cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

ชื่อตอน : Chapter 3 : Take Me Lower

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 517

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มิ.ย. 2561 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 3 : Take Me Lower
แบบอักษร

3





“เราต้องทดสอบเธอ”

เวสต์หันไปมองสเปนเซอร์แม้จะพูดเรียบ ๆ หากแววตาสะท้อนความนึกสนุก ไม่แพ้กับไอ้เพื่อนตัวดีอย่างซิกมุนด์ที่ยืนกอดอก แต่ไม่วายยิ้มกรุ้มกริ่ม

“ทดสอบยังไง”

“โธ่เว้ย อัลดริก อย่ามาทำเป็นไม่เข้าใจดิวะ” ซิกมุนด์ แฮนเซนกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ “นายบอกฉันเองว่าเธอทำงานในอิลิกเซอร์ ที่นั่นก็มีแต่ผู้หญิงบริการนี่”

“แต่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะเข้าการเปลี่ยนความทรงจำมา”

“นั่นไงถึงต้องทดสอบว่าความจำหล่อนถูกเขียนเปลี่ยนไปขนาดไหน”

“คงไม่มาก ฉันไม่คิดว่าเทคโนโลยีพวกนั้นจะก้าวหน้าอะไรเท่าเรา” สเปนเซอร์ตอบ “แต่จากเครื่องอ่านก็ระบุว่าความจำที่ถูกเปลี่ยนไปของเธอ มันมีหลายอย่างเกี่ยวข้องกับนายนี่ เวสต์” มองไปยังร่างที่ยังนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ ชุดของเธอบางและไม่ได้มิดชิดเพราะใครสักคนที่คิดอยากจะลองเล่นสนุกกับเธอตั้งแต่ที่เขามาเข้า ...และยิ่งมอง เวสต์ก็ไม่อาจจะหยุดตัวเองไม่ให้ถอนหายใจออกมาได้ทันเพราะความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไม่อาจจะลบได้

“ซาเวียร์อยากให้เรามั่นใจว่าเธอจะทำตามทุกอย่างที่ตกลงกันไว้”

“มันไม่เหมือนจะประสาทไปหรือไงวะ” อัลดริกยังคงขมวดคิ้ว “ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ”

“นาย็ทำให้เธอตื่นสิเพื่อน”

คำพูดของแฮนเซนทำให้เวสต์หันขวับไปจ้องด้วยสายตาเริ่มโมโห

“เธอเป็นเพอเรซ” อีกฝ่ายตอบ เลิกคิ้วกับปฏิกิริยาของเพื่อนสนิท “นายแคร์เรื่องผู้หญิงพวกนี้แต่ตอนไหนวะเพื่อน มันไม่ใช่เรื่องปกติหรือยังไง ในเมื่อหล่อนตกลงจะทำอะไรก็ตาม หล่อนก็ควรต้องทำ”

“และฉันก็ต้องเป็นหนูลองยาหล่อนใช่ไหม”

“พูดเหมือนเซ็กซ์มันแย่อย่างนั้นล่ะ ให้ตาย หรือนายจะให้ฉันเข้าไปเล่นกับเธอล่ะ หืม?”

เวสต์เริ่มเม้มปาก เหลือบมองสเปนเซอร์ “แกก็มีอยู่ในความจำนั่นไม่ใช่รึไง คิดอยากจะทำหน้าที่ทดสอบหรือเปล่าล่ะ”

ไม่ช้าก็เดินดุ่ม ๆ เปิดประตูเข้าไปยังห้องนั้น

“เดี๋ยว เมื่อกี้อัลดริกชวนนายไปร่วมวงเหรอวะ” แฮนเซนหัวเราะเสียงดัง ตบไหล่ของคนที่ยังยืนอยู่อีกคน “รออะไรล่ะเพื่อน ไปสิวะ สนุกแหง ๆ”

“เฮ้ย ใครจะอยากเห็นเวสต์ทำอะไรแบบนั้นวะ”

“โธ่เอ้ย อย่ามาทำเป็นเด็กหนุ่มกันเลยเพื่อน นี่มันเวลาวิกฤติผู้หญิงไม่ใช่หรือไง”

พอเข้าไปในห้อง เวสต์ก็กดเปลี่ยนโหมดของภาพหน้าต่างให้คนนอกมองไม่เห็นอีกต่อไป สเปนเซอร์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายลังเล ...แต่ก็อย่างว่า ค่ายไม่มีผู้หญิง ...ไม่เคยมีมาก่อน

ท่ามกลางสงคราม ความเครียด และภารกิจฆ่าฟัน เรื่องบันเทิงใจตามที่ร่างกายควรจะได้ปลดปล่อยแทบไม่มี และการเข้ามาของเธอนั้นถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ

มันเป็นสิทธิ์ที่ใคร ๆ ก็ควรได้ไม่ใช่หรือ ในเมื่อหล่อนเองก็ตกลงจะทำหน้าที่

พวกเขาจะตายวันตายพรุ่งหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

แล้วอย่างนี้เขาจะสนเรื่องแชร์ผู้หญิงในเวลาเดียวกันกับคู่แข่งไปเพื่ออะไร**?**

ร่างของเธอย้ายจากอีกเตียงไปอีกเตียง คนที่มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แล้วอย่างสเปนเซอร์จึงต้องกลายเป็นคนช่วยชีวิตวาเลอรีเป็นคนแรก เวสต์ซึ่งรู้หน้าที่ดีว่าตนทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากพาเธอมาส่งที่ห้องฉุกเฉินนั้นเดินออกไปรายงานซาเวียร์เพื่อปรึกษาว่าพวกเขาควรจะเรียกแพทย์จากโรงพยาบาลมาหรือไม่

