กัลย์ดิษฐ์(fah-sai)

ห้ามคัดลอกดัดแปลงนิยายแม้เพียงแต่น้อยนิดใครทำขอให้ชีวิตพังพินาศย่อยยับพบหาความสุขไม่เจอทำอะไรก็ไม่มีวันเจริญ! ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ ถ้าชอบก็ช่วยกดไลค์+เม้นเป็นกำลังใจให้กันด้วยน๊าา รักกก❤❤❤

บทที่1 ตัวแสบของอาเดย์

ชื่อตอน : บทที่1 ตัวแสบของอาเดย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.1k

ความคิดเห็น : 53

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2561 18:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่1 ตัวแสบของอาเดย์
แบบอักษร

นิวยอร์ก บ้านแม็กเวล 

“คุณพ่อคะ นิรินอยู่เองได้ค่ะ ไม่เห็นต้องไปรบกวนคนอื่นเลยนะคะ” นิรินสาวน้อยวัย23ปี ที่เพิ่งเรียนจบมาและต้องการไปทำงานด้านแฟชั่นดีไซน์ที่อิตาลี กำลังร้องขอผู้เป็นพ่อที่อนุญาตให้เธอไปทำงานตามความฝันได้แต่ต้องไปอยู่ในความดูแลของ เดวิด ดาเลนติโน่ รุ่นน้องคนสนิทที่รู้จักกับเขามานานอีกทั้งตอนเด็กนิรินยังรักและตามติดเขาแจอีกด้วย 

“คนอื่นที่ไหนกันอาเดย์ก็เหมือนน้องชายพ่อ อีกอย่างพ่อบอกอาเดย์ไปแล้วค่ะลูก ไปอยู่บ้านอาเดย์น่ะดีที่สุดแล้ว อาเดย์จะได้คอยดูแลหนูได้ พ่อไม่ยอมให้ลูกสาวพ่อไปอยู่คอนโดหรืออยู่บ้านเช่าคนเดียวแน่” แม็กเวลหันไปมองสบตาลูกสาวที่มีนิสัยจอมดื้อเป็นที่สุด 

“นิรินโตแล้วนะคะ นิรินดูแลตัวเองได้ ก็เพราะคุณพ่อชอบทำเหมือนนิรินเป็นเด็กแบบนี้ไงคะ คนอื่นๆถึงมาคอยดูถูกว่านิรินไม่เอาไหนทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้” นิรินทำหน้างอพลางเดินไปนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ภายในห้อง 

“นิรินคะทำไมพูดจากับคุณพ่อแบบนั้น” นานะที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยขึ้นเมื่อเริ่มเห็นว่าลูกสาวของเธอทำตัวไม่น่ารักเอาเสียเลย 

“นิรินขอโทษค่ะ คุณพ่อขานิรินดูแลตัวเองได้จริงๆนะคะ” เมื่อหันไปเจอผู้เป็นพ่อทำหน้านิ่งลงก็รีบเดินไปออดอ้อนทันที 

“พ่อรู้ว่าลูกพ่อเก่งดูแลตัวเองได้ แต่พ่ออดเป็นห่วงไม่ได้ หนูเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวหากมีอะไรเกิดขึ้นมาหนูปกป้องตัวเองไม่ได้หรอกนะลูก” แม็กเวลยกมือลูบหัวลูกสาวสุดที่รัก 

“พ่อเป็นห่วงหนูนะ ถ้าหนูอยู่ในความดูแลของอาเดย์ พ่อคงสบายใจไม่ต้องคอยนอนไม่หลับ กระวนกระวายใจ กินข้าวกินปลาไม่ลง ไม่เป็นอันทำการ….”  

