

เนื่องจากนิตยสาร ‘รักสัตว์เลี้ยง’ ออกเป็นรายเดือน ดังนั้นเจิ้งทั่นไปถ่ายแค่เดือนละครั้งก็เพียงพอ สำหรับเจิ้งทั่นแล้วมันสบายมาก นอกจากจะได้ค่าขนมนิดหน่อยแล้ว เขาเองก็ทำงานด้วยความสนุก ที่น่าตลกที่สุดก็คือ ในท้ายล่างสุดของรูปภาพมีอักษรตัวเล็กๆ เขียนว่า ‘นักแสดง : blackc’

การใส่ชื่อสัตว์เลี้ยงลงไปเป็นความเคยชินของเสี่ยวกัว ส่วน ‘blackc’ เป็นไอเดียของพ่อเจียวหย่วนที่ไม่ได้บอกชื่อจริงของเจิ้งทั่นไป ซึ่งก็เหมือนเป็นการปกป้องเจิ้งทั่นอย่างหนึ่ง

สำหรับชื่อ ‘blackc’ เสี่ยวกัวเองก็ได้ถามถึงเหตุผล พ่อเจียวหย่วนได้อธิบายว่า black คือสีดำ ส่วน ‘c’ ในตารางธาตุหมายถึง ‘คาร์บอน’ นี่แหละเหตุผล...

การถ่ายโฆษณาครั้งแรกเสี่ยวกัวให้ค่าตัว 1,000 หยวน แม่เจียวหย่วนบอกว่าได้มากกว่าที่คิดเอาไว้ เงินเท่านี้ถ้าเป็นเจิ้งทั่นเมื่อก่อนแล้วก็ดูไม่เยอะเท่าไร แต่ตอนนี้กลับเป็นเงินที่ได้มาอย่างยากลำบาก

พ่อเจียวหย่วนได้เปิดบัญชีทำบัตรธนาคารไว้ให้เจิ้งทั่นเพื่อเอาไว้ฝากเงินที่ได้จากการถ่ายโฆษณาโดยเฉพาะ อันที่จริงไม่ใช่แค่เจิ้งทั่นเท่านั้น เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อต่างก็มีบัตรธนาคารเป็นของตนเอง เอาไว้เก็บเงินแต๊ะเอียหรือเงินที่ได้เป็นรางวัลจากการสอบ เอาไว้ใช้ส่วนตัว แต่บัตรจะถูกเก็บไว้ที่พ่อ เพื่อป้องกันเด็กทั้งสองใช้จ่ายเกินตัว นี่เป็นวิธีสอนในแบบของพ่อเจียวหย่วน

แต่สิ่งที่ทำให้เจิ้งทั่นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรก็คือ ทำไมพ่อเจียวหย่วนถึงได้ใช้วิธีนี้กับแมว

บางครั้งเจิ้งทั่นก็ไม่เข้าใจว่ารองศาสตราจารย์เจียวคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่อย่างไรก็ตามจากที่ได้อยู่ด้วยกันมาสามเดือนกว่า เจิ้งท่านก็ได้เข้าใจเขาในระดับหนึ่งว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายแน่ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาอยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์หรือเปล่าถึงได้ยอมรับเรื่องที่มันแปลกประหลาดได้ง่ายแบบนี้

หากคนข้างนอกรู้ถึงวิธีที่พ่อเจียวหย่วนใช้กับแมวในบ้านตัวเองขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะตกตะลึงกันขนาดไหน แม้แต่คนในอย่างแม่เจียวหย่วน เจียวหย่วน และกู้โยวจื่อก็ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

พอถ่ายโฆษณาเสร็จเจิ้งทั่นก็ว่าง หลังจากอุดอู้อยู่ในว่างสองวันเขารู้สึกเบื่อจึงออกไปเดินเล่นข้างนอก ครั้งนี้ไม่พบคนที่น่าสงสัย เขาไปสำรวจที่สนามหญ้าใหญ่หนึ่งครั้งก็ไม่พบผู้ชายที่เจอกันครั้งก่อน แต่ได้เจอกับหนูตะเภาตัวนั้น เด็กผู้หญิงที่โตกว่ากู้โยวจื่อไม่เท่าไรกับแม่ของเขากำลังมองดูหนูตะเภาตัวนี้เดินอยู่ในสนามหญ้า หลังจากที่เจิ้งทั่นคิดดีแล้วจึงอยู่ห่างจากแม่ลูกคู่นี้ไปไกลอีกหน่อย เพื่อที่จะไม่ได้เป็นเรื่องขึ้นมาอีก

วันนี้หลังจากที่เจิ้งทั่นไปเดินเล่นกลับมาแล้ว ยังไม่ทันที่จะได้เข้าบ้านเขาก็ได้กลิ่นแปลกๆ

มีแขกเหรอ?

