cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

ชื่อตอน : Chapter 6 : Familiar Fire

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 360

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มิ.ย. 2561 22:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 6 : Familiar Fire
แบบอักษร

​6





เวลาที่เหลือ เมื่อร่างสูงของอัลดริกลุกไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเขาจะมานั่งทำงาน เขาเลือกจะคิดแผนการโจมตีค่ายทหารซึ่งซ่องสุมกำลังอยู่คนละฝั่งของป่าชายแดนที่ห่างจากฐานไปราวห้าสิบกิโลเมตร วาเลอรีซึ่งไม่มีอะไรทำมากนักก็มองหาชุดจะใส่บ้าง แล้วจึงเดินไปหยิบหนังสือที่ห้องนั่งเล่นส่วนตัวของเวสต์มาอ่านอีกครั้ง

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงเย็น เริ่มรู้สึกหิวข้าว หญิงสาวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของอีกฝ่าย มองอยู่นานอย่างเฝ้ารอว่าเขาจะเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอเมื่อไหร่เพราะไม่อยากรบกวนสมาธิ

 แต่เธอไม่รู้ว่าการยืนเก้ ๆ  กัง ๆ  มองเขานั้นทำให้เวสต์เกิดความรู้สึกอธิบายไม่ได้ ...รำคาญ แต่ก็นึกขำในท่าทางเหล่านั้น ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอารมณ์ตึงเครียดแทบจะตลอดเวลาของเขา

“เอ่อ ฉันอยากเข้าห้องน้ำ ...ได้ไหม”

เขายักไหล่แทนคำอนุญาต วาเลอรีจึงก้าวเข้าไปทำธุระส่วนตัวและออกมา จากนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรอีกจึงก้าวไปนั่งข้างเตียงที่เดิมและพยายามไม่มองให้เขาหงุดหงิด

“หิวข้าวหรือไง”

ไม่ได้ตอบรับ แต่ดวงตาแสดงอาการสนใจชัดเจนเมื่อเขาพูดถึงอาหาร เวสต์จึงหัวเราะในลำคอก่อนจะบอกให้เธอลุกขึ้นเพื่อลงไปข้างล่างด้วยกันอีกครั้ง

เสียงโทรทัศน์ทำให้เวสต์รู้ว่าเพื่อนของเขากลับมาจากงานแล้ว นั่นสร้างความรำคาญให้เขาได้ไม่ยากเพราะยังโมโหไม่หายที่จู่ ๆ  ก็ทิ้งให้เขาอยู่เฝ้าวาเลอรี

“เฮ้ อัลดริก” เสียงซิกมุนด์กล่าวทัก ก่อนสายตาของเขาจะหยุดที่ร่างสันทัดซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเพื่อน

“เฮ้ สาวน้อย”

วาเลอรีไม่ได้ตอบรับซิกมุนด์ ยิ่งเหลือบไปเห็นดวงตาของสเปนเซอร์ที่มองมายิ่งหันหน้าหนีรวดเร็ว

จริงอยู่ที่เธอไม่ได้ไว้ใจเวสต์ขนาดนั้น หากเพื่อนของเขายิ่งทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วน เธอภาวนาไม่ให้เรื่องอย่างเมื่อคืนก่อนนั้นเกิดขึ้นอีก

เวสต์สังเกตเห็นอาการทุกอย่างซึ่งหญิงสาวและเพื่อนของเขาแสดงต่อเธอ เขาเริ่มเกิดคำถามขึ้นในใจแล้วเหมือนกันแม้จะรู้อยู่ลึก ๆ  ว่าถ้าเป็นคนอื่นที่ได้เฝ้าวาเลอรีวันนี้ เรื่องมันจะออกมายังไง

“ซาเวียร์ล่ะ” อัลดริกถาม ทำให้ซิกมุนด์ส่ายหน้า

“ไม่ได้บอก เลิกงานแล้วก็ไปไหนสักที่”

“แล้วงานเป็นยังไง”

“ไม่มีอะไรมาก คนตายสองสามคนกับข้อมูลเก่า ๆ ”

วาเลอรีฟังเรื่องเหล่านั้นด้วยสีหน้านิ่ง แต่เวสต์รู้ดีว่าเธอตั้งใจเก็บข้อมูล เขาดึงหญิงสาวให้นั่งลงโซฟาข้าง ๆ  ซิกมุนด์ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เย็นนั้นสเปนเซอร์ทำอาหารไว้แล้วเป็นไก่อบกับมันเทศ ชายหนุ่มตัดไก่ออกมาสองจาน หาน้ำผลไม้และยื่นให้ผู้หญิงคนเดียวในบ้านรับไป

“เป็นไงบ้าง เรย์ สนุกไหมวันนี้” คนตั้งคำถามยังคงเป็นชายหนุ่มผมทองร่างสูง วาเลอรีเหลือบมองหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อย พอเห็นสายตาของซิกมุนด์ที่สำรวจร่างกายเธออย่างไม่ปิดบัง เธอชะงัก

“ตอบคำถามซิก” เวสต์เอ่ยขึ้น “อย่าทำตัวไร้มารยาท เรย์”

“ไม่สนุกค่ะ” เธอกล่าวเสียงไร้อารมณ์ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันไปทำตาขวางใส่เวสต์

“ว้าว เธอเชื่อฟังนายแล้วเหรอวะเพื่อน เจ๋งจริง ๆ  ว่ะ” ซิกมุนด์พูด แต่ฟังดูเย้ยหยันอยู่กลาย ๆ  “ว่าแต่เธอรู้ใช่ไหมว่าคืนนี้เป็นตาของฉันที่จะได้ดูแลเธอ”

สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามเมื่อวาเลอรีหันไปมองเวสต์ด้วยอารมณ์กึ่งหวาดหวั่น

“ฉันยังไม่ให้เรย์ไปห้องนาย”

“เฮ้ย อะไรกันวะ ซาเวียร์เป็นคนจัดตาราง ...เราทุกคนจะได้ฝึกเธอไม่ใช่หรือไง”

“นั่นมันก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่ายาส่งผลยังไงกับเรย์”

ซิกมุนด์หัวเราะเบา ๆ  แล้วถอนหายใจพลางตบไหล่อัลดริก “เอาน่า ฉันเข้าใจว่านายต้องการอะไร อันที่จริงก็ไม่ได้อยากจะแย่งหรอกอัลดริก ฉันลงไปห้องขาวก็ได้ จริงไหมสเปนเซอร์”

วาเลอรีขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าห้องขาว แต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรต่อ เธอจึงไม่รู้ว่าห้องนั้นคือห้องอะไร หญิงสาวทำได้แค่ตักอาหารเข้าปากและสงสัยอยู่คนเดียว

“แผลเธอเป็นยังไงบ้าง” เสียงสเปนเซอร์เอ่ยขึ้น

“ยังเจ็บอยู่ค่ะ” วาเลอรีตอบโดยไม่มีใครสั่ง นั่นทำให้เวสต์ขมวดคิ้วชั่วครู่ ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะเธอต้องการประชดตนจึงทำท่าสนใจสเปนเซอร์ หากพอเห็นสีหน้าเฉยเมยของหญิงสาวเวลาที่เธอมองอดีตคู่แข่งของตน เขาก็รู้สึกพอใจอย่างประหลาด

“นายทำแผลให้เธอใหม่นี่”

“หุบปากแล้วกินข้าวเถอะ” เวสต์ตอบโต้เสียงแข็ง ไม่เงยหน้าสบตาใครอีก เรียกรอยยิ้มจากซิกมุนด์ได้เล็กน้อยก่อนที่ทั้งหมดจะนั่งกินข้าวอย่างเงียบ ๆ  และปล่อยให้เสียงโทรทัศน์ครอบครองสถานที่แห่งนั้นไปชั่วคราว

วาเลอรีตั้งใจฟังข่าว หากมันเป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจทั่วไปที่ไม่อาจทำให้เธอรับรู้สถานการณ์บ้านเมืองได้มากนัก ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่านั่งมองหน้าคนอื่น

แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมา

อัลดริกเป็นคนแรกที่เงยหน้ามองพี่ชายอย่างประหลาดใจขณะวาเลอรีวางช้อนส้อมลงแทบจะทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ เธอรู้ว่าซาเวียร์น่าจะเป็นหัวหน้าของผู้ชายทั้งสามคนที่เหลือ และการรับรู้ว่าเขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ทั้งตอบความสงสัยเธอได้และก็เป็นคนเดียวที่จะสั่งให้เธอกลายเป็นเช่นนี้นั้นทำให้เธอทั้งกลัวและตื่นเต้นอย่างอธิบายไม่ได้

คงคล้าย ๆ  กับเวลาเล่นพนัน มันคือความรู้สึกลุ้นเพราะไม่รู้ว่าเธอจะเจอกับความเลวร้ายกว่าหรือว่าจะโชคดีจากผู้ชายคนนี้

“เรย์ เธอสบายดีใช่ไหม”

แน่นอนว่าการข้ามหัวทักทายเพื่อนร่วมงานไม่ใช่เรื่องที่ใครจะแปลกใจ ซาเวียร์ก้าวเข้ามาส่งยิ้มให้วาเลอรีและพาเธอลุกจากเก้าอี้

“ขอยืมตัวเธอสักห้านาทีนะ สุภาพบุรุษทั้งหลาย”  ซาเวียร์เอ่ยและปรายตาไปจ้องอัลดริกนานกว่าคนอื่น พอไม่มีใครตอบรับคำพูด ทั้งวาเลอรีและซาเวียร์ก็ก้าวออกจากห้องนั่งเล่นไป

เขาพาเธอเดินผ่านทางเดินซึ่งมีไฟสลัว ทางเดิมซึ่งอัลดริกพาเธอมาในตอนกลางวัน หญิงสาวสังเกตเห็นประตูมากมายที่ถูกล็อคไว้ คำถามโผล่ขึ้นมาในความคิดหากไม่ได้เอ่ยออกไป วาเลอรีตามซาเวียร์ไปอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งเขาเปิดประตูห้องหนึ่งออก

ไฟสีน้ำเงินคล้ายแบล็คไลท์ทำให้วาเลอรีรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ มันดูน่ากลัวและลึกลับ ซาเวียร์ผายมือให้หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะยาวกลางห้อง

“อัลดริกให้เธอทำอะไรบ้างวันนี้”

เงียบไปเสี้ยววินาที วาเลอรีตอบคำถามตามความคิดที่กลั่นกรองแล้ว

“แสกนเอกสารค่ะ”

“ว้าว เธอทำได้ด้วยงั้นเหรอ”

แม้จะพูดเบา ๆ  แต่ในห้องเงียบนั้นวาเลอรีได้ยินชัดเจน นั่นทำให้เธอขมวดคิ้ว

“คุณเวสต์ พอจะอธิบาย...”

