cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

ชื่อตอน : Chapter 5 : Somebody I used to know

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 401

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มิ.ย. 2561 22:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 5 : Somebody I used to know
แบบอักษร

5

​Somebody I used to know​




บางครั้งเขาก็ไม่แน่ใจนักว่าในเวลานั้นเขาเป็นคนที่ขังวาเลอรีไว้ หรือเขาเองติดอยู่กับเธอที่ฐานเพราะเธอแน่

เวสต์เริ่มไม่พอใจสเปนเซอร์เมื่อเขาย้อนไปแล้วระลึกได้ว่านอกจากผู้ชายคนนั้น คงไม่ใช่ซิกมุนด์ที่เอาเรื่อวิธีปฏิบัติของเขาต่อวาเลอรีไปรายงานให้ซาเวียร์รู้ และนั่นทำให้เขาคิดคาดโทษโดมินิกเอาไว้ แต่ชายหนุ่มยังไม่ได้คิดต่อว่าเขาจะเอาคืนอย่างไรให้สาสม

ดวงตาของชายหนุ่มเริ่มเบนกลับไปยังวาเลอรี เพราะเธอไม่รู้จะทำอะไรอีกจึงนั่งอ่านหนังสือที่เขายื่นให้เล่มนั้นต่อไปเรื่อย ๆ  แม้จะสังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้มีสมาธิมากนัก หากเธอก็พยายามที่จะนั่งสงบอารมณ์และไม่วุ่นวายกับตัวเขาเอง

หากครั้งนี้คนที่สงบอารมณ์เดือดดาลไม่ได้กลายเป็นเวสต์

เขาพิมพ์รายงานเสร็จนานแล้ว เวลาที่เหลือเมื่อไม่ได้ทุ่มเทความคิดให้กับงาน อารมณ์ก็ฟุ้งซ่านอย่างไม่เคยเป็น เวสต์เริ่มกดโทรศัพท์หาทางติดต่อกับซาเวียร์แต่อีกฝ่ายไม่รับสาย เขาเองก็ไม่ได้มีอิสระพอจะเดินไปไหนมาไหนได้เพราะติดอยู่ที่ต้องนั่งเฝ้าวาเลอรี

ดวงตาของชายหนุ่มเริ่มเพ่งร่างสันทัดที่นั่งคุดคู้อยู่ สมองของเขาเริ่มคิดคำนึงถึงหนทางที่จะทำให้เขาได้เรียนรู้มากขึ้นถึงความสามารถของยาเปลี่ยนแปลงความทรงจำ

วิธีไหนที่ใส่ความจำเข้าไปให้ได้ผลและเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ ในทางทฤษฎีมันค่อนข้างยากที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้ในระยะอันสั้นได้สมบูรณ์แบบ วาเลอรี เรย์มีทั้งปูมหลังและอดีตทุกอย่างครบถ้วน รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับเขาซึ่งถูกต้อง

มันเป็นไปได้ยังไง

นั่นคงจะเป็นคำถามเดียวกันที่ซาเวียร์อยากจะทราบคำตอบ อัลดริกเข้าใจความคิดของพี่ชายดีว่าอีกฝ่ายอยากได้หน้าขนาดไหนในภารกิจ หากตัวเขาเองเพียงแค่อยากจะเข้าใจในหลักการของยานี้

และเขาอยากรู้ว่าใครเป็นคนผลิตยาให้มีเรื่องของเขาอยู่ และทำอย่างนั้นไปทำไม

สุดท้ายเวสต์ก็ตัดสินใจได้ว่าเขาจะทำอย่างไรเพื่อเรียนรู้หนูทดลองตรงหน้า

“ยื่นมืออีกข้างมา” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเมื่อก้าวเข้าไปหาเธอ วาเลอรีวางหนังสือลงและขมวดคิ้ว พอมองเห็นกุญแจข้อมือเพื่อนเก่าของตนที่เขาถือไว้ เธอขบกราม หากไม่ได้แสดงอาการต่อต้านและยอมทำอย่างที่เวสต์สั่งโดยดี จนกระทั่งเขาคล้องมันเข้ากับขาเตียง โดยที่เธอได้แค่นั่งนิ่งและมองเขาเดินออกจากห้องไป

แผ่นหลังของเขาที่ถูกกั้นด้วยประตูคล้ายกำลังปลุกเอาความเสียใจจนมันไม่ยอมจางหาย ความรู้สึกดีที่ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เช่นกัน ราวกับว่าเขาสามารถทำให้เธออยากร้องไห้ได้ตลอดเวลา แม้หญิงสาวจะรู้ว่าเวสต์เกลียดเธออย่างไร

ดวงตามองไปยังผนังและเริ่มเหม่อลอย ตั้งคำถามที่ตนตอบไม่ได้

เธอมาลงเอยที่นี่ได้อย่างไร

วาเลอรีคิดถึงแม่ คิดถึงน้อง ครอบครัวของเธอที่ไม่รู้ชะตากรรม และไม่รู้กระทั่งว่าพวกเขามีตัวตนจริงหรือไม่ เช่นเดียวกับพ่อที่จากไปแล้ว ความทรงจำทั้งหมดในหัวยังบอกเล่าเรื่องน่าเศร้าและหดหู่ใจที่เธอเคยเผชิญมาทุกครั้ง มันยังคงทำให้ปวดร้าว ไม่ต่างอะไรกับสภาวะที่เธอเผชิญอยู่ตอนนี้

เริ่มเหนื่อยที่จะร้องไห้ เธออยากทำอย่างอื่น เธออยากหยุดความเจ็บปวดพวกนี้ให้หมด แต่ยิ่งคิดยิ่งไม่มีทางออกให้ปัญหา ต่อให้ยอมทำทุกอย่างซึ่งเธอไม่ต้องการ เธอก็ทรมานเหมือนกัน

ความไร้อำนาจย่อมจะทำให้เธอไม่ได้รับความยุติธรรมอยู่ร่ำไป

ประตูเปิดกลับมาอีกครั้ง เจ้าของห้องก้าวตรงมายังเธอด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย มือคว้าให้วาเลอรีลุกจากพื้น แล้วเขาก็ไขกุญแจข้อมือ

