หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 2 ที่บ้านมีหนู ขอยืมแมวบ้านคุณหน่อย

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ที่บ้านมีหนู ขอยืมแมวบ้านคุณหน่อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2561 15:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ที่บ้านมีหนู ขอยืมแมวบ้านคุณหน่อย
แบบอักษร

ลูกค้าส่วนใหญ่ของเสี่ยวกัวล้วนเป็นคนของมหาวิทยาลัยฉู่หัวทั้งนั้น แต่การจะทำการค้ากับอาจารย์และนักเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ปัญหาเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยในอาหารมักจะถูกเปิดเผยจากที่นี่

นักทดลองที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่กับอุปกรณ์และผลการการทดลองบางครั้งพวกเขาก็อยากหาเรื่องสนุกๆ ทำ อย่างเช่น นั่งรถเมล์ไปย่านขายของกินแล้วซื้อบะหมี่แห้งมาชามหนึ่ง จากนั้นก็นำเข้าห้องทดลองทดสอบดูว่าในน้ำมันแดงที่ใช้มีการใส่สีหรือเปล่า มีสารอัลฟาท็อกซินในน้ำมันงาหรือไม่ แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกินกว่าที่กำหนดหรือไม่

ดังนั้นการจะทำธุรกิจกับบรรดาอาจารย์และนักเรียนจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือ จำเป็นต้องใช้ของคุณภาพดีในการสร้างภาพลักษณ์ที่ยืนยาว

แต่ก็เพราะเหตุผลเหล่านี้ทำให้ร้านของเสี่ยวกัวเป็นที่นิยม กำไรมากมาย บรรดาร้านที่อยู่รอบๆ ต่างก็มารวมเข้ากับคลินิกรักษาสัตว์ของพี่ชายเขารวมถึงร้านขายของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงของเขาด้วย จนกลายเป็นศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงที่ชื่อว่า ‘มันเป็นแบบนี้’

นี่คือเรื่องราวของเสี่ยวกัวตามความเข้าใจของเจิ้งทั่น สรุปก็คือ เจิ้งทั่นรู้สึกว่าเสี่ยวกัวก็เป็นคนที่ใช้ได้ มีความคิด ทำธุรกิจเป็น ในขณะเดียวกันจิตใจก็ไม่ได้เลวร้าย อย่างน้อยก็มีเมตตากับสัตว์

พอเสี่ยวกัวไปแล้วครอบครัวเจียวก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องโฆษณาอาหารแมว หลังอาหารค่ำเจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อได้แยกย้ายไปทำการบ้านในห้องของตัวเอง ส่วนแม่ของเจียวหย่วนก็ไปเรียนเต้นที่โรงยิมกับเพื่อนๆ

เจิ้งทั่นเดินเข้าไปยังห้องนอนใหญ่ แล้วดันประตูปิด กระโดดขึ้นไปล็อคกลอนประตู พ่อของเจียวหย่วนนั่งรออยู่ที่โต๊ะหนังสือในห้องนอนแล้ว

พฤติกรรมทั้งหมดตั้งแต่เจิ้งทั่นเข้าห้องมาพ่อของเจียวหย่วนคุ้นชินตั้งนานแล้ว เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นดู พอเจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ พ่อของเจียวหย่วนก็ปิดแฟ้มเอกสารที่อยู่ในมือลง

“วันนี้เสี่ยวกัวมาพูดเรื่องถ่ายโฆษณาอาหารแมว ฉันไม่ได้รับปากในทันที อยากฟังความคิดเห็นของนายก่อน” พ่อของเจียวหย่วนพูดพลางยื่นเอกสารไปข้างหน้าเจิ้งทั่น

ในเอกสารมีเนื้อหาเกี่ยวกับโฆษณาอาหารแมวที่เสี่ยวกัวพูดถึงในวันนี้ รวมทั้งผลการวิเคราะห์กำไรและการคาดการณ์สถานการณ์หลังจากนี้

เจิ้งทั่นลองอ่านดู ทางบ้านของเสี่ยวกัวผลิตอาหารแมว คนที่เลี้ยงแมวในโรงเรียนหลายคนต่างก็ซื้ออาหารยี่ห้อนี้ ทั้งราคาถูกและสะดวก ที่สำคัญก็คือมันผ่านมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพแล้ว เดิมทีเสี่ยวกัวเตรียมแผนประชาสัมพันธ์นี้ไว้นานแล้ว แต่เพราะเกิดเหตุการณ์ ‘โรคซาส์’ ขึ้นทำให้ต้องระงับไว้ก่อน ไม่ง่ายเลยที่จะฟื้นกลับมาได้เหมือนอย่างตอนนี้ เขาจึงเริ่มวางแผนใหม่อีกครั้ง การสร้างศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงทำให้การเงินของเสี่ยวกัวเริ่มติดขัด เขาอยากจะรีบใช้ผลิตภัณฑ์อาหารแมวตัวนี้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์การเงิน

