cxparallel

อย่าลืมกดถูกใจ ให้คอมเม้นท์และติดตามนะค้า :) love you!

ชื่อตอน : Chapter 2 : Break apart

คำค้น : อีโรติก, ลบความจำ, กักขัง

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 829

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มิ.ย. 2561 20:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 2 : Break apart
แบบอักษร

2



หลังจากที่เวสต์ฉีดยาสลบให้วาเลอรี เพราะเธออาละวาด คล้ายกับเพิ่งรู้ตัวว่ามีผู้ชายถึงสองคนมีเซ็กซ์กับเธอแล้วนั่นทำให้วาเลอรีรับไม่ได้ สเปนเซอร์ซึ่งเกิดความสงสัยในท่าทางที่เปลี่ยนไปนั้นแน่ใจว่ามันเป็นเพราะความจำของหญิงสาวที่ถูกเปลี่ยน เขาถึงตัดสินใจจะทดสอบเธอ

ยานั้นถูกพัฒนาให้มีการทำงานเหมือนกับ Truth Serum มันเป็นการตรวจสอบความจริงผ่านจิตใต้สำนึก สภาวะหลับทำให้ยาออกฤทธิ์ง่ายกว่าเดิม คล้ายการสะกดจิต หากซับซ้อนและได้ผลกว่าเพราะเทคโนโลยีที่กองทัพเดอวารุสพัฒนาให้ทันสมัยเพื่อการสงคราม

“เธอชื่ออะไร” สเปนเซอร์เริ่มตั้งคำถาม ขณะที่เวสต์ยืนกอดอกสังเกตการณ์

“เรย์...”

“ชื่อจริงล่ะ”

“วาเลอรี” เสียงของหญิงสาวไร้อารมณ์ หากนั่นทำให้ทั้งสเปนเซอร์กับเวสต์มองหน้ากัน เพราะหลังจากที่พาเธอมาที่นี่ เขาทดลองใช้ยานั้นไปครั้งหนึ่ง และผลที่ได้ออกมาแตกต่างจากตอนนี้สิ้นเชิง

เมื่อวานผู้หญิงเชื้อสายเพอราซคนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีชื่อจริงว่าอะไร ใครเป็นพ่อแม่ เพราะในสถานที่ทำงานแบบนั้น เธอจะมีเพียงชื่อโค้ดเอาไว้เรียกในการทำงาน และตั้งแต่เกิดมา เธอแทบไม่รู้อะไรนอกจากวิธีการบริการผู้ชายให้พอใจ

“เธอเกิดที่ไหน”

“โบฟอร์ต”

“จบการศึกษาสูงสุดที่ไหน”

“ซิลเวอร์ไวส์”

อีกครั้งที่เวสต์เม้มปาก คล้ายกับเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนได้ยินและไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้

“ใครคือคนที่เธอไว้ใจที่สุดในชีวิต”

เงียบไปนาน คล้ายคำถามนั้นยากเกินกว่าสภาวะจิตใต้สำนึกอันไม่ได้รับการกลั่นกรองจากสมองจะเข้าใจ เปลือกตาซึ่งปิดสนิทของวาเลอรีเริ่มมีการขยับถี่คล้ายกำลังพยายามคิดคำตอบ

“พ่อของฉัน”

“เขาชื่ออะไร”

“วิททอริโอ้ เรย์”

สเปนเซอร์เหลือบมองคนที่ยืนอยู่ด้วย ก่อนตัดสินใจถามคำถามที่ทำให้เวสต์ขมวดคิ้ว

“แล้วอัลดริก เวสต์มีความหมายอะไรกับเธอ”

วาเลอรีเงียบไปอีก ไม่ช้าหญิงสาวก็เอ่ยออกมาเบา ๆ  แต่ชัดเจนพอจะทำให้คนทั้งสองชะงัก

“...คนรัก”

หลังจากสเปนเซอร์จดบันทึกรายงานและเก็บอุปกรณ์ยาทั้งหมดออกจากห้องไป เวสต์จึงได้แค่มองร่างสันทัดซึ่งถูกมัดให้นอนติดกับเตียงด้วยคำถามที่ผุดเต็มหัวทั้งที่มันไม่ควรมีเพราะรู้ทั้งรู้ว่าความทรงจำของเธอไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง

“ยาจะหมดฤทธิ์ตอนไหน”

“อีกห้านาที”

ทำไมบางอย่าง... บางอย่างทำให้เขาไม่อาจจะสลัดเอาความสงสัยซึ่งเกาะกุมอยู่ออกไปได้

ควันบุหรี่ขาวคลุ้งพ่นออกมา เสียงประตูถูกไขอีกคราว ฝีเท้าดังขึ้นจากข้างหลัง เวสต์ไม่ได้หันไปมอง

“เสียงดังชะมัด” ซิกมุนด์ แฮนเซนพูดกลั้วหัวเราะ “เธอคงเด็ดน่าดู ไอ้สเปนเซอร์โม้ให้ฉันฟังหมดแล้ว”

ร่างสูงของชายหนุ่มผมทองก้าวตรงไปที่เตียง มือเอื้อมไปแตะใบหน้าของเชลยสาวอย่างสนอกสนใจ

“หน้าตาไม่เลวเลย”

เวสต์ยังคงไร้ข้อคิดเห็นเมื่อเพื่อนสนิทเดินเข้ามานั่งที่โซฟาข้างเขา

“เธอคงจะอยู่กับเราราวสามเดือน ฉันคงได้มีโอกาสลองของบ้าง” ซิกมุนด์ยังคงยิ้มอย่างนึกสนุก และมันก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่า ในเมื่อเธอไม่ใช่สมบัติของใครคนหนึ่ง และทุกคนในภารกิจมีสิทธิ์ในตัวของวาเลอรีที่จะทำให้เธอคุ้นชินกับสภาพหน้าที่

“ทำไมนาน”

“ซาเวียร์บอกฉันมาอย่างนั้น”

เขานิ่งไปอีกเมื่อได้ยินชื่อพี่ชาย ก่อนจะเอนหลังพิง พ่นควันบุหรี่ออกมาอีกครั้งช้า ๆ  นั่นทำให้ซิกมุนด์ยิ้มมุมปากหลังจากสบตาอัลดริกแล้วเห็นแววตาที่เริ่มแสดงความไม่พอใจ

“นายดูมีอะไรกวนใจนะเพื่อน”

เขาชะงักไปเล็กน้อย มองไปยังร่างบนเตียงอีกคราว ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ  ราวกับกลัวคนที่นอนอยู่ได้ยิน

“ฉันกำลังสงสัย...”

