เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 43 คราปักษากระรอกหางไฟปะทะดวงดาวจักรพรรดิ

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 คราปักษากระรอกหางไฟปะทะดวงดาวจักรพรรดิ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 149

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มิ.ย. 2561 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 คราปักษากระรอกหางไฟปะทะดวงดาวจักรพรรดิ
แบบอักษร

​ ตอนที่ 43 คราปักษากระรอกหางไฟปะทะดวงดาวจักรพรรดิ

          วันที่สามงานวีรชนสิงหา

          สายลมหนาวพัดยอดทุ้งข้าวสาลีให้แลเป็นวงคลื่นยาวซัดระลอกแล้วระลอกเล่า นกอินทรีโผบิน กระพือปีกกรีดห้วงแห่งวายุพิรุณ เหล่าสกุณาร้องเพลงขับขาน เหล่าสรรพสัตว์แห่งพงไพรลืมตาคืบคลาน เคาะเท้าและเริ่มหาอาหาร ชาวนาเริ่มเดินตรวจข้าว ลูกหลานเริ่มสะสางจัดเตรียมหุ่นไล่กา กระท่อมสองสามหลัง และทางถนนลูกรังมีป้ายบอกทางไปสุสานหรือวิหารข้างป่าช้า ภายนอกเมืองมีนักบุญพเนจรยืนต่อแถวรอขอใบอนุญาตเข้าเมือง ภายในเมืองก็อัดแน่นด้วยฝูงชนมากคณา  

          “เดินช้าๆหน่อยสิพวกเจ้า เดินเร็วเหมือนผีที่ข้าเห็นเมื่อกี้ไม่มีผิด”

          เมรัยบ่นครวญคราง เรไรส่งค้อนให้อย่างเอือมระอา นารีแอบขำ

          ปักษาน้อยไม่อยากโทษหมอผีน้อย แต่มันคือความผิดเมรัยที่ทำให้พวกนางไปร่วมงานสาย หากเมรัยตื่นเร็วกว่านี้ ทำอันใด อาบน้ำ เปลี่ยนชุด มิอืดอาด พวกนางทั้งสามคงไปถึงงานตรงเวลาแล้ว “ช่างเถิด สายแล้วก็ไม่ต้องรีบ”นารีจูงมือเรไร ปักษาน้อยถอนหายใจจับมือหมอผีน้อย พลางทั้งสามเดินอย่างเต่าคลานไปร่วมงานวีรชนสิงหา อย่างไรก็ดี รอบประลองของนารีมิใช่คู่แรก

          ชาวเมืองมากล้น นักสู้มากมาย แต่ที่มีน้อยคือสาวน้อยขายไม้ขีดไฟ

          นารีอมยิ้มเดินผ่านตรอกแปลงดอกมะลิ ลอดอุโมงค์ริมถนนปลูกดอกเข็ม ข้ามสะพานที่ริมน้ำมีดอกบัวบาน ชั่วพริบตานั้น นางสาวเท้าผ่านช่องประตูรั้วที่เปิดอ้าเผยภาพภายในสวนขนาดเล็กเท่าห้องนอน

          กาลเพลาปานประหนึ่งหยุดนิ่ง ชะงักลมหายใจ

          ซุ่มเสียงนกกระพือปีกสะบัดขน ขนสีขาวปลิวปลิดโปรยปราย

          เสียงหยดน้ำตก กระดิ่งสีรุ้ง กระพรวนสีทองคำ

          ทิวทัศน์สวยงามราวภาพวาดดินแดนเทวาสวรรค์ มิผิดจากที่นางเห็นด้วยสองตา ภายในสวนดอกพฤกษาชาติ ลานหญ้าสีเขียวขจี บ่อน้ำใสสะอาดมีประกายระยับ ผนังหินสีน้ำตาลเก่าแก่อาบมนตร์ขลัง ราบเรียบสลับแข็งขรุขระ กองอิฐวางใต้ท่อนไม้ซุง ต้นเบอร์รี่ผลิตผลสีแดงเปล่งปลั่ง ใกล้ๆลำต้นผอมมีอัศวินสาวนั่งย่อเข่าซ้ายแนบผืนดินนุ่ม มือขวาวางจรดยอดหญ้า บนฝ่ามือมีเศษขนมปังแสนอร่อย ลำแดดทอไสวตกกระทบชุดเกราะสีเงินครามขับให้มันส่องแสงเรืองรอง วิจิตตระการ อัศวินสาวนั่งให้อาหารนกด้วยเจ้าตัวเงียบงันดุจร่มเงาต้นโพธิ์ คราวิหคน้อยกระโดดเตาะแตะบนฝ่ามืออัศวินสาว นกกระจิบขนสีน้ำตาลก้มหน้าก้มตาจิกกินเศษขนมปัง ยังมีเหล่าเพื่อนติดปีกบินล่อนลงร่วมกินด้วยเป็นฝูง

          กระรอกหางยาวม้วนหางวิ่งบนหลังคาและปีนไต่กำแพงมาเล่นบนเกราะไหล่อัศวินสาว รอบๆนางมีผีเสื้อปีกสีแดง น้ำเงิน เหลือง ล่องลอย ท่ามกลางบรรยากาศแสนละมุนละม่อม คล้ายภูตพรายกำลังนั่งเสวนากับสัตว์ป่ามนตรา  

          นารีเห็นภาพความจริงปานภาพมายา พลางใจมีเสียงหยาดน้ำใสหยดสู่ทะเลดำ ติ้ง   

          พริบตาที่รับรู้ว่าถูกมอง อัศวินสาวเงยหน้า ภายใต้หมวกเกราะที่ปิดซ้อนประตูหัวใจ

          สองสายตาส่งประสาน

          พริบตาก็คลาดเคลื่อน แคล้วจากกัน

          “มีอะไรหรือนารี”

