greenmeat

ขอบคุณสำหรับทุกวิว ทุกไลค์ ทุกคอมเมนต์นะคะ มันมีความหมายกับเรามากเลยค่ะ กำลังใจมาเต็ม 100 แล้วว

ตอนที่ 2 : ภรรยาหัวอ่อน

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 : ภรรยาหัวอ่อน

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดี สายกาม เฮียเหวินน้องหลิว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.8k

ความคิดเห็น : 101

ปรับปรุงล่าสุด : 16 เม.ย. 2562 15:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 : ภรรยาหัวอ่อน
แบบอักษร

ตอนที่ 2 : ภรรยาหัวอ่อน



สถานบินนานาชาติปักกิ่ง, ประเทศจีน


ณ อาคารผู้โดยสารขาออกปรากฎร่างของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิท เขาสวมชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงสกินนี่สีดำเข้ากับอากาศที่เมืองหลวงของประเทศจีนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิอากาศที่นี่จึงไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป ใบหน้าที่มีเชื้อสายจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ทำให้เขากลมกลืนกับฝูงชนไปโดยปริยาย

ถือเป็นความกรุณาที่ม๊าจองตั๋วเครื่องบินเป็นเฟิร์สคลาสให้เสี่ยวหลิว เด็กหนุ่มถึงได้ไม่ต้องทนปวดเมื่อยกับการนั่งเครื่องบินสี่ห้าชั่วโมง จริง ๆ แล้วเขาควรจะหลับให้สนิทบนเครื่อง แต่ว่าเจ้าตัวยังมีภารกิจที่สำคัญ แม้ตอนที่เครื่องบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิจะเป็นเวลาเที่ยงคืน แต่เขาได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนั่งอ่านกามสูตรตระกูลหวังในรูปแบบ .pdf ที่ม๊าให้เด็กไปแสกนแล้วส่งให้ทางอีเมล เหตุเพราะไม่สามารถอ่านให้จบก่อนขึ้นเครื่องได้ 

ก็ในนั้นมันมีจำนวนบทมากกว่าที่คิด ตำราเล่มเสี่ยวหลิวจะต้องใช้เพื่อพิชิตใจสามีประกอบด้วยกันมากกว่าหนึ่งพันบทมีทั้งที่เกี่ยวกับเนื้อหาทางเพศและการมีคู่ครอง ม๊าเห็นว่าถ้าอ่านให้จบเฮียเหวินคงนอนแห้งไปเสียก่อนจึงคัดเลือกบทที่เข้ากับสถานการณ์ฉุกเฉินในตอนนี้ ม๊าเน้นย้ำให้เขาท่องให้ขึ้นใจสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน เริ่มด้วยบทที่สอนเรื่อง การจูบ การเล้าโลม ตามด้วยท่าร่วมเพศ และการสร้างเสน่ห์ให้ตนเอง 

เวลานี้เสี่ยวหลิวยังอ่านไม่จบบทแรก เนื่องจากพออ่านขั้นตอนการจูบที่บรรยายละเอียดจนจินตนาการเห็นภาพระหว่างเขากับเฮียเหวินตอนปฎิบัติร่วมกันก็ให้กระดากอายจนต้องปิดไฟล์ไปหลายรอบ ถึงจะเป็นผู้ชายแต่เขาก็ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องพวกนี้แบบธรรมชาติเหมือนตอนอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ ถ้าไม่ใช่เพราะความปรารถนาอยากมัดใจเฮียเหวินของเขา เด็กหนุ่มคงเลิกอ่านมันเสียตั้งแต่สองหน้าแรก

เสี่ยวหลิวคิดว่าแม้หวังหย่งเหวินจะไม่รักเขาที่ใจ แต่อย่างน้อยการทำให้ชายหนุ่มเริ่มหลงรักตนที่ร่างกายก็ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ยากจนเกินไป  

“คุณเสี่ยวหลิวทางนี้ครับ” ออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าไม่นานก็มีเสียงเรียกชื่อดังขึ้น เด็กหนุ่มหันไปตามทิศที่ได้ยิน ตรงนั้นมีชายวัยกลางคนใส่ชุดสูทสีดำดูเรียบร้อยในมือมีป้ายภาษาจีนเขียนไว้ว่า ‘หวังเสี่ยวหลิว’ 