“ว่า?”

“ทำไมเธอทำเหมือนว่าเธอรู้จักฉัน”

“ก็แหงสิ ในเมื่อในหัวเธอถูกเปลี่ยนความจำ”

“ไม่... มันไม่ควรที่จะเป็นได้ขนาดนี้” เวสต์พึมพำ เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นมันลึกซึ้งเกินกว่าเพราะฤทธิ์ยา ทั้งแววตา... คำพูด... วิธีที่เธอตอบสนองเขา ทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนี้ทำ ทุกความรู้สึก มันทำให้เขาประหลาดใจ แต่เหตุผลเดียวที่ตนอธิบายได้คือคำว่ายา

หรือยามันจะมีวิวัฒนาการไปไกลแล้วจริง ๆ

พอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมใช้ความคิดของเวสต์ ซิกมุนด์จึงตัดสินใจจะไม่เซ้าซี้ เขาเพียงแค่ลุกจากที่นั่งและก้าวตรงไปยังเตียง

“เธอหลับมานานเท่าไหร่”

“ตั้งแต่สองทุ่ม”

คนผมทองก้มดูนาฬิกา ก่อนจะกระตุกยิ้มเบา ๆ  “ชั่วโมงนึงแล้ว”

มือเริ่มลูบไล่ไปยังแก้มของหญิงสาว หากยานั้นทำให้เธอหลับลึกจนแทบไม่รู้สึกอะไร มีเพียงคนที่ยังนั่งมองอยู่อย่างเวสต์ที่รู้สึกรำคาญใจกับท่าทางของเพื่อน

“จะทำอะไร”

ซิกมุนด์ยักไหล่หลังจากก้มลงไปสูดดมเรือนผมนั้น

“นายอาบน้ำให้เธอเหรอ”

เวสต์ลุกจากที่นั่ง เขาไม่ตอบคำถาม เพียงแค่เดินออกไปจากห้องแต่โดยดี

“ถ้าจะเฝ้าผู้หญิงคนนี้แทนฉันก็ขอบใจ”

มืออุ่นซึ่งลูบอยู่ที่ต้นขาทำให้หญิงสาวลืมตาขึ้น พอรู้สึกตัว ภาพและความทรงจำทั้งหมดก็ทำให้เธอกำลังจะต่อต้านทุกการสัมผัส

“ชู่ว์ อย่าร้อง” เสียงต่ำกระซิบอยู่ข้างหู มือซึ่งไวนั้นปิดปากเธอทันก่อนวาเลอรีจะได้ดิ้นรน

“สัญญาว่าจะฟังฉัน แล้วก็ไม่ร้อง เพราะนั่นไม่ช่วยอะไร เข้าใจไหมวาเลอรี เรย์”

เสียงช่างคุ้น วาเลอรีพยายามขยับมือที่ถูกกุญแจข้อมือจับคล้องไว้ แน่นอนว่าอย่างไรเธอก็ไม่อาจจะดิ้นหลุด แต่เธอไม่หยุดความพยายามจะหันกลับไปมองผู้พูด

กลิ่นน้ำหอมและวิธีการพูดแบบนั้นทำให้ทุกอย่างหวนกลับคืนมาง่ายดาย

“แฮนเซน?” วาเลอรีถามเสียงสั่น “นั่นนายเหรอ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มผมทองเป็นฝ่ายชะงัก “เธอรู้จักชื่อฉันได้ยังไง”

“หมายความว่ายังไง”

ความเงียบแทนความสับสนซึ่งแผ่กระจายไปทั่วห้อง แขนซึ่งโอบกอดร่างของอีกฝ่ายเอาไว้คลายออก ซิกมุนด์ลุกขึ้นคร่อมร่างเธอไว้ นั่นทำให้วาเลอรีเห็นใบหน้าของเขาได้ถนัดสมใจ

“เธอรู้จักฉันได้ยังไง เรย์”

และสิ่งเดียวที่เขาเห็นในดวงตาสีฟ้าหม่นคือความสับสนอันไม่ต่างจากตน

“นาย... ก็นายเป็นเพื่อนเวสต์”

“และนายเรียนที่ซิลเวอร์ไวส์ เหมือนกับฉัน”

“ฉันต่างหากที่ควรจะต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น?” วาเลอรีเริ่มจะคุมสติไม่อยู่อีกคราว “เกิดบ้าอะไรขึ้นกับพวกนาย!?”

ใบหน้าของชายผมทองเริ่มแสดงความพิศวง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นและพยักหน้าเมื่อนึกอะไรได้

           เธอถูกเปลี่ยนไปมากกว่าที่เขาจะคิดไว้

เมื่อรู้เหตุผลที่แม้แต่เพื่อนเขาอย่างอัลดริกไม่รู้ ซิกมุนด์จึงค่อย ๆ  คลี่ยิ้มอย่างพอใจ มือเอื้อมไปลูบใบหน้าของวาเลอรีและเอ่ยต่อเบา ๆ 

“เธออยากรู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ทำไมเธอไม่เล่าก่อนล่ะว่าเธอจำอะไรได้บ้าง...”