โดยไม่มีคำบอกกล่าว เขาพาเธอออกไปจากห้องส่วนตัวนั้นด้วยการดึงแขน เมื่ออยู่ในสภาวะต้องยอมตาม วาเลอรีจึงเดินลงบันไดจากชั้นสอง ผ่านห้องนั่งเล่นไปยังทางเดินอีกฝั่งที่เธอไม่เคยไป ก่อนที่ชายหนุ่มจะไขกุญแจและเปิดประตู เธอจึงเห็นบันไดอีกครั้ง และทางที่ลงไปนั้นมืดสลัว หญิงสาวรู้สึกไม่ดี เธอหยุดยืน หากเมื่อรู้สึกว่าร่างสูงของเขาเดินเข้ามาประชิดแทนการสั่งให้ก้าวเท้าต่อ วาเลอรีก็ยอมลงบันไดมืด ๆ  นั้นไป

เธอเริ่มขวัญเสียเมื่อคิดถึงคำขู่เกี่ยวกับนักโทษคนอื่นและกลัวว่าเวสต์จะพาเธอไปขังรวมกับคนเหล่านั้น พอเห็นประตูอีกบานรออยู่ที่ปลายทาง เวสต์ก็เป็นคนเปิดมันออกก่อนเธอ

เมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าไป เขากดเปิดสวิตซ์ให้ไฟสว่าง หญิงสาวถึงเห็นว่าห้องนั้นมีชั้นวางของเก็บกล่องและเอกสารอยู่ ความโล่งใจจึงกลับมา

“ฉันมีงานให้เธอทำ” เขาชี้ไปที่กองกระดาษซึ่งตั้งอยู่ข้าง ๆ  เครื่องแสกนเนอร์ “แสกนเอกสารเข้าฐานข้อมูลให้หมดทั้งกองนั้น คิดว่าจะทำเสร็จก่อนเที่ยงไหม”

วาเลอรีมองอีกฝ่าย ลังเลเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปตรวจดูงานของตน เธอกดปุ่มต่าง ๆ  ของเครื่องเพื่อสำรวจและเปิดมัน โดยมีสายตาของเวสต์เฝ้ามองอยู่อย่างละเอียดว่าเธอมีปฏิกิริยากับของเหล่านั้นอย่างไร

แน่นอนว่าความคุ้นเคยนั้นทำให้ชายหนุ่มแปลกใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด

“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหันมาถามเขา คำพูดสุภาพที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ยินสร้างความรู้สึกประหลาดบางอย่างขึ้นในใจ อัลดริกเม้มปากแล้วก้มดูนาฬิกาข้อมือของตน

“สิบโมงครึ่ง”

วาเลอรีมีสีหน้าลังเล หากสุดท้ายเธอก็เอ่ยตอบหลังจากหันไปมองกองงานของตน

“ฉันจะพยายามทำให้เสร็จ”

เวสต์พยักหน้ารับรู้ ก่อนที่เขาจะก้าวตรงไปยังประตู หากเพียงก้าวเดียวก็ชะงักแล้วหันกลับมาบอกเธอ

“โทรศัพท์อยู่ที่นั่น ถ้ามีอะไรให้โทรเรียกฉันทันที และห้ามแตะเอกสารอย่างอื่น”

เมื่อแน่ใจว่าคำสั่งดังชัดเจนพอ เขาก็เดินออกจากห้องไป โดยที่วาเลอรีไม่รู้ตัวว่าคำสั่งนั้นต้องการจะทำให้เธอตระหนักได้ว่าในห้องมีเอกสารสิ่งสำคัญที่รอให้เธอค้นเจอ

และนั่นคือกับดักชิ้นใหญ่จากอัลดริก เวสต์


ประตูถูกผลักเข้ามาอีกครั้งตอนเที่ยงตรง คนที่กำลังทำงานอยู่ในห้องจึงหันกลับไปทันทีและวางเอกสารในมือของเธอลง ท่าทางลนลานอย่างมีพิรุธ หากคนเฝ้าไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป เขามองหน้าเธออย่างเฝ้ารอให้รายงานผล วาเลอรีจึงเป็นฝ่ายต้องเอ่ยออกมา

“พอดีเครื่องแสกนความจำเต็ม ฉันเลยเสียเวลาต้องลบแคชในเครื่อง ขอเวลาแสกนเอกสารเพิ่มอีกห้านาทีได้ไหม”

เพียงประโยคนั้นสีหน้านิ่งของเขาก็เปลี่ยนไป “อะไรนะเรย์”

วาเลอรีชะงัก นั่นเป็นสัญญาณไม่ดีแน่ และคราวนี้หญิงสาวก็ไม่กล้าสบตาเวสต์อีก เธอจึงย้ำประโยคเก่าของตนเบาลง “ฉัน... เห็นว่าเครื่องมันความจำสำรองเต็มเลยยืนลบให้อยู่”

“ใครอนุญาตเธอ” เวสต์สวนกลับ “ฉันบอกให้เธอโทรหาฉันไม่ใช่หรือไงถ้ามีอะไร”

ไม่มีคำโต้แย้ง วาเลอรีรู้ว่าเธอทำผิดเต็มประตูในครั้งนั้นทันที หญิงสาวเม้มปากและเบือนหน้าไปทางอื่น พึมพำเสียงเบา

“ขอโทษ ฉันแค่คิดว่า...”

“ไหนว่าจะทำตามคำสั่งฉันได้”

เงียบอีก นั่นดูเหมือนเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการจะให้เธอรับรู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ใดเหนือการตัดสินใจของเขา และก่อนที่วาเลอรีจะได้ขอโทษทั้งที่รู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็ไม่พอใจ เขาตรงมาดึงแขนเธอให้ออกไปยืนข้างนอกห้องโดยทันที

ประตูปิดลง วาเลอรีกลืนน้ำลายลงคอแห้งผากอย่างหวาดหวั่นใจ หากพอเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ แผ่นกระดาษในกระเป๋าย้ำเตือนให้เธอระลึกถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้นได้ขึ้นมา

ดวงตาหันไปยังทางขึ้นบันได เธอหายใจเข้าลึกและคิดคาดคะเนว่าตนจะเอาตัวรอดได้หรือไม่หากจะหนีไปที่นี่ตอนนี้ด้วยแผนที่ที่เธอค้นพบ... แต่เวลาน้อยเกินไปที่จะให้เธอได้ตัดสินใจทัน