“โอเคค่ะๆคุณพ่อ นิรินยอมแล้วค่ะ” เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อแสดงอาการเยอะขึ้นมาก็ตกปากรับคำไปทันที ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าผู้เป็นพ่อนั้นแค่แสดง แต่ภายใต้การแสดงนั้นเธอเองก็รับรู้ดีว่ามีความรักและห่วงใยอยู่มากมายจริงๆ 

“ดีมากค่ะลูกสาวพ่อ” แม็กเวลจูบลงที่ศีรษะของลูกสาวอย่างรักใคร่ 

“ถ้าอย่างนั้นพ่อไปโทรบอกอาเดย์ของหนูก่อนดีกว่านะ ว่าอาทิตย์หน้าหนูจะไปแล้ว” แม็กเวลยีหัวลูกสาวเบาๆก่อนจะลุกเดินออกไป 

“ไม่ใช่อาเดย์ของหนูสักหน่อยค่ะ” นิรินพึมพำเบาๆเมื่อผู้เป็นพ่อเดินออกไป  

“หนูโตขึ้นอีกขั้นแล้วนะคะนิริน ไปอยู่ที่นั่นไม่ดื้อไม่เอาแต่ใจ ต้องเชื่อฟังอาเดย์และอามารีนนะรู้มั้ย” นานะเดินเข้ามาหาลูกสาว 

“นิรินจะพยายามค่ะ” นิรินหันมามองหน้าผู้เป็นแม่แล้วคลี่ยิ้มบางๆ

“ตัวแสบของแม่ ไม่อยู่แม่คงเหงาน่าดูเลยเชียว” นานะเข้าไปโอบกอดลูกสาวเอาไว้ 

“นิรินจะติดต่อมาบ่อยๆนะคะ แล้วถ้ามีช่วงวันหยุดยาวนิรินจะกลับมาหานะคะ นิรินรักคุณแม่ที่สุดเลย” นิรินกอดตอบผู้เป็นแม่ด้วยความออดอ้อน 

“แล้วนี่เก็บข้าวของหมดหรือยังล่ะคะลูก”  

“เก็บหมดแล้วค่ะคุณแม่ ก็เหลือแต่ของใช้จุกจิกอีกนิดหน่อย”  

“งั้นเดี๋ยวแม่ไปช่วยดูอีกแรงดีกว่าเผื่อเหลือเผื่อขาดอะไร ไปที่นู่นจะได้ไม่ต้องไปหาใหม่ให้ยุ่งยาก”  

“ค่ะคุณแม่” นิรินพยักหน้ารับน้อยๆก่อนที่จะพากันเดินออกไป 

อาทิตย์ต่อมา อิตาลี

“ค่ะคุณพ่อ นิรินถึงแล้วค่ะ ค่ะไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะคุณพ่อ ค่าา...งั้นแค่นี้ก่อนนะคะคุณพ่อนิรินจะได้ไปหาอาเดย์ ค่ะรักคุณพ่อค่ะ บาย...” สาวน้อยที่หอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระพะรุงพะรังหลายต่อหลายใบค่อยๆเดินแฝงตัวมากับกลุ่มคนมากมายที่เดินออกมาจากทางออกของผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินเพราะเธอไม่ต้องการที่จะเจอกับชายที่มารอรับเธอ 

“งืออ...นิรินขอโทษนะคะคุณพ่อคุณแม่ แต่นิรินไม่อยากไปอยู่บ้านนั้นจริงๆ” เมื่อเดินออกมาหน้าสนามบินได้ก็รีบเรียกแท็กซี่แล้วขนข้าวขนของขึ้นรถไปทันที 

“ออกรถเลยค่ะไปๆๆ” เมื่อขึ้นมานั่งบนรถได้ก็รีบเอ่ยสั่งทันที สายตาก็สอดส่องไปรอบๆก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ไม่เห็นแม้แต่เงาของชายรุ่นน้องคนสนิทของผู้เป็นพ่อ 

“ไปโรงแรมนี้นะคะ” เมื่อคิดว่าตนปลอดภัยก็ยื่นสมาร์ทโฟนเครื่องหรูให้กับคนขับรถได้ดูชื่อโรงแรมที่เธอตั้งใจจะไปพัก คนขับรถเองไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้ารับน้อยๆแล้วขับรถต่อไปเรื่อยๆ 