หญิงสาวชะงักไป เธอไม่ได้รู้สึกสบายใจกับสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ ในเมื่อทุกคนที่เธอพบคล้ายจำเธอไม่ได้ และสถานะที่เธอเป็นอีก

“นายเล่นตลกอะไร”

ไม่มีประโยคตอบกลับ ซิกมุนด์เพียงแค่จ้องใบหน้าของเธออย่างเฝ้ารอจนวาเลอรีไร้ทางเลือก หญิงสาวข่มตาลงชั่วขณะก่อนจะค่อย ๆ  เอ่ยออกไป

“...ฉัน...อยู่กับพวกของเดอล็อด”

“เดอล็อด? ใครคือเดอล็อด”

เมื่อเห็นความลังเลแสดงออกมา ซิกมุนด์จึงสำทับประโยคของตน “เธออยู่ที่นี่แล้วเรย์ พวกเราดูแลเธอได้ ตกลงไหม ฉะนั้นไม่ต้องกลัว”

ดูแลงั้นหรือ?

วาเลอรีส่ายหน้าไม่ยอมรับ อารมณ์เริ่มสับสนเกินกว่าจะคุมได้ไหว จนกระทั่งซิกมุนด์ก้มลงมาจูบหน้าผากเธอเบา ๆ  และนั่นทำให้หญิงสาวยิ่งเกิดคำถามในใจ

พวกเขากำลังปกป้องหรือทำร้ายเธอแน่?

“ตอบคำถามฉันได้แล้ว เรย์... ว่าเดอล็อดคือใคร”

สิ่งสุดท้ายที่วาเลอรีจำได้คือการถูกขังอยู่กับหัวหน้ากบฏหัวรุนแรงที่เธอเคยร่วมด้วยอย่างเดอล็อด แม่ของเธอถูกขังแยก ด้วยเหตุผลบางอย่างที่หญิงสาวไม่แน่ใจ

อาจจะเพราะพวกเขารู้ว่าเธอมีความหมายกับอัลดริก เวสต์

วาเลอรีจำรายละเอียดตั้งแต่วันที่เกิดถูกลักพาตัวไปขังได้ไม่ชัดนัก ทุกอย่างผ่านไปเชื่องช้า ไม่มีใครมาช่วย เธอถูกขังอยู่อย่างนั้นและไม่เห็นใคร นั่นคือสิ่งเดียวที่เธอนึกออก

หากเมื่อบอกรายละเอียดพวกนั้นไปให้ซิกมุนด์ฟัง สีหน้าไม่เชื่อถือและครุ่นคิดของเขาทำให้เธอยิ่งไม่เข้าใจ ...แต่มีอะไรที่เธอจะสามารถเข้าใจได้บ้างในที่แห่งนี้?

“พวกนายทำแบบนี้ทำไม”

“หมายถึงอะไร”

“ขังฉันไว้ทำไม”

ซิกมุนด์เงียบไป ดวงตาสีเหลือบมองไปยังกุญแจข้อมือ ก่อนจะเอื้อมไปสัมผัสท่อนแขนของหญิงสาว เห็นรอยแดงเป็นจ้ำซึ่งอาจจะเกิดจากการกระทำของเพื่อนเขาเอง

“เธอมีความสำคัญกับเรานี่ เรย์”

หญิงสาวชะงักกับคำว่าเราที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา เธอถามต่อด้วยเสียงที่แทบจะหายไปในอากาศ

“เรา ...หมายถึงนาย เวสต์ และสเปนเซอร์?”

ซิกมุนด์ยักไหล่แทนการยอมรับ

“บ้าไปแล้ว”

“เปล่า เราไม่ได้บ้า” ซิกมุนด์กล่าวง่าย ๆ  “มันเร็วเกินไปที่เธอจะรู้รายละเอียด เรย์ เธอทำให้เราเชื่อใจได้ขนาดไหนล่ะ ว่าเธอจะยอมทำตามที่เราต้องการ”

วาเลอรีขมวดคิ้ว “อะไรที่พวกนายต้องการ”

“ฉันว่าอัลดริกกับสเปนเซอร์น่าจะบอกเธอไปแล้ว”

ไม่มีคำพูดใดเอ่ยจากปากวาเลอรีอีก หญิงสาวมองใบหน้าของซิกมุนด์และนิ่งค้างไป ก่อนน้ำใส ๆ  จะไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจจะห้ามไหวเมื่อรสชาติแห่งสัมผัสเหล่านั้นยังไม่ได้จางลงไป

ในสมอง เธอยังคงกรีดร้องด้วยความไม่เข้าใจ หากไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเอ่ยอะไร จนกระทั่งซิกมุนด์ก้มหน้าลงมาหา ไล่ริมฝีปากของเขาไปตามแก้ม และเลื่อนมือลูบขาขึ้นมาเรื่อย ๆ

ร่างของเธอแข็งทื่อ หากไม่ได้ขัดขืนหรือต่อต้านการกระทำเหล่านั้น

เพราะเธอรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร...

หากอีกครั้งที่เสียงเปิดประตูทำให้การกระทำของชายหนุ่มต้องหยุดลงไป ซิกมุนด์เงยหน้าขึ้น ส่งเสียงในลำคออย่างรำคาญใจแม้ในเวลาที่เขาจะเห็นว่าใครเปิดประตูเข้ามา

“นายจะกลับมาร่วมวงกับฉันหรือไง”

ไร้คำตอบรับจากผู้มาเยือนใหม่ วาเลอรีจึงลืมตาขึ้น และการหันไปเจอใบหน้าของเวสต์อีกครั้งทำให้เธอยังคงเกิดความรู้สึกละอายใจได้ไม่ยาก ราวกับว่าการกระทำที่เธอไร้ทางขัดขืนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดเธอด้วย ทั้งที่เห็นอยู่ชัดเจนว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะสนใจว่าเธอจะนอนกับใคร

ทั้งที่เห็นอยู่ชัดเจนว่าไม่มีใครสนใจว่าอดีตของเธอและพวกเขาเป็นอย่างไร!