เวสต์กลับออกมาอีกคราว เขามองใบหน้าซีดของหญิงสาวด้วยความรู้สึกเหนือกว่าเมื่อพบว่าเธอเดินตามหมากที่เขาวางเอาไว้ เอกสารที่ชายหนุ่มจงใจสอดไว้ในกองเอกสารงานของอีกฝ่ายหายไป เขารู้ว่าเธอคงซ่อนมันไว้สักแห่งเพื่อหาทางหลบหนี

แน่นอนว่ามันจะทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายแน่จากหมากเกมนี้

“ขึ้นไปข้างบน” เขาบอกเธอและเดินนำไปเช่นเคย ทำราวกับว่าเขาไม่รู้ถึงสิ่งผิดปกติ วาเลอรีก้าวตามไปโดยดีจนออกไปยังทางเดิน เวสต์ก็หันกลับมาคว้าแขนเธอให้อยู่ข้างกาย จนทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องครัว

อาหารเป็นแซลมอนย่างราดซอสเทอริยากิกับฟักทองนึ่ง วาเลอรีมีสีหน้าประหลาดใจชัดเจนเมื่อเห็นมื้อเที่ยงซึ่งเตรียมอยู่บนโต๊ะทานอาหาร ดวงตาสีฟ้าอมสบกับอีกฝ่าย รอยยิ้มกว้างของเธอยังคงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกขัดแย้งกันเองในใจ

“นายทำอาหารเก่งขนาดนี้เลยเหรอ” เธอกล่าวอย่างสนิทสนม หากพอเห็นสีหน้านิ่ง วาเลอรีก็กัดปากตัวเองให้เงียบ แล้วเลื่อนเก้าอี้ออกนั่งเมื่อเวสต์บังคับเธอด้วยสายตา

“กินไป” เขากล่าวสั้น ๆ  แทนการเริ่มมื้ออาหาร ก่อนจะมองหญิงสาวผมเข้มนั่งกินข้าวช้า ๆ  ราวกับกลัวว่าการกระทำของเธอจะสร้างความรำคาญให้ไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ซึ่งเธอก็อาจจะคิดถูก

แต่สิ่งชัดเจนที่เขาสังเกตได้หลังจากให้เธอทำงาน วาเลอรีดูสงบขึ้นมาก เวสต์แน่ใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอเชื่อว่าตนเองจะสามารถหนีเขาออกไปจากที่นี่ได้เพราะเธอเก็บแผนที่เอาไว้ แต่การไม่ร้อนรนจะรีบหนีไปเมื่อเขาเปิดโอกาสก็บอกอะไรชายหนุ่มได้หลายอย่าง...

เธอไม่ใช่ผู้หญิงไร้ความคิดหรือทำตามอารมณ์ไปเสียทีเดียว วาเลอรีมีความใจเย็น เธอสามารถประเมินสถานการณ์รอบกายได้และรู้ว่าเธอควรจะทำอะไรในขณะนั้น ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติที่ทั้งน่ากลัวและเป็นประโยชน์ในงานซึ่งเขาจะต้องจูงใจให้เธอทำ

ความขัดแย้งและรังเกียจต่อผู้หญิงที่เขามองว่าต่ำกว่ายังไม่หายไป เวสต์ยอมรับว่าเขายังทำใจลำบากหากจะต้องใส่ใจวาเลอรีเพื่อที่จะควบคุมเธอให้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะเขารู้ว่านั่นคือจุดอ่อนของเธอ

ความรักคือจุดอ่อนของเธอ

วาเลอรีสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่ได้ละไปแม้แต่เสี้ยววินาทีของผู้ชายตรงหน้า เธอเริ่มประหม่าแม้จะพยายามบอกตัวเองให้กินข้าวต่อ หากสุดท้ายก็ยอมแพ้ เธอยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและรวบช้อนส้อมเบา ๆ  เพื่อจะบอกอีกฝ่ายว่าเธออิ่มแล้ว

“ฉันต้องทำงานอะไรต่อไหม” เธอถามขึ้นเมื่อเงยหน้ามองเวสต์

“แล้วอยากทำอะไร”

“ฉันคงเลือกไม่ได้หรอก...” วาเลอรีตอบ ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ

“ใช่สิ งานง่าย ๆ  เธอยังขัดคำสั่งฉัน”

ไร้คำตอบโต้ เธอเพียงเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่ใช่เพราะโกรธเสียทีเดียว คล้ายเสียใจด้วยซ้ำ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เธอกล่าวก่อนจะนิ่งไปอีก ปล่อยให้ความเงียบครอบงำห้องนั้นไว้จนได้ยินกระทั่งเสียงหายใจของตัวเอง

“แล้วนายยังไม่กินข้าวเหรอ”

คราวนี้เป็นเขาที่ไม่ยอมตอบคำถาม เวสต์เม้มปากและพิจารณาสีหน้าของอีกฝ่าย แต่ก็เดาได้ว่าเธอคงยังมีความรู้สึกต่อเขาเหมือนเดิม นั่นทำให้เธอแสดงความห่วงใย... โดยไม่รู้ว่าเขาไม่ต้องการมันแม้แต่นิด!

“อย่าถามฉันอีกว่าฉันทำอะไรหรือยัง มันไม่ใช่เรื่องของเธอ”

แน่นอนว่าคำสั่งนั้นทำให้เธอเกิดอารมณ์ไม่เข้าใจ หากวาเลอรีก็เลือกที่จะเงียบ เธอบอกตัวเองให้เลิกรู้สึกห่วงเขา บอกตัวเองให้เลิกผิดหวัง หากต่อต้านความรู้สึกเหล่านั้นไม่สำเร็จสักครั้ง

“โอเค...” หญิงสาวตอบเบา ๆ  ก่อนจะก้มหน้าลงไป ความอ่อนแอนั้นทำให้เวสต์รู้สึกเดือดดาลขึ้นมากะทันหันเพราะรำคาญ ร่างสูงผุดลุกจากเก้าอี้ คว้าแขนวาเลอรีให้ลุกตาม ก่อนจะนำเธอขึ้นบันไดไปยังห้องส่วนตัวของเขาอีกครั้ง

เสียงประตูปิดไล่หลังเสียงดัง อารมณ์ซึ่งไม่คงเส้นคงวาทำให้วาเลอรีหวั่นใจกับคนที่ทำหน้าที่เฝ้าเธอ หญิงสาวยืนนิ่งและพยายามไม่สบตาเขาอีก จนกระทั่งอีกฝ่ายกระชากเสียงสั่ง

“เงยหน้ามองฉัน”

คงจะไร้ทางเลือก วาเลอรียอมทำตามอย่างที่เขาบอกไม่ช้า

“หัดคุมอารมณ์ตัวเองได้ไหม เรย์ ฉันเบื่อที่จะเห็นเธอร้องไห้ ...ร้องไห้ไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมา คิดว่าฉันจะเห็นใจหรือจะสงสารเธอหรือไง?”