“เอ่อนี่มันไม่ใช่ทางไปโรงแรมนะคะ” เมื่อนั่งรถมาได้สักพักก็เอ่ยถามขึ้น เพราะรถกำลังวิ่งออกนอกเส้นทางที่เธอเปิดgoogle mapsในโทรศัพท์อยู่ 

“คุณคะ นี่มันไม่ใช่ทางไปโรงแรม! ฉันบอกไม่ได้ยินหรือไง!” นิรินเริ่มแผดเสียงดังแต่ชายคนขับรถก็หาได้สนใจในสิ่งที่เธอบอกเลยสักนิด 

“จอดรถเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้จอดไง!” เมื่อเห็นท่าไม่ค่อยจะดีเธอจึงตะโกนบอกออกไป สองมือพยามยามเปิดประตูรถแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อประตูนั้นล็อกอัตโนมัติจากทางด้านหน้า 

“นี่ฉันบอกให้หยุดได้ยินมั้ย! ปล่อยฉันลงนะ!” เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีจึงตัดสินใจสู้สุดชีวิต สองมือเรียวเล็กยกขึ้นทุบตีที่ร่างใหญ่ทั้งตบทั้งหยิกทั้งข่วนที่หน้าตาของชายหนุ่มโดยไม่ได้หวั่นเกรงว่ารถจะเกิดอุบัติเหตุเลยแม้แต่น้อย อย่างน้อยถ้าต้องเป็นอะไรก็ยังดีกว่าถูกชายแปลกหน้าพาเธอไปไหนทำอะไรก็ไม่รู้ 

“โอ้ยย..ฤทธิ์เยอะจริงๆ” ชายคนขับรีบจอดรถก่อนจะหันหน้ามาหาหญิงสาว มือหนารวบข้อมือน้อยๆของเธอไว้ได้โดยมือเพียงข้างเดียวของเขา ส่วนอีกมือก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วโปะลงที่ใบหน้าของเธอทันที  

“อื้ออ...อื้ออ..” นิรินพยายามดิ้นให้สุดแรงแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของชายฉกรรจ์ได้ ดวงตาสวยเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา นี่เธอจะต้องมาพบจุดจบแบบนี้จริงๆหรือ ได้แต่นึกขอโทษผู้เป็นพ่อแม่อย่างสุดหัวใจที่ดื้อดึงเอาแต่ใจ หากเธอเชื่อฟังยอมรอให้อาเดย์ของเธอมารับเธอก็คงไม่ต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้ และความคิดสุดท้ายเธอก็ต้องจบลงแค่นั้นเมื่อตอนนี้สติของเธอได้ดับวูบลงไปเสียแล้ว

เวลาต่อมา

ร่างบางที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาค่อยๆขยับกายลุกขึ้นนั่ง ตาสวยมองสำรวจไปรอบๆก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องโล่งๆห้องหนึ่ง ในห้องไม่มีข้าวของเครื่องใช้อะไร หน้าต่างสักบานก็ไม่มี มีแค่เพียงช่องลมที่แสงสาดส่องเข้ามาได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น 

“แกร็กๆๆ” นิรินลุกเดินขึ้นไปจับที่ลูกบิดประตู เธอพยายามเขย่ามันแต่ก็ไม่สามารถเปิดออกได้เหมือว่าประตูถูกล็อกจากทางด้านนอก 

“แกร็ก!” เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับชายร่างกำยำที่เดินอาดๆเข้ามาหาเธอ นิรินได้แต่ถอยหลังกรูดไปจนชิดติดกำแพงแต่ชายหนุ่มก็ตามเข้าไปประชิดตัวเธอไว้อยู่ดี 

“จะทำอะไรปล่อยนะไอ้บ้า!” นิรินยกมือขึ้นทั้งผลักทั้งดันเขาให้ออกห่างแต่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งเธอดิ้นชายหนุ่มยิ่งจับตัวเธอเอาไว้ก่อนจะกระชากร่างเธอให้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดแล้วจับเธอกดให้นอนราบลงกับพื้นห้องทันที 

