หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 12 หอฟางเหนียง 2 [ฉบับตีพิมพ์]

ชื่อตอน : บทที่ 12 หอฟางเหนียง 2 [ฉบับตีพิมพ์]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2561 13:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 หอฟางเหนียง 2 [ฉบับตีพิมพ์]
แบบอักษร

หอโคมเขียวเป็นอาคารไม้สองชั้น ชั้นล่างตรงทางเข้าแขวนโคมไว้นับสิบ เมื่อมองขึ้นไปตรงระเบียงชั้นบน พบสตรีสองนางถือผ้าเช็ดหน้าโปร่งบางสีชมพูโบกสะบัดไปมา ริมฝีปากสีแดงเจิดจ้าโปรยยิ้มให้กับบุรุษที่เฝ้ามองอยู่ด้านล่างอย่างเชิญชวน บ้างก็โปรยกลีบกุหลาบ ขยิบตาบิดสะโพกสักหนึ่งทีค่อยเดินกลับเข้าไปด้านใน เพียงเท่านี้บุรุษใหญ่น้อยล้วนแล้วแต่ลุ่มหลง พากันเดินเข้าออกหอโคมเขียวไม่ขาดสาย

                หลี่หยางหลงมัดหมิงเฮ่าไว้ตรงเสาไม้ด้านข้างหอโคมเขียวแล้วหันมาสบตาเธอก่อนเดินนำเข้าไปด้านใน ผ่านประตูเข้ามา เสียงดีดพิณขับร้องแสนไพเราะ ชวนให้นึกถึงสรวงสวรรค์ กลางอาคารมีเวทียกพื้นสูง บนนั้นสตรีนางหนึ่งกำลังร่ายรำและจับร้อง มีสตรีอีก    ผู้หนึ่งนั่งดีดพิณด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย นางสวมชุดกระโปรงสีชมพู    ด้านบนเป็นผ้าโปร่งบางแขนยาว ตรงช่วงอกน่าหลงใหลด้วยเนินอกที่ทะลักล้น นับว่าที่แห่งนี้เป็นสวรรค์ของบุรุษอย่างแท้จริง

                ถิงถิงขบริมฝีปาก ค่อยๆ หันไปมองท่านแม่ทัพ เสี้ยวหน้าด้านข้างที่ปรากฏแก่สายตายังคงเป็นหลี่หยางหลงไม่เปลี่ยนแปลง บุรุษผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด แข็งแกร่งหินผา และเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง แม้มีสตรียั่วยวนต่อหน้า ไม่แน่ว่าเขาจะรู้สึกรู้สา

                เสียงขับร้องจบลงแล้ว นักแสดงบนเวทีปรับเปลี่ยนเป็นคนใหม่ คราวนี้เป็นสตรีผู้ซ่อนใบหน้าใต้ผ้าโปร่งบางสีแดงเลือดหมู เสื้อผ้าที่สวมเป็นชุดกระโปรงสีแดงขาว ชายประโปรงปักลายดอก    เหมย ยามสตรีนางนั้นร่ายรำเกิดเป็นความงดงามชวนมองจนไม่อาจละสายตาได้ ในเวลาไม่กี่เค่อสตรีผู้นี้สามารถตรึงสายตาผู้คน ทำให้เสียงพูดคุยโห่ร้องเงียบสงัดลงได้ แม้แต่หายใจ บุรุษทุกผู้ในนี้คง       ไม่กล้า

                สตรีผู้นั้นบิดเอวอ่อนช้อย เสียงพิณเงียบลงพร้อมกับผ้าที่ปิดหน้านางไว้ถูกดึงออก เผยให้เห็นความงามแบบล่มบ้านล่มเมือง ใบหน้ารูปไข่งดงามด้วยคิ้วรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดวงตาเรียวยาว ปลายหางตาตวัดโค้งขึ้นดั่งนัยน์ตาหงส์ ลูกนัยน์ตาดำสนิทหากอ่อนหวานงดงามดั่งดอกท้อเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ ริมฝีปากเล็ก สีชมพูเหมือนผลอิงเถา[1]  ชุดที่สวมแนบไปตามเรือนร่าง เอวคอดกิ่ว สะโพกผาย นี่คือรูปร่างอันน่าหลงใหลอย่างแท้จริง

                เสียงปรบมือดังกึกก้องพร้อมกับปรากฏกายของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งบนเวที นางโอบกอดสตรีผู้งดงามดั่งนางฟ้านางสวรรค์