เธอรู้สึกใกล้บ้า รู้สึกเหมือนตกอยู่ในฝันร้ายอันไม่มีเหตุผล สับสนหากไร้คำตอบ วิตกกังวลและจับต้นชนปลายไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือร้องไห้เพราะเธอไร้อำนาจจะคัดค้าน

“ได้โปรด บอกฉันทีเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น”

ซิกมุนด์ถอนหายใจออกมา หันไปมองใบหน้าของเวสต์อย่างปรึกษาเมื่อเห็นว่าการปรากฎตัวของอีกฝ่ายทำให้วาเลอรีขวัญเสีย

“ออกไปก่อน ซิก”

อัลดริกเห็นเพื่อนของเขาขมวดคิ้ว ชายหนุ่มจึงเม้มปาก ไม่ยอมขยับอันเป็นการยืนยันว่าเขาเอาจริง ซิกมุนด์เริ่มรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคงมีเหตุผลมากกว่าที่จะหวงผู้หญิงซึ่งพวกตนได้มา เขาจึงยอมแพ้

“งั้นก็ตามสบายเลยเพื่อน”

ร่างสูงก้าวลงจากเตียงและเดินออกไป เมื่อเสียงประตูปิดไล่หลัง วาเลอรีลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ หากดวงตาไม่ยอมสบกับคนที่อยู่ในห้อง เธอยังคงสะอื้นเงียบ ๆ  พยายามควบคุมอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด เวสต์จึงเดินไปนั่งลงที่เตียงนั้น และนั่นทำให้เธอพยายามขยับออกห่างโดยทันที

ดวงตาสีฟ้าอ่อนของชายหนุ่มไล่มองร่างที่แทบจะไร้เสื้อผ้าเป็นชิ้นเป็นอันปกปิดของเธอ เกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาจนเขาเริ่มไม่เข้าใจตัวเอง

“เรย์...” เขาเรียกเธอเบา ๆ  หลังสลัดอารมณ์ประหลาดนั้นออกไปได้

“เธอจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองได้บ้าง”

คำถามที่คล้ายกันกับของซิกมุนด์ทำให้หญิงสาวนิ่งไป มือกำแน่นเข้าหากันเมื่อเธอมั่นใจว่าความจำของเธอยังชัดเจน จนกระทั่งสิ่งเดียวที่หญิงสาวไม่เข้าใจคือการมาตกเป็นทาสอารมณ์ของผู้ชายเหล่านี้

เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?

“นายจำฉันไม่ได้จริง ๆ  เหรอ เวสต์”

ชายหนุ่มกลายเป็นฝ่ายเงียบ เขาพินิจใบหน้าคมของหญิงสาวเชื้อชาติเพอราซ จำได้ดีว่าเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนจนกระทั่งคืนนั้น...

คืนที่เขาบุกเข้าไปทำภารกิจสังหารหนึ่งในผู้นำของกลุ่มกบฏและรับรู้ว่าพวกเพอราซวิวัฒนาการอาวุธไปได้ไกลกว่าที่เขาจะคาดคิดไว้

พวกมันสามารถเปลี่ยนความทรงจำของบุคคลหนึ่งไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ฉันไม่รู้จักเธอ”

คำสั้น ๆ  นั้นคล้ายมีดกรีดลงกลางอกวาเลอรี

“แล้วนายกล้า...” เสียงหญิงสาวขาดห้วงเมื่อระลึกได้ถึงสัมผัสอันชัดเจนอันมาจากแรงปรารถนาของอีกฝ่าย ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอีก เธอเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่อยากจะเห็นเวสต์อีกต่อไป

“หันหน้ามาหาฉัน” เขาเริ่มออกคำสั่งอย่างรำคาญใจในความอ่อนแอของเธอ แม้น้ำเสียงจะไม่ได้แข็งกระด้าง หากพอเห็นว่าไม่ทำตาม มือของเขาก็จับใบหน้านั้นให้หันมาจ้องตนจนได้

“เธออยากรู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

ดวงตาสีฟ้าหม่นคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวด เธอมองเขาราวกับกำลังถ่ายทอดความผิดให้ เธอมองเขาอย่างผิดหวังและเสียใจ ทุกอย่างคล้ายจะพยายามทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดด้วยเช่นกันจนมือไม่อาจจะบีบบังคับให้เธอทรมานได้อีก เวสต์ผละถอยไปยืนห่างจากวาเลอรี ขบกรามอย่างพยายามระงับอารมณ์สับสนของตน

ทั้งที่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน…

“ไม่ ฉันไม่อยากรู้แล้ว”

“อย่ามาทำเป็นไร้เหตุผลตอนนี้” ชายหนุ่มกระชากเสียงเมื่อเขาหาเหตุผลให้ความรู้สึกอ่อนไหวของตัวเองไม่ได้ “ถ้าเธออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอนัก ฉันจะเล่าให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เมื่อสามคืนก่อนฉันกับหน่วยไปที่แหล่งซ่องสุมของคิลลิสและเธอเป็นโสเภณีอยู่ที่นั่น”

วาเลอรีส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อแม้แต่นิด

“นายพูดบ้าอะไร”

“เธอจำไม่ได้ใช่ไหม เรย์ ว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เวสต์กล่าวต่อไป “ฉันซื้อเธอมา... รายละเอียดฉันเล่าไม่ได้ แต่ฉันพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นคนขอร้องที่จะมากับฉัน”

“และเธอตกลงที่จะทำงานกับฉัน”

หญิงสาวพูดไม่ออก ดวงตาสีฟ้าหม่นจ้องใบหน้าของผู้ชายที่เธอเคยรักมากอย่างไม่เข้าใจ

เธอไม่อาจจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แม้แต่นิด!