“ปล่อยนะ! อย่าทำๆ ฮึก...” นิรินร้องอ้อนวอนขอด้วยน้ำตาไหลริน โดยที่ตัวก็ยังดิ้นขลุกขลักไปมาภายใต้อาณัติแข็งแกร่ง 

“พอได้แล้ว” เสียงชายอีกคนดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มที่กดทับตัวหญิงสาวอยู่ยอมปล่อยเธอให้เป็นอิสระ หญิงสาวเมื่อหลุดจากพันธนาการของเขาได้ก็รีบถอยกรูดไปติดกำแพง และเมื่อเห็นช่องทางที่เธอพอจะหนีได้ก็รีบวิ่งสุดตัวไปยังประตูที่ถูกเปิดอ้าไว้ทันที 

“ปล่อย! ปล่อยฉันนะไอ้พวกบ้า! ไอ้เลว! ไอ้หน้าตัวเมียรังแกผู้หญิง!!!” เมื่อโดนคว้าตัวไว้อีกครั้งก็แผดเสียงดังลั่นใส่แม้ตาสวยจะหลับตาปี๋แต่ก็ออกแรงดิ้นสุดกำลังอีกครั้ง 

“นิรินลืมตา นี่อาเอง อาเดย์ของนิริน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง 

“อาเดย์! อาเดย์! ฮืออ...” เมื่อลืมตาขึ้นมาจ้องหน้าชายหนุ่มที่กอดเธออยู่ ก็ปล่อยโฮออกมาทันที สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบเอวชายหนุ่มเอาไว้ ใบหน้าสวยก็ซบลงที่อกกำยำของเขาด้วยน้ำตาไหลริน แม้จะผ่านมาหลายปีแต่อ้อมกอดของเขายังคงอบอุ่นเหมือนเดิม 

“ยังแสบเหมือนเดิมเลยนะเรา ตัวแสบของอา” เดวิดกอดตอบสาวน้อยแล้วยกมือขึ้นลูบหัวอย่างแผ่วเบา สาวน้อยที่ไม่ได้เจอมาเป็นสิบปีตอนนี้กลายเป็นสาวสวยสะพรั่งเต็มตัว แต่ก็ยังไม่วายมีนิสัยจอมดื้อรั้นเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน 

“ออกไปได้แล้ว” เดวิดเอ่ยสั่งชายหนุ่มอีกคน  

“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไป 

“ทำไมอาเดย์ถึง...หรือว่าอาเดย์...” นิรินผละออกจากอ้อมกอดชายหนุ่ม พลางจ้องหน้าเขาด้วยความสงสัย 

“ทีนี้รู้แล้วใช่มั้ย ว่ายังดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วยังจะอวดเก่งอีกมั้ย” เดวิดจ้องหน้าหญิงสาวนิ่ง เขารู้อยู่แล้วว่าจอมแสบอย่างเธอไม่มีวันยอมตกลงมาอยู่กับเขาดีๆแน่ เขาจึงให้เพื่อนคนสนิทไปเช่าแท็กซี่ทุกคันที่สนามบินเพื่อจะวางแผนให้เธอเจอกับเหตุการณ์แบบนี้  

“อาเดย์บ้าไปแล้ว เล่นแรงไปหรือเปล่าคะ รู้มั้ยนิรินกลัวแค่ไหน ฮึก...” นิรินก็ยืนจ้องหน้าเขาด้วยน้ำตาคลอ  

“ถ้าหากคุยด้วยเหตุผลดีๆนิรินก็ไม่ฟัง เพราะถ้าฟังนิรินจะไม่คิดหนีอาแบบที่ทำวันนี้เลย และถ้าอาไม่ทำแบบนี้ นิรินก็ไม่รู้ว่านิรินดูแลตัวเองไม่ได้ นิรินก็จะยังคงดื้อดึงที่จะไปหาที่อยู่เองอยู่ดี อาพูดถูกมั้ย”  

“……….” นิรินไม่ได้เถียงอะไรออกไปเธอได้แต่ยืนอยู่นิ่งๆ สองมือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม 