แม้ความจริงโรงพยาบาลจะห่างจากบ้านพักแห่งนี้เกือบร้อยกิโลเมตรก็ตามที

“คงเป็นผลจากการปรับสมอง” ซาเวียร์ตอบเรียบ ๆ  “ถ้าตายก็ถือว่าซวย”

ใบหน้าอัลดริกไม่แสดงอารมณ์เฉกเช่นกับพี่ชาย แม้เขาจะแปลกใจที่ซาเวียร์ไม่มีท่าทีเสียดาย เพราะชายหนุ่มรู้ว่าการเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของเธอหลังได้รับยานั้นเป็นความคิดของซาเวียร์คนเดียว ไม่ใช่คำสั่งมาจากเบื้องบน หากนั่นก็ทำให้ตนต้องหวนคิดถึงคืนที่เจอกับผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

ใช่ ถ้าเธอตายก็ถือว่าซวย เพราะไม่มีใครบังคับให้เธอเข้าระบบเปลี่ยนความจำนั่นนอกจากเธอทำไปเองเพื่อต้องการมากับเขาหลังรู้ว่าเขาเป็นพวกเดอวารุส

อัลดริกก้มมองนาฬิกา ถอนหายใจออกมาช้า ๆ

“ฉันจะไปเขียนรายงานภารกิจ”

“ไม่ลุ้นด้วยกันหรือไงไอ้น้อง”

คนผมสีน้ำตาลไม่เอ่ยอะไรเพิ่ม เขาเพียงแค่จ้องหน้าซาเวียร์อย่างรำคาญครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ซาเวียร์ยืนสูบบุหรี่รอจนกระทั่งสเปนเซอร์เดินออกมา

“เธอฟื้นแล้ว”

“ดี” ซาเวียร์กระตุกยิ้มมุมปากแล้วยื่นบุหรี่ให้สเปนเซอร์ อีกฝ่ายรับไปโยนทิ้งลงถังขยะก่อนจะผลักประตูกลับเข้าไปในห้องพยาบาลนั้น

ท่ามกลางแสงสว่างจ้าจนวาเลอรีแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์ของห้องที่ต้องมีการรักษาความสะอาดทำให้เธอไม่คุ้นชิน เช่นเดียวกันกับใบหน้าซึ่งโผล่มาทักทายของชายร่างสันทัดผมสีทอง

“ว่าไงสาวน้อย” มือของซาเวียร์แตะแก้มวาเลอรีเบา ๆ  “ฉันชื่อซาเวียร์ เวสต์”

วาเลอรีชะงักไป เธอพยายามจะลุกจากเตียงหากสเปนเซอร์กดแขนหญิงสาวไว้เบา ๆ  เป็นเชิงห้าม ก่อนจะพยักหน้าให้ซาเวียร์ทำความรู้จักกับเธอต่อไป

“คุณ...คุณเป็นพี่ของเวสต์” วาเลอรีหายใจเข้า “ฉันหมายถึงอัลดริก”

“ที่ตายไปแล้ว?”

ซาเวียร์หัวเราะออกมา “ใช่ ฉันเป็นพี่ชายของอัลดริกที่ตายไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอตายหรอกเรย์ เธอยังมีชีวิตอยู่เหมือนกับฉัน”

“เกิดอะไรขึ้น ที่นี่ที่ไหน”

“หนุ่ม ๆ  พวกนั้นยังไม่ได้บอกอะไรเธอเหรอ” น้ำเสียงของเขาแสดงความขบขัน “ช่วงสงครามก็แบบนี้ ไม่ค่อยมีใครใส่ใจจะดูแลเรื่องสภาพจิตใจของผู้หญิงหรอก ฉันขอโทษแทนพวกไอ้หนุ่มกลัดมันทั้งหลายนั่นด้วย”

ซาเวียร์หันไปลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง วาเลอรีไล่สายตาสำรวจสภาพของตนแล้วเห็นสายน้ำเกลือเจาะอยู่ที่ข้อมือ เธอกระพริบตาถี่ ๆ  

“เธอช็อคเพราะฤทธิ์ยา” ซาเวียร์อธิบายต่อ “คงรู้มาจากน้องฉันแล้วสินะว่าเธอได้รับยาชนิดหนึ่งซึ่งสามารถสร้างความทรงจำเทียมใส่สมอง และฉันสันนิษฐานว่ามันคือสาเหตุที่ทำให้เธอช็อค เนื่องจากสมองยังต้องปรับตัว เดี๋ยวพรุ่งนี้สเปนเซอร์จะตรวจร่างกายเธออีกที”

“แปลว่าฉันต้องเอาเครื่องแสกนมาใช่ไหม” สเปนเซอร์เอ่ยขึ้น

“โทรไปบอกฟาริลให้ส่งมา” ซาเวียร์กล่าวกับชายหนุ่ม แล้วหันสายตากลับมายังร่างซึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้อีกครั้ง “โดยทั่วไปเธอแข็งแรง เรย์ และฉันคิดว่าเธอจะผ่านมันไปได้ไม่ยาก แต่เธอต้องอดทน”

“ฉันไม่เข้าใจ” วาเลอรีเริ่มจะร้องไห้อย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอเพื่อจะสื่อสารกับอีกฝ่าย “และฉันไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างในหัวของฉันจะไม่ใช่ความจริง...”