“ไม่ ฉันไม่...”

“ตัวตนของวาเลอรี เรย์ เป็นเพียงแค่สิ่งที่อยู่ในหัวของเธอ ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร ฉันไม่รู้ และบางทีเธออาจจะมีความทรงจำต่อฉันหรือคนอื่นว่าเธอรู้จักฉันมาก่อน ซึ่งนั่นส่งผลกับงานที่เธอจะต้องทำ”

“แต่มันจะไม่นาน เธอก็จะลืมเรื่องทั้งหมด

“และเธอจะกลายเป็นคนใหม่”

วาเลอรีปล่อยให้ประโยคของเวสต์ก้องสะท้อนอยู่ในห้อง หญิงสาวไม่แม้แต่จะเอ่ยปากคัดค้านอีก แววตาของเธอเริ่มเหม่อลอย ราวกับทุกอย่างที่เวสต์พูดไม่มีความหมาย

อีกครั้งที่เธอหันไปเจอว่าเขามองมา ...อีกครั้งที่เธอปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ  โดยไม่เอ่ยอะไร

เธอมองร่างสูงอย่างพิจารณาและพยายามทำความเข้าใจ ความทรงจำเกี่ยวกับอัลดริก เวสต์ยังชัดเจนทุกอย่าง ทุกคำพูด ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตนและเวสต์ในซิลเวอร์ไวส์ ทุกตัวตนของเขาที่เธอได้รู้จัก ทุกการสัมผัส... กระทั่งทุกครั้งที่เขาทำให้เธอร้องไห้ หรือทุกครั้งที่เขาทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

แล้วตอนนี้เขาบอกว่าทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในหัวเธอเองงั้นหรือ

แล้วตอนนี้เขาบอกว่าวาเลอรี เรย์คนนั้นกับอัลดริก เวสต์คนนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริงงั้นหรือ?

“ออกไป” เธอเอ่ยสั้น ๆ  และหลับตาลง หากทันทีที่กล่าวเช่นนั้น คนซึ่งถือว่าตนอยู่เหนือกว่าก็ตอบสวนกลับมาทันควัน

“เธอไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน”

“ทำไม?” วาเลอรีย้อนถาม “เพราะฉันจะเป็นได้แค่สิ่งของเอาไว้ระบายความใคร่ของนายงั้นเหรอ”

เขานิ่งไปบ้าง คล้ายกับการตอกหน้านั้นเป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ถูกต้อง

ทั้งที่เธอเป็นคนตกลงขอร้องเขาตั้งแต่แรก!

“เพราะฉันไม่มีสิทธิ์อะไรหรือไง”

“ใช่ เธอไม่มีสิทธิ์นั้น” เวสต์กัดฟัน แววตาเขาแสดงอารมณ์คุกกรุ่นเมื่อไล่สายตาสำรวจร่างของวาเลอรีอีกครั้ง “ไม่ว่าเธอจะมีชื่อจริงอะไร ความเป็นเพอราซของเธอก็ไม่มีวันทำให้เธอได้สิทธิ์อะไรทั้งนั้นในแผ่นดินของเดอวารุส”

คราวนี้หญิงสาวแค่นหัวเราะ

“งั้นมันก็คงไม่ต่างหรอก” เธอยิ้มเยาะทั้งน้ำตา

“ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือความบ้าคลั่ง นายก็ยังเป็นนายอยู่นี่ เวสต์”

“นายก็ยังเหยียดหยามฉันได้เก่งเสมอ...!”

ควรจะหันหลังให้การแสดงอาการไม่เกรงกลัวของคนที่ควรอยู่ใต้อำนาจของเขางั้นหรือ?

เวสต์ไม่เคยคิดจะวางเฉยเช่นนั้น

ชายหนุ่มคว้าข้อมือของวาเลอรีขึ้นมา กดบีบรอยช้ำซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของตน เขาแค่อยากได้ยินเสียงเธอร้องด้วยความเจ็บปวด อยากเห็นการยอมแพ้ และอยากรู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมทุกอย่างได้อีกครั้ง ...เพราะเขาไม่ต้องการกบฏในเกมกบฏของเขาเอง

ไม่มีประโยคไหนเอ่ยมาอีก เขากดคอเธอจนนอนลงไปกับเตียง วาเลอรีพยายามจะเบือนหน้าหนี คล้ายกับต้องการหลุดพ้น และมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นความพยศในตัวบุคคลอื่น

“อย่าตะโกนใส่หน้าฉัน”

วาเลอรีไม่ตอบโต้อะไรออกมา เธอเพียงแค่ไม่มองเขาและทำเป็นไม่สนใจ

“หันหน้ามา เรย์”

“หันหน้ามาฟังฉัน!”

เธอกัดปากตัวเอง ดวงตาสะท้อนอารมณ์โกรธแค้นเช่นกับน้ำตาที่เริ่มไหลอีกคราว เวสต์มองภาพตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่นิ่งขึ้นเมื่อเห็นความไม่สงบในตัวฝ่ายตรงข้าม

“ความจริงก็คือความจริง ถ้าเธอเลือกจะอยู่ในโลกของเธอก็ได้... มันอาจจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

“แต่มันจะเจ็บกว่าที่เธอคาดคิดไว้ เรย์”

“เพราะฉันไม่มีทางเป็นคนที่เธอคิดว่าฉันเป็น...”