ผู้มาเยือนยิ้มทักทายให้ มือลากกระเป๋าเดินทางไปหา คนที่มารับเขาคืออู่เทียนฉีและลูกน้องที่ติดตามอีกสองคนรวมเป็นสาม พวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศจีนและขึ้นตรงต่อหวังไป๋ลี่โดยเฉพาะ

ม๊าไม่มีทางส่งลูกสะใภ้มาฉายเดี่ยวหรอก ยังไงก็ต้องมีคนคอยคุ้มกัน เรียกง่าย ๆ คือมีพวกนั่นแหละ

“ขอบคุณมากนะครับที่มารับ” 

“ด้วยความยินดีครับ คุณเสี่ยวหลิวเดินทางมาเหนื่อย ๆ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมให้เด็กเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่โรงแรม ส่วนผมจะพาคุณเสี่ยวหลิวไปรับประทานอาหารเช้า ของดีขึ้นชื่อในเขตเฉาหยาง” เทียนฉีกล่าวอย่างเป็นมิตร มองเจ้านายหนุ่มที่หล่อน่ารักสมกับคำกล่าวของไป๋ลี่ หญิงกลางคนผู้นั้นกำชับว่าให้ดูแลเสี่ยวหลิวแบบไม่ให้โดนเม็ดฝนสักหยดเดียว

เวลาที่จีนเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้จึงเป็นเวลาประมาณหกโมงเช้า ดีเหมือนกัน เขาเองก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว อยู่บนเครื่องมัวแต่อ่านตำรานั่นมากไปหน่อยจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น

ลูกน้องสองคนเข้ามานำสัมภาระเขาออกไปแล้ว ในตัวตอนนี้จึงเหลือแค่โทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ที่ม๊าให้บัตรเครดิตมารูดทรัพย์ตามใจชอบแบบไม่จำกัดวงเงิน

ร่างใหญ่ของเทียนฉีเปิดประตูที่นั่งเบาะหลังรถ Cadillac รุ่น Super Cruise สีดำเงาวาวซึ่งเป็นยี่ห้อรถยนต์ที่กำลังเป็นเทรนด์นิยมสำหรับเศรษฐีวัยรุ่นเมืองจีน เสี่ยวหลิวนั่งด้วยท่าทีสงบ เขาไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับรถยนต์พวกนี้ เพราะตระกูลฟู่ก็มีฐานะร่ำรวยไม่ต่างจากตระกูลหวัง เพียงแต่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ที่ต่างออกไป

จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่มาเมืองจีนคือเมื่อไหร่ เมื่อตอนห้าขวบรึเปล่านะ

รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากสนามบินนานาชาติปักกิ่งเข้าสู่เขตเฉาหยางซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองหลวง ตลอดระยะทางที่มองออกไปนอกกระจกรถ เด็กหนุ่มเชื่อสายจีนที่เติบโตในประเทศไทยเห็นตึกสูงมากมาย เขตนี้เรียกได้ว่าเจริญอย่างเต็มปากเต็มคำ ด้วยเพราะเป็นที่ตั้งของโรงแรมหลายแห่งสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมถึงสถาบันธุรกิจการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ โรงแรมต้าจี๋ฉายสาขาปักกิ่งที่หวังหยงเหวินดูแลกิจการแทนป๊าก็ตั้งอยู่ที่นี่เช่นกัน

มือขาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความหาแม่สามีว่าตนถึงที่ปักกิ่งแล้วและกำลังไปรับประทานอาหารเช้า เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะนอนอยู่จึงไม่อยากโทรไปรบกวนเท่าไหร่ 

“ตอนนี้คุณหย่งเหวินยังไม่ออกจากโรงแรมไปพบลูกค้า ผมสอบถามมาว่าท่านมีนัดตอนเที่ยงครึ่งและอีกครั้งตอนหนึ่งทุ่ม ไม่ทราบว่าหลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จคุณเสี่ยวหลิวจะกลับเข้าโรงแรมไปเจอท่านก่อนไหมครับ” เทียนฉีเห็นว่าภรรยาของลูกชายคนโตตระกูลหวังมาเยี่ยมเยียนสามีถึงแผ่นดินใหญ่คงอยากจะพบหน้าคนรักเป็นแน่ อย่างที่ว่าข้าวใหม่ปลามัน ทว่าเสี่ยวหลิวปฎิเสธ