“เรียกฉันว่าซาเวียร์เถอะ มันจะสับสน” ซาเวียร์ยิ้มมุมปากก่อนจะดึงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ “เพราะเธอเรียกอัลดริกด้วยนามสกุลใช่ไหมล่ะ”

วาเลอรีพยักหน้า และถามต่อไป “ค่ะ ฉันก็แค่สงสัยว่าทำไมคุณถึงคิดว่าฉันจะไม่รู้วิธีแสกนเอกสาร”

“ก็รู้ใช่ไหมว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในหัวเธอไม่ใช่เรื่องจริง” ซาเวียร์กล่าวเรียบ ๆ  “และตัวตนของเธอที่เรารู้จักมาก่อนซึ่งไม่น่าจะมีทักษะงานออฟฟิศ นั่นเลยทำให้ฉันสงสัย และมันแปลได้ว่ายาที่เปลี่ยนเธอนั้นเปลี่ยนอะไรหลายอย่างมากกว่าที่ฉันคิดไว้”

ไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่เป็นความสามารถอีกด้วย ซาเวียร์กลั่นกรองความคิดต่อในหัว

“แล้วใครเป็นคนให้ยานี่กับฉัน”

ยิ้มเล็กน้อย เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาและตอบเธอช้า ๆ  

“เธออยากรู้จักอิเล็กเซอร์ใช่ไหม เรย์”

วาเลอรีนิ่งไปชั่วขณะ เธอมองซาเวียร์อย่างใช้ความคิด ...ระลึกได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่น่าไว้ใจ และทุกคำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยย่อมจะมีนัยยะบางอย่าง หญิงสาวจึงไม่เอ่ยอะไรย้อนกลับไปเพื่อรอให้เขาพูดเอง

“มันเป็นสถานบริการลับสำหรับเครือข่ายของเดอล็อด”

แน่นอนว่าชื่อนั้นทำให้เธอมีสีหน้าเปลี่ยนไป และซาเวียร์สังเกตเห็นได้ชัดเจน

“ซิกมุนด์บอกฉันว่าในหัวของเธอมีความทรงจำเกี่ยวกับเดอล็อด ...งั้นพอจะบอกได้ไหมว่าเดอล็อดคือใคร”

“ทั้งที่คุณทราบอยู่แล้วน่ะเหรอ?” หญิงสาวสวนกลับมา

“ก็ใช่” ซาเวียร์หัวเราะในลำคอ “แต่เธอควรรู้ไว้ว่าทุกอย่างในหัวของเธอ ฉันกำลังประเมินมันว่ามีความจริงหรือเท็จมากน้อยขนาดไหน และนั่นจะส่งผลกับสิ่งที่เธอต้องการในที่สุด”

“เธอเข้าใจใช่ไหม เรย์ ว่ายิ่งเธอร่วมมือมากเท่าไหร่ เธอจะยิ่งบรรลุจุดประสงค์ของเธอไวเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้นฉันคงได้คำตอบแล้วว่าฉันอยู่ที่นี่ทำไม” วาเลอรีกล่าวเมื่อทุกอย่างเริ่มปะติดปะต่อ ทุกคำพูดของผู้ชายที่เธอพบเริ่มเป็นรูปร่างมากขึ้นแล้วในเวลานี้

“พวกคุณใช้ฉันเป็นหนูลองยาที่บอกว่าทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไป”

“เวสต์ซื้อฉันมาจากซ่องที่ชื่ออิเล็กเซอร์ ฉันอาจจะตกลงกับเขาที่จะขายตัวเองเพื่อให้เขาทดลองยานี่ เพราะพวกคุณไม่รู้ว่ายาจะสามารถทำให้คนเปลี่ยนไปได้ยังไงบ้าง แค่ความทรงจำหรือทั้งตัวตน”

คราวนี้ซาเวียร์นิ่งไปชั่วครู่ มองใบหน้าของหญิงสาวอย่างพิจารณา เขารู้ว่าเรื่องมันไปไกลเกินกว่าที่จะต้องปิดบังไว้อย่างอึมครึมที่ตนได้ตั้งใจจะทำแต่แรก และจากรายงานของอัลดริกที่ตนได้อ่าน วาเลอรีไม่ใช่คนที่จะสั่งได้ง่าย ๆ  เธอต้องได้รับการควบคุมอย่างมีแบบแผนและแยบยล การปั่นหัวและเล่นกับความรู้สึกคือหนึ่งในวิธีที่จะได้ผล

ฉะนั้นความสงสัยของเธอต้องได้รับการไขให้กระจ่างเพื่อสร้างความเชื่อใจ วาเลอรีถึงจะยอมทำตามโดยไม่หาทางขัดแย้งกับงาน

“เธอฉลาด” ซาเวียร์กล่าว “โลกของเธอ ...ฉันหมายถึงอดีตของเธอมันไม่มีอะไรซับซ้อน เรย์ เธอพบความเจ็บปวดในการถูกกดขี่จากผู้ชายป่าเถื่อนและกระหายเลือดในยามสงคราม อิเล็กเซอร์นั่นเป็นสถานบันเทิงเพื่อระบายความต้องการ ฉะนั้นเมื่อเธอเจออัลดริก มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขาช่วยเธอออกมาจากที่นั่น”

“เขาบอกฉันว่าเขาซื้อฉันมา” วาเลอรีกล่าว “จากใคร?”

“ฉันไม่รู้รายละเอียด แต่สิ่งที่สำคัญคือเธออยู่ที่นี่”

“ฉันไม่อยากเชื่อ” วาเลอรีถอนหายใจ “คุณรู้ไหมว่าตอนนี้ในความคิดของฉันมันสับสนแค่ไหน? ถ้าฉันไม่ใช่วาเลอรี เรย์จริง... ถ้าตัวตนที่ฉันมีอยู่ตอนนี้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ทำไมฉันถึงรู้สึกอะไรมากมายนัก ทำไมฉันถึงจำพ่อแม่และน้องสาวได้ ทำไมฉันถึงมีความจำเกี่ยวกับทั้งเวสต์ สเปนเซอร์ หรือกระทั่งแฮนเซน ให้ตายเถอะ จะให้ฉันอธิบายสภาพของเมืองหลวงหรือซิลเวอร์ไวส์ก็ได้ ฉันจำได้ทุกอย่าง!”

