เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

42.3 จิบชาใต้แสงเดือนกับนักสู้น้อยไอริส [2]

ชื่อตอน : 42.3 จิบชาใต้แสงเดือนกับนักสู้น้อยไอริส [2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 132

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2561 12:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
42.3 จิบชาใต้แสงเดือนกับนักสู้น้อยไอริส [2]
แบบอักษร

          บนด่านฟ้าเรือนพัก ดวงดาวน้อยคลี่ยิ้มอารี นางมองประเมินเด็กสาวเบื้องล่างพลางเปลี่ยนท่วงท่าให้พร้อมต้อนรับแขกพิเศษ เด็กสาวตัวเล็กตัวน้อย อายุอาราวสิบสามสิบสี่ ผมสั้นสีน้ำตาล มีปอยผมข้างริมหูยาวคล้ายหางกระรอก สองปอยผมมีสีน้ำตาลไม้ผสมแดงผลเบอร์รี่ให้รู้สึกร้อนแรงดุจอัคคีเพลิง นางมีดวงตากลมโตเท่าลูกแก้ว ด้านในนัยน์เนตรเปี่ยมด้วยมุนานะ ทระนง ห้าวหาญ และกล้าแกร่งดุจช่างตีดาบ ใบหูเล็กจิ๋วน่ารัก จมูกโค้งได้รูป หางคิ้วพลิ้วไหวดุจเกรียวคลื่นแสงสุริยัน มวลอณูทั่วสรรพางค์กายอัดแน่นด้วยเส้นใยมาโฮละเอียด ท่าทางคล่องแคล่ว ว่องไว ลักษณะเช่นนี้แถวบ้านมีหมาเยอะแน่ โดนหมาไล่กัดทุกวัน ฝีเท้านางคงเร็วพอสงควร

          เด็กสาวมีเค้าโครงแห่งสายพลังประหนึ่งต้นมะม่วงที่กำลังเติบโตช้าๆรอวันให้เพื่อนบ้านมาเด็ดสอย

          “มีอันใดรึ”

          “ท่านใช่ดาวตกหรือไม่”

          นารีเลิกคิ้ว เม้นปากบางๆพองาม ดวงดาวน้อยตอบคำถามด้วยคำถาม “ทำไมคิดว่าข้าเป็นดาวตกหรือ”

          “เพราะท่านพูดคุยกับดวงดาว”เด็กสาวปริศนาเอ่ย ความใสซื่อบริสุทธิ์เปล่งแสงสว่างไสว บาดตานารีจนดวงดาวน้อยมิอาจต้าน โอ้ ดวงดาวน้อยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจเต้นโครมคราม ทำไมนางช่างน่าเอ็นดู น่าหอมแก้มเหมือนเหล่าน้องสาวนารีนัก ดวงดาวน้อยอยากแกล้งบอกไม่ใช่ แต่พลั่งจักอ้าปากก็สบเห็นเด็กสาวปริศนาฉีกยิ้ม กำหมัด รอนานจนสีหน้านางค่อยๆย่ำแย่ ซึมๆนารีมิอยากเห็นเด็กสาวเสียใจ ดวงดาวน้อยจึงมิเสแสร้งบอกปัด

          “ใช่ข้าคือดาวตก”

          “จริงรึ”

          “จริงสิ”

          “เย้!”

          ฮา…ช่างรู้สึกดีแท้ เวลาบอกว่าตนเป็นใคร เด็กๆหนูๆทั้งหลายล้วนชื่นชอบดวงดาว นั้นแปลว่าพวกเขาชอบนารี

          “แล้วเจ้าเป็นใครรึ”

          “ข้าชื่อไอรีส เป็นนักสู้แห่งสำนักบ้านจระเข้[ปู่เรียกพญาจระเข้ หลานเรียกจระเข้น้อย]”

          ไอรีสยืดเนินอกขานชื่อ คราถามชื่อนารี “ข้า นารี เรียกพี่นารีก็ได้จ๊ะ”

          เพื่อมิให้ดวงเดือนรอคอยเรื่องราวนักสู้แห่งสำนักบ้านจระเข้ นารีตระเตรียมชามะลิ และขนมมื้อดึก ถาดผลไม้ แอปเปิล มะละกอ องุ่น ส้ม ดวงดาวน้อยให้สะเก็ดโยดาช่วยยกไปวางบนโต๊ะ ไอริสนั่งคอยนารีบนราวระเบียงหินที่นู่นสูงเป็นกำแพงกั้นมิให้คนชอบเดินละเมอเดินพ้นขอบด่านฟ้าและปล่อยหัวดิ่งพสุธา นักสู้น้อยแกว่งขาอย่างสบายอุรา นางเขินเพราะคิดว่าตนช่างโชคดีมีวาสนาพูดคุยกับดวงดาว มันคือความฝันเล็กๆของเด็กผู้หญิง อย่างนารีก็เคยฝันอยากคุยกับเด็กน้อยชาวโลกเช่นกัน  