เธอรู้ว่ามันไร้ประโยชน์จึงได้แค่เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า หากอารมณ์นั้นเกินความควบคุมของหญิงสาว ยิ่งเช็ดมันยิ่งไหลด้วยความรู้สึกอัดอั้นคับแค้นใจในสถานะของตนเอง

เธอจะเปลี่ยนความคิดได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือว่าไม่ให้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนี้

“ฉันบอกให้เธอหยุดร้อง!”

เสียงตะโกนดังลั่นห้อง วาเลอรีกำมือทั้งสองข้างแน่น ตอบคำถามนั้นด้วยเสียงสั่น

“ฉันก็ไม่ได้อยากร้องไห้” เธอกล่าว “ฉันพยายามแล้ว พยายามจะไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น แต่มันทำไม่ได้...”

ทุกอย่างหยุดไปชั่วครู่ เธอได้ยินเสียงเขาหัวเราะเยาะก่อนร่างจะถูกอีกฝ่ายประชิดตัว

“ทำไม่ได้งั้นเหรอ?” เขาย้อนถามเสียงเบา และสัมผัสจากมือที่แตะใบหน้าเธอช่างสวนทางกับคำพูดและสีหน้าจนวาเลอรีตกใจ

สบดวงตาคู่นั้นของเวสต์ ในชั่วขณะเธออยากจะถอยหนีให้ห่าง หากในส่วนลึก เธออยากโผเข้ากอดเขา เพียงเพื่อจะได้รู้สึกว่าตนไม่ได้โดดเดี่ยวหรือสับสนเช่นนั้น หากความจริงที่เผชิญมาเมื่อวันก่อนนั้นก็ตอกย้ำและห้ามเธอไว้

“ถ้าเธออยากได้ความเห็นใจจากฉัน งั้นก็ทำสิ...”

“ทำให้ฉันเห็นใจเธอให้ได้”

ไม่รู้ว่าคำพูดของเขามีความหมายอย่างไร หรือเวสต์ต้องการให้เธอทำอะไรแน่ ความไม่เข้าใจชัดเจนนั้นเรียกรอยยิ้มมุมปากให้ปรากฎขึ้น

“ฉันไม่รู้ว่านายต้องการอะไร...”

มือของเขาเชยคางให้วาเลอรีเงยหน้าขึ้น ก่อนที่เวสต์จะโน้มใบหน้าลงมามอบจูบช้า ๆ  รสชาติเฝื่อนขมของบุหรี่ถูกถ่ายทอดผ่านมา ก่อนมันจะแปรเปลี่ยนเป็นความหวานซึ่งซึมลึกลงไปในความคิดเช่นทุกครั้ง

ในหัวของวาเลอรี ภาพมากมายผุดขึ้นมา ความรู้สึกอบอุ่นเหล่านั้นที่เธอเคยได้รับจากเขา ทุกอย่างมันช่างชัดเจนเสียจนเธอไม่อาจจะห้ามอะไรได้

อยู่กับฉันได้ไหม

ชัดเจนเกินกว่าที่จะยอมรับได้ว่ามันไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย

“ฉันขอโทษ” วาเลอรีผละออกจากอีกฝ่ายเมื่อระลึกได้ว่าเธอไม่ต้องการสัมผัสจอมปลอม หากอ้อมแขนนั้นไม่ยอมปล่อยเธอไป เวสต์ยึดร่างเธอไว้ในกับตัว ก้มลงมาจูบเธออีกครั้ง หากรุนแรงขึ้นจนหญิงสาวแทบจะหายใจไม่ทัน และเธอก็ไร้ทางหนี

“คำขอโทษไม่ได้ทำให้ฉันอยากเห็นใจเธอ” เขากระซิบ มือที่เคยจับใบหน้าเปลี่ยนไปขย้ำผมของหญิงสาวไว้ในกำมือ

“น้ำตาของเธอก็เหมือนกัน”

ร่างของเธอสั่น อาจจะด้วยความโกรธและเสียใจผสมผสาน ยิ่งเห็นความสับสนในดวงตาคู่นั้นของหญิงสาว มันยิ่งปลุกเอาความรู้สึกรุนแรงของเขาขึ้นมาไม่ต่างกัน

“แล้วทำไมนายถึงคิดว่าฉันอยากให้นายเห็นใจนัก?” วาเลอรีเริ่มเค้นเสียง

“ก็ไม่เป็นไร” เวสต์หัวเราะสั้น ๆ  “ถ้าไม่ต้องการความเห็นใจจากฉันก็ดี ยังไงเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องทำในสิ่งที่ฉันจะสั่งให้เธอทำ”

ไม่ช้าวาเลอรีก็ตอบกลับ “มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ”

“ตามที่นายบอก ฉันขายตัวเองแล้วนี่ และนายมีสิทธิ์เหนือความเป็นมนุษย์ของฉันทุกอย่าง” เธอหัวเราะขมขื่น “ไม่ว่าฉันจะตกลงไปแบบนั้นจริงหรือไม่ ฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีในสถานที่แห่งนี้”

“...หยุดพยายามปั่นหัวฉันให้สับสนเถอะ”

 รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มหลังวาเลอรีจบประโยค ความพึงพอใจนั้นทำให้เธอใจเสีย ก่อนเขาจะปล่อยเธอออกจากอ้อมแขนและก้าวผ่านห้องนั่งเล่นตรงเข้าไปยังห้องนอน หญิงสาวยืนนิ่งด้วยความงุนงงเพราะไม่เชื่อว่าเวสต์จะหยุดพยายามทำร้ายจิตใจเธอแค่นั้น

แต่สิ่งที่เธอเห็นยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจ

เขาเดินกลับออกมายังห้องนั่งเล่นพร้อมผ้าพันแผลและขวดยาเบตาดีนในมือ ชายหนุ่มนั่งลงที่โซฟา ชี้นิ้วไปที่นั่งข้าง ๆ  ตนก่อนจะเอ่ยบอกเธอเสียงเรียบ

“นั่งลง”

วาเลอรีเม้มปาก หากสุดท้ายหญิงสาวก็ก้าวเข้าไปนั่งตามคำพูดของเขา เวสต์จึงคว้าข้อมือข้างที่มีแผลไป แม้จะมีสะเก็ดแผลคลุมรอยถลอกนั้นอยู่ แต่เลือดก็ยังซึม และเธอยังเจ็บเมื่อมีอะไรสัมผัส

เขาไม่เอ่ยอะไรอีก เลือกวิธีทำแผลอย่างง่ายและรวดเร็วด้วยการแค่ทาแผลด้วยยาและพันผ้ารอบข้อมือเธอ ผ้าก๊อซสีขาวคอยทำหน้าที่ลดความเจ็บลงบ้าง วาเลอรีมองมันอย่างพิจารณาก่อนจะเอ่ยกับเวสต์เบา ๆ  

“ขอบคุณค่ะ...”