          “ไม่มีอะไร”

          ดวงดาวน้อยละตาพลางเก็บซ่อนความรู้สึกพิศวงไว้ในกล่องแห่งความลับ

          นางให้นิยามความพิศวงง่ายๆ “ความงามดุจความว่างเปล่า เย็นดั่งร่มเงากิ่งก้านไม้ และอันตรายแม้นปราศจากอาวุธ”

            --

          สถานที่จัดงาน คิงโคโลเซียม

          “สู้ๆไอริส”

          นักสู้น้อยโบกมือให้เพื่อนสนิทที่นั่งเกาะขอบสนาม ไอริสฉีกยิ้มเปี่ยมด้วยพลังใจบอกเพื่อนมิต้องห่วง นางจักพยายามเต็มที่

          ยังคงมีเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ที่น่าตกใจคือมันเสียงดังมากกว่าวันแรกๆลิบลับ ผู้ชมมหาศาลจับจองที่นั่งด้วยจำนวนเงินที่ต้องจ่ายมากกว่าเดิม เพราะยิ่งใกล้ศึกตัดสินชิงชัยมากเท่าใด ผู้ชมยิ่งเพิ่มทวี คณะผู้จัดงานก็มีแผนขึ้นราคาค่าตั๋วที่นั่งไม่หยุด วันนี้ผู้คนเต็มและเกือบล้นโคโลเซียม นารีที่ยืนบนลานประลองสังเกตฝูงชนพลุ่งพล่านที่เยอะราวฝูงมด นางดีใจที่พวกเมรัยมีที่นั่งพิเศษ ไม่ต้องนั่งส่งกำลังใจให้นางร่วมกับผู้ชมคนอื่น

          อากาศร้อนอบอ้าวด้วยความฮึกเหิมและคึกคักของผู้ชม นักสู้ทั้งหลาย

          ดวงดาวน้อยเหงื่อไหลนิดๆเพราะนางสวมเสื้อผ้าหลายชั้น

          “ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ”

          “ทางนี้ก็เช่นกัน”

          บนลานประลองหิน นารียืนประจันไอริส หนึ่งจ้าวแห่งจักรวาล หนึ่งเด็กสาวผู้ครองดวงหฤทัยดุจดวงสุริยัน

          ผู้ประสานงานมือถือธงเดินมาหยุดระหว่างนักสู้ เขากระแอมและยกมือสร้างสัญญาณ

          สายตาชายหนุ่มก้มมองนาฬิกา คราวเข็มยาวขยับชี้เลขสิบสอง

          “พร้อมนะขอรับ”

          ตรวจเช็คว่าทั้งคู่ยังมีสติครบองค์ ไม่ตื่นเต้นและตกใจสติหลุด ครั้นเห็นสองสาวน้อยผงกหัวรับประกัน สติครบสิบส่วน ชายหนุ่มจึงยิ้มและยกโบกทันใด

“เริ่ม!!”

สิ้นเสียงประกาศ ผู้ชมทั่วโคโลเซียมกลั้นหายเฮือกเตรียมพร้อมฉากปะทะแลกอาวุธมหาประลัย กระนั้นพวกเขาผิดหวัง เพราะหลังจบเสียงผู้ประสานงานแล้ว นารีกับไอริสยังยืนนิ่งมิมีแววกระโดดกางกรงเล็บ “…”ผู้ประสานยิ้มตาหยี ครั้นค่อยๆเดินลงลานประลองอย่างช้าๆ คราวหลังจากทั้งลานประลองเหลือเพียงสองสาว นารีกระดิกนิ้วเบาๆ

!!

ไอริสมิปล่อยให้นารีหยิบอาวุธ นักสู้น้อยคว้ากริชสีเงินสลัวข้างเอวและสะบัดใส่นารีอย่างรวดเร็วปานนักมายากาลสลับไพ่ ดวงดาวน้อยยิ้มเย็นถีบเท้าถอยหนีรัศมีคมกริช นารีย่อเข่าและออกแรงกระโดดตีลังกาไปด้านหลัง นางกางฝ่ามือ คราวดาบอาบเปลวเพลิงสีน้ำเงินผสมสีดำปรากฏ ดวงดาวน้อยจับดาบและเหวี่ยงกวาดไปทางขวา สะเก็ดเพลิงสาดสยาย ขู่ให้นักสู้น้อยรู้สึกเย็นยะเยือก

นางจับอาวุธแล้ว ไอริสกัดฟันตั้งกริชป้องกัน อาวุธของนักสู้น้อยคือกริชสองเล่ม อาวุธเหมือนอดีตนักรบอันดับหนึ่ง แต่ทว่ารูปร่างและลักษณ์แตกต่างกัน ท่วงท่าวิธีขับ การใช้ก็มิใช่สายกริชเดียวกัน ฝีมือกริชไรรีย์ดูเหนือชั้นและคมกริบแฝงด้วยอำนาจร้ายกาจประหนึ่งยมทูต แต่ฝีมือกริชไอริสยังอ่อนด้อย ไม่สิเรียกว่ากำลังพัฒนามากกว่า มีโอกาสสูงที่นางจักพัฒนาฝีมือและก้าวข้ามขีดจำกัดในการประลองครั้งนี้  