“อาขอโทษที่ทำรุนแรงไป แต่อาอยากให้นิรินรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงนิริน ทั้งพี่แม็ก พี่นานะ ทุกคนฝากฝังให้อาดูแลนิริน หากอาปล่อยให้นิรินไปอยู่เองเพียงลำพัง แล้วเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อาคงจะเสียใจไปตลอดชีวิต”  

“ถึงมาอยู่กับอาเดย์ นิรินก็ต้องไปทำงาน ออกไปข้างนอกอยู่ดีแหละน่า หรืออาเดย์จะตามติดนิรินทุกฝีก้าวหรือไงคะ” แม้จะเข้าใจที่ชายหนุ่มพูดแต่ก็ยังเถียงข้างๆคูๆออกไป ตามแบบฉบับของนิรินผู้เอาแต่ใจและไม่ยอมใครง่ายๆ 

“ถ้านิรินต้องการแบบนั้นอาก็จะทำ จะตามรับตามส่งเช้าเย็น ถ้าวันไหนอาว่างไม่มีสอนที่มหาลัย อาก็จะไปนั่งเฝ้าถึงที่ทำงานของนิริน” เดวิดตอบออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง 

“นิรินอยากกลับบ้านค่ะ นิรินเหนื่อย” เมื่อได้ฟังคำตอบจากปากชายหนุ่มก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที 

“ไป...กลับบ้านเรากัน” เดวิดบอกพลางเดินมาจับมือของเธอเอาไว้ 

“ไม่ต้องมาจับเลยค่ะ นิรินโกรธอาเดย์อยู่นะคะ” นิรินสะบัดมือออกก่อนจะเดินนำเขาออกไปข้างนอก เดวิดได้แต่มองตามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ให้กับความแสบสันของเธอที่ยังเหมือนเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเลย 

บ้านดาเลนติโน่

“นิริน…นิริน เปิดประตูให้อาหน่อย นิรินได้ยินอามั้ย” เดวิดที่ยืนอยู่หน้าห้องอยู่นานสองนานเอ่ยขึ้นเมื่อเขาให้เด็กในบ้านขึ้นมาตามเธอไปทานอาหารค่ำแต่เธอก็ไม่ยอมลงไป หนำซ้ำเมื่อเขามาตามก็ยังไม่ยอมเปิดประตูให้เขาอีกด้วย 

“ลอล่าไปเอากุญแจสำรองมาที แล้วเรียนคุณมารีนให้ทานไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอ” เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ยอมเปิดประตูออกมาจึงเอ่ยสั่งหัวหน้าแม่บ้านที่ยืนรออยู่ข้างๆ 

“ไม่ต้องค่ะ” เมื่อได้ยินชายหนุ่มเอ่ยสั่งดังนั้นหญิงสาวที่อยู่ภายในห้องจึงรีบเปิดประตูออกมาทันที 

“ทำไม…”  

“นิรินไม่หิวค่ะ นิรินเหนื่อยอยากนอนพักเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าไปรายงานตัวที่บริษัทแต่เช้า” ยังไม่รอให้เขาได้ถามจบก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน 

“ลอล่าลงไปก่อน ไปแจ้งคุณมารีนด้วยว่าไม่ต้องรอทานข้าว” เดวิดหันไปสั่งหญิงรับใช้อีกครั้ง

“ค่ะ” ลอล่ารับคำแล้วเดินออกไปตามคำสั่งของผู้เป็นนาย 

“ไม่มีอะไรแล้วนิรินขอตัวนะคะ” นิรินเอ่ยก่อนทำท่าจะจะปิดประตูลงแต่ก็โดนมือหนาของชายหนุ่มยกขึ้นดันประตูเอาไว้ 

“ทำไมทำตัวไม่น่ารัก เดียวใครจะว่าว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนเอาได้” เดวิดเอ่ยเสียงเรียบพลางมองหน้าเธอนิ่ง 

“อาเดย์!”  