“ผมจะรอพบเขาตอนเย็นเลยครับ” 

ถึงอยากเจอจนใจจะขาด อยากกอดร่างสูงแน่น ๆ เสียเดี๋ยวนี้ แต่เสี่ยวหลิวยังไม่พร้อม ขอเวลาเด็กหนุ่มทำใจก่อน เขาไม่รู้ว่าเฮียเหวินจะทำหน้ายังไงตอนเจอเขาเมื่อตอนที่อีกฝ่ายเปิดประตูห้องพักโรงแรมเข้ามา

จะดีใจไหมนะที่เขามาหา

หรือจะโกรธที่เขาไม่ทำตามคำสั่ง

เสี่ยวหลิวขอให้เป็นอย่างแรก


อยากให้เฮียเหวินยิ้มให้และพูดคำว่าคิดถึงตอนที่เขาอยู่ในอ้อมแขน



เป็นเวลาบ่ายโมงหลังจากที่เสี่ยวหลิวพักผ่อนในโรงแรมขนาดเล็กไม่ไกลจากร้านอาหาร เขาเปิดห้องเพื่องีบหลับและอ่านตำราโดยเฉพาะ รอจนให้เทียนฉีเช็คกับทางโรงแรมต้าจี๋ฉายให้แน่ใจว่าหย่งเหวินนออกไปหาลูกค้าอีกครั้งแล้วจึงให้ขับรถพากลับมา 

โรงแรมต้าจี๋ฉายเป็นโรงแรมใหญ่โตระดับห้าดาวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ห้องพักมีหลายราคาตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงระดับที่เศรษฐีจ่ายกัน ตัวอาคารเป็นสีขาวและทองสอดคล้องกับพลังธาตุทองซึ่งหนุนนำธุรกิจให้รุ่งเรือง ทำเลที่ตั้งติดถนนใหญ่และได้รับการสร้างตามหลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้องด้วยซินแสชื่อดังอันดับหนึ่งของเมืองจีน  

เมื่อเสี่ยวหลิวและผู้ติดตามเดินเข้ามาในโรงแรมก็พบว่าไม่มีใครมายืนเรียงแถวมอบช่อดอกไม้ต้อนรับแบบที่คาดไว้ ม๊าปิดเรื่องที่เขามาปักกิ่งเป็นความลับที่สุดเพราะไม่อยากให้รู้ถึงหูลูกชายตัวเอง

เทียนฉีให้เสี่ยวหลิวนั่งรอที่โซฟาสีครีมตัวใหญ่ แค่เฟอร์นิเจอร์ตรงล็อบบี้ก็บอกถึงระดับความหรูหราแล้ว ตอนเป็นเด็กครอบครัวตระกูลฟู่เคยไปพักโรงแรมต้าจี๋ฉายสาขาประเทศไทยอยู่หลายครั้ง แต่ที่ปักกิ่งดูจะอลังการมากกว่าหลายเท่า คนต่างชาติที่มาพักผ่อนแต่งกายดูมีฐานะทั้งนั้น ไม่มีคนไหนใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นมาแบ็กแพ็คสักคน 

“เดี๋ยวเราจะขึ้นไปห้องสวีทชั้น 68 ชั้นบนสุดนะครับ ทั้งชั้นเป็นของคุณหย่งเหวิน” เทียนฉีกำลังพูดถึงห้องพักที่มีราคาสูงที่สุดในโรงแรม คำนวณมูลค่าแล้วตกอยู่ที่ราคาคืนละสองแสนหยวนหรือประมาณหนึ่งล้านบาทไทยนั่นเอง

เสี่ยวหลิวพยักหน้า แต่ระหว่างที่ลุกขึ้นกลับรับรู้ได้ถึงสายตาที่พนักงานหลายคนมองมา แม้จะไม่ได้มองแบบโจ่งแจ้งแต่ก็รู้ว่าพยายามสำรวจตัวเขา 