สู้มาก เก่งมาก ไอริสเป็นคนประเภทนั้น

นารีพยักหน้า เช่นนี่นี้เอง

ไอพลังมาโฮร้อนแรงคือพลังมาโฮที่พวยพุ่งจากตัวไอริส นักสู้น้อยครั้งแรกตอนเลือกอาวุธ นางเลือกใช้กริชเพราะว่านางแอบชื่นชอบและเป็นสาวก แฟนตัวยงของอดีตนักรบอันดับหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน ไอริสมีวาสนาพบอดีตนักรบอันดับหนึ่งครั้งแรก ตอนนั้นไรรีย์ยังมิครองตำแหน่งนักรบอันดับหนึ่ง แต่นางลงแข่งและสู้ในงานประลองใหญ่ๆมากมาย นั้นทำให้นางได้ปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชมมิน้อย ซึ่งฝีมือกริชและความงดงามของนางก็สร้างแรงบันดาลใจให้นักสู้รุ่นเยาว์ วัยใสอย่างไอริส ทำให้เจ้าพวกตัวน้อยอยากสู้ และเก่ง สะสวยเหมือนไรรีย์

ด้านฝีมือไอริส นางพึ่งเริ่มเรียนวิชากริชจริงๆกับคุณปู่เมื่อสามปีที่แล้ว

แต่นางเรียนรู้ไวมาก

ไวจน…น่ากลัว

“ไอริสมีพรสวรรค์”

คุณปู่ที่นั่งชมหลานสาวประลอง เขาลูบคาง แววตาล้ำลึกดุจเทพกระบี่ ไอริส หลานสาวเขายังอายุน้อย แต่นางมีความสามารถของแท้ เหมือนเพชร นางฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงมีพลังตั้งแต่เด็ก นิสัยนางก็ซุกซนชอบหาเรื่องเจ็บตัวมิเว้นวัน นางรักการผจญภัย ความท้าทาย เรื่องเสี่ยงอันตราย นางรักความรู้สึกที่เลือดในกายเดือดพล่านปานน้ำพุร้อน ไอริสเป็นเด็กฉลาด จิตใจดี รักความยุติธรรม ที่สำคัญคือนางมิยอมแพ้ต่อศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า

สวรรค์ส่งนางมาเกิดเพื่อให้นางเติบโตเป็นยอดมนุษย์ แม้ยามแรกเกิดนางจะมีร่างกายอ่อนแอ ป่วยโรค แต่ด้วยใจสู้ นางจึงก้าวผ่านโรคภัยทั้งหลาย แข็งแรงดั่งเช่นทุกวันนี้

พรสวรรค์และช่วงเวลาที่นางงดงามที่สุดคือ ยามนางยืนบนลานประลอง เช่นยามนี้

นักสู้น้อยลอบยิ้มมุมปาก นางยอมรับว่าตนกลัวดวงดาวน้อย สาเหตุเพราะนารีคือผู้ชนะ ล้มนักรบอันดับหนึ่ง โดยที่ทั้งตัวไม่มีบาดแผลสักแห่ง เพียงแค่เห็นนารีสู้บนลานประลอง ฝีมือดาบ และความเร็วปะหนึ่งสายอัสนี ไอริสรู้ว่าไม่มีโอกาสชนะเลยสักนิด ความหวังริบหรี่ดุจแสงหิ้งห้อย เพราะฝีมือต่างชั้นคนละขุม

ดวงดาวน้อยแข็งแกร่งเกินมนุษย์ ความสามารถร้อยแปด ทักษะชั้นสูง กลิ่นอายเฉยเมย ความรู้สึกยากคาดเดา อารมณ์เย็นปานน้ำแข็ง หัวใจที่เย็นชาและราบเรียบไม่สั่นไหวต่อความตาย

คนเช่นนี้…เคยก้าวผ่านความตาย และเรื่องราวมามิน้อย

แตกต่างกับไอริส แค่ประสบการณ์ก็สู้ไม่ไหว

แต่นี้ไม่ใช่เหตุผลให้นางแพ้!!!

แตกต่างแล้วอย่างไร

“ข้าจักก้าวข้ามนาง”

ไอริสพึมพำกับตนเอง นักสู้น้อยคิดว่ามีแค่คนที่ยอมเผชิญหน้ากับขีดจำกัดเท่านั้นที่สมควรก้าวข้ามความจริงแสนโหดร้าย ไอริสล้มคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่านางแล้วมากมาย นารีจะเป็นหนึ่งในนั้น นักสู้น้อยขอเดิมพันและเสี่ยงดวง นางจักโค่นนารีให้ได้ ไม่ว่าต้องใช้วิธีใด

ฉับพลันบรรยากาศบนลานประลองเปลี่ยนไป นารีลอบตกใจเบาๆเมื่อสบสายตามุ่งมั่นแรงกล้าของไอริส ดวงตานักสู้น้อยทอแสงเปลวไฟโชติช่วงปานหัวใจนางกำลังลุกเป็นไฟ ร้อนระอุดุจแสงอาทิตย์ ออร่าพลังมาโฮรอบตัวนางทวีพวยพุ่งเสมือนบ่อน้ำบาดาลที่พ่นน้ำมิหยุด ไอมาโฮธาตุไฟเอ่อทะลักแปรเปลี่ยนให้ลานประลองร้อนปานยืนบนปากปล่องภูเขาไฟ

หัวใจคือแก่นหลัก และตัวจุดฉนวนพลังมาโฮ ไอริสครองครอบมาโฮธาตุไฟ และนักสู้ส่วนมากที่มีชื่อเสียง ก็ครอบครองมาโฮธาตุไฟเช่นกัน

“รับมือ”