“ไม่ชอบใช่มั้ยเวลาคนอื่นพูดไม่ดีกับตัวเอง คนอื่นเขาก็รู้สึกแบบที่นิรินกำลังรู้สึกเหมือนกันเวลานิรินพูดจาไม่ดี” เดวิดเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำที่แฝงไปด้วยคำสอนเหมือนเช่นทุกครั้ง 

“นิรินสาวน้อยแสนน่ารักของอาเดย์หายไปไหนแล้ว ทำไมถึงยิ่งโตยิ่งแสบแบบนี้หื้ม” เดวิดยกมือขึ้นยีหัวของเธอเบาๆ 

“นิรินที่น่ารักหายไปตั้งแต่วันที่อาเดย์แต่งงานกับอามารีนแล้วค่ะ” นิรินจับมือของเขาออกแล้วมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน 

“อาบอกแล้วไงว่าวันนึงที่นิรินโตขึ้นนิรินจะเข้าใจ” เดวิดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาลง 

“นี่ไงคะ ตอนนี้นิรินโตแล้ว อาเดย์ลองบอกเหตุผลนิรินหน่อยสิคะว่าทำไม? ทำไมอาเดย์ถึงเลือกที่จะแต่งงานกับอามารีน คนดีแบบอาเดย์ควรจะได้ผู้หญิงที่ดีที่คู่ควรกับอาเดย์ ทำไมต้องเป็นอามารีนคะ” นิรินถามออกไปด้วยคำถามที่เธอค้างคาใจมาโดยตลอดสิบปี 

ตั้งแต่วันที่เดวิดไปที่นิวยอร์กเพื่อบอกกับผู้เป็นพ่อของเธอว่าต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ชื่อมารีน ที่ตอนนั้นเธอรู้แค่เพียงว่ามารีนคือหญิงในตระกูลผู้ดีเก่าที่ทางสองครอบครัวต้องการให้หมั้นหมายกันตั้งแต่เล็ก ครั้งแรกเธอเองรู้สึกยินดีมากที่อาเดย์ของเธอจะได้เจอกับผู้หญิงดีๆ  แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อครั้งได้เจอกับมารีนตอนที่เดวิดพาว่าที่ภรรยามาทานข้าวที่บ้านของเธอ 

หญิงสาวหน้าตาสะสวย ท่าทางกิริยางดงามเพียบพร้อมไปด้วยฐานะชาติตระกูล ความจริงแล้วภายใต้ความสมบรูณ์แบบนั้นมีความร้ายกาจแค่ไหนเธอนั้นรู้ดีเพราะเธอประสบพบเจอความร้ายกาจนั้นมากับตัวแต่ก็ไม่เคยปริปากบอกกับใคร 

“อา...”  

“บอกมาสิคะ นิรินรอฟังอยู่” นิรินยังคงสบตาเขาอย่างต้องการคำตอบ 

“มันยังไม่ถึงเวลาที่นิรินควรรู้”  

“หึ พอตอนเด็กก็บอกว่าโตขึ้นแล้วนิรินจะเข้าใจ พอโตก็บอกว่ายังไม่ถึงเวลา ที่จริงแล้วอาเดย์ไม่อยากจะบอกนิรินมากกว่า ถึงคอยแต่บอกปัดไปเรื่อย” 

“สักวันนิรินจะเข้าใจ เมื่อถึงเวลาอันสมควร”  

“งั้นนิรินก็จะไม่ถามอีกแล้วค่ะ ไม่อยากรู้แล้ว” นิรินมองหน้าชายหนุ่มก่อนจะเข้าห้องไปแล้วปิดประตูลงทันที 

เดวิดเองได้แต่ยืนมองบานประตูที่ปิดลงอยู่เนิ่นนาน ได้แต่หวังว่าเธอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดสักวันหนึ่ง หากแต่มันคงไม่ใช่ภายในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน...



*****************************************

อาเดย์ร้ายกาจ ตามนิรินทันทุกอย่าง แต่จะกำราบจอมแสบได้อยู่หมัดหรือเปล่าต้องมาตามกันต่อนาจา 

ช่วงแรกๆมาดูความงอแงเอาแต่ใจของนิรินไปก่อนนะจ้ะ ม่าค่อยตามมาทีหลังอิอิ😆😆😆





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น