ถึงแม้ว่าการฉายโฆษณาอาหารสัตว์ในโทรทัศน์ของจีนนั้นจะเป็นเรื่องที่พบได้น้อยมาก แต่พอเจิ้งทั่นมาที่นี่จึงได้รู้ว่าอาหารสัตว์เลี้ยงก็เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งลูกค้าก็มีมากด้วยเช่นกัน จังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวคนเองยังดูแลตัวเองได้ไม่ทั่วถึง แม้อยากจะเลี้ยงแมวก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะเลี้ยงยังไงให้รอด

เจิ้งทั่นไม่ใช่คนที่มีหัวการค้าไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ แต่เขาเชื่อว่าถ้าเรื่องนี้ทำออกมาดีมันจะกอบโกยเงินได้มากเลยทีเดียว

เจิ้งทั่นไม่กินอาหารแมว เขากินอาหารเหมือนกับที่ครอบครัวเจียวกิน เรื่องที่โชคดีที่สุดนับตั้งแต่ที่เขากลายเป็นแมวก็คือกระเพาะที่ค่อนข้างแข็งแรง อีกทั้งการถ่ายโฆษณาก็ไม่แน่ว่าจะต้องกินอาหารแมว

ว่ากันตามจริง การถ่ายโฆษณาง่ายๆ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงของเจิ้งทั่นนัก เพราะมันก็เป็นแค่โฆษณาอาหารสัตว์ จากที่เอกสารบอก การเผยแพร่จะเริ่มจากฉายบนอินเตอร์เน็ต หากได้รับผลตอบรับดีก็จะมีภาคต่ออย่างแน่นอน

โฆษณาครั้งแรกค่อนข้างเป็นอะไรที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ลองทำทดลองตลาดดู สาเหตุที่เสี่ยวกัวเลือกเจิ้งทั่นนั้นตัวเขาเองก็รู้ดีว่าเป็นเพราะงบมีจำกัด ประหยัดได้ก็ประหยัด ต่างชาติทำหนังเรื่อง ‘สงครามพยัคฆ์ร้ายขนปุย (Cats and Dogs)’ ใช้งบเทียบเท่าค่าอาหารสัตว์ไม่รู้กี่ตัน ถึงแม้เสี่ยวกัวจะถ่ายแค่โฆษณาทดลองตลาด แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง และแน่นอนว่าเจิ้งทั่นดูเป็นแมวที่แตกต่างจากแมวตัวอื่นจึงได้รับเลือก

ขณะที่เจิ้งทั่นมองเอกสารและกำลังครุ่นคิดถึงข้อดีข้อเสียอยู่นั้น พ่อของเจียวหย่วนก็ได้พูดขึ้น “นายไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ ฉันบอกเสี่ยวกัวไปแล้วว่าจะให้คำตอบในสามวัน”

พอได้ยินว่ามีเวลาสามวันในการตัดสินใจ เจิ้งทั่นก็ไม่รีบร้อนอีกต่อไป จากสถานะของเขาในตอนนี้จำเป็นที่ต้องใช้เวลาคิดให้มากหน่อย

พอวางเอกสารลงเจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ไม่ใช่เสียงเคาะประตูห้องนอน แต่เป็นเสียงเคาะประตูบ้าน

พ่อของเจียวหย่วนลุกขึ้นไปเปิดประตู เจิ้งทั่นไม่ได้ตามออกไปทันที เขาเงี่ยหูฟังเสียงจากทางห้องรับแขก

ฟังจากเสียงคงเป็นชายหนุ่มโอตาคุที่อยู่ห้องตรงข้าม เป็นลูกของบุคลากรในโรงเรียน พ่อกับแม่เป็นอาจารย์ทั้งคู่ เขาชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ชอบใส่เสื้อยืดลายสตาร์วอ สไปเดอร์แมน สตาร์คราฟท์ สปอนบ๊อบ ซักเสื้อผ้าสัปดาห์ละครั้ง ต่อให้เป็นหน้าร้อนก็เช่นกัน ไม่รู้ว่ากองเสื้อผ้าของเขาในหน้าร้อนมีเห็ดงอกออกมาบ้างหรือเปล่า