ไอริสวางแผนกำจัดนารีตั้งแต่เห็นดวงดาวน้อยสู้กับอดีตนักรบอันดับหนึ่ง แน่นอนหากวัดกันที่ฝีมือกริชกับฝีมือดาบ ไอริสไม่มีทางชนะแน่ ดังนั้นต้องวัดกันที่พลังมาโฮ คิดให้ถี่ถ้วน เป็นขั้นตอน เล็งหาจุดอ่อน เสาะหาจุดแข็ง ดวงตาไอริสกลอกกลิ้ง นางศึกษานารีและนอนคิดแผนการทั้งคืน แผนที่สามารถสยบดวงดาวน้อย ปิดตายและหยุดยั้ง

หากเทียบความห่างชั้นไอริสกับนารี ต้องมีไอริสสักห้าสิบล้านคนถึงจะสามารถโค่นนารีสำเร็จ

นารีสามารถกระดิกเท้าครั้งเดียวก็ถีบไอริสตกลานประลองได้ แต่ดวงดาวน้อยไม่ทำ เพราะอะไร ไอริสสงสัย ไม่รู้คู่ต่อสู้คิดอะไรถึงยังไม่เอาจริงและยืนมองนางเฉยๆเช่นนี้ ปานมิเห็นไอริสในสายตา นักสู้น้อยแอบโกรธ เหมือนารีดูหมิ่นนาง

แต่เพราะอีกฝ่ายดูแคลนไอริส นักสู้น้อยจึงมองเห็นแววชนะ

นักสู้ไม่ควรประหม่าคู่ต่อสู้ ไม่ว่าอีกฝ่ายคือเด็กหรือสตรี

ตอนนี้ไอริสคิดว่านารีกำลังประหม่า ไม่ระมัดระวัง คิดว่านักสู้น้อยไม่มีทางชนะอย่างแน่นอน

สบจังหวะ

“ย้ากก”ไอริสคิดเร็วทำไว นักสู้น้อยตวัดกริชหมายลองเชิงเพลงดาบดวงดาวน้อย นารียกดาบฟันรับกริชที่ฟาดฟันดุจลมวายุ ไอริสกระหน่ำฟันต่อเนื่อง แขนตวัดวาดลวดลาย เท้าขยับมิหยุดพัก สายตานักสู้น้อยเพ่งพินิจดวงดาวน้อย แววตาลูกแก้วที่หดเล็กอัดแน่นด้วยเปลวเพลิงพร้อมเผาไหม้ศัตรู นารีผ่อนลมปราณ นางมิออกแรงเคลื่อนไหวร่างกายให้เสียแรงเปล่า สู้ครั้งนี้ไม่เหมือนสู้กับนักรบอันดับหนึ่งที่หากนารีหยุดยืนประเดี๋ยวก็อาจเสื้อขาดได้

ความเร็วการเคลื่อนไหวกริชไอริสนับว่าเชื่องช้า เทียบกับไรรีย์ แต่ถ้าเทียบกับนักสู้คนอื่นก็นับว่าเร็วน่าขนลุก เร็วผิดปกติ

ทั้งรวดเร็วดุจศรเพลิง และเฉียบคมจนน่าหวาดหวั่น

เพล้ง เพล้ง เคร้ง

นารีจับดาบฟันตัดกริช เสียงเหล็กเงินกระแทงเหล็กขี้เถ้าดังสนั่นพร้อมประกายไฟที่แตกกระเซ็นสวยงาม ไอริสลองเชิงแล้วกระโดดหนี ตั้งท่าใหม่ นางพิสูจน์คุณสมบัติดาบนารี ผลสรุปว่า มันไม่ร้อนเหมือนไฟ ไม่เย็นเหมือนน้ำแข็ง แต่ดาบเล่มนั้นมีไอเย็นแผ่กระจายคล้าย..คล้ายไอวิญญาณคนตาย สัมผัสให้เสียววาบเหมือนเวลาไปเดินเล่นสุสานป่าช้า ข้อมูลสำคัญคือดาบเล่มนั้นไม่คม มันแข็งทื่อเหมือนค้อน กริชที่ไอริสใช่ยังคมมากกว่าอีก

เป็นอาวุธ ไม่ๆ ดาบที่แปลกมาก

ไอริสหรี่ตาเก็บข้อมูล นางคลายใจดาบนารีลงเจ็ดส่วน แต่ก็ยังหวาดระแวงว่าดาบนั่นมีพลังวิเศษซุกซ่อน

“ไม่ตีแล้วหรือ”

สุรเสียงนารีทุ้มต่ำฟังน่าเกรงขาม ไอริสแตกตื่นแต่นางควบคุมตัวมิให้สั่นเทิ้ม นักสู้น้อยปั้นสีหน้าเข้มขรึมที่แลตลกมิเหมาะกับเด็ก ไอริสตัดสินใช้วิชาลับหรือที่นางเรียกว่า “ร้อยไม้ตายศาสตร์มาโฮไอริส” นักสู้น้อยฝีมือยังสามารถเติบโตสูงกว่านี้ ถ้านางทุ่มเทฝึกฝนและสู้กับคนเก่งๆ ไอริสวางกริชไว้ และหันใช้ศาสตร์มาโฮที่นางคิดค้นด้วยตนเอง

เพิ่มมาโฮ

นี้คือพรสวรรค์ ไอริสมีพลังมาโฮพิเศษคือนางสามารถเพิ่มระดับมาโฮฉับพลัน เพิ่มขีดจำกัดและยกระดับมาโฮให้สูงอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ระยะเวลาไม่กี่นาที นางสามารถเร่งพลังมาโฮให้สูงเหนือระดับคนปกติ ระดับมาโฮพื้นฐานไอริสคือระดับต้นโพธิ์ แค่นี้ก็สูงกว่าชาวบ้านแล้ว แต่นางยังสามารถใช้มาโฮพิเศษ เพิ่มทวีมาโฮให้สูงกว่านี้