          บนด่านฟ้ามีสวนดอกกล้วยไม้ สิงโตอนันดาสีเหลืองอ่อนทอแสงริบหรี่ สิงโตพัดแดงสีม่วงเปล่งรัศมีแพรวพราว ช้างกระสีขาวแต้มจุดสีชมพู่ประปราย และสระน้ำใสสะอาดมีดอกบัวสีชมพู่ผ่องแย้มผลิบาน นารีนั่งลงข้างไอริส ดวงดาวน้อยหยิบแก้วชาและจิบดื่ม “เจ้าอยากอธิษฐานขอพรหรือ”

          “ท่านรู้หรือ”

          “คนตามหาดาวตกเพราะเหตุเดียว”เก้าส่วนของพวกขุดหาดาวตกแน่นอนเพราะอยากขอพร ขอโน่นขอนี้ ยิ่งเด็กๆอย่างไอริสที่ยังมิรู้จักโลกความจริง นารีหวังว่าแม่ตัวน้อยไม่อธิษฐานให้เจ้าชายขี่ม้าขาวมาอุ้ม หรือขอรหัสไวไฟ(wifi)เหมือนเมรัยนะ

          “เช่นนั้นข้าขอพรกับท่านได้หรือเปล่า”

          “น่าเสียดาย ข้ามิใช่ดาวตกอย่างที่เจ้าหวัง”

          “ท่านให้มิได้หรือ”

          “ใช่ มีคนอื่นขอพรจากข้าแล้ว”

          “อือ”

          …หงอย

          โธ่ อย่าทำหน้าเศร้าเหมือนลูกหมาสิ นารีใจสั่น ดวงดาวน้อยครุ่นคิดวิธีสร้างรอยยิ้ม นางมิเก่งเรื่องตลกเช่นเมรัย มิชำนาญสร้างรูปสลักน้ำแข็งเหมือนเรไร แต่ที่บ้านนารีมีน้องสาวเป็นฝูง เพราะต้องรับมือพวกเจ้าตัวยุ่งเสมอ พี่สาวคนโตอย่างนารีจึงพัฒนาฝีมือหลอกล้อ ลวงให้เด็กลืมความเศร้าได้ด้วยวิธีง่ายๆซึ่งขั้นแรกนางเข้าใจถึงความใคร่ของเหยื่อ เอ้ย ไอริสก่อน “เจ้าปรารถนาสิ่งใดรึ”

          หากนักสู้น้อยอยากทานลูกอม ดวงดาวน้อยมีเต็มกระเป๋า แต่คิดว่าไอริสมิอยากกระมัง ฮึๆ

          “ข้าอยากเป็นนักสู้อันดับหนึ่ง”

          “มิใช่นักรบอันดับหนึ่งรึ”

          เด็กสาวส่ายหน้าดิกๆปฏิเสธเสียงอ่อนนุ่ม “นักสู้ค่ะ เพราะข้ารบมิเก่ง แต่ต่อยเก่งมาก” นางยิ้มแก้มบาน ใบหน้าฉายออร่าสดใสดุจแสงดวงตะวัน ความร้อนแรงและความเชื่อเปี่ยมด้วยความหวัง นารีพลอยยิ้มตามอย่างลืมตัว ดวงดาวน้อยให้คะแนนไอริสเพิ่มสิบคะแนน(เต็มพัน) สำหรับพลังใจแม่หนูน้อย รอยยิ้มของไอริสมีพลังเข้มข้น มากเหลือล้นคล้ายมิสิ้นสุด  

          ดีจัง

          “ฮึๆเจ้าคงไม่มีความปรารถนาข้อเดียวกระมัง”นารีลอบแลเห็นความสับสน ลังเลสองส่วนในสายตานักสู้น้อย ไอริสถูกนารีมองทะลุปรุโปร่งก็หน้าแดงระเรื่อ นางยากยอมรับว่าตนมีความต้องการมากมายดุจเศษละออง “ลองเล่าให้ข้าฟังสิ” “เล่ารึคะ”นักสู้น้อยกะพริบตาปริบๆ นารีขบขัน พลางยกชายเสื้อซ่อนมุมปากโค้งสูง “บางทีข้าอาจช่วยเจ้าสมคำปรารถนา หากเรื่องนั้นมิใหญ่เกินไป”

          ตั้งแต่แรกนารีคิดช่วย ให้คำอวบพรไอริส แต่ดวงดาวน้อยสนใจนักสู้น้อย นางจึงอยากลองฟังที่มาภูมิหลังเด็กคนนี้

          ไอริสตื่นเต้นเมื่อจักได้รับดวงดาว “ข้าเกิดที่..”