ฟังจากเสียงชายหนุ่มดูค่อนข้างจะรู้สึกเกรงใจ เจิ้งทั่นกระโดดลงจากโต๊ะ เดินไปยังประตูแล้วโผล่หัวออกไปมองสำรวจ มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มจับกล่องข้าวไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างกำลังเกาหัว

“พี่เจียว ผมอยากจะขอยืมแมวของพี่หน่อย ในบ้านผมมีหนูที่ฉลาดเป็นกรด ผมซื้อที่จับมาดักก็ไม่สำเร็จ หลายวันมานี้ผมกลุ้มมาก ตอนไหนที่พี่สะดวก เอ่อ พอจะให้ผมยืมแมวตัวนั้นหน่อยได้ไหมครับ”

เจิ้งทั่นรู้สึกสมเพช เขาจำได้ดีว่าเดือนก่อนตาคนนี้พูดโม้กับเจียวหย่วนว่าในบ้านไม่มีหนูเลยแม้แต่ตัวเดียว ผลปรากฏวันต่อมาเจิ้งทั่นได้ยินเสียงร้องจากบ้านตรงข้ามว่าสายอินเตอร์เน็ตโดนกัดขาด ซื้อแผ่นดักหนูก็แล้ว กรงดักหนูก็แล้ว นอกจากวางยาดักแล้ว วิธีอื่นๆ ต่างลองมาหมด เจิ้งทั่นลองคิดดู เป็นไปได้ไหมว่าหนูในมหาวิทยาลัยจะไอคิวสูงกว่าหนูที่อื่น?

แต่เจิ้งทั่นลองมาคิดดูดีๆ นับตั้งแต่ตัวเองกลายเป็นแมวก็ไม่เคยจับหนูเลยสักครั้ง บ้านครอบครัวเจียวไม่มีหนูเลยแม้แต่ตัวเดียว เจิ้งทั่นไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะตัวเองหรือเปล่า แต่ถ้าตอนนี้จะให้เขาไปจับหนูก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรเริ่มจากตรงไหน แต่ไม่ใช่เพราะกลัวแน่นอน สมัยเรียนประถมเจิ้งทั่นเคยจับหนูไปแกล้งเพื่อนผู้หญิงในชั้นเรียน แต่ว่าแมวนั้นก็แตกต่างกับคน

เจิ้งทั่นก้มหน้ามองเท้าของตัวเอง รู้สึกกลุ้มเล็กๆ

พ่อเจียวหย่วนพูดคุยกับชายหนุ่มเสร็จแล้วพร้อมกับปิดประตู พอเดินกลับมาในห้องก็กวักมือเรียกเจิ้งทั่น “นายจับหนูเป็นไหม”

เจิ้งทั่นนิ่งไม่ขยับ

สักพักก็ได้ยินพ่อเจียวหย่วนพูดขึ้น “ไปกัน ไปลองดู”

ลองดูงั้นเหรอ? ไปลองที่ไหนล่ะ? แล้วลองยังไง? เจิ้งทั่นสงสัย

พ่อเจียวหย่วนหยิบกุญแจ สะพายกระเป๋า หันไปพูดอะไรกับเจียวหย่วนนิดหน่อยก็เรียกเจิ้งทั่นให้ออกไปด้วยกัน

เจิ้งทั่นซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของพ่อเจียวหย่วนออกจากบริเวณที่พัก พอเห็นเส้นทางที่คุ้นเคยเจิ้งทั่นก็รู้แล้วว่าจะไปที่ไหน แต่ว่าจะลองด้วยวิธีไหนล่ะเขายังคิดไม่ออกเลย แรงของเขาเยอะกว่าแมวทั่วไป อีกทั้งเจิ้งทั่นยังรู้สึกว่าเขายังออกแรงได้มากกว่านั้นอีก บางทีหากผ่านไปอีกปีครึ่งเขาออาจจะมีแรงเกือบๆ เท่าแรงของคนวัยกลางคนก็เป็นได้

แต่ว่าแรงเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะจับหนูได้ อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่คนชอบแมว เจิ้งทั่นก็ไม่รู้ว่าแมวปกติจับหนูกันยังไง ไม่เคยสังเกต

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นรถก็ได้มาถึงสถานที่เป้าหมายแล้ว นั่นก็คือสถาบันวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยฉู่หัว

ในฐานะที่เป็นรองศาสตราจารย์ของสถาบันวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยฉู่หัว พ่อเจียวหย่วนนอกจากกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว เวลาส่วนใหญ่ในช่วงกลางวันก็จะอยู่ที่นี่