ไอพลังมาโฮแตกซ่านเป็นละอองแสงพร่างพราว ดวงตาไอริสลุกโชนด้วยความกล้าแกร่ง

และ…

“จงขานรับคำเชิญข้า “ภูตไฟรูบี”[กระรอกไฟบิน]”

ท่ามกลางสายตานับพันมีความตื่นตะลึก เด็กน้อยสงสัย ผู้ใหญ่สูดหายใจ นั้นเพราะคำว่า ภูต ภูตวิเศษที่คนธรรมดามองไม่เห็น และมิสามารถสัมผัสถึงการคงอยู่ของพวกภูต เฉกเช่นเดียวกับวิญญาณ ผี สิ่งมีชีวิตพิสดาร ภูตวิเศษนอนอยู่ทุกหนแห่ง เมรัยกล้าบอก แต่หมอผีน้อยก็บอกอีกอย่างคือ มนุษย์ส่วนมากไม่สามารถสานสัมพันธ์กับภูต ภูตไม่รักมนุษย์ เรื่องมองหาคนที่สื่อสารกับภูตได้จึงเป็นเรื่องหายาก และเพราะไอริสอัญเชิญ เรียกภูตไฟได้ ใครเห็นก็แตกตื่นเป็นธรรมดา

“นางมีวิญญาณที่ดี”เมรัยอมยิ้ม มองไอริส ภูตรักเด็ก เกลียดผู้ใหญ่ ดังนั้นเด็กๆจึงมีสิทธิ์และพลังในการมองเห็นภูตมากกว่าผู้ใหญ่

ภูตไฟของไอริสคือกระรอกหางยาว ตัวสีดำคล้ายเถ้าธุลี ดวงตาสีแดงฉานมีเปลวเพลิงระบาย ตัวกระรอกเล็กน่ารักน่ากิน นารีมองไอริสหยอกเล่นกับภูตไฟก็ให้อิจฉาเบาๆ

กระรอกน่ารักจัง นางอยากจับบ้าง

“ช่วยข้าหน่อยนะ รูบี”

“…”

กระรอกไฟร้องกังวาน ยิ้มและแลบลิ้นเลียแก้มไอริส คราวนักสู้น้อยประสานพลังมาโฮกับภูตไฟทำให้พลังมาโฮของไอริสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วปานรถไฟใส่ถ่านหินเพิ่มพลังเครื่องจักร ไอริสสั่งให้รูบีช่วยสร้างเปลวเพลิงอาบกริชสองเล่ม กระรอกไฟก็รับคำสั่งพ่นไฟอัคคีภูตห่อกริชไอริส กริชเงินรับการเสริมพลังธาตุไฟจากเปลวเพลิงภูตทำให้มันมีพลังทำลายล้างสูง และร้อนยิ่งกว่าไฟปกติ

ร้อนพอหลอมละลายกำแพงปราสาท

“ลุยกันรูบี”

“ซ่า”

ไอริสวาดลวดลายวิชากริชอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้แตกต่างกับครั้งแรก ยามนี้ในมือนางมีอาวุธอันตรายพร้อมเผาหัวนารี ดวงดาวน้อยแปลกใจกับลูกเล่นที่นักสู้น้อยใช้ ผสมผสานพลังกับภูต นารีนึกอยากลองอยากรู้ว่าเปลวเพลิงภูตจักร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิงมังกรจริงหรือไม่ ดวงดาวน้อยยิ้มร่าเริงพลางตั้งดาบสู้รบอย่างมิหลีกเลี่ยงการปะทะ

เปลวเพลิงภูตสาดส่อง แสงพร่างพราว

ประกายดาบต้องสาปเงื้อตีสวนกลับ

เพล้ง!!

ไอมาโฮธาตุไฟสยายปีกผลักดันสองกริชต้านแรงดาบจ้าวแห่งดวงดาว สองศาสตราวุธปะทะผลักดันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไอริสทรุดเข่ายกแขนต้านไว้สุดแรงชีวิต นารียืนกดดาบสองมือ ภายใต้หน้าสีดำทมิฬคือรอยยิ้มที่หากเมรัยเรไรเห็นแล้วต้องสะอึก

อึก

ไอริสกัดฟัน เข่าเจ็บ สะโพกคล้ายจะหักแตก มือร้อนเหมือนโดนน้ำลวก ความเจ็บรวดร้าวแล่นผ่านฝ่ามือจรดลงสู่ฝ่าเท้า พลังของนารีมากมายเหลือเกิน ขนาดนักรบอันดับหนึ่งยังต้านไม่ไหว แล้วนับประสานเด็กน้อยไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจักลองดี

ไอเย็นระเบิดแตกปะทุอ้ากว้างดุจปากพญานาค เงาสะท้อนดวงดาวน้อยปรากฏกายใต้คลื่นพลังมหาทวี

ตูม

!! นักสู้น้อยตัดสินเด็ดขาด นางรับแรงกดดันไม่ไหวจึงเบี่ยงวิถีกริชทำให้คมดาบนารีฟันทุ่มใส่พื้นลานประลอง พื้นหินที่คิดว่าหนาเท่ากำแพงปราสาทแล้ว มันยังแตกพังทลายเป็นหลุมปานมีดาวตกพุ่งชน ไอริสกลิ้งหนีกับรูบี ใจตระหนักผวา ปากสั่น