“เพราะเดอวารุสไม่ได้เป็นคนออกแบบยานี่ แต่เป็นเดอล็อด เป็นพวกเพอราซ ซึ่งการออกแบบยาประเภทนี้ย่อมจะมีจุดประสงค์ที่เราไม่รู้ ฉะนั้นเธอถึงมีความสำคัญกับเรามาก เรย์”

“และฉันหวังจริง ๆ  ว่าเธอจะร่วมมือกับเราโดยไม่หลบหนี”

วาเลอรีเงียบไป ดวงตาสีฟ้าหม่นของหญิงสาวก้มมองพื้นด้วยอารมณ์สับสน

“งั้นคุณพิสูจน์ได้ไหมว่าวาเลอรี เรย์ไม่มีตัวตนจริง ๆ ”

ซาเวียร์เลิกคิ้ว “ยังไงล่ะ”

“ถ้าวาเลอรีไม่มีตัวตนจริง ประวัติชีวิตของเธอก็ควรจะไม่มี ทั้งพ่อหรือแม่หรือน้องสาวฉันไม่ควรมีตัวตนอยู่”

คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะออกมา “เรย์ มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะนัก เอาอย่างนี้ ...เธอลองคิดถึงวิดีโอ เธอรู้จักวิดีโอใช่ไหม”

“ลองคิดว่าเรื่องราวและตัวตนในหัวของเธอไม่ใช่การถูกสร้างขึ้นมาใหม่เลยเหมือนเขียนหนังสือ แต่เป็นการตัดต่อเอาความจริงที่... บางครั้งมีอยู่ในความคิดของคนหลาย ๆ  คนมารวมกันและสร้างขึ้นเป็นเธอ”

“เธอรู้จักซิลเวอร์ไวส์ อาจเพราะเสี้ยวหนึ่งของความจำนั้นมาจากคนที่เรียนซิลเวอร์ไวส์และรู้จักกับไอ้หนุ่มสามคน ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพวกมันดังจะตายในมหาวิทยาลัย แล้วยังไงอีก เธอจำชื่อพ่อแม่เธอได้หรือเปล่าล่ะ”

กลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก วาเลอรีถอนหายใจช้า ๆ  ก่อนเอ่ยตอบ

“วิททอริโอ้ และลอรีน่า เรย์”

“ทีนี้ฉันกำลังจะบอกเธอว่า ชื่อของพ่อและแม่เธอเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะมีตัวตนอยู่จริง” ซาเวียร์ลุกจากเก้าอี้และตรงไปเปิดคอมพิวเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในห้อง

“หรือกระทั่งชื่อผู้หญิงที่ชื่อวาเลอรี เรย์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอคือตัวจริงของผู้หญิงคนนั้น”

“แล้วฉันจะเชื่อได้...”

“เรย์ ถ้าจะฟังคำแนะนำของฉัน ฉันแนะนำให้เธอปล่อยวางทุกอย่าง” ซาเวียร์ขัดจังหวะเธอ “ฉันรู้ว่ามันสับสนมาก ฉันเข้าใจ แต่ถ้าเธอทำได้ ฉันจะขอให้เธอคิดอย่างนี้...”

“ทุกอย่างในความคิดของเธอมีเพื่อให้เธอทำงานได้สะดวก เรื่องในหัวของเธอมีเพื่อให้เราศึกษาหาความจริง และการที่เธอรู้จักผู้ชายสามคนนั้น มันจะทำให้ไม่เจ็บปวดมากที่จะเริ่มสานความสัมพันธ์หรือนอนกับพวกเขาเมื่อพวกเขาต้องการ”

หญิงสาวรู้สึกจุกที่ลำคอเมื่อได้ยินคำพูดชัดเจนของอีกฝ่าย

“ตอนนี้ถ้าเธอสะดวกที่จะอยู่กับอัลดริก เธอก็ทำอย่างนั้น เรย์ แต่ฉันก็อยากให้เธอเริ่มทำความคุ้นเคยกับคนอื่น ๆ  เช่นกัน”

“เพื่อแลกกับความอิสระของฉันเหรอ”

ซาเวียร์กดแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว วาเลอรีเห็นว่าเขากำลังค้นหาชื่อวิททอริโอ้ เรย์ ลงไปในฐานข้อมูลนั้น

“บางครั้งเธออาจจะได้อะไรมากกว่าที่เธอคิดไว้ก็ได้”

วาเลอรีเงียบไป เธอไม่รู้ว่าเธอจะตอบโต้อะไรได้อีก หญิงสาวรู้สึกหนักหัว ความจริงที่ได้รับจากซาเวียร์มากเกินกว่าที่เธอคาดไว้และทำให้เธอเคว้งคว้างกว่าเดิม คล้ายกับตนเป็นเพียงเครื่องมือและไม่ใช่แม้แต่คน ๆ  หนึ่ง

“นี่ไง วิททอริโอ้ เรย์” ซาเวียร์เริ่มอ่านข้อมูลที่เขาเรียกขึ้นมาได้ “ข้าราชการประจำเมืองโบฟอร์ต เกิดเมื่อปี 1477 แต่งงานกับลอรีน่า ฟารีล หรือลอรีน่า เรย์”

“มีลูกผู้หญิงสองคน วาเลอรีและวาเนสซ่า”