บรรยากาศในห้องรับแขกดูไม่ค่อยดี มันเงียบสงบเกินไป แม่เจียวหย่วนกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว แต่ดูใจลอยนิดหน่อย พ่อเจียวหย่วนกับแขกกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนโซฟา โดยที่ทั้งสองไม่ได้มีการพูดคุยกัน

แขกคนนี้อายุพอๆ กับพ่อเจียวหย่วน สภาพจิตใจดูแล้วหดหู่ ในดวงตาเห็นเส้นเลือดชัดเจน คล้ายกับคนที่อดนอนมาหลายวัน พ่อเจียวหย่วนเรียกเขาว่า ‘อ้วน’ แสดงว่าสนิทกันพอสมควร แต่ทำไมตอนนี้ทั้งสองคนจึงเอาแต่เงียบจนน่าประหลาด เจิ้งทั่นไม่ค่อยเข้าใจ

ในห้องของเจียวหย่วนมีโต๊ะตัวเล็กๆ วางอยู่หนึ่งตัว เวลามีแขกแล้วไม่สะดวกให้เด็กทั้งสองอยู่ด้วย แม่เจียวหย่วนจะเอาโต๊ะไม้ที่มีลายธงชาติจีนตัวนี้ออกมาให้เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อกินข้าวในนั้น เรื่องของผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่เหมาะที่จะให้เด็กมารับฟัง

ดังนั้นพอเห็นแบบนี้ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยมากยิ่งขึ้นว่าเรื่องอะไรที่ถึงกับไม่สามารถให้เด็กอยู่ฟังได้

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปยังเก้าอี้ของตัวเองแล้วหมอบลงพักผ่อนพลางรอดูเหตุการณ์

พฤติกรรมของเจิ้งทั่นพ่อเจียวหย่วนเงยหน้ามามองเล็กน้อยโดยที่ไม่พูดอะไร

ตอนนี้ไม่สนแล้วว่าทำไมก่อนหน้าถึงได้มีแต่ความเงียบ พอดื่มเหล้าไปสามแก้ว ปากที่เคยปิดสนิทก็เริ่มเปิดออก

ในบทสนทนาของผู้ชายรุ่นใหญ่ทั้งสองนั้นเคล้าไปด้วยน้ำตา เจิ้งทั่นค่อยๆ เข้าใจเรื่องราวแล้ว

ศาสตราจารย์หยวนอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยที่พ่อเจียวหย่วนเรียนปริญญาโทคือพ่อของ ‘อ้วน’ ตอนนี้ท่านเป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่อาการไม่ค่อยดีแล้ว คาดว่าคงอยู่ได้อีกประมาณสองเดือน

ตอนที่พ่อเจียวหย่วนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยหนานหัวศาสตราจารย์หยวนก็ไปต่างประเทศพอดี ในเมื่อท่านไม่อยู่พ่อเจียวหย่วนจึงไม่ได้อยู่ทำงานที่นั่นต่อ เขาเลือกที่จะกลับบ้านเกิดมณฑลจิงฮั่นมาเป็นอาจารย์อยู่ที่ฉู่หัว

มหาวิทยาลัยหนานหัวเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำติดทะเลในทางใต้ของจีน อยู่ในทำเลเดียวกับมหาวิทยาลัยฉู่หัวที่อยู่ทางภาคกลาง

ตอนที่พ่อแม่เจียวหย่วนกับ ‘อ้วน’ อยู่ที่หนานหัวค่อนข้างสนิทกัน และแน่นอนว่าก็มีความสัมพันธ์อันดีกับศาสตราจารย์หยวนเช่นกัน วันนี้ได้ยินข่าวแบบนี้ทั้งสองจึงรู้สึกโศกเศร้า