ซาเวียร์พยักหน้ารับรู้ “มันยาก และยิ่งเธอรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง เธอจะรับมือกับมันยากกว่าเดิม หึ ต้องขอบคุณน้องชายฉันจริง ๆ  ที่สร้างเรื่องให้ยุ่งยากกว่าเดิม แต่ก็อาจจะยุติธรรมกับเธอ ฉันยอมรับในจุดนั้น”

“ถ้าฉันไม่ใช่วาเลอรี เรย์ ...แล้วอย่างนั้นฉันคือใคร”

“นั่นเป็นสิ่งที่เธอยังรู้ไม่ได้จนกว่าเธอจะทำงานสำเร็จ”

ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วอีกคราว

“หมายความว่าคุณรู้?”

ไม่มีคำตอบจากซาเวียร์ มีเพียงรอยยิ้มลึกลับที่ทำให้เธอขนลุก วาเลอรีหายใจเข้าอย่างลำบาก เธอกำมือเบา ๆ  เพื่อจะปลอบตัวเองให้สงบอารมณ์สับสนลง

“แล้วฉันต้องทำอะไรต่อไปจากนี้”

“พักผ่อนก่อนเถอะ เรย์ พรุ่งนี้ฉันจะให้อัลดริกอธิบายให้เธอเข้าใจ” ซาเวียร์ตอบก่อนจะลุกจากเก้าอี้

“คืนนี้เธอคงต้องนอนในห้องนี้ไปก่อน สเปนเซอร์จะดูแลเธอไม่ให้เป็นอะไร”

“อดทนไว้ วาเลอรี เธอยังมีทางอีกยาวไกลให้ต้องเดิน”

มันก็ยังบ้าคลั่งเกินกว่าสมองของหญิงสาวจะสามารถเข้าใจได้อยู่ดี

วาเลอรีมองเหม่อไปยังเพดานห้องด้วยอารมณ์อธิบายไม่ได้ คำพูดของผู้ชายทุกคนที่เธอเจอในวันนี้วนเวียนอยู่ในความคิด เธอพยายามจะยอมรับ หากยิ่งนึกเธอยิ่งไม่อาจยอมรับได้ลง

พวกนั้นบอกว่าเธอไม่มีอยู่จริง บอกว่าพ่อ แม่ และวาเนสซ่าไม่มีอยู่จริง? มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?

เธออาจจะตกอยู่ในสภาวะช่วยเหลือตัวเองได้ไม่มากในสถานที่ ๆ  ดูเหมือนจะตกเป็นเครื่องมือหรือนักโทษ หรือทาสกามารมณ์ แต่จะอะไรก็ตามแต่ หากสมองของเธอยังทำงาน ความทรงจำทุกอย่างที่มีมันละเอียดและชัดเจนเกินกว่าที่วาเลอรีจะสามารถเชื่อคำที่ทุกคนบอกเธอได้ว่าเธอเพียงแค่ได้รับยาซึ่งสามารถกำหนดความทรงจำ เธอจึงเป็นแบบนี้

หากทางเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงได้ก็คือหาหลักฐาน

หญิงสาวเหลือบมองไปรอบห้อง เธอพยายามคิดต่อไปเรื่อย ๆ  ว่าจะหาหลักฐานมายืนยันความคิดของตนได้อย่างไร จนกระทั่งสบตาเข้ากับสเปนเซอร์

วาเลอรีไม่เอ่ยทักทายหรือแม้แต่จะอยากคุยกับเขา การหน้าหนีของหญิงสาวบอกได้ดีจนสเปนเซอร์เองก็ตัดสินใจรักษาระยะห่างของตนไว้

ฝ่ายชายหนุ่มเองก็อดหวนนึกถึงอารมณ์ชั่ววูบที่ตนลุกล้ำเธอไม่ได้ ...อารมณ์ชั่ววูบ เขาอยากจะเรียกมันอย่างนั้น เพียงเพราะเขา... หรือต่อให้อัลดริกเองก็คงไม่อยากยอมรับว่ามันคือความผิด ว่าเขาข่มขืนใจผู้หญิงคนนี้

เพียงแค่อัลดริกคงเลือกจะใช้สัญญาของหล่อนมาเป็นข้อคัดค้านความผิด

แล้วใครเล่าจะไปรู้ว่าการเปลี่ยนความจำของพวกเพอเรซจะก้าวหน้าขนาดเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นคนละคนไปได้ ...คนละคนชนิดที่ไม่อาจจะจำเรื่องเดิมได้เลย

หรือว่าเธอแกล้ง*?*

สเปนเซอร์ตัดสินใจไม่อยู่ตรงนั้นเมื่อความคิดเริ่มสับสน เขาเปิดประตูออกจากห้อง ตัดสินใจกลับไปเฝ้าดูการพักฟื้นของหญิงสาวผ่านกล้องวงจรปิดแทน

พอเธอเห็นว่าไม่มีใคร ความตึงเครียดเริ่มคลาย ประกอบกับกับความเหนื่อยล้าเล่นงาน วาเลอรีจึงผล็อยหลับไปอีกครั้ง

พอตัดสินใจได้ว่าสิ่งแรกที่เธอต้องทำคือการเล่นตามเกม เมื่อคนพวกนี้บอกว่าเธอได้รับยา และเธอมีภารกิจต้องทำ เธอก็จะรับข้อมูลเหล่านั้นให้มากที่สุด

แต่เธอจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเธอง่าย ๆ  อีก โดยเฉพาะเขา...