เธอกลืนน้ำลายเมื่อค้นพบว่าสิ่งที่ตนมีอยู่ในหัวนั้นเป็นเรื่องจริง และครอบครัวของเธอ... ของวาเลอรี ก็มีตัวตนอยู่จริง

“วิททอริโอ้ถูกประหารในข้อหาร่วมมือก่อการร้ายงานวันชาติปี 1524”

“ปีนี้ปีอะไรคะ”

“1530”

วาเลอรีข่มตาลง ใช่ เธอสับสนกว่าเดิม และไม่รู้จริง ๆ  ว่าเธอจะยอมรับได้อย่างไรในคำพูดที่พวกเขากล่าวว่าเธอไม่ใช่เธอ และเธอเป็นเพียงคนอื่น

หรือทางเดียวที่จะทำให้เธอหลุดออกจากวังวนนี้ได้คือการตามหาตัวตนที่แท้จริง?

หรือไม่ก็พิสูจน์ว่าวาเลอรีตัวจริงอยู่ที่ไหน?

“วาเลอรี เรย์ตัวจริงตายหรือยัง”

ซาเวียร์หันมองใบหน้าหญิงสาว ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะพิมพ์ค้นหาอีกครั้งตามที่เธอต้องการ

“หายสาบสูญ”

“แต่เท่าที่ฉันรู้ วิธีการคัดลอกความทรงจำนี้ทำได้เมื่อเหยื่อตายไปแล้ว และพวกเพอราซก็จะสร้างความจำขึ้นมาใหม่เพื่อใช้งานกับคน”

ทุกความสงสัยของเธอถูกตอบ แม้คำตอบจะไม่ใช่คำตอบที่ทำให้เธอสามารถเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก

“ฉันเข้าใจแล้ว” หญิงสาวพึมพำเบา ๆ  

“ฉันรู้ว่าเธอจะเข้าใจ” ซาเวียร์ยิ้มออกมา “เธอบอกอัลดริกว่าเธอจะพยายาม ฉันก็อยากให้เธอทำตามอย่างที่เธอพูดเอาไว้ วาเลอรี”

“ขอให้โชคดี”

วาเลอรีเดินกลับมาจากห้องที่นั่งสนทนากับซาเวียร์ด้วยอารมณ์ไม่เข้าใจต่างจากคำพูดที่เธอรับปากเข้าไว้ เธอสบดวงตาสีฟ้าอ่อนของอัลดริก การมองหน้ากันเพียงชั่วครู่หากสามารถทำให้เธออยากจะทรุดลงนั่งร้องไห้ไปตรงนั้นเมื่อรับรู้ชัด ๆ  ว่าสักวันเธอจะไม่ใช่แค่ผู้หญิงของเขาคนเดียว

ความทรงจำเมื่อถูกกอดไว้เวลาที่เธอไม่เหลือใครยังคงชัดเจน ความอบอุ่นและความรู้สึกไม่โดดเดี่ยวที่เวสต์เคยมอบให้ ตอนนี้มันถูกกำกับเอาไว้เพียงว่าเป็นแค่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น

วาเลอรีนั่งลงที่โซฟา ดวงตาเหม่อมองโทรทัศน์ หันหลังให้โต๊ะทานอาหารที่ตอนนี้เหลือเพียงอัลดริกและซิกมุนด์นั่งอยู่ อีกครู่หนึ่งโดมินิกก็เดินกลับเข้ามา เมื่อชายหนุ่มมองเห็นท่าทางไร้เรี่ยวแรงนั้น เขาตัดสินใจถามไถ่ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“เธอโอเคไหม เรย์”

หญิงสาวไม่ได้เงยหน้าในทันที เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบา ๆ  ก่อนวาเลอรีจะส่ายหน้า

“เป็นใครก็คงไม่โอเคหรอกที่ต้องกลายเป็นแบบนี้”

“มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เธอรู้สึกว่าดี” เขากล่าว “แต่ฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่าถ้าเธออยู่ที่นี่ มันดีกว่าที่ ๆ  เธอเคยอยู่หลายเท่า”

ดวงตาสีฟ้าหม่นจ้องสเปนเซอร์นิ่ง ราวกับว่าเขาได้เอ่ยอะไรผิดไปอย่างร้ายแรง

“ก็คงจะดี” เธอพึมพำ “บริการผู้ชายสามคนที่ฉันรู้จักก็คงจะดีกว่าต้องนอนกับใครก็ไม่รู้ใช่ไหม”

คราวนี้สเปนเซอร์เข้าใจได้ทันทีถึงเหตุที่ทำให้วาเลอรีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขาเหลือบมองผู้ชายสองคนที่โต๊ะอาหารก่อนจะนั่งลงข้างหญิงสาว

“ถ้าเธอไม่อยาก... ฉันก็ไม่คิดจะบังคับเรื่องนั้น ถ้าเธออยากอยู่แค่กับอัลดริกตอนกลางคืน เธอก็ทำอย่างนั้น แต่เธอเข้าใจใช่ไหมว่างานบางอย่าง เธอจำเป็นจะต้องทำตามที่ฉันบอก”

“หมายความว่าอะไรที่จะให้เรย์อยู่แค่กับอัลดริก ไม่คิดจะถามความเห็นฉันเหรอวะ” ซิกมุนด์พูด เช่นเดียวกับอัลดริกที่เค้นเสียงรอดไรฟันแทบจะทันที

“สเปนเซอร์...”

“อะไร จะบอกว่าเรย์อยู่ในการดูแลของนายคนเดียวอีกหรือไงเพื่อน งั้นฉันจะพูดอะไรผิดกัน?”

