กนกรส มาศอุไร กัมพู

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รีไรท์ : คนเลว 1/1 (วางจำหน่ายEbook แล้ว)

ชื่อตอน : รีไรท์ : คนเลว 1/1 (วางจำหน่ายEbook แล้ว)

คำค้น : อานนท์ มุขธิดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 689

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มิ.ย. 2561 15:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ : คนเลว 1/1 (วางจำหน่ายEbook แล้ว)
แบบอักษร

​พร้อมให้โหลดซื้อแล้ววันนี้

ต่อจากตอนที่แล้ว...

ภายในตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ในพื้นที่มากกว่าห้าไร่ สองสามีภรรยาซึ่งเป็นประมุขแห่งบ้าน บูรณกำจร กำลังนั่งดูแบบห้องเพื่อใช้สำหรับตบแต่งภายในล่าสุด เรียกได้ว่าเป็นการจัดเตรียมเอาไว้เพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ ที่กำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลกกลมๆใบนี้อีกไม่นานเกินรอ

 หลานคนแรกของบ้านบูรณกำจร ทุกคนเลยพลอยตื่นเต้นยินดีไปตามๆกัน

 นาทยสุรีมีกำหนดคลอดเหลือเพียงไม่ถึงเดือนดีด้วยซ้ำ พูดตามจริงเหลือเพียงไม่กี่วันนั่นแหละ หากทว่าตอนนี้เจ้าตัวยังคงเก็บตัวเงียบยังต่างจังหวัดทางภาคใต้ ยังไม่เดินทางกลับเข้าบ้านบูรณกำจรเสียที ขอผัดผ่อนอยู่ต่ออีกสักหน่อย ถ้าใกล้ถึงวันคลอดจริงๆถึงจะเดินทางกลับขึ้นกรุงเทพฯ ทั้งสองท่านไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งเตรียมเครื่องบินเล็กส่วนตัว เพื่อบินไปรับลูกสาวทันที หากเกิดคลอดก่อนกำหนดขึ้นมา แถมยังมีนมแจ่มติดตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งสองท่านเลยอนุญาตเพราะไม่อยากขัดใจคนท้องแก่ใกล้คลอด รำพันเรื่องหัวใจนั้นดูช่างหนักหนาพอดู

 นัยว่าอีกเรื่องสำคัญ นาทยสุรีจะไม่ขอกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เป็นการถาวร ขอเพียงมาเยี่ยมเยียนบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น ด้วยกลัวปวีณอาจมาเจอเข้าสักวัน หญิงสาวยังไม่พร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับพ่อของลูกในท้อง อานนท์ไม่อยากขัดใจผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ชายหนุ่มจึงสั่งการสร้างบ้านใหม่ให้น้องสาวกับหลานที่จะเกิดมาในอนาคตใหม่ทั้งหลัง ถึงแค่จะไปๆมาๆแต่คุณตากับคุณยายยังสั่งทำห้องใหม่ไว้รอหลานรักดุจเดิม ทุกอย่างเป็นความลับ แต่ก็ทำให้ทุกคนในบ้านที่เหลือ ต่างวิ่งวุ่นตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อนกันชุลมุน ถึงแม้กระนั้นในความชุลมุนที่เกิดขึ้น ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขจนล้นปรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณตากับคุณยายสองประมุขแห่งตระกูล บูรณกำจร ดูจะเห่อหลานคนแรกหนักกว่าใครเพื่อนก็ว่าได้

 ส่วนเรื่องราวปัญหาชีวิตคู่ ระหว่างนาทยสุรีกับปวีณ คุณหญิงละไมกับเจ้าสัวนาททั้งสองได้ปรึกษากันตั้งแต่รู้ความจริงทุกอย่าง ท่านทั้งสองจะขอรามือ ปล่อยทุกอย่างให้นาทยสุรีเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง รวมถึงเรื่องที่ลูกสาวได้ขอร้องทั้งสอง ให้ช่วยปกปิดเรื่องที่อยู่ของตนกับคนในครอบครัวของปวีณไว้เป็นความลับสุดยอด เพราะไม่อยากให้ฝั่งนั้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับสายเลือดอีกครึ่งหนึ่งในตัว

ถึงแม้ว่าผู้เป็นย่าอย่างปานดาว มารดาของปวีณซึ่งพ่วงท้ายความสัมพันธ์เป็นเพื่อนสนิทที่สามารถตายแทนกันได้ของคุณหญิงละไม ชอบมาอ้อนวอนถามไถ่ถึงลูกสะใภ้ตลอดเวลา ทว่าคุณหญิงละไมเองยังเอาแต่ปิดปากรูดซิปเงียบ ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ลูกสาวอย่างเคร่งครัด แม้บ่อยครั้งที่ปานดาวมาเรียบๆเคียงๆถามถึงลูกสะใภ้คนงาม ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยไม่แพ้กัน คุณหญิงละไมได้แต่ปฏิเสธไม่ขอกล่าวถึงเรื่องนี้