‘อ้วน’ ไม่ได้รับช่วงต่อด้านงานวิจัยจากพ่อของตัวเอง เขาไม่สนใจในด้านนี้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพวกที่ไม่เอาถ่าน เหมือนกับเจิ้งทั่นสมัยก่อนเป็นพวกเสเพลไปวันๆ

เจิ้งทั่นไม่รู้ว่า ‘อ้วน’ ได้พบเจออะไรมาบ้างหลังเรียนจบ จิตใจบอบช้ำมาเท่าไรกับเรื่องอาการป่วยของพ่อ เท่าที่ฟังจากบทสนทนาของทั้งสอง อ้วนเปลี่ยนไปเยอะมากเหมือนกับที่พ่อเจียวหย่วนพูดเมื่อครู่ว่า “เขากลับตัวแล้ว”

คนเลวกลับใจ แต่หลายครั้งที่คนเลวเลือกที่จะเป็นคนเลวไปตลอดชีวิต เพราะว่าพอกลับใจแล้วเขาอาจต้องสูญเสียอะไรที่ยิ่งใหญ่ไป ดังนั้นจึงยอมที่จะไม่สูญเสียดีกว่า

“ดังนั้นถ้าเฟ่ยหางไม่บอกฉันว่านายมาเมืองฉู่หัว นายก็จะแบกรับภาระต่อไปคนเดียวอีกใช่ไหม ปิดบังทุกคนไปตลอดชีวิต!” พ่อเจียวหยวนตาแดง เสียงที่พูดไม่สูง แต่สั่นเครือ เห็นได้ชัดว่าเขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว

แม่เจียวหย่วนไม่พูดอะไร นั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ

“พ่อเขา...ไม่อยากให้คนรู้เยอะ ตอนนี้ท่านไม่รับการรักษาอะไรอีกแล้ว ท่านอยากจากไปอย่างสงบในบ้านเกิด” อ้วนพูดพลางสะอื้น

สมัยนั้นพ่อเจียวหย่วนเป็นศิษย์เอกของศาสตราจารย์หยวน ตอนนั้นมีใครบ้างในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยหนานหัวที่ไม่อิจฉาศาสตราจารย์หยวนที่มีลูกศิษย์เก่งขนาดนี้ บวกกับที่ลูกตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ท่านจึงรักพ่อเจียวหย่วนเสมือนเป็นลูกของตัวเอง ความสำเร็จของพ่อเจียวหย่วนในทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นฝีมือของศาสตราจารย์หยวนทั้งสิ้น แต่หลังจากที่ท่านไปต่างประเทศแล้ว ทั้งสองคนก็คุยกันผ่านโปรแกรมแชทบ้างเป็นครั้งคราวหรือไม่ก็ส่งอีเมล คล้ายกับว่าท่านมีเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำมากมาย สัปดาห์ก่อนพ่อเจียวหย่วนได้รับอีเมลจากศาสตราจารย์หยวน ท่านเขียนมาบอกว่าคงไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ไปอีกนาน จนถึงตอนนี้ท่านคงไม่คิดจะบอกใครจริงๆ

หลังจากเงียบไปสักพักพ่อเจียวหย่วนก็คุมอารมณ์ได้ดีขึ้นจึงถามขึ้น “แล้วครั้งนี้นายมาเมืองฉู่หัวทำไมล่ะ เฟ่ยหางบอกว่านายมาสำรวจ สำรวจอะไรเหรอ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

อ้วนเอามือขึ้นลูบหน้าพลางพูด “ฉันกำลังเตรียมจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับชีวภาพ ไม่ได้คิดจะทำเล่นๆ”