ช่างเป็นประโยคที่ขัดแย้งเหลือเกินในบรรยากาศแห่งนั้น

ดวงตาทั้งสองสบกันอีกคราว วาเลอรีไม่เข้าใจในทุกสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกใดซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าของอัลดริกและการกระทำของเขา

อยากจะทำร้ายเธอด้วยการปั่นหัวไปทำไม? ทำให้เธอร้องไห้แล้วทำให้เธอรู้สึกดีในเวลาไล่เลี่ยกันไปเพื่ออะไร? เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่เหนือกว่าอารมณ์และความรู้สึกของเธองั้นหรือ?

เขามองใบหน้าของหญิงสาวและไล่สายตาไปยังเรือนร่างของเธอ สายตาคู่นั้นทำให้วาเลอรีกลั้นหายใจ... เธอรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับรู้ความต้องการของอีกฝ่ายได้จากแววตา

มือของเวสต์เลื่อนมาจับข้อมือเธอไว้ทั้งสองข้าง ก่อนจะยกให้เธอเอาพาดหน้าอกตัวเองเอาไว้และขยับเข้ามาใกล้เธอกว่าเดิม กว่าจะรู้ตัวอีกที เธอก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของเขา และนั่งอยู่บนตักของเขา

ลมหายใจอุ่นที่สัมผัสผิวคล้ายมนตร์ที่ทำให้เธอไม่อาจจะกล้าหนี วาเลอรีข่มตา หากยังรับรู้ว่ามือของเขาเริ่มเลิกเสื้อยืดที่เธอสวมใส่ขึ้นจนร่นอยู่เหนือเอว ก่อนจะไล่สัมผัสผิวเปลือยเปล่าจากต้นขาเข้ามาเรื่อย ๆ  

เธอเริ่มพยายามสูดอากาศเข้า ความที่รู้ว่าตนไม่อาจฝืนอีกฝ่ายได้ทำให้เธอไม่ขัดขืนและเกือบจะปล่อยให้ตนเองเคลิบเคลิ้มไปกับการกระทำของเวสต์หมดสิ้น

เมื่อนิ้วของเขาแทรกเข้ามาในร่างกาย เสียงครางถูกส่งออกมาจากลำคอ วาเลอรีพยายามจะหยุดมัน หากสัมผัสนั้นเป็นคำสั่งที่ร่างกายของเธอไม่อาจฝืนไหว ร่างที่เกร็งเริ่มอ่อนระทวยและยอมพิงอีกฝ่ายมากขึ้น ทำให้ชายหนุ่มเร่งจังหวะสัมผัสให้เร็วขึ้นกว่าเก่า

เสื้อถูกถอดอย่างง่ายดาย ก่อนที่เวสต์จะจับมือของเธอให้วางลงบนเนินอกอวบอิ่มของตน และปล่อยให้ความปรารถนาสั่งการทุกอย่างเอง เขาไม่ได้เป็นฝ่ายขยำมัน ความรู้สึกเสียวซ่านที่ส่งผ่านไปในร่างกายทำให้วาเลอรีบีบเค้นหน้าอกของตนทุกครั้งที่นิ้วของเขาแตะต้องจุดไวต้องการรับรู้นั้น

ไม่นานนักฝั่งฝันก็เข้ามาใกล้ หากเวสต์พรากมันออกไปแทบจะทันทีที่ ชายหนุ่มจับเธอพลิกให้หันหน้าเข้ามาหาเขา กดให้วาเลอรีคุกเข่าลงไปต่อหน้า

คล้ายกับมันเป็นบทที่ไม่ต้องบอก วาเลอรีรู้สึกประหลาดเมื่อมือของตนเลื่อนสัมผัสความแข็งแกร่งของแก่นกายภายใต้กางเกงยีนส์ซึ่งอีกฝ่ายสวมอยู่ ก่อนที่เธอจะรูดซิปของเขาลง เห็นรอยยิ้มอย่างพอใจปรากฏขึ้นมาทำให้ใบหน้าหญิงสาวร้อนผ่าวราวกับเธอกำลังทำในสิ่งที่ผิด

ใช่ มันคงผิด ...ผิดต่อความรู้สึก ย้อนแย้งต่อทุกอย่างที่เธอคิดไว้

แต่เธอมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปได้

ทุกครั้งที่มือของเธอเลื่อนขึ้นและลงเป็นจังหวะ มันทำให้เวสต์ไม่อยากจะรั้งรอการเล้าโลมอันเนิ่นนานนั้นได้ จนกระทั่งวาเลอรีก้มหน้าลงมา ลากลิ้นของเธอจนเขาเม้มปาก รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ตนกำลังได้รับ

แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมวาเลอรีจึงทำสิ่งที่เธอทำ แต่เขาก็ไม่ต้องการให้เธอคุมเกมนั้นฝ่ายเดียว มือของชายหนุ่มคว้ากำผมสีเข้มของอีกฝ่าย เขากดศีรษะหญิงสาวขึ้นลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ  เพื่อบังคับ วาเลอรีรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกและความไม่เป็นตัวของตัวเอง เธอเริ่มร้องคัดค้านอยู่ในลำคอเมื่อหายใจไม่ทัน หากเวสต์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือช้าลงง่าย ๆ  จนหญิงสาวแทบสำลัก