“กิน” เวสต์เอ่ยสั้น ๆ  และเลื่อนจานอาหารมาให้หญิงสาว ตอนนี้เธอกลับมาอยู่ในห้องเดิมเพราะออกจากห้องพยาบาลแล้วหลังจากสเปนเซอร์บอกว่าร่างกายของเธอปกติ วาเลอรีถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะหยิบช้อนและทำตามที่อีกฝ่ายกล่าวโดยไม่คัดค้าน

และแน่นอนว่าอาการนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เวสต์คาดไว้

อาหารเป็นอกไก่อบและปรุงรสเล็กน้อยด้วยซอสกับผักต้มเป็นเครื่องเคียง อาจจะเป็นเมนูสุขภาพที่ผู้ชายพวกนี้กินประจำเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และมันไม่ใช่ของคุ้นเคยของหญิงสาว เธอเคี้ยวย้ำช้า ๆ  และกลืนพลางพยายามนึกให้ออกว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

มันเป็นปริศนาเดียวที่หญิงสาวนึกไม่ออก

พอเวสต์เห็นว่าอีกฝ่ายไม่แสดงอาการก้าวร้าวหรือคัดค้านเขา ชายหนุ่มจึงเดินไปนั่งสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ  ที่โซฟา เสียงโซ่กระทบโต๊ะทุกครั้งที่วาเลอรีขยับมือกินข้าว เธอเองไม่ได้ชอบใจแต่รู้นิสัยของอีกฝ่ายดีว่าการบ่นและก่นด่าไม่ช่วยอะไร เธอจึงเงียบ

เพราะทางเดียวที่จะรู้ข้อมูลเพิ่มคือยอมร่วมมือ วาเลอรีต้องฝืนอดทนต่อไป โดยไม่ได้รู้ว่ามันไม่ใช่งานง่ายเมื่อเธอเลือกจะใช้ไม้นี้กับคนอย่างอัลดริก เวสต์

เขาสังเกตความสงบอันผิดปกติของวาเลอรีมาพักใหญ่ แววตาของหญิงสาวยังเต็มไปด้วยคำถามทุกครั้งที่เธอเผลอเงยหน้าจากถาดอาหารมาสบตาเขา เวสต์เริ่มเข้าใจว่าวาเลอรีต้องการเล่นเกมนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว และมันเป็นเพียงเปลือกหลอกให้เขาตายใจ

มีหรือเขาจะไม่อยากก่อกวนการหลอกลวงของเธอให้พังลง

“กินได้เยอะนะ สำหรับคนที่เพิ่งจะช็อคหมดสติมา” เสียงเต็มไปด้วยความรำคาญเอ่ยขึ้น วาเลอรีเลิกคิ้วทันทีที่ได้ยิน แต่เธอยังเงียบ แม้แววตาสะท้อนอารมณ์งุนงงว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไรจากคำพูดนั้น

“หรือว่าแค่แกล้งเพราะอยากจะออกไปสำรวจสถานที่?”

คราวนี้วาเลอรีวางช้อนที่กินข้าวอยู่ หญิงสาวขมวดคิ้วใส่เวสต์และย้อนเสียงแข็ง 

“แกล้ง?” เธอพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ  “ใช่ ฉันแกล้งหมดสติเพราะอยากจะออกไปจากที่นี่ บางทีฉันควรจะแกล้งตายเพื่อให้ไม่ต้องเจอหน้านาย!”

รอยยิ้มเยาะปรากฎขึ้นที่มุมปาก เวสต์ไม่ได้แม้แต่จะอยากให้เกียรติอีกฝ่าย เขาจึงไม่ลังเลที่จะเอาเรื่องเมื่อวานมาพูด

“เกลียดฉันขนาดนั้นเลยหรือไง? ทั้งที่เมื่อคืนฉันไม่เห็นว่าเธอจะขัดขืนอะไรฉัน หรือจะบอกว่าเธอจำปฏิกริยาตัวเองไม่ได้เวลาที่ฉัน...” เขาเลียปากแทนการต่อประโยค และอาการนั่นทำให้วาเลอรีใบหน้าชา ได้แค่จ้องคนที่นั่งอยู่ด้วยความรู้สึกสับสน ทั้งโกรธและเสียใจจนคุมอารมณ์ไม่ไหว

เธอเบือนหน้าหนีเมื่อน้ำตาไหลออกมา หายใจเข้าออกแรงกว่าเดิมขณะที่บีบมือแน่น พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ล้มโต๊ะอาหารตรงหน้า

แต่มันก็คือทางเดียวที่จะระบายอารมณ์ได้ไม่ใช่หรือ

โครม*!!*

โต๊ะล้มไม่เป็นท่า ถาดอาหารหกกระจัดกระจายเลอะตัวเธอเอง นั่นทำให้เวสต์ลุกขึ้นจากที่นั่งทันที หากไม่ใช่เพราะโกรธ เขาพอใจด้วยซ้ำเมื่อรู้ว่าการสันนิษฐานของตนเป็นจริง หากเค้นเสียงแข็งกระด้างเพื่อแสดงอำนาจในสถานที่แห่งนั้น