เสียงโทรทัศน์ดังอยู่ในห้องนั่งเล่น แม้ไฟจะสลัว หากห้องกลางที่กลุ่มของเขาอยู่นั้นมีทั้งสเปนเซอร์ ซิกมุนด์ และกระทั่งซาเวียร์นั่งอยู่พร้อมหน้า ไม่มีบทสนทนา มีเพียงสายตาที่มองมายังเขาเป็นจุดเดียวก็บอกได้ชัดเจนพอว่าทั้งสามต้องการอะไรเมื่อชายหนุ่มเดินลงมาจากบันได

“นายพูดอะไรกับเธอ” ซาเวียร์เป็นฝ่ายเปิดคำถามเมื่ออัลดริกกำลังจะก้าวผ่านห้องนั่งเล่นนั้นไปยังห้องครัว เขาจึงหยุด หันกลับไปหาพี่ชายด้วยสีหน้ารำคาญ

“ทำไม”

“นายมันบ้า ไอ้น้อง” ซาเวียร์สบถเมื่อได้ยินการย้อนถามอันบอกได้ดีว่าอัลดริกตัดสินใจทำอะไรลงไป

“แกจะบอกเธอทำไมว่าเธอมีความทรงจำหลอก ๆ  ไม่คิดเหรอว่ามันจะส่งผลยังไงกับผู้หญิงคนนั้น”

“แล้วจะให้ฉันแสดงว่าฉันรักเรย์ มันจะไม่ประสาทไปหน่อยเหรอวะ”

“ถ้าคิดว่าแสดงไม่ได้ก็ถอนตัวออกไป”

อัลดริกนิ่งไป มองออกชัดเจนว่ากำลังคุมอารมณ์ตนเอง ทั้งที่เมื่อครู่เขาเพิ่งปะทะอารมณ์นั้นมากับหญิงสาวที่ซาเวียร์กล่าวถึง

“ฉันเป็นคนพาเรย์เข้ามา เธออยู่ในการดูแลของฉัน” เขาประกาศ

“และจะดูแลเธอยังไงมันก็เรื่องของฉัน”

“แกมันไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ ” ซาเวียร์สบถแล้วทิ่มบุหรี่ลงที่เขี่ย “แกจะพังภารกิจของเราเพราะความทะนงบัดซบของแก รู้ตัวบ้างหรือเปล่า!”

“แล้วภารกิจของเรามันคืออะไรกันแน่?” ชายหนุ่มย้อน “ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เป้าหมายของเราคือการทดสอบมนุษย์อย่างที่พวกเพอราซกำลังทำ”

“อัลดริก” สเปนเซอร์เป็นฝ่ายเอ่ยบ้าง “นายควรจะใจเย็นกว่านี้นะเพื่อน และฟังซาเวียร์อธิบาย”

“หุบปากไป สเปนเซอร์”

“เฮ้ ๆ  ไม่ต้องเถียงกันน่า ฉันว่าฉันเข้าใจจุดประสงค์ของนายและซาเวียร์ และสิ่งที่ทำให้ฉันไม่คัดค้านเมื่ออัลดริกพาผู้หญิงคนนั้นกลับมาจากอิเล็กเซอร์ก็เพราะฉันรู้สึกว่าการมีเธอนั่นมีความหมายต่อกองทัพ ที่สำคัญ เราก็รู้ว่าเธอกลายเป็นหนึ่งในการทดลองที่ใกล้สำเร็จของพวกนั้น ทางเดียวที่เราจะหาทางต่อกรกับพวกเพอราซได้ก็คือศึกษาเธอ”

“ใช่ และนั่นเป็นเหตุผลให้แกควรจะเล่นตามเกม” ซาเวียร์ตอกย้ำ “ในเมื่อเห็นกันอยู่ว่าความทรงจำในหัวเธอมีนัยยะซ่อนเร้นพุ่งเป้ามาที่พวกนายสามคน โดยเฉพาะนาย อัลดริก เพราะเธอแสดงออกชัดเจนว่าเธอจดจำนายได้ในสถานะคนพิเศษ ฉะนั้นช่วยกระตือรือร้นเรื่องความปลอดภัยของตัวเองด้วย”

“ฉันไม่สนใจเรื่องที่ผู้หญิงคนนี้จะกลายเป็นใคร หรือมีความทรงจำอะไร”

“อย่ากล้าพูดจาพล่อย ๆ  แบบนั้นในเมื่อประกาศเองว่าจะดูแลเรย์” ซาเวียร์เริ่มชี้หน้าน้องชาย “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเรย์มีความทรงจำอะไร และต่อจากนี้ มันคือภารกิจของนาย”

“ส่วนเรื่องฝึกเธอให้กลายเป็นนักฆ่า ฉันจะมอบให้สเปนเซอร์กับแฮนเซน”

อัลดริกจ้องตาซาเวียร์ กรามที่ขบแน่นบอกได้ดีถึงอารมณ์ของชายหนุ่ม หากสุดท้ายแล้วเขาก็เลือกจะเดินตรงเข้าไปในห้องครัวโดยไม่โต้เถียงอีก

ความเครียดทำให้เธอไม่อาจจะนอนหลับได้ แม้จะรู้สึกเพลียมากขนาดไหน เธอยังไม่อาจลบความรู้สึกและเหตุการณ์ที่เธอไม่เข้าใจออกไปจากหัว สิ่งที่เวสต์บอกเธอคล้ายกับเป็นสิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่และทำให้เธอเครียดกว่าเดิม เพราะความทรงจำที่เธอมีอยู่ในหัวยังชัดเจนและทำให้เธอแน่ใจเกินกว่าจะสามารถเชื่อเวสต์ได้ว่าทุกตัวตนและความทรงจำของวาเลอรี เรย์ ไม่มีอยู่จริง

และเธอเป็นใครก็ไม่รู้...