“มีอะไรติดอยู่ที่หน้าผมรึเปล่าครับ” ตัดสินใจหันไปถามเทียนฉี แต่ได้รับการส่ายหน้าเป็นคำตอบ

แล้วพนักงานตรงเคาน์เตอร์พวกนั้นมองอะไรกัน

แม้จะรู้สึกไม่พอใจสายตาอยากรู้อยากเห็นที่มองมาเป็นระยะจนอึดอัดแต่เพราะอยากรีบขึ้นไปจัดสัมภาระถึงได้เลือกที่จะปล่อยไปก่อนในครั้งแรก 

เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนหลังตรงเดินตามผู้ติดตามตัวโตไปยังลิฟต์ที่แยกจากตัวอื่นโดยเฉพาะ หน้าลิฟต์มีการ์ดเฝ้าอยู่หนึ่งคน ดูน่ากลัว เขามองเสี่ยวหลิวเล็กน้อยผ่านแว่นเลนส์ดำ เทียนฉีโชว์บัตรประจำตัวที่อยู่ในอกเสื้อ คาดว่าคงเป็นตราประจำตระกูลหวัง การ์ดหน้าดุจึงให้ผ่านเข้าไปยังส่วนที่แสกนคีย์การ์ดประตูลิฟต์ได้

“หลังจากนี้แค่โชว์คีย์การ์ดให้เจ้าหน้าที่ดูก็พอครับ” เทียนฉีกล่าวพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง 

จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ถูกพาขึ้นสู่ชั้นบนสุดของโรงแรมต้าจี๋ฉายอย่างรวดเร็ว



“บอสครับ”

ร่างสูงสง่าของคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าเพิ่งยืนส่งลูกค้าสูงอายุออกจากภัตราคารอาหารจีนเสร็จก็หันมาตามเสียงเรียกของซิ่นเฉิง ลูกน้องคนสนิทที่กำลังค้อมหัวให้ เขารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะรายงาน

“มีอะไร” 

“คือผมคิดว่ารอให้บอสทำธุระให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมารายงาน” เจ้าของใบหน้าแหลมแม้จะรู้ว่าคนอย่างหวังหย่งเหวินไม่ชอบอะไรอ้อมค้อมแต่ก็เลือกกล่าวเช่นนั้นออกไป 

เรื่องที่จะรายงานทำให้ซิ่นเฉิงไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้านายจะมีปฎิกิริยาอย่างไร

“วันนี้ที่โรงแรมมีแขกมาเยือนประมาณบ่ายโมงครับ” ลูกน้องที่อายุไล่เลี่ยกับหัวหน้าค้อมตัวก้มหน้าคางชิดติดอก คิดในใจว่าทำไมโชคชะตาถึงต้องให้เขาเป็นคนรายงานเรื่องนี้ด้วยนะ

“แขกคนไหน ทำไมไม่นัดล่วงหน้า” 

ซิ่นเฉิงรับรู้ได้ถึงสายตาคมที่ตวัดมาแม้จะไม่ได้เงยหน้าไปมอง 

“แขกจากประเทศไทยครับ” ยังคงไม่กล้าเปิดเผยชื่อ

เจ้าของเรือนผมสีดำสนิทซึ่งวันนี้เซ็ทเปิดหน้าผากดูคมเข้มในมาดนักธุรกิจขมวดคิ้ว ใบหน้าหล่อเหลาแม้จะเรียบนิ่งแต่ภายในใจกำลังสงสัย เขาเองวันนี้เหนื่อยเกินกว่าจะคิดเองถึงความเป็นไปได้ว่าใครเป็นแขกที่ว่า จึงเลือกถามลูกน้องแทน

“แล้วใครล่ะ”

“แขกที่มาจากประเทศไทยคนนั้น คือ” แล้วก็เงียบไป หย่งเหวินเริ่มหงุดหงิด ซิ่นเฉิงหาลิ้นไก่ตัวเองไม่เจอเหรอ ?

“ใคร” 

“คือว่าแขกคนนั้น...” 