เวลาพักหายใจนั้นมีเพียงชั่วขณะ ร่างก็ถูกยกขึ้นให้นั่งคร่อมตัวเขาไว้ก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้าครอบครองร่างกายเธออีกครั้ง จูบแล้วจูบเล่าที่ใบหน้าซึ่งถูกจับให้หันกลับมากลายเป็นสิ่งเร่งให้เธอหลุดออกไปจากความจริงทุกขณะ ร่างเบาหวิว แม้การกระทำจากเขาจะหนักและรุนแรงขนาดไหน เรี่ยวแรงที่เคยขัดขืนอันตรธานไปกับอากาศ เสียงในลำคอดังขึ้นทุกครั้งที่เขาบังคับมือของเธอให้สัมผัสส่วนไวต่อความรู้สึกของตน

“อัลดริก... ฉัน...” คำพูดของเธอนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักชั่วครู่ เขากระชากผมของเธอจนวาเลอรีร้องออกมาด้วยความเจ็บ

“อย่าเรียกชื่อฉัน”

เขาเห็นความงุนงงที่เริ่มแปรเป็นความเจ็บปวดได้ชัดเจนจากดวงตาของเธอ หากก่อนที่วาเลอรีจะได้คิดอะไรต่อ เวสต์ก็พลิกร่างเธอให้นอนลงไปกับโซฟา มือของเขากดลำคอเธอและร่างตรึงไว้ที่นั่นจนหญิงสาวไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกอะไร หรือต้องการอะไรจากเขา

ความสุขทางกายดำเนินไปพร้อมความเจ็บปวดทางใจ เธอสับสนเกินกว่าจะรับทุกอย่างได้พร้อมกัน น้ำตาไหลทั้งที่เธอไม่อาจจะบังคับเสียงครางของตัวเองได้เมื่อเขายิ่งถ่ายทอดแรงกดส่งผ่านมาจากมือพร้อม ๆ กับร่างกายที่เคลื่อนไหวควบคุมความปรารถนา มันยิ่งปั่นป่วนเสียจนคล้ายเธอตกอยู่ในพายุ

บางครั้งการยอมให้ทุกอย่างสิ้นสุดอย่างรวดเร็วอาจจะเป็นทางที่เธอได้หลุดพ้นจากอารมณ์เหล่านี้

วาเลอรีหลับตาแน่นกว่าเดิม มือข้างหนึ่งบีบอกของตัวเองเอาไว้ขณะที่มือข้างที่ถนัดใช้นิ้วบดขยี้จุดที่ทำให้เธอรู้สึกซ่านเสียวไปมา พร้อมกับซึมซับเอาทุกอย่างที่เขามอบให้เพียงเพื่อที่จะพาตัวเองปีนป่ายไปให้ถึงสิ่งที่ร่างกายต้องการไวขึ้น

ร่างของเธอเริ่มตอบรับการกระทำของเขาอย่างร้อนเร่า แรงกระแทกที่ส่งผ่านไปให้เริ่มตอบกลับมา ท่าทางซึ่งเต็

มไปด้วยอารมณ์ที่ไม่ปิดกั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงไฟปรารถนาที่ยิ่งรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า เขากำรอบคอเธอไว้และถอนกายออกจากตัววาเลอรี เค้นเสียงสั่งสั้น ๆ

“ลืมตา”

เธอทำตาม แม้สีหน้านั้นจะเต็มไปด้วยคำถาม หากพอนิ้วของเขาเริ่มรุกเร้าแทนที่นิ้วของเธอ และลิ้นของเขาไล่สัมผัสยอดถันของหญิงสาว เธอร้องครางอย่างไม่อาจจะระงับตัวเองทัน

“ถ้าอยากจะเสร็จนัก ...ขอร้องฉันสิเรย์”

แววตาสับสนนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ ไม่ช้าวาเลอรีก็เข้าใจเกมของเขา เธอเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร

เขาต้องการจะควบคุมแม้กระทั่งความรู้สึกของเธอในตอนที่เธออ่อนแอที่สุด

ปากแห้งผาก หญิงสาวหอบหายใจเข้าเมื่อจังหวะของมืออีกฝ่ายช้าลงอย่างล้อเลียนและรั้งเธอไว้ วาเลอรียกมือขึ้นกำเสื้อของเขา ยอมตกอยู่ในความเชื่องช้าและให้เขาหมุนโลกของเธอไปจนกระทั่งรู้ว่าเธอไม่อยากจะถูกทิ้งไว้แบบนั้น

เธออยากจบเกมนี้เสียที

“เวสต์ ฉันอยากให้นาย...”

เขาหัวเราะในลำคอเมื่อวาเลอรีพูดไม่ออก เลื่อนนิ้วของตนเข้าไปในร่างกายหญิงสาว ปลุกเร้าอารมณ์ให้สั่นสะท้านอย่างต่อเนื่องจนทนไม่ได้

“ฉันต้องการนาย” เธอกล่าวและหลบตาเขาทันที

“นี่เรียกว่าขอร้องแล้วใช่ไหม”

เงียบไปอีก ...ไม่ ไม่เชิงว่าเงียบเสียทีเดียว เขายังได้ยินเสียงเธอหอบหายใจและตอบรับเมื่อเขาขยับนิ้ว แต่เธอไม่อาจจะพูดออกมาได้ทันทีด้วยสมาธิที่เสียไปเมื่ออารมณ์เข้าครอบงำ นั่นทำให้ชายหนุ่มมองร่างที่ตนครอบครองด้วยสายตาพอใจขึ้นทุกขณะเพราะรู้ว่าท้ายที่สุดเธอจะไร้ทางเลือก

และเธอจะต้องเปลี่ยนไปเพราะความต้องการที่เขาสร้างให้

“ฉันขอร้อง...”

“ฉันต้องการนายมากกว่านี้”


เตียงนั้นสบายอย่างที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนจนน่าแปลกใจ มือของหญิงสาวกอดอกเพื่อปิดบังเรือนร่างไว้ขณะที่นอนหันข้างให้เขาและเหม่อมองเพดานมาได้พักใหญ่ สิ่งที่เพิ่งจบลงทำให้เธอนึกถึงคืนที่เคยไปอยู่ที่คอนโดของเวสต์ และพอว่าพบสายตาคู่นั้นมองอยู่ เธอชะงัก ขยับตัวถอยออกมาแทบจะทันที

“เป็นอะไรอีก” เวสต์เลิกคิ้วถามน้ำเสียงเริ่มรำคาญในท่าทางไม่ชินเสียทีของอีกฝ่าย ทั้งที่เมื่อเขาสัมผัสร่างกายนั้น เธอกลับตอบสนองเขาอย่างคุ้นเคยและทำให้เขาพอใจมากกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ

วาเลอรีเพียงแค่ก้มหน้า จนเขาลากเอาเธอเข้ามาในอ้อมแขน คล้ายกับจะเป็นการกระทำอย่างอ่อนโยน หากคำพูดถัดมาทำให้ต้องเปลี่ยนความคิด

“ฉันถาม หัดตอบซะบ้าง”

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอเมื่อมือของเขาดึงมือเธอออกจากอก ก่อนจะตอบอย่างที่เขาสั่งด้วยเสียงแผ่วลง “ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“แล้วจะทำเหมือนอายและหนีฉันทำไม”

“ฉัน...” วาเลอรีถอนหายใจออกมา นิ่งไปอีกคราวด้วยไม่รู้จะตอบอะไร แต่เธอไม่รู้ว่าเมื่อตัวของเธออยู่ในอ้อมกอดของเขา ร่างอุ่นนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมานาน

เรือนผมหนาเข้มของอีกฝ่ายมีกลิ่นหอมจาง ๆ  จากแชมพูสระผม ผิวสีแทนแต่เนียนละเอียดและเนื้อกายแน่นนั้นทำให้เวสต์กระชับอ้อมกอดของตนจนร่างของหญิงสาวชิดตัวเขากว่าเดิม...หัวใจของเขาเริ่มเต้นเร็ว เลือดที่สูบฉีดนั้นเริ่มไหลไปรวมอยู่ที่กึ่งกลางร่างกาย

มันประหลาดที่เขาไม่เคยรู้สึกต้องการใครมากหรือบ่อยอย่างนี้

ทั้งที่เขายังคงรังเกียจพวกเพอราซอย่างนั้นน่ะหรือ?

ความสับสนแล่นปราดเข้ามา ชายหนุ่มข่มตาลง คำพูดของซาเวียร์เกี่ยวกับการทำงานมายาวนานโดยไร้ผู้หญิงให้พวกเขาได้ตอบสนองความต้องการทางร่างกายเป็นเหตุผลแรกที่อัลดริกอยากจะให้กับตัวเองว่าทำไมเขาถึงต้องการวาเลอรีมากนัก หากพอคิดถึงห้องชั้นใต้ดิน... เขารู้ว่ามันไม่ใช่

บางอย่างแตกต่าง บางอย่างที่เขาอธิบายไม่เคยได้เมื่อเกิดคำถาม และมันเริ่มทำให้อัลดริกหวั่นใจ

แต่เขาก็หยุดความรู้สึกทางกายไม่ได้เช่นกัน

“เธอกลัวฉันหรือเปล่า เรย์”

น้ำเสียงนั้นทำให้วาเลอรีคิดถึงอดีตอย่างไม่อาจห้าม และมือที่เริ่มลูบไล้ร่างเธออีกคราวบอกได้ดีว่าเขาอยากจะเริ่มเกมของเขาอีกครั้ง

“ฉันสับสนมากกว่า” เธอพูด “ฉันไม่รู้ว่า... ฉันควรจะต้องทำยังไง”

“มันไม่ง่ายเลยที่ฉันจะทำตามทุกอย่างที่นายบอกโดยไม่ตั้งคำถาม ฉันไม่ได้เกิดมาอย่างนั้น นายเองก็ไม่มีทางทำอย่างนั้นได้”

ทุกครั้งที่วาเลอรีเอ่ยอะไรออกมา ความแปลกใจและสงสัยจะยิ่งรุนแรงกว่าเก่า เขาพยายามจะคิดว่ายานั้นช่างมีประสิทธิภาพ หรือบางทีตัวตนที่แท้จริงของสาวบริการต่างเชื้อชาติคนนี้จะไม่ได้ไร้ความคิด หากคำพูดที่ฟังออกว่าเธอได้รับการศึกษามาสูงก็ยังทำให้เขาประหลาดใจทุกที

“แต่เธอไม่ตกอยู่ในสถานะที่จะคัดค้านอะไรได้”

“เพราะฉันทำข้อตกลงกับนายใช่ไหม” เธอกล่าวเรื่องที่เขาย้ำให้ฟังนับครั้งไม่ถ้วน “แต่ปัญหา.. ปัญหาอยู่ที่ฉันจำอะไรไม่ได้ เวสต์ ฉันไม่รู้ว่าฉันพูดอะไร และทุกอย่างที่เปลี่ยนไปมันมากเกินกว่าที่ฉันจะยอมรับได้”

เสียงหัวเราะในลำคอของอีกฝ่ายทำให้วาเลอรีเริ่มรับรู้ว่าความเย็นชาได้กลับมาอีกครั้ง

เธอรู้ว่าอัลดริก เวสต์จะเอ่ยอย่างไรต่อกับเธอ

“ยาอะไรที่ฉันกินลงไป” วาเลอรีถามก่อนที่เขาจะได้เยาะเย้ยหรือขู่เข็ญ “ยาอะไรถึงจะออกฤทธิ์กับความคิดของฉันได้ดีขนาดนั้น”

“ถ้าทุกเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ฉันไม่จริงสักอย่าง บางทีฉันอาจจะเริ่มทำใจยอมรับได้ง่ายขึ้นว่าฉันจะต้องทำในสิ่งที่นายต้องการ เพราะฉันเป็นผู้หญิงที่นายคิดว่าฉันเป็นจริง ๆ และไม่ใช่วาเลอรี เรย์...”

ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงนิ่งฟังผู้หญิงคนนี้ แต่ชายหนุ่มก็คิดตามคำทุกคำที่เธอกล่าว เพื่อจะเข้าใจความหมายแฝงของคำพูดวาเลอรี มันอาจเป็นความเคยชินจากงานที่จะต้องวิเคราะห์เอาอารมณ์และความรู้สึกออกมาจากเป้าหมายก็ได้

“เล่าสิ” เขากล่าว “บอกฉันว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับฉัน”

เสียงถอนหายใจอีกเฮือกหนึ่งดังขึ้น วาเลอรีวางมือของตนลงที่เบาะเตียง ไล่สายตาไปยังริ้วรอยของผ้าปูก่อนจะหลับตาลงคล้ายกำลังรวบรวมสมาธิ

“นาย... นายเดทกับผู้หญิงชื่อแคทเธอรีน สปาร์ก ตอนที่เรียนอยู่”

ชายหนุ่มชะงัก กลืนน้ำลายลงคอ แต่พอระลึกได้ว่าความจำที่เธอมีอยู่ในหัวย่อมจะเป็นความจริงที่ศัตรูของเขาต้องเอามาใส่ลงไป เวสต์ก็เข้าใจ

“ถ้าเธอรู้จักฉันในฐานะคนรักจริง เล่าในสิ่งที่คนอื่นจะไม่รู้สิ”

“นายจะเชื่อได้ยังไงในเมื่อนายจำไม่ได้...”