ถึงอย่างนั้นท่าทางที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของเวสต์และเพื่อนของเขานั่นเธอก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาตอบได้ รวมทั้งความทรงจำหลังจากที่ตนถูกพวกเดอล็อดจับไป มันเลือนลาง... พูดให้ถูกคือเธอนึกอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่กินข้าวคือตอนไหน

แล้วเสียงประตูห้องก็ถูกเคาะ

วาเลอรีผุดลุกจากเตียง ดวงตามองหาผ้ามาปกปิดคลุมชุดที่ตนใส่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าบนเตียงนั้นไม่มีผ้านวมให้เธอได้ห่มบรรความหนาว เธอชันเข่าและกอดอกแน่นเมื่อผู้ชายอีกคนมาเยือนในห้องขังของตน

คราวนี้เป็นโดมินิก สเปนเซอร์

ดวงตาสีน้ำตาลทองของอีกฝ่ายยังเหมือนเดิม รอยยิ้มปลอบโยนและดูแสนดี ทั้งที่วาเลอรีรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่เธอควรไว้ใจ หญิงสาวเบือนหน้าหนีไปอีกทางอย่างเหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร เธอไม่อยากฟังเรื่องใด ๆ  ทั้งนั้น แม้จะรู้อยู่ลึก ๆ  ว่าเธอคงหนีไม่พ้น

“เฮ้...” น้ำเสียงของเขาทักขึ้นเบา ๆ  เมื่อเดินมาใกล้ ชายหนุ่มมองข้อมือของเธอที่ถูกมัดไว้กับหัวเตียงด้วยกุญแจ ถอนหายใจให้ความป่าเถื่อนของเพื่อนร่วมทีมแล้วไขกุญแจออก หากนั่นก็ไม่ได้เรียกความสนใจของเธอมาหาเขาได้

“ขอโทษที่ฉันไม่ได้แนะนำตัว แต่เธอคงรู้จักฉันใช่ไหม เรย์?”

มีเพียงความเงียบที่ตอบสเปนเซอร์กลับมา แม้แต่หน้าเธอยังไม่หันมามอง และเขาจึงต้องเริ่มทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดใหม่เมื่อผู้หญิงตรงหน้ามีบุคลิกแตกต่างจากที่ตนคาดไว้เมื่อตอนเจอกันครั้งแรก

“โอเค ...ฉันคิดว่าเราควรจะคุยกัน แต่บางทีเธออาจจะหิวหรือเปล่า” เขาพยายามสานสัมพันธ์ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม ฉันจะลงไปหามาให้”

วาเลอรีหัวเราะเบา ๆ  กับตัวเองก่อนจะตอบเสียงเย็น

“ฉันอยากอยู่คนเดียว”

“ฉันเข้าใจเธอ” สเปนเซอร์กล่าว “แต่การอยู่คนเดียวจะทำให้เธอได้คำตอบของสิ่งที่เธอสงสัยอยู่หรือไง ฉันคิดว่าไม่...”

วาเลอรีกระตุกยิ้มเมื่อตนนึกถึงตอนที่สเปนเซอร์เปิดประตูเข้ามาในห้องเมื่อสองสามชั่วโมงที่แล้ว เธอยิ้มเยาะให้ตัวเอง รู้สึกรังเกียจจนไม่อาจมองว่าประโยคดังกล่าวนั้นแสดงความห่วงใยจากอีกฝ่ายแม้แต่นิด เธอมองว่าสเปนเซอร์ทำไปเพื่อเหตุผลอย่างอื่นมากกว่า

“ใช่ ฉันหิว แต่ฉันอยากไปหาอะไรกินเอง” วาเลอรีกล่าว น้ำเสียงของหญิงสาวค่อนข้างสั่นเครือ

“เธอยังลงไปไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มตอบเบาลง “เรายังไม่ได้ไว้ใจ...”

“งั้นเหรอ? แต่ฉันคงไว้ใจนายมากถึงกับยอมให้นายทำอะไรกับฉันก็ได้ อย่างนั้นใช่ไหม?”

คราวนี้สเปนเซอร์นิ่งไปอีก รู้ว่ามันเป็นงานที่ยากกว่าตนคาดไว้ และนั่นไม่ใช่ว่าจะเข้าใจไม่ได้ แต่คนที่ทำให้งานนั้นยากกว่าเดิมซึ่งก็คืออัลดริกก็ไม่ใช่ว่ามาดูแลวาเลอรีง่าย ๆ  ชายหนุ่มจึงถอนหายใจออกมา

“ฉันเข้าใจผิดเอง ฉันเสียใจ”

“เข้าใจผิดว่าอะไร?” วาเลอรีเค้นเสียง “ว่าฉันเป็นโสเภณีเหรอ”

ไม่จำเป็นต้องตอบเพื่อตอกย้ำ สเปนเซอร์ไม่แม้แต่จะพยักหน้า หากความหมายไม่ได้ต่าง หญิงสาวข่มตาลงและกำมือแน่น เอ่ยคำเดิมอีกคราว

“ให้ฉันอยู่คนเดียวเถอะ สเปนเซอร์”

“ฉันไม่รู้ว่าอะไรจริงหรือเท็จอีกแล้ว”

ครั้งนี้ชายหนุ่มจึงต้องยอมแพ้เมื่อเห็นว่าวาเลอรียังบอบช้ำและงุนงงเกินกว่าตนจะเยียวยาได้ สเปนเซอร์เริ่มเห็นด้วยกับซาเวียร์ว่าการกระทำของอัลดริกนั้นสร้างความยุ่งยากต่องาน