“ฉันถามว่าใคร”

“ฟู่เสี่ยวหลิวครับ”

หวังหย่งเหวินเงียบไปทันทีหลังจากที่ซิ่นเฉิงกล่าวออกมา 

ฟู่เสี่ยวหลิว?

ภรรยาของเขา?

ชายหนุ่มรู้ว่าคนสนิทคนนี้ยังรักตัวกลัวตายไม่มีทางเอาเรื่องที่ไม่ตลกสักนิดมาล้อเล่น แต่เรื่องที่รายงานมาก็ฟังดูไร้แก่นสารจนเกินไป

ไม่มีทางที่ภรรยาหัวอ่อนของเขาจะมาปักกิ่ง เสี่ยวหลิวเป็นเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งเขามาตลอด เด็กคนนั้นน่ะเหรอจะกล้าทิ้งม๊าให้อยู่ที่ไทยแล้วมาหาเขาที่นี่ 

“เล่ามา” สั้น ๆ แต่ได้ใจความ ซิ่นเฉิงเห็นว่าบอสยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีจึงรีบพ่นสิ่งที่ได้รับรายงานจากทางโรงแรมจนหมดเปลือก

“ลูกน้องที่เฝ้าอยู่โรงแรมจำหน้าภรรยาบอสได้ตอนที่ติดตามไปงานแต่งงานเมืองไทยครับ มันบอกว่าคุณเสี่ยวหลิวมากับเทียนฉี แต่พนักงานในโรงแรมไม่มีใครทราบ เหมือนกับว่ามีคนช่วยปิดเรื่องที่มาปักกิ่ง” กลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ “ตอนนี้เขาขึ้นไปที่ห้องสวีทแล้ว”

เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นแทบจะทันทีที่ลูกน้องกล่าวจบ ชามอาหารและจานกระเด้งจากพื้นกระจกกลางโต๊ะหลายมิล โชคดีที่เป็นห้องอาหารส่วนตัว หวังหย่งเหวินจึงไม่ต้องรักษามาดที่มีมาตลอดทั้งวัน 

คนรายงานสะดุ้ง  ตัวเขาที่อยู่ใกล้ชิดเจ้านายหนุ่มก็พอจะทราบเรื่องราวมาบ้าง

เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างบอสและภรรยาหนุ่มที่เพิ่งแต่งงานได้เพียงสองเดือนเป็นอย่างไร คิดดูว่าแซ่ของเสี่ยวหลิวบอสยังให้เขาเรียกเป็นแซ่ฟู่แทนที่จะเป็นไปตามทะเบียนสมรส การแต่งงานที่ถูกบังคับจากฝ่ายนั้นฝ่ายเดียวแบบนั้นทำให้บอสไม่อาจยอมรับได้ และดูเหมือนว่าคุณหนูตระกูลฟู่จะเลวร้ายถึงขนาดทำให้บอสหนีชีวิตคู่มาอยู่ที่ประเทศจีนแบบนี้ 

แล้วนี่เสี่ยวหลิวคนนั้นยังตามมารังควานหวังหย่งเหวินอีก ซิ่นเฉิงอดรู้สึกสงสารผู้เป็นนายไม่ได้

“ไปเอารถมา” 

เสียงที่เย็นเฉียบกว่าตอนแรกทำให้ซิ่นเฉิงต้องรีบวิ่งออกไปทันที



ตั้งแต่จัดสัมภาระเสร็จตั้งแต่ตอนบ่ายสองเสี่ยวหลิวก็โทรศัพท์หาหวังไป๋ลี่ที่เมืองไทย ม๊าโล่งอกที่เขาเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย มีถามถึงอาหารการกิน บ้านเมือง และความสะดวกสบาย ซึ่งเด็กหนุ่มก็ตอบกลับไปว่าดีเยี่ยมทุกอย่าง เขากล่าวขอบคุณไปหลายรอบกับความใจดีของแม่สามี 

‘ลื้อยังไม่เจออาเหวินใช่ไหม’

‘ครับ’ 

‘แล้วตำราที่ม๊าให้เด็กมันส่งไปให้เป็นยังไงบ้าง อ่านออกใช่ไหม’ 