พ่อเจียวหย่วนพยักหน้า “เมืองฉู่หัวทำเลไม่เลว บริษัทใหม่ๆ ริมทะเลผุดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในประเทศหรือของต่างประเทศ เมืองหมิงจูทางภาคตะวันออกมีบริษัทหนานฟังจีอินครองพื้นที่ เมืองหลวงก็มีหัวต้าจีอิน แต่ละพื้นที่ต่างก็มีบริษัทใหญ่ๆ ครองตลาดจนกลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ไปแล้ว หากจะเข้าไปร่วมใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ก็คงต้องเปลืองแรงมาก ในทางกลับกันการแข่งขันทางภาคกลางยังไม่มากเท่าไร การพัฒนาก็เป็นไปอย่างค่อนข้างเร็ว ฉันอยู่ทางนี้ก็ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง”

เจิ้งทั่นไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่พ่อเจียวหย่วนกับอ้วนปรึกษากันว่าทั้งสองคนจะเปิดบริษัททำอะไรกันแน่ ดังนั้นหลังจากที่นอนฟังอยู่สักพักเขาจึงลุกไปที่ห้องเจียวหย่วน

ผ่านไปหลายวันพ่อเจียวหย่วนก็เรียกเจิ้งทั่นให้เข้าไปหาเพื่อบอกว่าครอบครัวเจียวทั้งสี่จะไปทางอีสานกัน

บ้านเกิดของศาสตราจารย์หยวนอยู่ทางภาคอีสาน การที่พ่อเจียวหย่วนตัดสินใจแบบนี้หลังจากที่ทราบเรื่องเจิ้งทั่นก็เข้าใจดี แต่ว่า...แบบนี้เขาก็ต้องอยู่บ้านโดยลำพังสิ!

พ่อเจียวหย่วนถามความเห็นของเจิ้งทั่นว่าถ้าอยากไปด้วยกันล่ะก็ เขาจะไปยืมรถมาหนึ่งคันแล้วขับไปแทนจะสะดวกกว่า

เจิ้งทั่นคิดสักพักก็ส่ายหน้า ถ้าไปทางใต้เขาจะไปด้วยแน่นอน เขาอยากรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่พอไปทางเหนือเขาไม่อยากไปเท่าไร

เจิ้งทั่นไม่อยากถูกส่งไปสถานที่รับฝากสัตว์เลี้ยง และก็ไม่อยากไปนอนบ้านอื่นด้วย ดังนั้นพ่อเจียวหย่วนจึงทิ้งกุญแจไว้ให้เขาหนึ่งดอก

ก่อนที่ทั้งสี่จะออกเดินทางได้ผลัดกันกำชับเจิ้งทั่น ซึ่งสรุปความได้ว่า “อยู่บ้านคนเดียวต้องเป็นเด็กดี อย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้า”

“......” นี่เห็นเราเป็นเด็กเหรอ?

เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อก่อนออกไปได้เอาขนมของตัวเองทั้งหมดออกมากองไว้บนโซฟาเพราะกลัวว่าแมวตัวเองจะหิว

พอทั้งสี่คนไปแล้วเจิ้งทั่นก็มองห้องที่ว่างเปล่า อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าบ้านเก่าๆ นี้ดูกว้างขึ้นทันตา

น่าเบื่อชะมัดเลย

เจิ้งทั่นกลิ้งไปกลิ้งมาบนโซฟาในห้องรับแขก จากนั้นก็ห้อยตัวลงมาจากขอบโซฟา มองโลกแบบกลับด้าน

สุดท้ายสายตาของเขาไปตกอยู่ที่ปฏิทินแขวน พ่อเจียวหย่วนบอกว่าพวกเขาจะไปหนึ่งอาทิตย์ วันนี้เป็นวันพุธ ต้องรอไปถึงพุธหน้า...

วันพุธเหรอ?

เจิ้งทั่นพลิกตัวกลับขึ้นมา

ทุกวันพุธเป็นวันลงสินค้าของบูรพาซุปเปอร์มาเก็ต รถส่งของจะมาตอนบ่ายสี่ห้าโมง และกลับออกไปตอนประมาณหนึ่งทุ่ม

ตอนนี้บ่ายสี่โมงครึ่ง

เจิ้งทั่นเอากุญแจที่พ่อเจียวหย่วนให้คล้องคอแล้วออกจากบ้าน

ภายในสามชั่วโมงหลังจากที่ถูกกำชับว่า ‘อยู่บ้านต้องเป็นเด็กดี’ เจิ้งทั่นก็ตัดสินใจออกไปข้างนอก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น