“เก็บมันขึ้นมาให้หมด”

เธอนิ่ง ไม่ยอมทำตาม จ้องไปยังซากอาหารที่เธอปัดทิ้งผ่านม่านน้ำตา

“ฉันบอกให้เก็บมันขึ้นมา”

“นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน” เสียงของหญิงสาวสั่นเครือชัดเจน

“ฉันรู้ว่าเธอจำไม่ได้ว่าคืนนั้นเธอตกลงอะไรกับฉันบ้าง แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะกล้าปฏิเสธสัญญานั้น” เวสต์กล่าวเสียงเย็น “ทำตามคำสั่งของฉัน เรย์”

“ฉันจำสิ่งที่นายบอกไม่ได้!” เธอตะโกน “และสิ่งที่ฉันจำได้ นายก็บอกว่ามันไม่ใช่ความจริง งั้นนายจะมาบังคับให้ฉันทำอะไรที่นายต้องการได้ยังไง!”

“นั่นสินะ” ชายหนุ่มก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอไป “อยากรู้ไหมว่าฉันจะทำได้ยังไง?”

วาเลอรีมองมือของตนที่ถูกบีบ เธอรู้ว่าแรงของตนเองไม่มีทางสู้แรงผู้ชายคนนี้ได้ และการขัดขืนไปนั้นไม่ช่วยอะไรทั้งสิ้นนอกจากจะทำให้เธอเสียพลังงาน สมองประมวลผลทุกอย่าง ไม่ช้าหญิงสาวก็ข่มตาลงอย่างยอมแพ้

“ฉันเก็บไม่ถนัด” วาเลอรีกลืนน้ำลายลงคอเพื่อปรับน้ำเสียงให้นิ่ง “สายกุญแจข้อมือสั้นเกินไป”

“นั่นมันปัญหาของเธอ”

แน่ล่ะว่าท่าทางไร้เยื่อใยและไร้ความปรานีของเขาไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดไม่ได้ …อัลดริก เวสต์ที่เธอเห็นตรงหน้าคือผู้ชายที่รังเกียจและพร้อมจะรังแกเธอทุกวิถีทางเมื่อมีโอกาส วาเลอรีถอนหายใจอีกคราว ก่อนจะปัดเศษอาหารออกจากตัวลงพื้น ก้าวลงจากเตียงเพื่อไปเก็บกวาดมันโดยมีร่างสูงของเขายืนมองภาพนั้นอยู่

ถาดอาหารที่ถูกปัดตกไปไกลนั้นอยู่ห่างเกินกว่ามือของเธอจะเอื้อมถึง หญิงสาวถึงกับต้องใช้เท้าเขี่ยลากมันเข้ามาหาเพื่อที่จะรวบรวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน

“เก็บทุกอย่างให้สะอาด” เขาสั่งเมื่อเห็นว่ายังมีเศษอาหารหลงเหลือ นั่นทำให้วาเลอรีชะงักเมื่อมองตามแล้วมันตกไปไกลเกินกว่าที่เธอจะไปเก็บมาได้จริง ๆ

“ฉันทำได้แค่นี้” เธอบอกเสียงเบา และนั่นทำให้เวสต์หัวเราะเยาะ

“ฉันบอกแล้วไงว่ามันปัญหาของเธอ” เขากล่าวพลางชี้หน้า “ฉันไม่ได้ปัดของพวกนี้ทิ้ง เธอทำ และเธอต้องรับผิดชอบให้หมด”

ดวงตาสีฟ้าหม่นมองเขาอย่างผิดหวัง หากเธอไม่โต้เถียง วาเลอรีเพียงแค่หันไปมองเตียงที่เธอถูกล่ามเอาไว้ ก่อนจะหันกลับมามองเวสต์ แล้วออกแรงลากเตียงนอนนั้น

ซึ่งเตียงคิงไซส์หนักเกินกว่าที่เธอจะลากมันไปได้

“ฉันทำไม่ได้” วาเลอรีบอกโดยไม่เงยหน้าสบตาชายหนุ่ม เวสต์จึงตอบด้วยน้ำเสียงสะใจ

“ดี... งั้นก็ให้มันเป็นข้าวมื้อเดียวที่เธอจะได้กินวันนี้แล้วกัน”

พูดจบ เขาก็เดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้วาเลอรียืนมองถาดที่หกเลอะเทอะอยู่โดยทำอะไรไม่ได้ เธอทรุดลงนั่งกอดเข่าข้างเตียง เห็นสภาพตนเองและได้แต่ถามในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอกันแน่ ยิ่งสัมผัสของเขาหวนกลับคืนมาในความทรงจำ วาเลอรีก็ยิ่งร้องไห้ เธอละอายใจจนแทบไม่อยากอยู่ตรงนี้ ไม่อยากมีสติรับรู้หรือจำได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

หญิงสาวกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยอารมณ์สับสนและเจ็บปวดเพราะไม่รู้จะทำอะไรให้ความรู้สึกที่กำลังแบกอยู่บรรลงได้ ความเครียดบีบคั้น เธอสัมผัสได้ถึงเส้นเลือดที่เต้นตุบ ๆ  ในศีรษะอันหนักอึ้ง ยิ่งร้องยิ่งคุมตัวเองไม่ได้ เธอร้องไห้หนักขึ้นและแรงขึ้น สะอื้นจนตัวโยน