‘ม๊า’ เสี่ยวหลิวเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา เขายังอายที่จะพูดถึงเรื่องนี้ 

‘อะไรเล่าอาหลิว ม๊าส่งลื้อไปปักกิ่งก็เพื่อมัดใจลูกชายม๊านะ ยิ่งมีตำรานั่นอยู่กับตัวไม่ต้องกังวล ตอนสาว ๆ ม๊าก็ใช้กับป๊าของอาเหวิน ตอนนี้หลงม๊าอย่างกับอะไรดี’ ปลายสายหัวเราะตบท้าย เสี่ยวหลิวกุมหน้า 

‘บางคำหลิวก็อ่านไม่ออกครับ น่าจะเป็นภาษาเก่า หลิวต้องเปิดดิคไปด้วย’ มันค่อนข้างยากทีเดียว ถึงเขาจะมีเชื้อสายจีนหัดพูดจีนกับพ่อแม่มาแต่เด็ก แต่เพราะโตที่เมืองไทยภาษาหลักที่ใช้คือภาษาไทย จึงไม่ค่อยแม่นศัพท์ยาก ๆ เท่าไหร่นัก

‘ถ้าอันไหนอ่านไม่ออกส่งมาให้ม๊าดูได้นา เดี๋ยวม๊าช่วยแปล’

‘มะ ไม่เป็นไรครับม๊า หลิวเกรงใจ’ เขารีบปฎิเสธ ให้แม่สามีช่วยแปลถ้อยคำบัดสีแบบนั้นเขาทำใจไม่ได้หรอก

‘อาว แล้วลื้อจะเข้าใจได้ยังไง เดี๋ยวทำผิดท่าขึ้นมาแล้วพิการก็ซวยสิ’

ม๊าจะพูดตรงเกินไปแล้ว!

‘มันมีบางท่าที่ฉีกขาด้วย ท่าอะไรน้า หงส์เหินอะไรนี่ล่ะ ม๊าก็ไม่ได้ใช้นานแล้วพออายุมากขึ้น ถ้าลื้อฉีกผิดเดี๋ยวเดินไม่ได้เรื่องใหญ่นา’

‘งั้นถ้าตรงไหนหลิวไม่เข้าใจเดี๋ยวหลิวส่งให้ม๊านะครับ ไม่ต้องห่วง’

เสี่ยวหลิวรีบพูดจนแทบกัดลิ้นตัวเอง หูเหอแดงไปหมดกับความชำนาญของคนปลายสาย ไป๋ลี่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะที่ได้แกล้งลูกสะใภ้สำเร็จ 

จากนั้นทั้งสองก็คุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่ไป๋ลี่จะขอตัวไปร้อยไหมที่คลีนิคเสริมความงาม เสี่ยวหลิวเองโทรศัพท์คุยกับป๊าม๊าตัวเองบ้างเพื่อบอกว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนมาทำอะไร ซึ่งทั้งสองก็ดีใจที่เขาได้อยู่ใกล้ชิดสามี พร้อมกำชับให้ดูแลตัวเองกลับมาเยี่ยมทั้งสองไว ๆ ส่วนความคิดถึงที่ฝากให้พวกพี่ก็จะบอกให้

อยู่ในห้องหรูหรากว้างใหญ่คนเดียว เมื่อไม่มีใครให้คุยด้วยเสี่ยวหลิวเลยล้มตัวลงนอนบนเตียงคิงส์ไซส์ขนาดใหญ่แสนสบาย หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาอ่านกามสูตรตระกูลหวังต่อฆ่าเวลารอหวังหย่งเหวินกลับมา พอหกโมงเย็นก็สั่งอาหารขึ้นมารับประทานบนห้อง หนึ่งทุ่มแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอีกฝ่าย เสี่ยวหลิวจึงอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนชุดใหม่เป็นชุดนอน นั่งอ่านตำรารอจนเกือบสองทุ่มก็เริ่มรู้สึกตาล้า เด็กหนุ่มเลยของีบหลับพักสายตาสักห้านาที แต่ก็นั่นแหละเสี่ยวหลิวดันหลับยาวคาหน้าจอแทน