และแน่นอนว่าอัลดริกจะต้องกลับมารับผิดชอบ

“เรย์ดูเหมือนจะหิวข้าว” นั่นคือประโยคแรกที่สเปนเซอร์เอ่ยเมื่อเดินลงมายังห้องครัว อัลดริกซึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่ระหว่างรอไก่อบในไมโครเวฟเหลือบมองหน้าเพื่อนร่วมงานแล้วทำตาขวางอย่างรำคาญ

“ใครให้ไปยุ่งกับเธอ”

“พูดเหมือนว่าเธอเป็นความรับผิดชอบของนายคนเดียว” สเปนเซอร์หัวเราะเบา ๆ  “แต่ก็ดี ถ้านายคิดอย่างนั้น นายควรจะแก้สิ่งที่ก่อไว้โดยด่วนเลยเพื่อน”

อัลดริกไม่ได้ตอบโต้ แต่นั่นเป็นเพราะเขาพยายามระงับความโมโหของตนอีกครั้ง

“เรย์ดูจะเชื่อมากว่าความจำที่เธอมีอยู่นั้นเป็นของจริง และถ้าให้ฉันวิเคราะห์จากคืนที่นายพาเธอมาที่นี่ จากทุกอย่างที่เธอตกลงกับเรา ฉันคิดว่าเครื่องของพวกเพอราซมีประสิทธิภาพมาก และยิ่งหมายถึงความอันตราย เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าใครเขียนความทรงจำพวกนี้ลงไปในหัวเรย์ เราก็ไม่มีวันเข้าใจว่าคนเขียนต้องการอะไรจากเรา ถึงเจาะจงเราทั้งสามคน”

สเปนเซอร์กล่าว และคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อัลดริกได้ยินจนเขารำคาญ อย่างกับว่าเขาลืมว่าทำไมถึงพาผู้หญิงเพอราซคนนี้มาที่นี่ และลืมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างภารกิจที่อิเล็กเซอร์

“นายต้องดูแลเธออย่างใกล้ชิดกว่านี้”

“ไม่ต้องสั่งให้มาก แกไม่ใช่หัวหน้าฉันนะสเปนเซอร์”

“ฉันแค่แนะนำในฐานะคนร่วมทีม” อีกฝ่ายตอบกลับก่อนจะเดินไปเปิดเตาอบเพื่อดูความสุกของอาหาร แล้วหันไปหาตู้เย็นบ้าง เพราะอารมณ์ขึ้นลงรวดเร็วของอัลดริกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เช่นกัน คนใจเย็นอย่างเขาจึงอยู่ร่วมกับอีกฝ่ายได้อย่างไม่มีปัญหา

บางทีการเห็นอัลดริกอาละวาดก็น่าบันเทิงด้วยซ้ำไป

“เธอทำซะฉันรู้สึกผิดที่เข้าไปร่วมวงกับนาย” สเปนเซอร์ยังพูดเรื่องของวาเลอรีก่อนจะถอนหายใจ “นี่ไม่รู้จะเข้าไปหาเธอยังไงได้ในเมื่อต้องทำงานร่วมอีก”

“ก็บังคับ” เวสต์ตอบสั้น ๆ  “ตอนนี้แค่ให้แกและซิกช่วยอยู่เฉย ๆ  ...ฉันรำคาญ”

สเปนเซอร์ยักไหล่เมื่อท่าทีของเวสต์ยอมร่วมมือง่ายกว่าที่คาดไว้ ก่อนจะช่วยหั่นผักและตกแต่งจานอาหารสำหรับตน ซิกมุนด์ ซาเวียร์ อัลดริก และหญิงสาวสมาชิกใหม่ของสถานที่แห่งนั้น

แล้วใครจะเป็นคนเอาอาหารขึ้นไปให้เธอ นอกจากอัลดริก ในเมื่อเขาเป็นคนประกาศชัดเจนว่าเธออยู่ในการดูแลของเขา

ชายหนุ่มรักษาสีหน้านิ่งของตนเอาไว้ได้เสมอต้นเสมอปลาย เขาไม่ได้ใส่ใจจะเคาะประตูเพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมอาหารหลังจากสมาชิกทั้งหมดทานกันไปหมดแล้ว

วาเลอรีนอนขดตัวและหันหลังให้ เขาไม่รู้ว่าเธอหลับอยู่หรือแค่ไม่อยากเจอใคร และการถามไถ่ก็ไม่จำเป็นอีกเช่นกัน เวสต์เพียงแค่วางถาดอาหารลง แต่พอเห็นว่ามือของเธอไม่ได้มีกุญแจคล้องไว้กับหัวเตียง ชายหนุ่มก็นึกรำคาญเพราะมันเดาได้ไม่ยากหรอกว่าการกระทำนี้เป็นของสเปนเซอร์

หากพอสังเกตดูจนเห็นว่าเธอนอนไม่ขยับ เวสต์เริ่มแปลกใจ เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้นกว่าเดิม

“เรย์” ทันทีที่มือของชายหนุ่มสัมผัสต้นแขน ความเย็นเฉียบผิดปกตินั้นทำให้เขาชะงัก และเมื่อหันใบหน้าของหญิงสาวมา สิ่งที่ตนพบทำให้เวสต์ผงะ

มีเลือดไหลซึมออกจากปากและจมูกของเธอ...

สัมผัสชีพจรที่ลำคอ มันเบาจนแทบไม่รู้สึก เวสต์เปิดเปลือกตาวาเลอรีขึ้น เขาคว้าเอามือถือขึ้นมาเปิดไฟฉายส่องดวงตา และรูม่านตาของเธอไม่ตอบสนอง ชายหนุ่มจึงกดเบอร์ speed dial โทรลงไปข้างล่างทันที

“บอกสเปนเซอร์ให้ไปรอที่ห้องฉุกเฉินด่วน เรย์หมดสติ"

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น