          ค่ำคืนแห่งแสงดาวมีมารจิ้งจอกลวงถามความจริงของเด็กสาวหัวใจบริสุทธิ์ นารีนั่งจิบชา มือเรียวลูบไล้ขนแมวเนียนนุ่ม เจ้าแมวร้องเมี้ยว นารีมิรู้มันมาจากไหน กระนั้นมันก็เดินส่ายหางมานอนฟุบบนตักนางดื้อๆ ไอริสแอบมองเจ้าแมว นางอยากลูบขนเช่นกัน แต่ตอนนี้นางกำลังเล่าเรื่องชีวิตตน ใจจึงขมความอยาก เบือนหน้าหนี

          ไอริสเกิดที่เมืองฮีสตอรี่[รังสัตว์บรรพกาล]นครเมืองอายุเก่าแก่รุ่นปฐมนคร เมืองนี้มีความงดงามทางด้านโบราณสถาน วัดวาอาราม ป้อมปืน สุสานดาบ และยังมีความขลังเรื่องมนตราวิเศษ อาทิ ความรักจักสมหวังถ้าสารภาพรักบนสะพานถ้ำผีเสื้อ[บัสเตอร์ฟายฮาชิ] การงานจักรุ่งโรจน์หากยกเหรียญลงหม้อใต้หุบเขาขุนไกรราช[เตียงนอนยักษ์] เมืองฮีสตอรี่ก่อตั้งก่อนแคว้นแมรี่ เมืองนี้จึงถือเป็นคุณปู่คุณตาของบรรดาเมืองอื่นๆที่เกิดภายหลัง แล้วนักสู้น้อย ไอริส นางเกิดในถ้ำหินโบราณไร้ชื่อเสียง ในเช้าที่มีสายฝนตกพร่ำ คุณแม่คลอดนาง ให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่เกือบเอาชีวิตมิรอด

          คุณปู่บอกไอริส ตอนคุณแม่คลอดนาง ท่านต้องใช้พลังอย่างมาก ในยามนั้นถ้าไม่มีฝีมือทำคลอดของจอมอาคม คุณแม่และไอริสอาจเสียชีวิตทั้งคู่ โชคยังดีที่ตอนนั้นเจอจอมอาคม คราหลังรอดชีวิต นักสู้น้อยเติบโตในหมู่บ้านจระเข้ หมู่บ้านที่มีคลองน้ำเป็นแหล่งชุมนุมบรรดาจระเข้ตัวโตตัวยาวเท่าเสาไฟ ไอริสไม่มีพี่น้อง นางเป็นลูกคนเดียว หลังห้าปีที่นางเกิด คุณแม่และคุณพ่อเริ่มเดินทางอีกครั้ง คุณแม่และคุณพ่อไอริสชอบเดินทาง แต่พวกท่านมิอยากให้ลูกสาวลำบากและทนใช้ชีวิตเร่ร่อนกับพวกท่าน พวกท่านจึงฝากไอริสไว้ให้คุณปู่ดูแล หมายมั่นว่าสักวันพวกท่านจักกลับมารับเด็กคนนี้

          แต่สิบปีต่อมา ยังไร้วี่แววพวกท่านจักกลับมารับไอริส

          หลงลืมและจางหายไปดุจสายหมอกมายา คุณปู่บอกไอริสว่าคุณแม่กับคุณพ่อกำลังกลับ เพียงแต่ถนนรถติดจึงมาช้า

          ไอริสรู้มันไม่จริง ดังนั้นนางจึงเริ่มสัมผัสถึงความผิดปกติ และความ…เศร้าจางๆ

          บางคนจากไปไปลับ บางทีเขาอาจไม่อยากกลับก็ได้…

          คุณปู่เลิกเล่าเรื่องคุณแม่และคุณพ่อไอริสตั้งแต่เมื่อใด ไอริสก็จำไม่ได้ กระนั้นทุกคนในหมู่บ้าน เพื่อนสนิทของนางต่างหลีกเลี่ยงจักเอ่ยถึงมันราวว่าถ้าพูดแล้ว ไอริสจักเสียใจและรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง กระนั้นแม้นเพื่อนๆคุณปู่ คุณป้าจะไม่พูด นางก็ยังรู้สึกเศร้า แม้ความเจ็บปวดมิร้ายแรงพอทำลายหัวใจนางจนแหลกสลาย แต่มันก็เหมือนหนามที่ปักทิ่มแทงตลอดเวลาที่ได้ยินคำว่า พ่อ แม่ นางรู้ดีว่าทุกคนเป็นห่วง ไอริสจึงบอกทุกคนว่า ไม่เป็นไร

          นางไม่ควรร้องไห้เรียกหา

          นางควรเงยหน้าและยิ้มให้คนรอบข้าง พยายามมีชีวิตที่หลังจากนี้จะไม่มีคุณแม่กับคุณพ่อ

          ไอริสมีคุณปู่ เพื่อนรักสองคน นางเริ่มฝึกฝนวิชาศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อมุ่งไล่ล่าความฝัน อยากแข็งแกร่ง สร้างชื่อเสียงให้สำนักจระเข้ นางอยากฟื้นฟูสำนักนักสู้ของหมู่บ้านให้กลับมายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงอีกครั้ง นางอยากรักษาครอบครัว และเพื่อนพ้องของนาง อยากรักษามิตรภาพและความทรงจำที่อบอุ่น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ หยาดเหงื่อ นางเป็นเด็กน้อยจึงไม่เข้าใจเรื่องยากๆ กระนั้นมีเรื่องหนึ่งที่นางเข้าใจดี