ใช้เวลาไม่นานหวังหย่งเหวินก็เดินทางจากภัตราคารอาหารจีนมายังโรงแรมของตน การ์ดที่เฝ้าลิฟต์อยู่เห็นผู้เป็นนายอารมณ์ไม่ดีก็ก้มหน้าไม่กล้าสบสายตา 

ลิฟต์ส่วนตัวพาหย่งเหวินขึ้นมายังชั้น 68 อย่างรวดเร็ว ประตูลิฟต์เปิดออกเผยให้เห็นทางเดินทอดยาวไปยังประตูไม้สักบานใหญ่ กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่น 

ฟู่เสี่ยวหลิวกล้าดียังไงถึงขัดคำสั่งเขา

ที่สำคัญยังกล้าใช้ห้องสวีทซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวเขาพักผ่อนโดยไม่ขออนุญาตอีก

ไร้มารยาท

มือหนาเปิดประตูที่ไม่ได้ล็อคให้อ้าออก เขาไม่แม้แต่จะสละเวลาปิดมัน ดวงตาคมเหมือนพญาเหยี่ยวกวาดมองไปทั่วห้อง ไม่กี่วิก็พบกับร่างของเด็กหนุ่มในชุดนอนซึ่งกำลังหลับตาพริ้มอย่างสบายใจบนเตียงใหญ่

หวังหย่งเหวินยิ่งรู้สึกโมโห กระชากไหล่คนอายุน้อยกว่าให้ลุกขึ้น

เสี่ยวหลิวซึ่งกำลังหลับอยู่เมื่อโดนแรงมหาศาลกระชากจนไหล่แทบหลุดก็ต้องตื่นอย่างฉับพลัน กำลังมึนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทว่าเงยหน้าเห็นสามีที่ไม่ได้เจอกันถึงสองเดือน เขาก็ยิ้มกว้างออกมา

“เฮียเหวิน หลิวคิด-”

“มาทำอะไรที่นี่ ! ”

คำพูดที่กำลังเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางถูกกลืนกลับลงคอแทบไม่ทัน เสี่ยวหลิวหน้าเสีย

“ฉันบอกให้นายอยู่ที่เมืองไทย ดูแลม๊าให้ดี แล้วนี่อะไร แต่งกันได้สองเดือนก็ขัดคำสั่งฉันแล้วเหรอเสี่ยวหลิว ? ” 

เด็กหนุ่มไม่คิดว่าเฮียเหวินจะโกรธถึงขนาดนี้จึงรีบอธิบาย

“ม๊าบอกให้หลิวมาหาเฮียได้” เขาพูดตามความจริง คิดว่าเหตุผลนี้จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจ แต่เปล่าเลย

“อย่ามาอ้าง” 

เสียงทุ้มทั้งเย็นทั้งเรียบจนฝ่ายที่เป็นภรรยาถึงกับขนลุก 

“กลับไป” หย่งเหวินปล่อยมืออกจากไหล่ เดินไปลากกระเป๋าเดินทางใบโตที่หลบอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า ผลักมาทางคนที่เพิ่งตื่น “เก็บเสื้อผ้ากับข้าวของของนายเดี๋ยวนี้ ส่วนตั๋วเครื่องบินฉันจะให้ลูกน้องจองให้” ชายหนุ่มไล่อีกฝ่ายกลับโดยไม่มีเยื่อใยของคนเป็นสามีภรรยา ร่างสูงกอดอกเสมองไปทางอื่น แม้แต่หน้าก็ไม่หันมา

เสี่ยวหลิวยืนมองการกระทำของคนที่ตนรักด้วยความรู้สึกผิดหวังและน้อยใจ เขาไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าอีกฝ่ายถึงได้มีเพียงจมูกที่แดงขึ้นเท่านั้น 

“ไม่” เขาทำใจกล้าพูด 

ถึงเฮียจะไม่อยากให้เขาอยู่ เขาก็จะอยู่ เขาไม่มีทางยอมให้เฮียหนีเขาอีกเป็นครั้งที่สองแน่

“อะไรนะ” หวังหย่งเหวินหันหน้ามามองภรรยาตนเองช้า ๆ ดวงตาวาวโรจน์จ้องมองมาอย่างไม่อยากเชื่อหู 