                “ท่านบุรุษทั้งหลาย โปรดปรบมือให้ฟางหรูอีกสักครั้งได้      หรือไม่”

                เสียงปรบมือดังระรัวขึ้นอีกครั้ง มีเสียงพูดคุยต่ำๆ เสียงโห่ร้องเบาๆ ดังมาจากชายกลุ่มหนึ่ง

                “วันนี้เป็นวันดี หอฟางเหนียนของเราจึงตั้งใจมอบของขวัญแก่พวกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นใต้เท้าสังกัดกรมกองใด คุณชายจากสกุลใดล้วนมีสิทธิ์ช่วงชิง...” สตรีนางนั้นผายมือไปข้างกาย “ฟางหรูของเรา!”

                เสียงเฮดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง บรรดาบุรุษทั้งหลายมีความกระหายและกระตือรือร้นขึ้นมาถึงแปดส่วน บนใบหน้าของแต่ละคนมีทั้งความยินดีและวาดหวัง ดูทีแล้วแม่นางฟางหรูผู้นี้คงเป็นคนดังของหอโคมเขียวแห่งนี้กระมัง

                ถิงถิงพิจารณาสตรีตรงหน้า เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ก็คาดเดาไว้ในใจว่าคงยังไม่ถึงสิบแปดปี เป็นดรุณีแรกแย้มที่หมู่ภมรอยากจะดอมดมยิ่งนัก

                “กติกาของเรา ช่างง่ายดายยิ่งนัก” สตรีนางนั้นปรบมือสองครั้ง ปรากฏชายวันฉกรรจ์สองคนแบกหุ่นที่ทำจากฟางตัวหนึ่งมาวางบนเวที บนนั้นมีกระดาษแปะไว้ ทั้งตรงส่วนกลางหน้าผาก หัวใจข้างซ้าย เข่าข้างขวา และมือข้างซ้าย

                “หองฟางเหนียงมีธนูตระเตรียมให้พวกท่านคนละสี่ดอก”    นางชี้มือไปที่แผ่นกระดาษาเล็กๆ แต่ละแผ่น “ในสี่ตำแหน่งนี้ หากคุณชายท่านใดสามารถยิงธนูได้อย่างแม่นยำ หอฟางเหนียนของเราขอยกฟางหรูให้เป็นของท่านหนึ่งคืน!”

                เสียงเฮดังลั่นกึกก้องราวกับอสนีบาต ถิงถิงถึงกับยกมือปิดหู ทำหน้าตาย่นยู่ เหลือบมองท่านแม่ทัพ เขาเพียงยืนกอดอก ดวงตาจับจ้องสตรีนางนั้นไม่วางตา ไม่แน่ว่า...เขาอาจจะเจอสตรีที่ถูกใจเข้าแล้วกระมัง

                ถิงถิงกัดริมฝีปาก สะบัดหน้าไปทางอื่นแล้วทำสีหน้า           เบื่อหน่ายยิ่ง

                “ไม่ทราบคุณชายท่านใดต้องการลงชิงชัยบ้าง โปรดยกมือ...”

                พูดยังไม่ทันจบประโยค บุรุษในหอโคมเขียวล้วนยกมือกันพรึ่บพรั่บ

                เฮ้ออ...คิดไม่ออกจริงๆ หากเป็นเธอยืนอยู่บนเวทีนั่นและให้ผู้ชายมาช่วงชิงเช่นนี้จะมีสักกี่คนยกมือให้เธอ เผลอๆ แม้แต่คนเดียวก็คงไม่มี

                ถิงถิงรู้สึกปลงอนิจจังเล็กน้อย ในเศษเสี้ยวหัวใจอดอิจฉาความงามของฟางหรูไม่ได้

                คุณชายมากหน้าหลายตา จากหลายสกุลและทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมชิงชัยในการแย่งตัวฟางหรู ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ถิงถิงยืนจนขาแข็ง ทั้งเบื่อทั้งง่วง หาวเป็นร้อยครั้งแล้วกระมัง หากหลี่หยางหลงกลับไม่คิดกระดิกตัวไปไหน เขาเฝ้ามองการแย่งชิงสตรีนางหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง

                ถิงถิงถึงกับทรุดตัวลงนั่งยองๆ เกยคางกับเข่าแล้วอ้าปากหาวหวอดๆ น้ำหูน้ำตาไหล ยกมือเช็ดเป็นสิบครั้ง กระทั่งได้ผู้ชนะนามว่าเจียวมิ่ง เขาแม้ยิงธนูสี่ดอก โดนเป้าเพียงสามตำแหน่ง ได้ยินว่าเป็นคุณชายสกุลหานมากจากหัวเมืองทางใต้ เดินทางหลายร้อยลี้เพื่อชมโฉมสตรีที่งดงามที่สุดของหอฟางเหนียงอันเลื่องชื่อ

                วันนี้เจียวมิ่งไม่เหนื่อยเปล่า ดั้นด้นมาถึงจิ้นอันขนาดนี้แสดงว่าหลงใหลฟางหรูยิ่งนัก ความพยายามนี้จะมีใครอื่นสมควรได้รางวัลอีก ฟางหรูเป็นของเขาย่อมถูกต้...

                “ข้า...” จู่ๆ ท่านแม่ทัพก็ยกมือ “ขอเข้าร่วมชิงชัยด้วย”

                เอ่อ...คงไม่ถูกต้องแล้วกระมัง

                สตรีผู้งามเลิศในแผ่นดิน ไฉนเลยจะไม่คู่ควรกับท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่

                ฟังว่าฟางหรูเองแม้อยู่ในหอโคมเขียวมาตั้งแต่เล็ก แต่นางก็ไม่เคยต้องรับแขกเหมือนพี่สาวคนอื่น นางมีหน้าที่เพียงร่ายรำและขับร้อง บางวันอาจบรรเลงผีผา[2] หรือเอ้อร์หู[3] ด้วยท่วงทำนองอันงดงาม นุ่มนวล ชวนเคลิบเคลิ้ม นางจึงเป็นที่หมายปองของบุรุษ      ทั่วหล้า ทุกคนต่างหวังช่วงชิงเพื่อเป็นชายคนแรกผู้ครอบครองสตรีผู้งดงามประหนึ่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบผู้นี้

                คนอื่นมุ่งหวังในตัวนาง ถิงถิงไม่คิดสงสัยอันใด แต่กับบุรุษ ผู้เย็นชาดั่งต้นไม้ที่รากหยั่งลึกจนไม่ไหวเอนตามแรงลมผู้นี้จะหมายปองฟางหรูเหมือนผู้อื่น

                อา...นางเข้าใจแล้ว ที่เขาไม่ยอมแต่งเซี่ยอี้เป็นภรรยาเสียที คงเพราะปักใจรักสตรีผู้นี้ไปแล้ว

                เข็มไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเล่มทิ่มแทงหัวใจของถิงถิงจนสะบักสะบอม เธอยืนนิ่ง ตัวแข็งค้าง สติหลุดลอยไปชั่วขณะ มารู้สึกตัวก็ตอนได้ยินเสียงฮือฮาจากคนรอบกาย

                ท่านแม่ทัพยิงถูกเป้าสามตำแหน่งแล้ว เป็นการยิ่งตรงกลางเป้า สมบูรณ์แบบและแม่นยำยิ่ง เป้าสุดท้ายคือเป้าที่เล็กที่สุดบนอกข้างซ้าย...ตำแหน่งของหัวใจ

                เขายกคันธนู ดึงสายธนู เพ่งสมาธิ เล็งที่จุดเดียว

                เพียงพริบตา ฟิ้ว...ลูกธนูพุ่งออกจากแหล่ง ปักลงตรงใจกลาง แม่นราวกับจับวาง!

                ไม่ทราบเมื่อครู่ตนเองสาปแช่งไม่ให้โดนไปกี่คำ หากสุดท้ายด้วยฝีมือของแม่ทัพเจี๋ยตู้สื่อผู้นี้ เขาย่อมได้รับชัยชนะอย่างใสสะอาด

                “ยินดีด้วยคุณชาย นับจากตอนนี้จนถึงเช้าวันพรุ่ง...” สตรีนางนั้นจับมือฟางหรู จูงให้เดินลงเวทีมาหยุดยืนตรงหน้าท่านแม่ทัพ

                “ฟางหรูเป็นของท่านแล้ว”

                นางวางมือของฟางฟรูบนมือเขา ถิงถิงแม้อยู่ไกลก็เสมือนถูกลูกธนูดอกนั้นปักลงบนหัวใจ ไม่อาจมองภาพบาดตาได้ จึงหมุนตัวหันหลัง คิดแหวกฝูงชนออกไป เพียงก้าวที่สอง เสียงของท่านแม่ทัพทำให้ต้องหันกลับมา

                “ท่านโปรดให้รางวัลแก่น้องชายของข้าได้หรือไม่”

                “นะ...น้องชาย?”