          “พวกนางชอบข้า..ข้าชอบพวกนาง..ข้ารักทุกคนจึงอยากให้พวกเขาดีใจค่ะ”

          ความปรารถนาเพื่อตอบแทนและช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน สำหรับคนที่อยู่เคียงข้างนาง เป็นพลังให้นางสู้ต่อไป

          ไอริสรักและอยากทำให้คุณปู่ภาคภูมิใจ นักสู้น้อยมีความฝันหนึ่งคืออยากสานต่อความฝันคุณปู่ คุณปู่เคยเป็นนักสู้ฝีมือระดับปรมาจารย์ ท่านร้ายกาจในอดีต ท่านอยากถ่ายทอดวิชาความรู้ ศาสตร์แห่งนักสู้ให้คนรุ่นหลังจึงเปิดสำนักจระเข้เพื่อเสาะแสวงหาผู้สืบทอด แต่ด้วยโชคไม่เป็นใจ ท่านจึงไม่เคยพบลูกศิษย์ที่ถูกใจ ให้ยอมถ่ายทอดศาสตร์วิชาลับสักคน เฮ้อ คุณปู่เรื่องมากนัก หวงวิชายิ่งกว่าหลานสาวเสียอีก

           ไอริสบ่นอุบอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะไม่ว่านางจักออดอ้อนอย่างไร คุณปู่ก็ลั่นสาบานจะถ่ายทอดวิชาให้ผู้ชายเท่านั้น ด้วยเหตุผลว่า วิชาลับนี้ ผู้หญิงใช้ไม่ได้

          “สงสัยจริงมันคือวิชาลับอะไร”

          คุณปู่ไม่สอนศาสตร์ลับให้หลานสาว กระนั้นท่านก็ยอมสอนวิชาศาสตร์อาวุธนานาชนิดให้ไอริส อบรมและฝึกฝนให้นักสู้น้อยเข้มแข็ง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก สอนหลักวิชาและการมีหัวใจแกร่งดุจเทพสงคราม เข้มแข้งดั่งปักษาแห่งจันทรา และนิ่งเฉยเสมือนปลาบู่ทอง เวลาปกติท่านใจดี แต่เวลาสอนวิชา ท่านเข้มงวดมาก ไม่อ่อนข้อหรือเห็นใจไอริสสักนิด ทรมานนางเหมือนนางเป็นลูกหนี้ก็มิปาน

          “ฮึๆ”

          “พรุ่งนี้ข้าต้องสู้ และชนะ”

          “ข้าหวังเป็นกำลังใจให้จ๊ะ”

          งานประลองวีรชนสิงหาจักคัดเลือดตัวแทนจากเมืองต่างๆ ไอริสและเพื่อนอีกคนเป็นตัวแทนเมืองฮีสตอรี่ พวกนางแม้ยังเด็กแต่ก็มีฝีมือมิด้อยกว่าผู้ใหญ่ สังเกตและดูฝีเท้าการก้าวย่าง เวลาลบกลิ่นอาย จังหวะการหายใจ ยิ่งนางเป็นตัวแทนเมือง แปลว่าไอริสล้มคู่ต่อสู้และขึ้นเป็นที่หนึ่งของเมืองฮีสตอรี่เรียบร้อย

          “ข้าจะพยายามค่ะ!!”

          “ดี นี่สิใจนักสู้”

          นารีให้เจ้าแมวเป็นรางวัล ไอริสอ้าปากยิ้มโชว์ฟันขาวและรับแมวมากอดรัด เจ้าแมวร้องครางแต่ไม่ขัดขืน ดวงดาวน้อยดีใจยิ่งนักที่เด็กสมัยนี้มีแรงใจและความฝันให้ไขว้คว้า มนุษย์ต่างกับดวงดาวจริงๆ เพราะดวงดาวมีอายุมาก ยาวนาน พวกนางมีความฝัน แต่ที่สำคัญคือนางขี้เกียจมาก ฮาๆ วันๆไม่ทำอะไรนอกจากนอน กลางคืนก็เปล่งแสง เต้นรำ บางทีเต้นพลาดก็สะดุดเวทีตกลงโลกมนุษย์ กลายเป็นดาวตกนั้นแหละ

          “คิกๆ”

          ไอริสฟังเรื่องจริงของที่มาดาวตก นางขำท้องแข็ง

          “แม้การเอาชนะศัตรูจักลำบาก เจ้าก็อย่ายอมแพ้”

          นารีลูบเรือนเกศานุ่มสลวย ไอริสก้มหน้าแก้มแดง นางมีสัญญากับทุกคนในหมู่บ้าน สัญญากับเพื่อน สัญญากับคุณปู่