หลังจากจอดรถเสร็จ พ่อเจียวหย่วนก็ขยับถุง เจิ้งทั่นเบ้ปากพลางกระโดดลงไป ตึกของสถาบันไม่ใช่ว่าแมวที่ไหนก็จะเข้าไปได้ หากถูกพบเข้าคงไม่ดีแน่

จากนั้นรองศาสตราจารย์เจียวก็กำถุงที่บรรจุแมวเดินเข้าไปในตึก ระหว่างทางยังได้ทักทายคนที่เดินผ่านไปมาด้วยท่าทางปกติ เมื่อเดินถึงบันไดก็ไม่มีคนแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ลิฟท์

เจิ้งทั่นโผล่หัวออกมาจากถุง เวลาหนึ่งทุ่มคนที่อยู่ในสถาบันยังคงมีอยู่มาก ไฟของห้องทดลองต่างก็ยังคงเปิดอยู่ เจิ้งทั่นสามารถมองผ่านหน้าต่างตรงบันไดไปเห็นไฟรังสียูวีที่ถูกเปิดอยู่ของห้องปลอดเชื้อที่อยู่ตรงข้ามได้

นึกถึงครั้งแรกที่ถูกเจียวหย่วนพาเข้ามาเขารู้สึกวิตกกังวลมาก แต่หลังจากผ่านไปหลายครั้งก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว เจิ้งทั่นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีนับครั้งไม่ถ้วนที่คนที่รับเลี้ยงตัวเองนั้นไม่ใช่พวกนักวิทยาศาสตร์ประหลาด

ห้องทำงานพ่อเจียวหย่วนอยู่ที่ชั้นสอง เป็นห้องทำงานเดี่ยว พ่อเจียวหย่วนเป็นหนึ่งในรองศาสตราจารย์เพียงไม่กี่คนของสถาบันวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยฉู่หัวที่มีห้องทำงานเดี่ยวเป็นของตัวเอง เวลาที่แม่เจียวหย่วนงานยุ่งมาก เด็กๆ ก็จะมาทำการบ้านที่นี่หรือไม่ก็นอนกลางวัน บางครั้งเจิ้งทั่นก็ตามมาด้วย แต่ทุกครั้งก็ต้องแอบๆ เข้ามา ไม่ซ่อนในกระเป๋าหนังสือก็ถูกห่อด้วยเสื้อผ้าพาเข้ามา

พอเข้ามาในห้องทำงานพ่อเจียวหย่วนก็หยิบพวงกุญแจ จากนั้นก็พาเจิ้งทั่นเดินขึ้นบันไดไปชั้นสี่ บริเวณชั้นสี่ไม่มีคน เจิ้งทั่นไม่เคยมาตรงนี้มาก่อน

ทางเดินที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อเจียวหย่วนชัดเจน ไฟทางเดินที่ควบคุมด้วยเสียงสว่างขึ้น เจิ้งทั่นมองป้ายที่อยู่หน้าห้อง

มิน่าล่ะถึงไม่มีคน เพราะที่นี่เป็นห้องเก็บอุปกรณ์น้ำยาต่างๆ แต่ว่า...

เจิ้งทั่นทำจมูกฟุดฟิด เขาได้กลิ่นของสิ่งมีชีวิตบางประเภท

พ่อเจียวหย่วนเดินไปหยุดอยู่ที่ห้องริมสุดแล้วใช้กุญแจไขประตู

พอเปิดประตูก็ได้ยินเสียงจี๊ดๆ ดังขึ้น

ถึงแสงจะไม่ค่อยสว่าง เจิ้งทั่นก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่าภายในห้องเป็นอย่างไร

ด้านข้างมีกรงเปล่าอยู่หลายอัน กรงเลี้ยงหนูขาวถูกวางไว้ในห้อง ส่วนด้านประตูมีแท่นทดลองขนาดเล็กกับชั้นวางของตั้งอยู่

พ่อเจียวหย่วนเปิดไฟ วางถุงไว้บนแท่นทดลองพลางพูดกับเจิ้งทั่น “นายรออยู่ที่นี่ก่อน อย่าเพิ่งออกไปวิ่ง ของในห้องทดลองจะแตะต้องส่งๆ ไม่ได้ สารเคมีค่อนข้างเยอะ”

พูดจบพ่อเจียวหย่วนก็หยิบเสื้อกาวน์จากราวแขวนมาใส่ จากนั้นหยิบถุงมือจากในลิ้นชักมาใส่แล้วเดินเข้าไปในห้อง สักพักก็หิ้วกรงที่ภายในมีหนูขาวตัวเล็กๆ อยู่ 5 ตัวออกมา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น