เมื่อครู่นางตั้งรับพลัง…ขนาดนั้นเลยรึ

“…”

นารีเงื้อดาบ ดึงส่วนคมที่ปักทิ่มพื้นลานประลอง ดวงดาวน้อยยืนตระหง่านในหมอกควัน ประกายดวงตาของหน้ากากทอไสวเฉกเช่นอสูรร้าย

เลือดเย็น..ดำสลัว…เพียงสบสายตาก็แถบสิ้นใจตาย..แววตาแห่งห้วงจักรวาลที่ปกคลุมด้วยรัตติกาลนิรัน

 “นารีมีความแค้นอะไรกับแม่หนูนั้นหรือ”เมรัยดึงแขนเสื้อเรไร ปักษาน้อยส่ายหน้าปานหุ่นกระป๋อง ไหนนารีบอกจะสอนไอริสมิใช่หรือ

นี่ไม่สอนโหดไปหน่อยรึ!!!

สองสาวน้อยให้ตกตะลึง ส่วนผู้ชมทั้งสนามลอบวิตกว่าศึกครั้งนี้จะจบไม่สวยเสียแล้ว เห็นไอริสยังเด็ก และอีกฝ่ายก็ดูเด็กเช่นกัน แต่ก็แค่รูปร่างภายนอกที่ดูอ่อนเยาว์ มิรู้อายุจริงน้อยด้วยหรือไม่ บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวด้วยไอมาโฮไอริสเริ่มเก็บของย้ายบ้านหนี แทนที่ด้วยไอเย็นละมุนละไม มันมิหนาวเหมือนลมฤดูหนาว แต่มันหนาวเหมือนกำลังนั่งในห้องเก็บศพ นอนหลับข้างๆศพที่ไม่รู้จัก

“อึก”

ไอริสลุกยืน พยายามหลบสายตาพิฆาต แววตากดดันอุดมด้วยพลังยิ่งใหญ่ปานมองดูก้นจักรวาล ไอริสกัดฟันเลือดซึม นางมองรูบี ที่ขนาดมันเป็นภูตยังสั่นระริก หดหางหดหัวมิกล้าใกล้นารี “ไม่ต้องกลัว”ไอริสพยายามปลอบใจคู่หู นางยังแพ้ตอนนี้มิได้ ห้ามหยุดตรงนี้ นางฝันอยากเป็นนักสู้อันดับหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งปานใด นางจะไม่ยอมแพ้

เพิ่มมาโฮ

ตึก… หัวใจนางยังไม่ยอมแพ้

นักสู้น้อยฝืนลุก มือกำกริช สีหน้าราบเรียบพร้อมประจันหน้าศัตรูตัวฉกาจ

นารีเงียบกริบ มิเอ่ยอันใดปานผีปิดปาก นางยกดาบคราวนี้เปลี่ยนเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน

เคล้ง!!!

คมดาบอาบเปลวเพลิงเหวี่ยงกระแทงสองกริชที่ชูตั้งรับ พลังมหาศาลอัดร่างไอริสลอยกระเด็นพุ่งเหนือลานประลอง นักสู้น้อยอ้าปากร้อง แต่สติยังไหว นางรีบหมุนตัวตั้งท่าให้ลงพื้นอย่างปลอดภัย คราวเท้าน้อยแตะพื้น นางก็พุ่งกระโจนเข้าฟัดนารีทันทีทันใด ต่อให้แม้ยังมองหาทางเอาชนะไม่ได้ แต่ห้ามหยุดนิ่งเด็ดขาด

เพราะนารีเอาจริงแล้ว กลิ่นอายนางบอกไอริส หากนักสู้น้อยหยุดพักหายใจ

นางอาจตาย..ทันที

เพล้ง เพล้ง ผัวะ

ตี ตี และหลบ ไอริสหลบดาบสำเร็จ ทว่าไม่สามารถหลบฝ่าเท้าที่นารีเงื้อถีบบีบท่อนขาซ้าย เด็กสาวกระอักสำลัก นางเจ็บขาเหมือนโดนค้อนเหล็กทุบตีก็มิปาน ไอริสเจ็บจนทรุด นารีเห็นอีกฝ่ายทรุด ดวงดาวน้อยก็สานต่อกระบวนท่า หมุนตัวเหวี่ยงขาแตะอัดหน้า ปัก!!

          โลหิตเลือดสาดกระจายเปื้อนลานประลอง ไอริสถูกเตะหน้าหันไปจูบพื้น

          “…”

          เพราะกลัวไอริสคอหัก นารีจึงผ่อนแรงให้น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

          ผู้ชมหลายคนเป็นห่วงไอริส แต่ก็แอบร้องให้เด็กสาวลุกขึ้น ซึ่งนางไม่ทำให้ใครผิดหวัง

          ไอริสยกมือและค่อยๆยันตัวยืนโซเซ นางจับกริชแน่นมิยอมปล่อย เจตนาสู้ต่อ

          พลังใจจะทำให้นางชนะ นางเชื่อเช่นนั้น

 “แฮกๆ”ไอริสหอบ เสียงแหบพร่า นางวาดกริชสาดเปลวเพลิงขวางนารี หวังฉวยโอกาสถอยร่น ไอริสบาดเจ็บทั่วตัว บาดแผลประปราย ภูตไฟรีบเร่งวิ่งมาเกาะไหล่ไอริส มันพ่นดวงไฟดวงหนึ่งให้ไอริสกิน นักสู้น้อยยิ้มอ่อนแรงบอกขอบใจคู่หู ไอริสหยิบดวงไฟเข้าปากและกลืนลงคอ คราวนางรู้สึกมีพลังกายเพิ่มขึ้น บาดแผลสนามรักษาจนหายสนิท สีหน้าแจ่มใสดั่งเช่นยามแรกสู้กับนารี นี้คือหนึ่งในพลังวิเศษของภูตไฟรูบี “ดวงไฟฟื้นฟู[พรรักษากระรอกปิ้ง”