“น้องว่าเราใช้สีเหลืองอ่อนเป็นแกนหลักสำหรับตกแต่งห้องนอนของหลานก็น่าดูไปอีกแบบนะคะ ดูสบายตาแล้วก็ดูสว่างดีด้วย”

 คุณหญิงละไมชี้ชวนเจ้าสัวนาทมองโมบายปลาตะเพียนสานดัดแปลงให้ดูเก๋ทันสมัย ห้อยเป็นพวงระย้าสีเหลืองอ่อน เด็กเล็กๆเห็นคงชอบใจ ถ้าใช้โทนสีเหลืองจะทำให้ห้องดูสว่างตา กะจะตบแต่งห้องนี้เอาไว้เป็นการรับขวัญเจ้าตัวน้อย หลานคนแรกของบ้าน บูรณกำจร ถึงตอนนี้พวกท่านยังไม่รู้เพศของหลานด้วยซ้ำ เมื่อคนเป็นแม่อยากไปลุ้นเอาตอนคลอดมากกว่า เครื่องใช้เด็กอ่อนมากมายจนล้นห้อง โดยอภินันทนาการจากทั้งคุณตาคุณยายรวมถึงคุณลุงนนท์ ต่างเลือกซื้อแบบกลางๆที่สามารถใช้ได้ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย

“ตามใจคุณหญิงเถอะ คุณหญิงเห็นว่าดีพี่ก็ว่าตามนั้น” ประมุขของบูรณกำจรพูดเอาใจคู่ชีวิต พร้อมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน อะไรยอมได้เขาไม่เคยคิดขัดใจ ชีวิตคู่นั้นเป็นสิ่งละเอียดอ่อน มันจะมั่นคงหรือเปราะบาง ล้วนขึ้นอยู่กับคนสองคน ว่าจะจับมือฝ่าฟันอุปสรรคหลากหลายที่เข้ามาทดสอบเหนี่ยวแน่นมากขนาดไหน

เขาเคยสอนเรื่องนี้แก่บุตรสาวยามเห็นความเศร้าเสียใจในแววตาคู่นั้น ตอนนี้นาทยสุรียังถือเอาทิฐิเป็นหลักยึดในใจ คงอยากจะให้อภัยพ่อของหลานในท้องลูกสาวได้...

“นี่เจ้านนท์มันหายหัวไปไหนเป็นเดือนๆ พี่ไม่เห็นหน้ามันเลย หรือว่าตามหนูนิ่มลงไปเที่ยวด้วยกัน”

“นอนที่เพนท์เฮ้าส์นั่นแหละค่ะ คุยกันครั้งสุดท้ายบอกว่าตอนนี้กำลังลงทุนกับเพื่อนจะสร้างห้างสรรพสินค้าอะไรสักแห่ง นี่น้องกะว่าบ่ายๆจะเข้าไปหาสักหน่อย คุณพี่จะไปด้วยกันไหมล่ะคะ จะได้ไปช่วยน้องจับผิดพ่อตัวดีด้วยกันเลย...” ผู้เป็นนายหญิงของครอบครัวบูรณกำจร วางหนังสือแบบลวดลายน่ารักไว้บนตัก ดวงตาเคลือบความอ่อนโยนไว้เป็นนิจวาววับ อานนท์ไม่กลับเข้าบ้านนานเป็นเดือน ได้ข่าวล่าสุดไปหาเรื่องอะไรกับปวีณอีกแล้วไม่รู้ นั่นเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้นางหนักใจที่สุดในตอนนี้

“คุณหญิงไปคนเดียวเถอะ ตอนบ่ายพี่มีนัดกับพวกก๊วน จะไปส่องพระที่บ้านเจ้าราพมันเสียหน่อย มันโทรมาอวดว่าได้ของดีมาจากเมืองสุพรรณ หรือคุณหญิงคิดเปลี่ยนใจจะไปกับพี่ก็ได้นะ จะได้ไม่เหงาด้วยไง”

“ไม่ล่ะค่ะ น้องมีเรื่องต้องจัดการกับลูกชายของคุณพี่” คุณหญิงปฏิเสธติดจะเสียงแข็งหน่อยๆเมื่อเอ่ยถึงบุตรชายคนโต น้ำเสียงฟังดูแง่งอนนั้นผู้เป็นสามีเข้าใจ คงเป็นเรื่องที่เจ้าตัวดีไม่ยอมกลับเข้าบ้านมาให้เห็นหน้านานนับเดือน แต่นั่นเป็นเรื่องปกติมากกว่าจะเอามาคิดมาก หรือยังมีเรื่องอื่นที่เจ้าตัวดีแอบไปทำมา

“น้องอยากจะฟาดก้นให้เจ็บๆสักที...”