          และสัญญากับตัวนางเอง ว่าจะไม่ยอมแพ้   

          “สร้างชื่อเสียงให้ดังขจรไปทั่วพิภพ…สักวันไอริสต้องพบคุณแม่กับคุณพ่อแน่นอน”

          “ค่ะ…ข้าจะสู้เพื่อให้มีวันนั้น”เด็กสาวหลุบตาชุ่มไอหมอก สุรเสียงนางแผ่วเบาทว่าหนักแน่น

          นารีอาจไม่เข้าใจ เพราะนางมีคุณแม่คอยดูแลตลอดเวลา ดวงดาวน้อยมีครอบครัวแสนน่ากอด นางคงไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของไอริส หากนารีไม่ได้รักเมรัยและเรไรสุดหัวใจ

          เฝ้ารอคอย…นั่งมองอย่างมีหวัง…รอนานจนหมดหวัง

          ไอริสรอนานเหลือเกิน…

          ดังนั้นนักสู้น้อยจึงเลิกรอ และลุกจากที่นั่ง

          นางพยายามวิ่งคว้าความฝัน และความฝันสูงสุดที่นางปิดบังทุกคนคือ ความฝันที่นาง..อยากพบคุณแม่คุณพ่ออีกครั้ง…   

              --

    ล่วงเลยเวลานิทรา ไอริสรับคำอวยพรของจ้าวแห่งดวงดาวพลางกล่าวลานารี จากลาลับไป ดวงดาวน้อยนั่งเหม่อมองแผ่นหลังเด็กสาวสุดสายตา ครั้นนารีก้มมองชาในแก้ว ยังเหลือครึ่งหนึ่ง ดวงดาวน้อยส่ายแก้วชา แววตาลึกล้ำระคนอ่อนโยนเยี่ยงมารดา “จะดีสักเพียงใดนะ…”นารีปิดตาและยกแก้วชาจรดริมฝีปาก ดื่มหมดแก้ว รสชาติชายามอุ่นชาติหอมหวาน คราวหลังจากนั้นไม่นาน หากชาเย็น รสชาติของมันก็เย็นชืด ไร้ความละมุนละไม

          “นอนมิหลับหรือ เรไร”

          “..เมื่อครู่ใครรึ”

          ปักษาน้อยปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นางพลั่งตื่นกลางดึก ตื่นแล้วมิเห็นนารีก็เลยขึ้นมาด่านฟ้าหวังเจอดวงดาวน้อยซึ่งก็เจอตัวจริงๆแต่มิคาดว่านารีกำลังนั่งคุยกับใครบางคน สำคัญคือเป็นเด็กผู้หญิงด้วย เรไรเชื่อว่านารีมิมีเจตนาร้ายกับเด็กสาวปริศนา กระนั้นปักษาน้อยมิวางใจต้องนั่งซุ่มหลังดงไม้ ดักฟังทั้งสองคุยอันใดกัน

          หลังไอริสไปแล้ว เรไรจึงเผยตัว โยนกิ่งไม้ที่ใช้ปลอมร่างเป็นต้นไม้ทิ้ง ครั้นส่ายหัวส่ายสะโพกไล่เศษใบไม้

          “หึงรึ”

          “แคกๆห หึงอะไรเล่า”

          นารีหัวร่อเสียงนุ่นนวล

          “อือ”เรไรแก้มป่อง ชุดนอนลายพราง แลใยไหมเนื้อบางเผยส่วนโค้งและทรวงอกอวบอิ่ม นารีมิกล่าวอันใดเพื่อง้อเรไร ดวงดาวน้อยเพียงยิ้มพราย กวัดมือให้เรไรมาใกล้ๆ ปักษาน้อยสบตาดวงดาวน้อย คราวหัวใจที่อัดแน่นด้วยความโกรธค่อยๆลดเบาลงอย่างน่าประหลาด คงเพราะนารีมีสายตาพิเศษกระมัง ไม่ว่าใครที่มองตานารีแล้วต่างก็ใจเย็น เลิกคุ้มคลั่ง นารีมักใช้สายตาอ่อนโยนราบเรียบเช่นนี้กล่อมเรไร เจ้าปักษาน้อยที่ภายนอกเย็นชา แต่ภายในร้อนระอุ “อย่าโกรธเลย นางแค่เด็กคนหนึ่ง” “ไม่ได้โกรธ” “…”สีหน้าดุร้ายปานลูกสาวโดนแย่งตุ๊กตาเช่นนี้หรือมิโกรธ นารีใคร่ขำ แต่ห่วงเรไรน้อยใจ

          “ถ้าจำมิผิด นางคือนักสู้ที่มีรอบสู้พรุ่งนี้”

          “ใช่”

          เรไรพ่นระบายลมหายใจเย็นยะเยือก สีหน้าราบเรียบไร้แววโทสะ ประกายนัยน์ตาแตกไสว ปักษาน้อยนั่งลงเคียงบ่าดวงดาวน้อย เรไรจับเจ้าแมวไปวางบนโต๊ะ คราวนางทิ้งศีรษะฟุบตักนารี ดวงดาวน้อยจนปัญญาปล่อยเลยตามเลย มือนางลูบไล้เกี่ยวผมปักษาน้อย หยอกเย้าให้เรไรเคลิบเคลิ้ม

          “…”เรไรช้อนตามองนารี พลางนางชักสายตากลับอย่างสับสน

          “มีอันใดหรือ”

          “หากนางชนะ คนที่นางต้องเจอคือนารี..”