“ฉันไม่ได้อยากจะอยู่กับเวสต์!” คราวนี้เป็นวาเลอรีที่คัดค้าน แต่เธอรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร ยังไงก็ถูกโยนไปมาระหว่างผู้ชายทั้งหมดและกลายเป็นของใช้อยู่ไม่ต่างจากเดิม เธอผุดลุกจากที่นั่ง เดินตรงไปยังบันไดแทบจะทันที

“บางทีหล่อนก็น่าจะเจอความซาดิสม์ของนายเยอะ ๆ  นะอัลดริก” ซิกมุนด์หัวเราะในลำคอ “นี่นายอ่อนกับเธอไปรึเปล่า พยศบ่อยชะมัด หรือเพราะแกคอยให้ท้ายบ่อยไปวะ ไอ้คนดี”

“ฉันไม่คิดว่ายิ่งบีบบังคับ เรย์จะเชื่อหรือทำตาม” สเปนเซอร์ออกความเห็น “เราไม่ควรจะไปปฏิบัติเหมือนเธอกำลังเป็นโสเภณี ...เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เธอคือวาเลอรี เรย์ และคนที่ผูกพันกับเธอที่สุดก็คืออัลดริก ไม่ใช่คนอื่นในห้องนี่”

“ยิ่งคุ้นเคยก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น พวกนายยังไม่เข้าใจอีกหรือไง”

คราวนี้คำพูดของสเปนเซอร์ทำให้เวสต์นิ่งไป มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ทุกคนลงมติว่าตนต้องเป็นคนดูแลวาเลอรีและกำกับให้เธอยอมทำทุกอย่างตามที่ต้องการ แต่มันเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากจะทำเช่นนั้นจริง ๆ  ขึ้นมา

...แต่เขาไม่แน่ใจในเหตุผลนักว่าทำไม

เวสต์ลุกจากเก้าอี้ ก้าวยาว ๆ  ตรงไปยังบันได ขณะที่ซิกมุนด์หัวเราะในลำคอก่อนจะหันไปพูดกับคนที่ยังเหลืออยู่ในห้องนั้น

“ขอบใจสำหรับคำแนะนำฉลาด ๆ  ของนาย สเปนเซอร์ นี่ฉันต้องลงไปห้องขาวนั่นอีกแล้วหรือไงวะ”

“หึ พักบ้างก็ได้นี่”

“แกจะเข้าใจอะไรฉัน” ซิกมุนด์บ่นแล้วดึงเอาโทรศัพท์ออกมาหมุนเล่นในมือ ไม่ช้ารอยยิ้มนึกสนุกก็ผุดขึ้นมา เขาลุกจากเก้าอี้ไปอีกคน ทิ้งให้สเปนเซอร์นั่งไขว่ห้างดูโทรทัศน์อยู่คนสุดท้ายจึงหันมองนาฬิกา มันบอกเวลาหนึ่งทุ่มกว่า เขาคิดว่าเขาควรจะไปออกกำลังตามตารางประจำวันแล้วค่อยมาเขียนรายงานทีหลัง

การเดินจากห้องกลางไปยังห้องออกกำลังทำให้ความคิดของเขาชักจะสับสน สเปนเซอร์เริ่มปฏิเสธตัวเองไม่ได้เช่นกันว่าความจริงเขาก็ไม่ได้อยากจะให้วาเลอรีเป็นของอัลดริกเพียงคนเดียว

คิดว่าเขาไม่รู้หรือว่าอัลดริกได้เธอมาอย่างไร?

แล้วชายหนุ่มก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาเปิดประตูออกและพบร่างสันทัดผิวสีแทนของวาเลอรียืนอยู่ภายในห้องนั้น

“เธอ... เข้ามาได้ยังไง?” เขาขมวดคิ้ว “ฉันไม่ได้ล็อคประตูเหรอ”

วาเลอรีก้าวถอยไปเล็กน้อย รอยยิ้มเร็ว ๆ  บอกได้ดีว่าเธอยังไม่อยากจะพูดอะไรนักกับเขา

“โทษที ฉัน... ใช่ นายคงไม่ได้ล็อคประตูน่ะ ฉันเลยถือวิสาสะเข้ามาดู”

ยังไม่เชื่อนักในสิ่งที่เธอบอก หากเขาก็ไม่อาจจะคิดออกได้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อตอนแรกเขาเห็นว่าเธอเดินขึ้นบันไดไปแล้ว สเปนเซอร์เดินไปวางกระบอกน้ำลงข้าง ๆ  เครื่องออกกำลังก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าคมของอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไร เชิญสำรวจตามสบายเลยเรย์”

“นายจะออกกำลังหลังกินข้าวเลยเหรอ”

“ก็ไม่หรอก” สเปนเซอร์กล่าวง่าย ๆ  “คงนั่งอ่านหนังสือก่อน เดี๋ยวค่อยออกอีกที”

แม้จะไม่ได้สบายใจเท่าไหร่ที่จะอยู่กับอีกฝ่าย แต่หลังจากคืนนั้น เธอเห็นชัดเจนว่าสเปนเซอร์ไม่ได้มีท่าทีอยากจะล่วงเกินเธออีก ถ้าไม่นับว่าเขาพยายามจะยัดเยียดเธอให้เวสต์ เขาค่อนข้างจะมองเธอเป็นผู้เป็นคนมากกว่าคนที่เหลือด้วยซ้ำ

และนั่นทำให้หญิงสาวตระหนักความย้อนแย้งในตัวเองได้ชัดเจน ...เริ่มงุนงงว่าตกลงเธออยากจะอยู่กับเวสต์หรือไม่ เสียงถอนหายใจหนัก ๆ  เรียกสเปนเซอร์ให้เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ เลิกคิ้วใส่เธอ