“เล่าให้ฉันฟัง” น้ำเสียงออกคำสั่งทำให้เธอไร้ทางเลือก หากความเงียบที่ต่อเนื่องทำให้เวสต์พลิกเธอให้หันหน้ามามองเขา มือใหญ่กดข้อมือหญิงสาวตรึงลงกับเตียง คร่อมเหนือร่างเธอไว้อย่างคุกคามจนวาเลอรีมีสีหน้าตกใจ

“นายไม่จำเป็นต้อง...”

“พูดออกมาซะที”

วาเลอรีเบือนสายตาไปจากหน้าคมนั้นแล้วเริ่มเล่าอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ

“ฉัน... ฉันรู้ว่านายรักแคทเธอรีน”

“แต่เธอคือคนที่สั่งฆ่าฉัน”

ถ้าหากหันกลับมามอง หญิงสาวคงได้เห็นคิ้วซึ่งเริ่มขมวดเข้าหากันเพราะเวสต์รู้ดีว่าเรื่องมาเรียนั้นเป็นความจริง และไม่ใช่ใครที่ไหนจะสังเกตเห็นมันได้ง่ายนอกจากคนที่มีโอกาสใกล้ชิดเขา หากประโยคถัดมาเกี่ยวกับการสั่งฆ่าทำให้ความสงสัยเกิดขึ้น

“นายช่วยฉันไว้ เวสต์ นายช่วยไม่ให้ฉันถูกจับในฐานะฆ่าคนตายเพราะป้องกันตัว”

ความทรงจำเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหญิงสาวย้อนกลับมาอย่างง่ายดาย วาเลอรีหายใจเข้าลึกและพยายามเอ่ยต่อ “และฉันไม่เคยลืมความใจดีที่นายเคยมีให้ฉัน”

“ฉันรักเธอได้ยังไง?” เวสต์สวนคำถามที่ทำให้วาเลอรีนิ่งงันไป ดวงตาสีฟ้าหม่นหันกลับมามองเขา ความสับสนเต็มเปี่ยม

...เธอควรจะตอบอย่างไรกัน ในเมื่อผู้ชายคนนี้ไม่เคยพูดว่าเขารักเธอสักครั้ง

แต่มีเพียงการกระทำของเขาที่แสดงออกทุกอย่าง “ฉันไม่รู้” วาเลอรีพึมพำอย่างที่คิด “ฉันไม่รู้ว่านายเคยรักฉันหรือไม่ เพราะนายไม่เคยพูด แต่ฉัน... ฉันเห็นว่าการกระทำทุกอย่างของนายมันมีความหมายและฉันคิดว่า...”

“ฉันถามว่าฉันไปรักเธอได้ยังไง เรย์” ชายหนุ่มย้ำเสียงเข้มเมื่อเขาไม่ได้คำตอบที่ตนต้องการ

“ทำไมฉันถึงจะตอบได้?” เธอย้อน “บ่อยครั้งที่นายแสดงออกว่าเกลียดฉัน ฉะนั้นฉันก็ไม่รู้ว่านายรักฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือรักได้ยังไง แต่ฉันต่างหากที่....”

เธอห้ามคำพูดตัวเองทันก่อนที่จะได้เอ่ยออกไป แต่เวสต์ก็รู้อยู่ดีว่าเธอจะพูดอะไร

“หึ งั้นฉันคงต้องเปลี่ยนคำถามใช่ไหม” เขาก้มหน้าลงมาใกล้วาเลอรี

“เธอรักฉันได้ยังไง”

มือของเขาแตะคางเบา ๆ  เพื่อสั่งให้หญิงสาวเงยและสบตาเขา วาเลอรีสัมผัสลมหายใจแผ่วเบาของอีกฝ่ายได้ถนัดกว่าเดิม กลิ่นบุหรี่เจือจางผสมกับกลิ่นน้ำหอม การรับรู้ได้ถนัดทำให้ร่างกายเริ่มปั่นป่วน

“...เพราะนายใจดีกับฉัน”

“เพราะนาย...” วาเลอรีส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เหมือนคนอื่น”

“ทั้งที่รู้ว่ามันจะทำให้เดือดร้อน และนายไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรเลยให้กับผู้หญิงอย่างฉันเพราะไม่มีใครเห็นว่าฉันมีค่า แต่นายก็ทำ”

เวสต์เพ่งมองใบหน้าของเธอ เห็นน้ำตาซึ่งเอ่อคลอ เห็นแววตาที่สะท้อนความปวดร้าวเมื่อวาเลอรีเอ่ยถึงความสัมพันธ์ที่เธอจำได้ มันไม่เหมือนการเสแสร้ง มันเต็มไปด้วยความจริงเสียจนเขาเกิดความสงสัยเพิ่มพูนทุกขณะ และความสงสัยทำให้เขารำคาญใจไม่ต่างกัน

อยากจะบอกให้เธอหยุดเชื่อในสิ่งที่เธอเชื่อ แต่คำพูดเหล่านั้นของหญิงสาวกับวนอยู่ในหัวของเขา สะท้อนไปมาจนชายหนุ่มไม่รู้จะต้องทำอะไรต่อไปครู่ใหญ่

“ฉันคงไม่ใจดีกับเธออย่างนั้น”

“อือ” เธอพึมพำตอบรับก่อนละสายตาจากใบหน้าของเขา “ฉันเข้าใจว่านายไม่ใช่ผู้ชายที่ฉันรู้จัก”

คำตอบเรียบง่าย น้ำเสียงไม่ได้ประชดประชัน ราวกับผู้หญิงคนนี้เริ่มยอมรับและเข้าใจในที่สุดว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ และเธออยู่กับเขาในฐานะใด

“ฉันแค่บอกว่ามันไม่ง่าย” เธอพูดต่อ “แต่ฉันก็ไม่ได้มีทางเลือกมากใช่ไหม”

“เพื่อให้ทุกอย่างจบ ฉันจะพยายาม”

“ฉันจะพยายามทำในสิ่งที่นายต้องการ”



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น