แม้จะรู้ว่านั่นไม่ได้ทำให้เธอรอดพ้นจากนรกนี้ไปได้

มือถูกเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยโซ่กักขังเธอ ไม่ว่าหญิงสาวจะออกแรงลากเตียงไปสักเท่าไหร่ สุดท้ายวาเลอรีจึงเริ่มทุบข้อมือตัวเองเข้ากับหัวเตียงซ้ำ ๆ  จนความเจ็บอันแล่นพล่าน หากมันไม่ได้หยุดความขมขื่นในใจลง ยิ่งมีแต่ไฟโกรธแค้นที่สร้างความวุ่นวายให้สภาพจิตใจย่ำแย่

เธอจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ไม่มีใครจำเธอได้ว่าเธอเป็นใคร

และเวสต์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกับเขาผ่านอะไรด้วยกันมา

เขากลับมาเป็นผู้ชายที่ร้ายกาจ สามารถข่มเหงเธอได้มากกว่าเดิมในเมื่อเขาคิดว่าเขามีสิทธิ์เหนือร่างกายรวมถึงอิสรภาพ และเธอไม่อาจจะเปลี่ยนใจเขาได้

เลือดเริ่มไหลซึมรอบข้อมือ เธอไม่ได้หยุดแม้มันจะเจ็บขนาดไหน และไม่ได้หยุดแม้จะเห็นว่าเวสต์ผลักประตูเข้ามาในห้องอีกครั้ง

จนกระทั่งมือของเขาคว้าเข้าที่คอ

ชายหนุ่มเดินห่างไปจากห้องได้ไม่นาน เขาได้ยินเสียงเธอร้องไห้ ได้ยินเสียงตะโกนอย่างคุ้มคลั่งดังแว่วมา แต่เริ่มรำคาญและเบื่อหน่ายที่จะต้องมาเผชิญกับอารมณ์รุนแรงของคนอื่น หากภาระในตัวของเธอที่ตนรับมาเพราะไม่อาจบอกใครได้ว่าภารกิจบางอย่างผิดพลาด เขาจำเป็นต้องเดินกลับไป

หากเขาไม่ได้ผลักประตูเข้ามาทันที เวสต์เลือกจะยืนอยู่หน้าห้องครู่ใหญ่เพราะจงใจยืนฟังความเกรี้ยวกราดของวาเลอรีผ่านประตู เพียงเพื่อจะซึมซับมันอย่างเคยชิน

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงของคนกรีดร้องเพราะทรมาน นักโทษกี่รายที่ถูกจับมาขังเพื่อสอบสวนเค้นความลับล้วนถูกปั่นหัวจนทนไม่ได้ล้วนประสบความรู้สึกเดียวกัน

และหน้าที่ปั่นหัวคนเหล่านั้นตกเป็นของเขา

คล้ายซาเวียร์จะรู้ว่าในกลุ่มทีมงาน อัลดริกคือคนที่รับบทผู้ลงโทษได้ดีที่สุด แม้ชายหนุ่มจะมีจุดอ่อนเรื่องการคุมอารมณ์ หากในความซับซ้อนและรุนแรงที่เขามีนั่นเองทำให้อัลดริกสามารถเล่นเกมกับความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอ

เสียงทุบดังขึ้นติด ๆ  กันหลายครั้ง เขายืดตัวขึ้น ก่อนจะหมุนประตูเข้าไปเพื่อพบว่าวาเลอรีตกอยู่ในสภาวะอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้

เธอทำร้ายตัวเอง

เวสต์จับร่างนั้นขึ้นจากพื้น กดคอเธอลงไปที่เตียง วาเลอรียิ่งดิ้นรนเพียงเพื่อจะให้หลุดจากมือของเขา เลือดที่ข้อมือของเธอเลอะมือเขาง่ายดาย เธอกรีดร้องให้เขาปล่อย ขาที่ยังเป็นอิสระพยายามจะถีบเขาออกไป จนเวสต์ต้องคร่อมตัวเธอเอาไว้ รวบข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้เหนือศีรษะ

“หยุดได้แล้ว เรย์” เขากระชากเสียง “ถ้าไม่หยุด ฉันจะปล่อยให้เธอไปอยู่กับพวกนักโทษคนอื่น”

“รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ได้ขังเธอไว้คนเดียวที่นี่”

ดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำเมื่อมองใบหน้าอีกฝ่ายกลับ เธอยังสะอื้นไม่หยุด พยายามหายใจเข้าเพื่อจะคุมอารมณ์ตัวเอง ความเจ็บเด่นชัดกว่าเดิม และสติก็เริ่มกลับมาเช่นกัน

และเธอเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายได้ดีว่ามันเป็นคำขู่ประเภทไหน

“จะทำอะไรก็ทำ ถ้านายอยากทำร้ายฉันนัก รออะไรอยู่ล่ะ...”

“ทรมานให้มันสมกับที่นายต้องการไปเลยสิ เวสต์”

เขาเลิกคิ้วกับคำประชดนั้น นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟัน

“ได้...”