“เธอพูดกับฉันได้นะ” เขากล่าว “แต่แน่ล่ะ ฉันคงช่วยเธอได้ไม่หมดหรอก”

“ฉันรู้...” เธอตอบเบาลง สีหน้าลังเลที่จะพูดต่อ “ฉันรู้ว่าฉันมีหน้าที่อะไร แต่ฉันก็ยังทำใจไม่ลง”

“งานทุกอย่างมันต้องค่อยเป็นค่อยไปทั้งนั้นในการจะเรียนรู้”

วาเลอรีแค่นหัวเราะทันที “สิ่งที่ฉันต้องทำมันดูไม่เหมือนงานด้วยซ้ำ”

“ใช่” สเปนเซอร์พยักหน้า “เธอทำในสิ่งที่เกินความรู้สึกของคน ๆ  หนึ่งจะรับได้ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกบีบบังคับจากสภาพแวดล้อม ไม่มีใครอยากทำอย่างนี้หรอก เรย์”

“แต่เราทุกคนถูกบีบบังคับด้วยสภาพแวดล้อมทั้งนั้น...”

วาเลอรีเม้มปาก อยากจะเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว แต่ตรรกะความคิดของเธอไม่ยอมรับ

“ถ้าทุกอย่างจบลง แล้วฉันจะกลายเป็นอะไร”

“หมายความว่ายังไง?”

“พวกนายพูดถึงยาซึ่งเปลี่ยนความทรงจำและตัวตนของฉัน แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าถ้าฉันทำทุกอย่างที่พวกนายต้องการได้... แล้วฉันจะกลายเป็นอะไร ฉันจะกลับไปเป็นคนเดิมที่จำเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรือว่าฉันจะต้องกลายเป็นวาเลอรี เรย์ไปตลอด”

สเปนเซอร์หรี่ตาลง “คำถามดี” แล้วเขาก็ถอนหายใจบ้าง

“ฉันไม่รู้ ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่าเธอต้องแบกรับความเสี่ยงนั่นไปเอง ในเมื่อเธอ...”

“ในเมื่อฉันตกลงแล้วใช่ไหม?” วาเลอรีสวนขึ้น “แต่ฉันก็ควรจะขอบคุณหรือเปล่า ในเมื่อพวกนายไม่ได้คิดจะใช้วิธีป่าเถื่อนในการบีบบังคับฉัน ถึงจะพอคิดอีกที นั่นอาจเป็นเพราะพวกนายต้องการจะศึกษาพฤติกรรมและความทรงจำของฉันไปด้วยเลยไม่คิดจะทำลายสภาพจิตใจฉันไปมากกว่าที่เป็นอยู่”

ใบหน้าของสเปนเซอร์สะท้อนอารมณ์แปลกใจไม่ต่างจากอัลดริกเมื่อตอนกลางวันเมื่อเขาได้ยินคำพูดอันออกมาจากความคิดของวาเลอรี เพราะเขาไม่ได้คาดว่าเธอจะสามารถคิดอะไรได้ซับซ้อนเป็นเหตุผลสอดคล้องกันรวดเร็วแบบนั้น

“เราไม่ใช่คนป่าเถื่อน” เขาเอ่ยและวางหนังสือพิมพ์ลง ลุกจากเก้าอี้ไปขึ้นลู่วิ่ง พูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะราวกับว่าประโยคถัดมาช่างขบขัน

“แต่บางทีฉันก็ยืนยันอย่างนั้นไม่ได้กับคนอย่างอัลดริกหรอก ...ดูแลตัวเองดี ๆ  เถอะ เรย์ ถ้าเธอยังอยากผูกพันกับหมอนั่น”

เวสต์ไม่เห็นผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะกลับมายังห้อง เขาแปลกใจ เดินไปดูที่ห้องเดิมซึ่งเคยขังเธอ แต่พอระลึกได้ว่าเขาล็อคกลอนห้องนั้นไว้ เขาก็เชื่อว่าเธอคงเข้าไปไม่ได้

แม้จะไม่อยาก หากสุดท้ายเขาก็ต้องเดินตามหาเธอไปตามห้องต่าง ๆ  ของชั้นสอง จนพบหญิงสาวยืนคุยอยู่กับสเปนเซอร์ในห้องออกกำลัง หากไม่ช้าชายหนุ่มก็คิดออกว่าทำไมเธอถึงไปโผล่ที่ห้องนี้ได้...

แผนที่ซึ่งเขาวางเอาไว้ในกองเอกสารนั่นเอง

อัลดริกหัวเราะในลำคอเมื่อวาเลอรีเริ่มใช้งานกับดักที่ตนวางไว้ เขาผลักประตูเข้าไปข้างใน ขัดจังหวะบทสนทนาของคนทั้งสองด้วยการเรียกชื่อ

“เรย์”

เธอหันกลับมา สีหน้าแปลกใจก่อนจะตีหน้านิ่งรอฟังคำสั่งของเขา

“กลับไปที่ห้องได้แล้ว”

วาเลอรีไม่คัดค้านหรือเอ่ยอะไรมาก เธอเพียงแค่ยื่นหนังสือพิมพ์คืนให้สเปนเซอร์ หากน้ำเสียงที่กล่าวในประโยคต่อมาทำให้เวสต์รู้สึกหงุดหงิดกะทันหัน

“ขอบใจนะ”

...ทำไมความเย็นชาถึงหายไปเร็วนัก?