                “ตั้งแต่เล็กจนโต มันไม่เคยออกไปไหน เอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน หากได้แม่นางฟางหรูเป็นเพื่อนพูดคุยสักคน มันอาจจะหายจากโรคกลัวผู้คนก็เป็นได้”

                เขาประสานมือ โค้งคำนับต่ำยิ่ง

                “คงต้องขอความกรุณาจากท่านแล้ว”

                บังเกิดความเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนสตรีวัยกลางคนผู้นั้นจะเอ่ยปาก

                “น้องชายของท่าน คนไหนเล่า”

                ท่านแม่ทัพยืดตัวขึ้น เดินแหวกฝูงชนเข้ามาหาเธอ ถิงถิงยังงุนงงจึงได้แต่ยืนทำหน้ามึนอยู่เช่นนั้น

                “น้องชายของข้า ซือเป่า”

                คนยังทำหน้าโง่งม กลับถูกพี่ชายกำมะลอสะกิดด้วยศอกตรงสีข้าง ถิงถิงสะดุ้ง ค่อยรู้สึกตัว รีบยกมือคารวะ ศีรษะก้มต่ำยิ่ง

                “ข้า...ซือเป่า”

                โดนถองศอกอีกครั้งหนึ่ง สีข้างด้านนั้นชักจะระบมแล้ว ตอนขยับตัวถึงกับเจ็บเล็กน้อย ยามนั้นฟางหรูเดินมาใกล้ ถิงถิงตะลึงจ้องมอง กลิ่นหอมกรุ่นกำจายที่มาจากตัวนางนั้นเป็นกลิ่นพิเศษที่เธอเคยได้กลิ่นมาก่อน…กลิ่นบนตัวหวังลู่เสียน! และกลิ่นบนตัวของท่านแม่ทัพหลังกลับจากวังชินอ๋อง!

                ถิงถิงถูกถองศอกอีกครั้ง เมื่อจ้องหน้าของฟางหรูนานเกินไป เธอรีบหลบสายตา

                “ซะ...ซือเป่า...ขอบพระคุณท่านน้า” เธอพยายามพูดตะกุกตะกัก สองตาจ้องมองพื้นไม่กล้าเหลือบแลมองผู้ใด ให้สมกับที่เป็นโรคกลัวผู้คน “ซือเป่า...ตามพี่ชายมาครั้งนี้ หวังจะฝึกความกล้า ไม่เขินอายผู้คนอีก”

                “น้องชายผู้นี้อาการน่าจะมากโข มิสู้คุณชายพาไปพบหมอ...”

                “ข้าพามันไปหาหมอทั่วทุกสารทิศ หากน่าเสียดายไม่มียารักษา จำต้องรักษาด้วยการให้พบปะผู้คน หมอท่านหนึ่งยังย้ำว่าควรให้มันสนิทสนมกับหญิงสาวผู้มีจิตใจดีและอ่อนโยน ตัวข้าได้ยินชื่อ   แม่นางฟางหรูมานาน ฟังว่าเป็นคนอ่อนโยนจิตใจดีผู้หนึ่ง ซ้ำยังชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก น้องของข้ายังชอบแม่นางมาก หากไม่ใช่แม่นางมันคงไม่ยอมเปิดปากพูดกับสตรีคนใด หากแม่นางยอมช่วยเหลือน้องข้านับว่าตระกูลซูของเราเป็นหนี้ท่านแล้ว”

                ถิงถิงยิ่งยืนห่อตัว ก้มหน้าคางชิดอก ท่าทางหวาดกลัวจน    ตัวสั่น เห็นเช่นนี้แล้วจะทำใจร้ายปฏิเสธได้อย่างไร สุดท้ายนางก็ยอมให้ฟางหรูอยู่กับเธอหนึ่งคืน

[1] 樱桃 ผลเชอร์รี่

**[2] (琵琶) มีกำเนิดมานานเกือบสองพันปี เส้นเสียงดังก้องกังวาน มีพลังในการแสดงสูง

[3] (二胡) เครื่องดนตรีที่เริ่มมีในสมัยราชวงศ์ถัง เสียงของซอสองสายสามารถแสดงถึงอารมณ์ และความรู้สึกได้เต็มเปี่ยมมีความเศร้าในตัวเอง จึงมักเอามาบรรเลงเพลงที่เน้นอารมณ์ซาบซึ้ง**

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น