ร่างที่เขากดเอาไว้ข้างใต้ยังสั่น เวสต์เห็นความกลัวและเกลียดในแววตาหญิงสาว หากนั่นกลับทำให้เขาพอใจอย่างอธิบายไม่ได้ เขาลุกขึ้นไขกุญแจข้อมือเธอออก และคล้องมันลงกับข้อมือของตนก่อนจะออกแรงลากวาเลอรีลงจากเตียง

เธอยื้อแรงเขาไว้เต็มกำลัง แต่แรงของเธอน้อยนิดเมื่อเทียบกับอีกฝ่าย วาเลอรีไม่สามารถหยุดเขาไหวร่างของเธอจึงถูกลากไปกับพื้นในสองสามก้าวแรก ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมาแบกเธอขึ้นพาดบ่า

เสียงร้องขัดขืนของหญิงสาวดังก้องทั่วทางเดินทันทีที่เวสต์พาเธอออกมาจากห้อง ดังจนไปถึงห้องนั่งเล่นชั้นล่าง สเปนเซอร์ซึ่งนั่งดูคอมพิวเตอร์อยู่จึงลุกจากโซฟาและวิ่งขึ้นไปบันได หากพอเห็นว่าเวสต์แบกวาเลอรีลงมา เขาก็ต้องถอยหลบ

“นายทำอะไร” สเปนเซอร์ยังคงถามด้วยความไม่เข้าใจ เวสต์เหลือบมองก่อนแทบจะโยนร่างของเธอลงที่โซฟาอีกตัว ถ้าไม่เพราะเขาล็อคข้อมือเธอกับตนไว้ด้วยกัน เขาคงทำอย่างนั้นไปแล้ว

“หุบปาก!” เวสต์ตะโกนลั่นห้องขณะที่เอามือปิดปากวาเลอรี ก่อนจะหันไปมองสเปนเซอร์

“ไปเอาอุปกรณ์ทำแผลมาสิวะ”

“เฮ้ นายรุนแรงกับเธอเกินไปหรือเปล่าเพื่อน” สเปนเซอร์ยังท้วงติงก่อนจะหันไปคุยกับคนเจ็บ

“เรย์ เธอทำอะไรมา”

วาเลอรีอยากจะตะโกนคำหยาบใส่หน้าผู้ชายทั้งสองคนในห้อง หากเธอไม่ได้ทำอย่างนั้นเพราะมือที่เวสต์ยังปิดปากเธอเอาไว้ น้ำตาไหลเลอะหน้า เลือดเต็มข้อมือ เจ็บปวดทั้งกายและใจ

และเธอรู้สึกอยากตายไปให้พ้น ๆ

“ทำร้ายตัวเองไง” เวสต์ตอบเสียงแข็ง “ไปเอาผ้าพันแผลมาซะที สเปนเซอร์ ฉันรำคาญ”

ดวงตาสีอำพันสะท้อนแววไม่พอใจนัก หากชายหนุ่มก็รู้จักเวสต์ดีเกินกว่าจะเสียเวลาเถียงในตอนนั้น เขาตัดสินใจเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาจากในห้องครัว

“ไม่ต้องปิดปากเธอได้ไหม” สเปนเซอร์พูดเมื่อนั่งลงข้าง ๆ  วาเลอรี อีกฝ่ายจึงหัวเราะเยาะในลำคอและยอมปล่อยมือออก

“ไม่มีประโยชน์ที่เธอจะร้อง ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอนะ เรย์”

หญิงสาวกัดปากตัวเอง คำพูดจากสเปนเซอร์เหมือนจะปลอบประโลม หากความทรงจำเกี่ยวกับสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นระหว่างอีกฝ่ายนั้นบอกไปในทางตรงข้าม วาเลอรีเริ่มควบคุมความรู้สึกไม่ไหวอีกครั้ง

ร่างของหญิงสาวเกร็งนิ่ง ดวงตาเพ่งมองไปยังกล่องปฐมพยาบาลที่สเปนเซอร์วางอยู่ไม่ห่างจากตัว

เธอเห็นกรรไกร

ในความนิ่งเพียงชั่วขณะ สเปนเซอร์คิดว่าเธอเริ่มมีสติ หากชั่วขณะที่ไม่มีใครระวังนั้นเอง หญิงสาวก็ก้มลงไปยังกล่อง ใช้มือข้างที่ไม่ถูกล่ามไว้กับเวสต์หยิบเอากรรไกรขึ้นมา

หากก่อนที่มือของเธอจะได้ทันจับของมีคมทำร้ายตัวเอง เวสต์ก็กระชากตัวเธอขึ้น เขาพยายามปัดกรรไกรออกจากมือ หากวาเลอรีไม่ยอมปล่อย เธอออกแรงทั้งหมดที่มีเพื่อที่จะแทงมันลงผิวหนังหรือไม่ก็ใช้มันย้อนกลับไปทำร้ายคนที่พยายามควบคุมเธอ

“ปล่อยฉัน! ปล่อยฉันไป!!”