เสี่ยวหลิวคนหัวอ่อนเป็นอะไรไป

ทำไมกล้าแข็งข้อกับเขาได้

‘อาหลิว บางทีลื้อก็ต้องลองร้ายกาจ ดีเกินไปผู้ชายก็อาจเบื่อได้’

เสียงของหวังไป๋ลี่ที่พูดกับเขาก่อนหน้านี้ดังสะท้อนในหัวไปมา

เพราะหลิวยอมเฮียง่ายไปใช่ไหม เฮียถึงได้หนีหลิวมาแบบนี้ 

แต่ก่อนตอนที่เสี่ยวหลิวตามไปหาหวังหย่งเหวินที่มหาวิทยาลัยอยู่บ่อย ๆ คนตรงหน้าก็ห้ามไม่ให้เขาไปหาอีก เขาก็เชื่อฟัง เสี่ยวหลิวไม่เคยไปหาชายหนุ่มที่มหาวิทยาลัยและอีกฝ่ายก็ไม่เคยมาหาเขาที่โรงเรียนหรือที่คฤหาสน์ตระกูลฟู่อีกเลย

แม้แต่ก่อนแต่งงานที่ชายหนุ่มสั่งอะไรเขาก็ทำตามตลอด ทั้งห้ามเข้าใกล้ ห้ามสัมผัส แม้แต่พูดด้วยยังต้องขออนุญาต เสี่ยวหลิวทำตามอย่างเคร่งครัด เพราะคิดแค่ว่าขอแค่ได้แต่งงานกับหวังหย่งเหวินแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไป กฎพวกนั้นจะพังทลายลงไปได้

ทว่ามีเพียงครั้งเดียวที่เสี่ยวหลิวได้ทำลายกฎพวกนั้น คือตอนที่อยู่ในงานแต่ง หลังจากเข้าห้องหอหมอนข้างก็กลายเป็นตัวแบ่งอาณาเขตแรกของทั้งคู่ ยังไม่ทันพัฒนาความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกัน ฝ่ายสามีก็หนีมาที่ปักกิ่งเสียแล้ว 

“หลิวบอกว่าหลิวไม่กลับ”

เสี่ยวหลิวรวบรวมความกล้า พยายามไม่ให้เสียงตัวเองสั่นเพราะสายตาดุดันของคนตรงหน้า


“หลิวจะอยู่กับเฮียเหวินที่นี่”









--------------------------------------

มาแล้วค่าาา ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ

ตอนแรกคิดว่าจะแต่งแบบเบาๆ สบายๆ อัพวันต่อวันชิคๆคูลๆ

ปรากฏเป็นคนบ้าดีเทลเลยต้องหาข้อมูลประกอบการเขียนไปด้วย

ทั้งภูมิอากาศ เขตที่ตั้ง ย่านที่จะเป็นฉากดำเนินเรื่อง

ไม่อยากให้มันกลวงๆ เกินไป55555 อยากให้สมจริงนักอ่านนึกภาพออก

ถ้าข้อมูลตรงไหนผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ เวลารีเสิร์จน้อยเหลือเกิน TT

มีแต่คนเชียร์น้องหลิว คนแต่งก็เชียร์ค่ะ อยากแต่งน้องหลิวรุกเฮียแล้ว

แต่น้องต้องค่อย ๆ เรียนสกิลเนอะ อดใจรอกันนิดนึงงงงง รับรองว่าน้องได้ลองวิชาแล้วมันส์แน่นอน55555555

เดี๋ยวพน. มาแก้คำผิดค่ะ ไม่ไหวแล้วว ขอตัวลาไปก่อนน

ขอบคุณทุกคอมเมนท์ทุกกำลังใจนะคะ

ปล. แซ่น้องหลิวต้องเป็นหวังนะคะ หวังเสี่ยวหลิว ตอนที่แล้วเป็นหย่งเสี่ยวหลิว คนแต่งง ๆ 5555555

*แก้ไขราคาห้องพักนะคะ ขอบคุณคุณ Kiko ความเห็นที่ 35 ในเว็บไซต์เด็กดีมากเลยค่ะสำหรับข้อมูล

ความคิดเห็น