ไอริสกำมือ และตบแก้ม นางยังไหว นี้คือพลังชีวิตที่สอง

“เอาล่ะนะ”

ไอริสตั้งกระบวนท่า รูบีพ่นไฟข่มขวัญ สองเจ้านายสัตว์เลี้ยงผสมผสานพลัง เพิ่มทักษะ ความสามารถพิเศษ

เพิ่มมาโฮ

ตึก.. ไอพลังมาโฮธาตุพวยพุ่งแพร่ขยายขอบเขตความร้อนถึงขอบสนาม นักสู้ ผู้ชม แต่ละคนเริ่มตะลึงพลังมาโฮไอริส เพราะว่ามันเพิ่มระดับสูงอีกแล้ว ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ระดับเหนือต้นโพธิ์ แต่มันสูงแตะระดับท้องฟ้า

กายเนื้อไอริสเริ่มร้อนระอุดุจนางกลายเป็นภูตไฟ ผิวหนังแข็งมีเกล็ด หัวใจหลอมเป็นเหล็กไหล ดวงตาทอไสววูบวาบ เส้นผมเริ่มมีเปลวไฟลุกโชน นักสู้น้อยกัดฟันทนความเจ็บในอก นางต้องทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อชนะ ดังนั้นความเจ็บปวดแค่นี้ นางทนไหว

“ย้าก”

เริ่มรับมือยาก นารีไม่ห่วงกระบวนกริชไอริส แต่เริ่มระแวงและห่วงพลังมาโฮระดับท้องฟ้า พลังมาโฮระดับนี้เกินกว่าเด็กน้อยจะควบคุม ยิ่งพลังของมันสามารถสร้างเปลวเพลิงให้ร้อนยิ่งลมหายใจมังกร ไอร้อนของมันสามารถเผาอากาศ แผดทุกสิ่ง มันลุกโชติช่วงอย่างบ้าคลั่ง นารีตั้งดาบรับกริชได้ แต่ให้นางหลบเลี่ยงเปลวเพลิงที่มีมากมายเช่นนี้ ยากเอาเรื่อง

ไฟจะเผาหัวนางแล้ว

“นี่แนะ”

กวาดกริชฟันแขนนารี คมกริชกระแทงเกราะดาราทำให้เกิดแรงปะทะของสองสิ่ง นารีสังเกตเห็นการจู่โจมไอริสแปลกประหลาดกว่าครั้งก่อนๆ เหมือนการจู่โจมนางซ้อนทับกันสองสามครั้ง “น่าสนใจ”นารียกดาบปัดป้องกริช เฝ้าสังเกตการณ์การจู่โจมที่ตีครั้งหนึ่งเหมือนตีสามครั้ง ไอริสสูดหายใจลอบปาดเหงื่อ ท่วงท่าการตีเช่นนี้ของนางต้องใช้พลังมาโฮมหาศาล ต้องเป็นระดับท้องฟ้าเท่านั้นจึงจะใช้ได้

ฟันหนึ่งครั้งเหมือนฟันสามครั้ง ใช้เป็นท่าพิฆาตเกราะดารานารีได้ดีเยี่ยม

กระบวนท่า “สาดหินอัคนี[เผลอๆมีเสาหินตกทับตัวแตก]”

เพล้ง เพล้ง เพล้ง

รูปการศึกเริ่มยุ่ง กระนั้นก็คล้ายเรียบง่าย นารีเอาจริงยอมแสดงเพลงดาบเหมือนครั้งที่สู้กับไรรีย์ บุกทะลวงและฟันกระหน่ำ ไอริสพยายามตั้งรับสุดความสามารถ อาศัยม่านเปลวเพลิงและให้รูบีพ่นไฟขังขวาด บดบังการมองเห็น นารีมีเงื่อนไขที่เป็นเสมือนโซ่ล่ามและพันธนาการนางอย่างร้ายแรงคือห้ามไม่ให้มีบาดแผล หรือเสื้อขาด ดวงดาวน้อยมิห่วงกระบวนกริช แต่ห่วงเปลวเพลิงที่มีมากมาย ไม่สิ้นสุด เช่นสู้กับปืนไฟ และไฟป่าที่โหมกระพือแผดเผาทุ้งหญ้า สรรพสัตว์

เกราะดาราอาจแตกหากรับความเสียหายเปลวเพลิงภูตไฟต่อเนื่อง

ทำได้ดี นารีชื่นชม พลางตัดสินปิดฉากการต่อสู้

“เปลวไฟร้ายกาจ แต่จำต้องฝึกมากกว่านี้..”

หน้ากากสีดำทมิฬยื่นประชิดแก้มไอริส พริบตาที่เสียงกระซิบแว่วสะกิดหูนักสู้น้อย ไอริสเบิกตากว้าง คราวนางเห็นร่างนารีผละห่างออกไปช้าๆ

ฟิ้ว….

เพลงดาบวงแหวนทะเลทราย[ประหารอสูรกายแห่งท้องทรายดำ”

..