          “อือ ใช่”

          เรไรปากเผยออยากพูดบางสิ่ง แต่กลัวคำตอบนารี

          “เจ้า…ยังอยากชนะนางหรือไม่”

          “อยากสิ”

          ปักษาน้อยตกตะลึงเหมือนเข้าใจ กระนั้นนางไม่เข้าใจ ทำไมนารีอยากชนะไอริส เรไรนอนร่วมเตียงและรู้จักกับนารีตั้งแต่เมืองลักกี้ บอกตามตรงปักษาน้อยเข้าใจดวงดาวน้อยเพียงห้าส่วน อีกห้าส่วนคือปริศนา นิสัยของนารีบางครั้งก็ยากเดาว่านางกำลังคิดอันใด สิ่งที่แน่นอนคือความรักและความห่วงใยที่นารีมีให้เมรัยและเรไร แต่เหนือนอกจากนั้น เรไรไม่รู้

          นางอยากรู้นารีคิดอย่างไร เรไรมิค่อยเชื่อใจใครนัก นางพูดไม่ได้เก่ง ดีแต่ตีสีหน้าดุร้ายปานราชินีน้ำแข็ง

          เมรัยและนารีคือสองคนแรกที่นางยอมเปิดใจ และอยากให้ทั้งสองมีความสุข

          เรไรคงเอาแต่ใจมากเกินไปกระมัง เรื่องบางเรื่องนางไม่ควรถาม

          “เจ้าไม่ชอบถามตรงๆชอบแต่แอบฟังเงียบๆ เจ้าคิดจะแอบฟังตลอดไปเลยรึ ฮึ”

          นารีเคาะหน้าผากเรไรดัง โป๊ก ปักษาน้อยน้ำตาคลอ ท่าทางน่าสงสารจับใจ “พวกเจ้าทำเหมือนข้าเป็นเด็กนิ”

          ยังมีอารมณ์ตัดพ้อ นารีให้อ่อนใจ ยิ้มและแผ่วหัวเราะ“ก็เจ้าเด็กจริง”

          “ฮึ”

          ถ้าเมรัยนั่งร่วมวงด้วย คงสวนนารีคืนไปว่า “บอกเรไรเด็ก แต่พวกเราแก่รุ่นมหาทวดบรรพบุรุษเลยนะ”

          “เรไรอยากรู้อะไรก็ถามเถิด ข้ายอมบอกเจ้าทุกอย่าง”

          “จริงนะ”

          “ฮ่องเต้ตรัสแล้วไม่คืนคำ”นารียิ้มจริงใจ แม้วลีนี้จักไร้ความหมายตั้งนานแล้ว เพราะนารีตรัสไว้หลายเรื่องมาก แต่ก็นั้นแหละ  

          เรไรดีใจแต่รักษาสีหน้าไม่ยิ้มเบิกบาน ปักษาน้อยเบือนหน้าปากจูบต้นขานุ่มนิ่มดวงดาวน้อย เรไรถามตรงๆว่าทำไม นารีอยากชนะไอริส เพราะหากเป็นเรไรเมื่อได้ฟังเรื่องราวไอริสแล้ว นางไม่แน่ใจว่าสามารถเอาชนะไอริสได้ เพราะแรงใจและเหตุผลที่อยากตามหาคุณแม่กับคุณพ่อไอริสทำให้เรไรใจอ่อนยวบ บางทีปักษาน้อยอาจยอมแพ้เพื่อให้นักสู้น้อยชนะแล้วไปบรรลุความฝัน อย่างนั้นไอริสจักมีความสุข เรไรก็มีความสุขด้วย

          จุดประสงค์พวกนารีคือเงินตรา ส่วนจุดประสงค์ของไอริสแน่นอนว่ามันมีความหมาย และมีค่ากับนักสู้น้อย

          “ถ้าเป็นเรไร เรไรจักยอมแพ้หรือ”

          “..อืม”เห็นนางเย็นชา ตายด้าน ไม่สนใจใครเช่นนี้ แต่จริงๆนางใจดี และห่วงใยคนอื่นมากนะ

          “ให้ข้ายอมแพ้ไอริสใช่มิได้ เพียงแต่ข้าอยากสอนบางสิ่งให้นาง”

          “สอนอันใดหรือ”

          “สอนให้รู้ว่า”

          รู้ว่า เรไรเงี่ยหูฟัง

          “ข้าเก่งกว่านางอย่างไรล่ะ”