 “เรื่องอะไรกันอีกล่ะ แม่ลูกคู่นี้” ท่านเจ้าสัวถึงกับหัวเราะคู่ชีวิตเสียงพลิ้ว แม่ลูกคู่นี้มักสรรหาแต่เรื่องมาแง่งอนใส่กันตลอดเวลาสินะ

“จะเรื่องอะไรเสียอีกล่ะ ก็เรื่องที่ลูกชายตัวดีบุกไปหาเรื่องชกต่อยกับพ่อเสือเขาอีกแล้วนั่นแหละค่ะ น้องต้องรีบไปห้ามปรามเอาไว้เสียหน่อย เพราะอย่างน้อยฝ่ายนั้นก็เพื่อนรักกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่รู้จะแค้นเคืองกันไปถึงไหน คนกันเองทั้งนั้น” ท่านเจ้าสัวนาทพยักหน้าเห็นพ้องด้วยกับผู้เป็นภรรยา เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราควรจะหาทางแก้ไขให้มันดีขึ้น ไม่ใช่มัวใส่อารมณ์เดือดทำร้ายกันไปมา

เมื่อผลสุดท้ายผลกระทบทุกอย่างคงหนีไม่พ้นหลานตาดำๆที่กำลังจะเกิดมาอยู่ดี...

“นั้นรีบไปจัดการเถอะคุณหญิง” ผู้เป็นสามีเห็นดีเห็นงาม กุมมือของเมียรักมาไว้บนตัก

“ให้เด็กตั้งโต๊ะได้แล้วละ คุณหญิงจะได้ทานยาหลังอาหาร” พออ่อนใจกับปัญหาของลูกๆแต่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้มากนัก ด้วยเห็นว่าโตๆด้วยกันหมดทุกคน ท่านเจ้าสัวนาทจึงหันกลับไปให้ความสำคัญกับคู่ชีวิตข้างกาย ท่านไม่เคยลืมความห่วงใยต่อกันและกัน ภรรยาของเขาไม่ค่อยแข็งแรง การดูแลเอาใจใส่ทุกเวลาถือเป็นหน้าที่ของผู้เป็นสามีอย่างตนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

“เมื่อวานพี่เห็นคุณหญิงหน้าซีดๆ เป็นอะไรอีกหรือเปล่า” ว่าจบมือเหี่ยวย่นแต่แฝงไว้ด้วยความอุ่นซ่านแตะลงบนหน้าผากของภรรยา คุณหญิงละไมส่ายหน้าเล็กน้อย

“มึนหัวนิดหน่อยเองค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมาก” คุณหญิงละไมแตะมือสามีแผ่วเบา นางส่งยิ้มให้เพื่อยืนยันอาการหน้ามืดเมื่อวานหายเป็นปกติ มันเป็นเรื่องชินชาสำหรับคนขี้โรคอย่างนาง สามวันดีสี่วันไข้นั่นแหละจะมีอะไร

“ถ้าอาการกำเริบ คุณหญิงต้องรีบบอกพี่นะ อย่าปล่อยให้เป็นหนัก” แม้จะคลายกังวลลงได้บ้าง แต่เจ้าสัวนาทยังอดห่วงภรรยาไม่ได้ ยิ่งเวลานี้ทั้งลูกชายกับลูกสาวต่างคนต่างแยกย้ายกันออกไปใช้ชีวิตหนุ่มสาวนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ บ้านหลังใหญ่โตราวราชวังนั้นจึงเงียบเหงา เหลือเพียงตาแก่กับยายแก่ไว้เฝ้าบ้านลำพัง ประมุขเจ้าของคฤหาสน์หลังงดงามจึงทุ่มเทเวลาเพื่อดูแลเอาใจใส่คู่ชีวิตของตนเอง เนื่องจากคุณหญิงละไมนั้นมีสุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่ตอนเป็นสาวๆ

“ค่ะคุณพี่ นั้นไปทานข้าวกันนะคะ วันนี้น้องสั่งให้เด็กๆเขาทำก๋วยเตี๋ยวแห้งของโปรดของคุณพี่ ได้ยินคุณพี่บ่นว่าอยากทานเมื่อวันก่อน”

“ไปสิ ทานข้าวเที่ยงเสร็จเดี๋ยวเราสองคนนั่งรถออกไปคันเดียวเสียเลย พี่จะให้ไอ้หมิ่งมันขับรถไปส่งคุณหญิงหาเจ้านนท์มันก่อน แล้วพี่ค่อยเลยไปบ้านไอ้ราพอีกที ส่วนตอนขากลับ คุณหญิงรอที่บ้านเจ้านนท์ไปมันก่อนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวพี่ตีรถจากบ้านไอ้ราพ รอรับน้องกลับบ้านพร้อมกันเลยทีเดียว”

“ก็ดีเหมือนกันค่ะคุณพี่”

ประมุขแห่งบ้านบูรณกำจรร่ายยาวบอกแผนกำหนดการของช่วงบ่าย พลางเดินจับจูงกันไปยังโต๊ะอาหาร คนไม่ค่อยขัดใจสามีพยักหน้าตกลง คิดเอาไว้ในใจตอนเย็นนี้ถ้าหากสามีขับรถไปรับ นางจะได้ให้เด็กทำอาหารรอแล้วตั้งโต๊ะทานมื้อเย็นที่เพนท์เฮ้าส์ลูกชายเลยทีเดียว...


โปรดติดตามตอนต่อไป...


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น