เขาจ้องหน้าสเปนเซอร์อย่างคาดโทษ และนั่นทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูง แต่ก็ได้แค่ยิ้มมุมปากเมื่อเวสต์หันหลังให้ตนไปแล้ว

สเปนเซอร์รู้ว่าคนอย่างเวสต์นั้นหวงของ ๆ  ตัวเองขนาดไหน และนั่นแหละ การเจอเรื่องสนุกได้ข่มทับอีกฝ่ายก็กลายเป็นเรื่องบันเทิงประจำวันในฐานไม่น้อยกว่าการนอนกับผู้หญิงสักคน นั่นทำให้สเปนเซอร์ยิ้มอย่างพอใจขณะมองวาเลอรีเดินตามเวสต์ออกไป

“เธอไปทำอะไรที่นั่น”

เงียบไปชั่วขณะ ชายหนุ่มรู้ว่าเธอกำลังเค้นหาเหตุผลมาตอบเขา

“ฉัน... เดินมาเจอน่ะ”

“แล้วเข้าไปได้ยังไง”

“ก็สเปนเซอร์มาพอดี” คำตอบเสียงเบาลง บอกได้ดีว่าเธอโกหก หากเวสต์ไม่ได้ดักคอ เขาดึงแขนเธอให้ก้าวตรงไปยังห้องส่วนตัวของตน

ประตูปิดไล่หลัง วาเลอรีเหลือบมองไปยังผนังห้องอย่างเหม่อลอย

“ซาเวียร์ถามอะไรเธอ”

ดวงตาสีฟ้าหม่นหันกลับมามองเขา รอยยิ้มขบขันไร้เหตุผลนั้นทำให้เวสต์เริ่มโมโหอีกคราว

“เขาถามว่านายให้ฉันทำอะไรบ้างตอนกลางวัน”

“บอกหมดหรือเปล่าล่ะว่าเธอทำอะไร”

“ก็... แสกนเอกสาร”

“ฉันคิดว่าเวลาส่วนใหญ่เธอไม่ได้ทำอย่างนั้น” น้ำเสียงของเขาเริ่มกวนประสาท “บางทีเธอควรจะบอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่โซฟานั่นบ้าง”

พอเข้าใจความหมาย ใบหน้าวาเลอรีก็ร้อนผ่าวด้วยความอาย อีกครั้งที่เวสต์ตั้งใจกดขี่จิตใจเธอทางอ้อม แต่ครั้งนี้วาเลอรีรำคาญเกินกว่าจะระงับอารมณ์ตัวเองทัน

“ทำไมนายไม่บอกเองล่ะ เวสต์ ...เขียนลงไปในรายงานเลยดีไหม?” เธอกระแทกเสียง

“บางทีฉันอาจจะทำมากกว่านั้น” เขาย้อน “บางทีฉันอาจจะเรียกสเปนเซอร์มาร่วมด้วย เธอคงจะชอบใช่ไหม เรย์”

“ทำไมนายถึงกล้าพูด...”

น้ำเสียงที่เริ่มสั่นบอกอารมณ์โกรธได้ง่ายดาย เวสต์หันกลับมา เลิกคิ้วให้แทนความไม่แยแสต่อความรู้สึกเธอทำให้วาเลอรีเบือนหน้าหนี

ใช่ เธอไม่ควรจะอยากอยู่กับผู้ชายคนนี้เลย

“จะไปไหน”

“ไปหาสเปนเซอร์” วาเลอรีตอบกลับทันที และนั่นทำให้เวสต์ลุกจากที่นั่ง แม้เธอกำลังจะเดินพ้นห้องนั่งเล่นตรงไปยังประตูแล้ว ช่วงขาของเขาที่ยาวกว่าทำให้ก้าวประชิดเธอได้ทัน

“คิดอะไรอยู่ในหัว เรย์” เมื่อคว้าแขนเธอไว้ได้ วาเลอรีก็จะถูกจับให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา

 “คำพูดของเธอ เธอคิดว่าจะทำให้ฉันหึงหวง หรือมันจะทำร้ายจิตใจฉันหรือไง?”

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น!” วาเลอรีกระชากเสียง “ฉันรู้ว่านายไม่เคยคิดว่าฉันมีความรู้สึกด้วยซ้ำเพราะนายเองก็ไม่มีความรู้สึก! และฉันก็ไม่อยากจะมองนายอย่างที่ฉันเคยมองอีกด้วย งั้นมันคงไม่ผิดในเมื่อนายบอกฉันเองว่าฉันจะไปอยู่กับใครก็ได้”

“แต่ฉันไม่อยากอยู่กับคนไม่มีหัวใจอย่างนาย”

เขามองใบหน้าเธอนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเย็น

“ใครบอกว่าเธอจะอยู่กับใครก็ได้?” เวสต์หัวเราะ “อะไรทำให้เธอคิดว่าเธอมีสิทธิ์เลือก มันอยู่ที่ฉันต่างหาก... ถ้าวันไหนฉันรำคาญและเบื่อเธอ คนอื่นก็จะได้เธอไปไว้บริการ ทำความเข้าใจใหม่ด้วย”

อยากจะหยุดทุกอย่างแม้แต่ความรู้สึกไม่ให้เกิดขึ้น เธอคงจะไม่ละอายและรังเกียจตัวเองเท่านี้ หากวาเลอรีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ หญิงสาวพยายามจะดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของเวสต์ หลบหน้าเขาแม้จะรู้ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เห็นน้ำตานั้น

และเขาก็ไม่มีวันใส่ใจความรู้สึกของเธอแม้แต่น้อย

“แล้วฉันควรจะพยายามยังไง” เธอถามเสียงสั่น 

“ฉันควรจะฝืนตัวเองขนาดไหนให้ชินกับความใจร้ายของนายกัน!”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น