          “หา”

          ปักษาน้อยงงเป็นไก่ตาแตก เหตุผลช่างน่าเป็นลม เหมือนแมวตัวโตชอบแกล้งแมวตัวน้อยไม่มีผิด นารีปิดปากขำเสียงไพเราะ เรไรยามนี้ยอมรับว่าไม่เข้าใจดวงดาวน้อย ไม่เข้าใจเลยทำไมนาง…ดูชั่วร้ายจัง นารีหัวเราะน้ำตาร่วง นางปาดน้ำตาพลางบอกเรไร “ข้าจักไม่เอ่ยว่าเป็นโชคร้ายหรือเพราะข้าเมตตาอยากสอนให้รู้โลกนี้มันโหดเพียงใด กระนั้นข้าก็อยากให้ไอริสรับรู้และยอมรับ”

          นอกเหนือชัยชนะยังมีคำว่าปราชัย อีกด้านของความหวังคือความสิ้นหวัง มีล้มมีลุก บนลานประลองที่วัดผลและตัดสินด้วยพลัง

          พลังใจมีค่า พลังกายมีความหมาย เหตุผลมีน้ำหนัก

          “เรไรอาจมิรู้ แต่ข้ารู้ว่าความฝันของนางมีมากกว่านั้น”

          ถ้าหากไอริสมีคุณแม่คุณพ่ออยู่ด้วยกัน นารีก็รู้ว่าไอริสยังมีความฝันอยากแข็งแกร่งและเป็นนักสู้อันดับหนึ่ง ต่อให้นางพบเจออุปสรรคหรือเรื่องราวใดที่เข้ามาในชีวิต ทำลายและขีดเส้นแบ่งให้นางเลือกว่าจะไปทางใด ไอริสจักเงยหน้าและเลือกเป็นนักสู้อันดับหนึ่ง “นารีแน่ใจหรือ” “แน่สิ”

          ดวงดาวน้อยฉีกยิ้มทรงปัญญา ดวงตากษัตริย์มองหัวใจของนักสู้น้อยถึงแก่นแท้

          “เพราะฉะนั้นเรไรมิต้องห่วง ข้าจักทร..จักสั่งสอนไอริสอย่างอ่อนโยนที่สุด”

          “…”เรไรอยากอ้าปากค้าน เพราะเห็นสีหน้านารียิ้ม…ยิ้มสยองมาก คล้ายยามพี่บาเบลร่ายิ้มเลย

          ยิ้มเหมือนเวลาถอดกางเกงเมรัย ตีก้นเพียะๆ

          “นางอยากเป็นนักสู้อันดับหนึ่ง ข้าย่อมสู้ให้สมค่าคู่ต่อสู้นาง”

          นารีลูบหน้าผากเรไร พยายามอธิบายเพื่อมิให้เรไรเข้าใจผิด

          “ไอริสมีวาสนาเจอข้า ข้าอยากเอาใจช่วยนางให้ไปถึงฝัน”

          ฝีมือนารีกับไอริสต่างกันราวก้นบึ้งมหาสมุทรกับยอดเสาดาราจักร ไอริสไม่มีโอกาสชนะนารีสักนิด

          กระนั้นนารีเชื่อไอริสมีแผน และนักสู้น้อยต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อเอาชนะดวงดาวน้อย

          นารีมิอาจทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง แม้นางไม่อาจทุ่มพลังเต็มสิบส่วน เพราะถ้าทุ่มแล้วจักรวาลอาจหายไป แต่นารีก็ขอใช้พลังหนึ่งจุดหนึ่งส่วนเพื่อเอาชนะไอริส

          “เรไรรู้หรือไม่ ข้ายังมีเรื่องหนึ่งไม่บอกเจ้ากับเมรัย”

          “เรื่องใดรึ”

          นารีป้องปากกระซิบหูเรไร ปักษาน้อยหลับตาฟังพลางเปิดตาเบิกโพลงปานไข่ห่าน “ห๊ะ” “ฮึๆอย่าอ้าปากนานเดี๋ยวแมลงวันบินเข้า” ความลับของนารีเปิดเผยให้เรไรรับรู้ ถือเป็นของขวัญและสัญญาณว่านารียอมรับเรไรมาอยู่ในหัวใจ นับแต่นี้จะไม่มีความลับใดให้เรไรกังวลและรู้สึกน้อยใจ “เจ้าต้องบอกเมรัยด้วยนะ” เรไรไม่อยากให้นารีบอกตนคนเดียว กลัวเมรัยหงุดหงิดและจับกด “บอกสิ แต่ไว้หลังจากนี้ อือ ตอนเมรัยกินข้าวก็ดี”

          “เอ่อ..”ขนาดนางฟังแล้วยังตกใจ เปลี่ยนเป็นเมรัยฟังตอนกินข้าวกินน้ำ แน่นอนต้องมีข้าวพุ่งแน่ๆ