การผูกมัดกันไว้บางครั้งก็เป็นจุดด้อยในการยื้อแรงอีกฝ่าย กว่าเวสต์จะสามารถรวบร่างของวาเลอรีเข้ามาในแขนและปลดอาวุธเธอออกไปได้โดยไม่ให้กรรไกรนั้นแทงร่างกายใคร คมของกรรไกรก็ปักเข้าโซฟาหนังเต็มที่ วาเลอรีถูกกดหน้าให้คว่ำลง แขนไพล่หลัง เธอไม่อาจดิ้นได้

“ไปเอายาสลบมา” เวสต์เค้นเสียงใส่สเปนเซอร์ อีกฝ่ายมีสีหน้าไม่เห็นด้วยชั่วขณะ แต่พอหันไปมองเห็นความรุนแรงในอารมณ์วาเลอรี เขารู้ว่ามันไม่มีทางเลือกอื่น สเปนเซอร์จึงเดินออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปยังห้องฉุกเฉินเพื่อหายาสลบมาฉีดให้หญิงสาว

แน่นอนว่าเขาต้องจัดการปัญหาให้เสร็จก่อน

และเขาจะแก้ต้นเหตุของปัญหากับเวสต์อีกทีแน่

ในห้องเย็นนั้นมีเพียงคนนามสกุลเวสต์นั่งอยู่

ห้องเย็นที่ว่านี้ไม่ใช่ห้องเย็นจริง ๆ  หากเป็นห้องใต้ดินที่มีเพียงไฟฟลูออเรสเซนส์สีออกน้ำเงินสลัวกับแอร์เย็นเฉียบเพื่อรักษาเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อัลดริกนั่งกอดอกรอฟังคำคาดโทษจากพี่ชาย ขณะที่ซาเวียร์เพียงแค่นั่งมองหน้าน้องชายพลางผิวปากเป็นเพลงอย่างสบายใจ

“จะด่าอะไร”

แน่นอนว่าสุดท้ายคนที่ทนไม่ได้ก็เป็นอัลดริก เขาขบกรามจนเป็นสัน เบื่อหน่ายกับเกมที่อีกฝ่ายเล่นเต็มทีเพราะรู้ว่าเขาจะโดนเทศน์เรื่องไหน

“ถ้าจะด่าเรื่องที่ฉันทำกับเรย์ ฉันยังไม่ได้ทำอะไร”

“นอกจากเอาเธอแล้วก็บอกเธอว่านายไม่รู้จักเธอ”

“ก็ฉันไม่รู้จักเรย์จริง ๆ  ไม่ใช่หรือไง” อัลดริกกล่าวเสียงต่ำอย่างกดอารมณ์ ทำให้ซาเวียร์หัวเราะ

“นายบอกว่าเธอตกลงจะยอมทำทุกอย่างเพื่อหนีออกมาจากอิเล็กเซอร์ กระทั่งเป็นหนูทดลองยาเปลี่ยนความทรงจำ หรือแม้แต่ทาสเซ็กซ์ของพวกนาย”

“ฉันไม่ได้บอกแบบนั้น”

“อืม แต่ฉันได้ยินมาแบบนั้น”

“จากใคร?” เขาขมวดคิ้ว “ซิก? สเปนเซอร์?”

“เปล่า จากหัวของฉันเอง” ซาเวียร์ชี้ที่สมองเขา “ฉันรู้จักนายมากี่ปี ไอ้น้อง ฉันเห็นนายมาตั้งแต่เกิด! คิดเหรอว่าแค่มองตาฉันจะไม่รู้ว่านายคิดอะไรถึงเอาผู้หญิงคนนี้มาจากซ่อง แล้วมันก็หลายเดือนแล้วกับภารกิจที่เราทำอยู่โดยไม่ได้กลับเมืองหลวง ฉันถึงไม่ได้คัดค้านอะไรที่พวกแกจะอยากหาผู้หญิงเอาไว้ระบายอารมณ์”

อัลดริกไม่ได้เบือนหน้าหนี เขาเพียงแค่ถอนหายใจยาวเหยียดให้ข้อสันนิษฐานเหล่านั้น

“แต่ในขณะเดียวกันที่แกจะเอาเรย์ไว้รองรับอารมณ์ เธอเป็นคนเดียวที่จะทำให้เราเรียนรู้การทำงานของยาเปลี่ยนความทรงจำนั่นได้ เธอถือเป็นทรัพย์สินของภารกิจ ฉะนั้นฉันไม่ต้องการให้แกทำลายทรัพย์สินนี่ด้วยการเล่นพิเรนทร์หรือทำให้เธอฆ่าตัวตาย!” ซาเวียร์ตะโกนลั่นห้องจนเสียงของเขาก้องไปทั่ว  ก่อนจะลดระดับคำพูดเป็นเสียงกระซิบในประโยคต่อมา

“หรือนายอยากจะให้ฉันลองยานั่นกับคนอื่น?”

ดวงตาสีฟ้าอ่อนของชายหนุ่มสบกับตาของพี่ชาย เขารู้ว่านั่นคือคำขู่ และแม้ไม่รู้ว่าซาเวียร์จะขู่เขาอย่างไร และคนอื่นที่ว่าหมายถึงใคร แต่อัลดริกรู้ดีว่าเขาไม่ควรจะล้อเล่นกับความคิดของอีกฝ่าย

“ฉันไม่ได้มีเจตนาจะให้เธอฆ่าตัวตาย”

ซาเวียร์เลิกคิ้วแล้วหัวเราะออกมา “โอ้ ฉันจะเชื่อนาย ไอ้นักทรมานใจที่รักของฉัน”

“งั้นต่อไปนี้ฉันจะจับตาดูนายอย่างดีเลย อัลดริก ว่านายจะทำให้เรย์ร่วมมือกับนายได้ยังไง”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น