… / \ \ \ / / / / \ // \ // X

“….อ๊ากกกก”

นารีกระโดดถอยห่าง ปรายตามองไอริสที่ถูกฟันด้วยกระบวนเพลงดาบที่มีไม่กี่เพลงของนารี ร่างไอริสโดนพลังคมดาบฟันตัวลอยเหนือลานประลอง คราวถูกอีกคมดาบนับห้าสิบฟันกระหน่ำในชั่วพริบตา รัศมีไอเย็นวาดตวัดระยิบระยับ สร้างบาดแผลความเสียหายระดับที่เวลายังมองหาความเจ็บไม่ทัน คนก็กรีดร้องเสียแล้ว ผู้ชมทั้งหลายแม้นเสียใจกับไอริส แต่ก็ปรบมือ ตะโกนให้ชัยชนะของนารีดังกระหึ่ม

แพ้แล้วหรือ…

ไอริสหูอือ มิยินเสียงใด แต่รู้สึกเหมือนมองเห็นใบหน้าชุ่มน้ำตาของเพื่อนๆข้างสนาม เสียงตะโกนคุณปู่ เสียงร่ำไห้ เสียงกำหมัด นางเหมือนยินเสียงพวกนั้น แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน ทั้งโลกช่างเงียบงัน นางเจ็บจนไม่รู้สึกอันใด แขน ขา หัว ไหล่ ทุกอวัยวะราวไม่ใช่ของนางเหมือนหุ่นไล่กาที่แขนขาโดนอีกาจิกกัด ไอริสเป็นอันใด นางเหมือนตกลงสู่ห้วงแห่งความว่างเปล่า ตัวหนักอึ้งเหมือนมีใครยัดแผ่นเหล็กใส่เนื้อ ใต้ผิวหนัง

สัญญา…

ภาพความทรงจำต่างๆลอยเบื้องหน้าราวจักย้อนวันวาน

ภาพคุณแม่คุณพ่อ ใบหน้าพวกท่านที่บอกลานาง ภาพคุณปู่หลับตามือกำยำลูบหัวนางเพื่อปลอบว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ภาพเพื่อนสนิทพยายามช่วยนางจากสัตว์ประหลาดจนเพื่อนรักนางเสียแขนซ้าย ภาพนางฝึกฝนท่ามกลางสายฝน ภาพนางนอนไม่หลับเพราะกังวลและตื่นเต้นกับการแข่งขัน ภาพนางกำมืออธิษฐานต่อดวงดาว ภาพของทุกคน…

สัญญาว่าต้องชนะ

“ชนะ…”

ทำไมมันเจ็บปวดเหลือเกิน…ยามเอ่ยคำนี้

เจ็บขาดใจ ทว่านาง… “อยากชนะ..”

เสียงกู่ร้องดังกลบเสียงพึมพำอันแผ่วเบาและประกายแสงสายฟ้าสีแดง กระนั้นนารีได้ยินเสียงไอริส ดวงดาวน้อยหยุดยืนมองยังสถานที่แห่งนั้นที่ไอริสล้มลง…

ไม่ใช่

“เฮ้ยเด็กนั้น”

“ไอริส..”

นักสู้น้อยฝืนลุกทั้งที่ไม่ไหว ไม่นานนางล้มหงายหน้าฟาดพื้นลานประลอง สภาพร่อแร่จวนเจียนสิ้นลมหายใจ ผู้ประสานงานยังไม่ขานชื่อผู้ชนะ เขากำลังจะขานชื่อนารี แต่พลั่งหยุดหายใจ รอดูไอริสอีกสักครู่ เขาเองเป็นหนึ่งคนที่หวังให้นางลุก

พอเถอะ…

…ลุกสิแม่หนู

แค่นี้ก็ดีแล้ว…

…นางยังไหวน้า

นางใกล้ตายแล้วกระมัง…

นาง…

ลุกสิ”ท่ามกลางเสียงแห่งจุดจบและใกล้จบ เรไรผงะ หันขวับมอง เมรัย หมอผีน้อยจับจ้องไอริส มือกำหมัด..

หรือว่า…เรไรมองนารีสลับมองเมรัย

--

“ไม่ดีแน่..”คุณปู่บนที่นั่งผู้ชมเด้งตัวโดยพลัน เขาสังหรณ์ใจไม่ดี สัมผัสเค้ารางบางสิ่ง

ส่วนไอริสสตินางมิค่อยดีนัก กระนั้นนางยังสู้ไหว ใช่นางยังไหว ไม่สนว่าใครจะว่าอย่างไร จะให้แรงใจนางหรือบอกให้นางเลิก

ไอริสไม่ยอม นางยังไปได้ไกลกว่านี้

“หยุดนางเร็ว”

คุณปู่เจ้าสำนักจระเข้ลุกจากที่นั่งพยายามร้องเรียกให้ใครสักคนหยุดหลานสาว กระนั้นก่อนที่ใครทันลงมือหยุดยั้ง

มันก็สายเกินไปเสียแล้ว…

เพิ่มมาโฮ

ตึก…

พลังมาโฮระดับท้องฟ้าพุ่งทะลุขีดจำกัด ทะลุม่านฟ้าระดับ…ไปไกลแตะดวงจันทร์…และ

ไกล…เหมือนจะไม่หยุดนิ่ง..อีกแล้ว

“อ๊ากกก”

เสียงร้องโหยหวนดังสั่นประสาท ผู้ชมแตกตื่น สถานการณ์เริ่มเลวร้าย กระนั้นดวงดาวน้อยยืนเฉย

 “…”

นารีเหงื่อตกพลางเบิกตามองเสาพลังมาโฮพุ่งทะลุยอดนภา ไอมาโฮแตกซ่าน คราวไม่นานนัก มันก็สูงทะยานไกลแตะ..ดวงดาว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น