          “นอนเถิดดึกแล้ว พรุ่งนี้ข้าขอตื่นสาย”

          “อือ”

          นารีเก็บถาดขนมและจูงมือเรไรเข้าเรือนพัก ค่ำคืนแห่งคำอธิษฐานผ่านพ้น สำหรับเรื่องของไอริส นารีขอสู้สุดแรงใจ

          ดวงดาวน้อยอาจไม่บอกเรไร แต่เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญเท่าใดนัก

          “แม้ไอริสชนะข้า…แต่นางเจอกับเจ้านั่น นางไม่ชนะแน่”

          เส้นทางสู่จุดสูงสุดย่อมเต็มไปด้วยศัตรูตัวฉกาจ นารีมองมนุษย์ทุกผู้ด้วยระดับพลังต่ำกว่าตน กระนั้นก็มีเจ้านั่นเท่านั้นที่ทำให้นางหวาดหวั่น…

          เจ้าอัศวินในชุดเกราะ…

          --

          อีกฟากหนึ่ง ณ โรงแรมไฟท์มาคิสออน

          “สามเดือน”

          “สามเดือน”

          อีซีโอทวนเนื้อความในจดหมาย อมีตี้เน้นย้ำเสียงแข็งกระด้าง เรียบนิ่งดุจตุ๊กตาปีศาจ ทว่าในแววตางดงามแฝงความหยอกเย้า ซุกซน สะใจ ดีใจปานได้ข่มขืนน้องชาย ปากนางต้องบังคับมิให้หัวเราะ “..อุ๊บ” แต่พลั่งมีหลุดเบาๆให้เด็กหนุ่มหน้าดำทะมึนปานก้นหม้อ นางหัวเราะเยาะเขา นางช่าง

          น่าจับโยนออกนอกหน้าต่าง

          “ไปช่วยงานพี่ใหญ่สามเดือน ท่านพี่ต้องการเจ้า เจ้ากล้าปฏิเสธหรือ”

          งานคราวนี้ไม่ง่ายและสำคัญมาก ขนาดพี่ชายคนโตของบ้านต้องเขียนจดหมายขอความช่วยจากเหลือน้องชายคนเล็ก อีซีโอรักและเคารพท่านพี่ เขายอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อเป็นกำลังให้ท่านพี่ แต่ว่า ให้เขาห่างจากโซฟีสามเดือน ไม่ ไม่ ไม่ไหว เขาแค่ละสายตาจากนางสามนาทีก็ยากแล้ว นี่ไม่ให้เห็นนางสามเดือน อีซีโอตรอมใจตายแน่ เด็กหนุ่มกุมหน้าผากครุ่นคิดหนัก บางทีเขาคงกังวลเรื่องภรรยาในอนาคตมากไป เขาไม่ควรจับตาดูนางทุกฝีก้าว ควรให้นางมีอิสระนอกสายตาเขา ใช่ เขาควรปล่อยวาง วางความใคร่อยากอดนางลงซะ

          “ไปเถิดข้าดูแลนางเอง”

          “!!!”

          อีซีโอขย้ำกระดาษจดหมาย ขาดแต่เขายังไม่หยิบมีดปาหัวอมีตี้ ให้เขาปล่อยหญิงที่คนรักสุดหัวใจไว้ในกำมือพี่สาว…น่าถีบนี่นา ไม่มีทาง เรื่องอื่นอาจเป็นไปได้ แต่เรื่องมอบลูกแกะน้อยน่ารักไว้ในมือหมาป่าจะให้เกิดมิได้เด็ดขาด “ไม่ ข้าไม่ยอมฝากนางไว้กับใคร ยิ่งกับเจ้า” “อ้อเหรอ หมาหวงก้างเอ้ย “ไสหัวไป”

          “อย่างไรซะ เจ้าต้องไป ข้าว่านางไม่คิดถึงเจ้าด้วยซ้ำ”

          “นางคิดอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจักตัดสินใจแทนนาง”

          แม้โซฟีไม่คิดถึงอีซีโอ แต่ต้องมีสักวันที่นาง..คิดถึงเขา

          “นางช่างโชคร้าย เจอน้องชายโรคจิตของข้า โธ่สาวน้อย”

          “ปิดปากซะ”

          ผู้ครองรัตติกาลกัดฟันไล่พี่สาวตัวยุ่ง อีซีโอทรุดนั่งเก้าอี้พลางตัดสินใจไปบอกลาโซฟี แม้นจักยากห้ามใจปานใด

          “หึหึๆเจ้าของแกะไปแล้ว..ทีนี้ลูกแกะตัวนั้น..”

          บนหลังคาโรงแรม อมีตี้ระบายยิ้มหรรษา ดวงตาภูตพรายระบายแสงริบหรี่ งานนางมีไม่ทำ แท้จริงนางเอาแต่เล่นเหมือนอีซีโอ นาชอบละเล่น ยิ่งการแย่งของเล่นน้องชาย…นางยิ่งชอบนัก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น