AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 62 จะเข้าเมืองเขตใน

ชื่อตอน : ตอนที่ 62 จะเข้าเมืองเขตใน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 185

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2561 21:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 62 จะเข้าเมืองเขตใน
แบบอักษร

ตอนที่ 62 จะเข้าเมืองเขตใน

สายลมโชยท่ามกลางฝูงชนที่ว้าวุ่น เหล่าเด็กน้อยต่างพากันแบกหาม และถือของที่มีน้ำหนักมากให้กับเจ้าของๆ ตน สัญลักษณ์ทาสที่มือขวานั้นบ่งบอกได้ดีเลยทีเดียวว่าเขาไร้ซึ่งอิสระ

ความหิวโหย ความอดอยากบังเกิดขึ้นในแววตาของเด็กเหล่านั้น แต่ในส่วนลึกก็แฝงไปด้วยความพึงพอใจอยู่บ้าง เพราะการสละตนเพื่อขายตัวเข้ามาเป็นทาสโดยนำเงินที่ได้ไปให้ครอบครัวยังชีพนั้นถือว่าคุ้มค่าแล้วสำหรับพวกเขา

แม้จะหิวและเหนื่อย แต่ก็ไม่ได้อดอยากอะไรมาก ที่นอนหรือก็ตามแต่เจ้าของจะจัดสรรให้ บางที่อาจเป็นคอกม้า หรือกระท่อมเก่าๆ ไม่ก็ห้องพักรังหนูที่รวมเหล่าทาสเช่นเขาไว้ด้วยกันที่มีทั้งเด็กเล็ก เด็กใหญ่ และผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่หลายคนก็ไม่ได้มาจากที่เดียวกัน บ้างถูกโจรจับมาขาย บ้างถูกทหารของเขตแดนเทพอื่นนำมาขายก็มี หรือบางคนก็โดนจับคุมระหว่างสงครามเป็นต้น

ความสงบสุขในชีวิตของทาส ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะนึกถึงได้ เพียงมีชีวิตอยู่และรอดจนถึงปัจจุบันก็ถือว่าเหนือกว่ากำลังของคนๆ หนึ่งจะทำได้แล้ว แต่ก็มีบางแห่งที่เหล่าทาสนั้นมีความสุขได้ท่ามกลางมรสุมอันโหดร้ายของชีวิตเพียงแต่ว่าสถานที่แบบนั้นมันช่างหายากเหลือเกิน เพราะทุกวันนี้พวกเขาต้องแข่งขันกันเพื่อที่จะมีชีวิตรอด และได้รับอาหารที่เพียงพอ

ไผ่มองดูตามทาง และดูสังคมชีวิตของเขตกลางไปเรื่อยๆ แม้จะรับรู้ถึงความรู้สึกและความต้องการของผู้คนที่นี่ได้บางส่วนจากเนตร นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องสนใจ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการช่วยเหลือไม่ใช่การให้อาหาร ให้ที่พัก หรือให้เงินตรา

แต่มันคือการฟื้นฟูทรัพยากร แต่ก่อนที่จะฟื้นฟูทรัพยากรก็ต้องช่วยเทพสาวก่อน ส่วนการแก้ปัญหาอื่นๆ ก็ค่อยๆ ทำเป็นลำดับ จะวู่วามข้ามขั้นไปเลยก็ไม่ได้ เพราะถ้าฐานมันไม่แน่น เดี๋ยวมันก็ต้องพังไปอีก

เขตแดนเทพนั้นเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน แต่ถ้าอยากจะให้ที่นี่ฟื้นคืนโดยสมบูรณ์มันก็มีวิธีอยู่ และไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแต่ว่ามันไม่สมควรจะทำต่างหาก นี่คือสิ่งที่ไผ่คิด ลำพังคนๆ เดียวนั้นทำอะไรที่ละเอียดอ่อนไม่ได้ แต่ถ้าทำแบบหยาบๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ว่าปัญหาและผลข้างเคียงมันจะตามมาในภายหลัง

สิ่งที่ไผ่ทำได้ในตอนนี้ก็คือการเดินสำรวจ และหาเส้นสายพลังชีวิตอันบางเบาของเทพสาวไปด้วย ซึ่งสิ่งนี้ก็ต้องพึ่งความสามารถของนานะ และเหล่าภูติ เพราะการจะหาพลังชีวิตอันบางเบาท่ามกลางเส้นแสงสีที่สับสนวุ่นวายดั่งพายุคลั่งของเมืองนี้ บอกได้เลยว่ามันยากเย็นนัก

ความวุ่นวายยิ่งมีมากขึ้นเมื่อเริ่มเข้าไปใกล้เขตใน ไผ่สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อทำใจให้สบายและหลับตาเบาๆ ให้ภาพแสงสีมันหายไปสักครู่หนึ่งก่อนที่จะทำให้ปวดหัวปวดตาไปมากกว่านี้

“อ๊ะ!! นั่นเจ้าหนูไผ่นี่นา” เสียงของผู้ชายเอ่ยขึ้นท่ามกลางความชุลมุนของที่แห่งนี้ ไผ่ค่อยๆ ลืมตาแล้วมองไปยังต้นเสียงก็เจอกับชายร่างสูงสวมเกราะหนังที่บางส่วนเป็นแผ่นเหล็ก เขามาพร้อมกับเพื่อนอีก 4 คน สีหน้า งงงวยบังเกิดขึ้นบนใบหน้าไผ่ ชายคนนั้นพอเห็นก็หัวเราะชอบใจ

“หนูไผ่ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นก็ได้ มันเป็นเรื่องปกติที่หนูจะจำข้าไม่ได้ แต่ว่าพวกข้าน่ะจำหนูได้ดีเลยล่ะ เจ้าของร้านศาสตราโครบิลอส” ชายคนนั้นพูดด้วยท่าทียิ้มแย้มเบิกบาน

“ข้าชื่อมารัน เป็นสมาชิกของกิลด์ไวเวิร์น กิลด์ระดับสูงของที่นี่ นับว่านี่เป็นโชคชะตาที่ข้าได้พบพานกับเจ้าของร้านชื่อดังเช่นเจ้า แต่ถ้าไม่มองให้ดีก็จำไม่ได้เลยนะ ถ้าไม่ได้สังเกตหนูน้อยที่อยู่กับเจ้า ให้ตายสิ เจ้ามาทำอะไรที่นี่ล่ะ” มารันเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น

เพราะการที่ได้มาพบเจอเจ้าของร้านศาสตราเช่นไผ่นั้นหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งเขาก็มีอาวุธของร้านนี้อยู่เล่มหนึ่งเหมือนกัน แม้จะเป็นดาบธรรมดาแต่ก็มีศักยภาพเหนือกว่าอาวุธทั่วไป

ไผ่มองมารันแล้วยิ้มบางๆ

“พอดีผมกับนานะกำลังจะเข้าไปยังเขตแดนกลางน่ะพี่ชาย อยากจะหาข้อมูลอะไรนิดหน่อย” ไผ่พูดด้วยท่าทีสุภาพที่เหมือนกับเด็กน้อยธรรมดาสามัญคนหนึ่ง มารันได้ยินดังนั้นก็ฉายแววสงสัยออกมาทันที

“เข้าไปยังเขตกลางหรือ เจ้ามีใบอนุญาตหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่มีก็เข้าไม่ได้นาเจ้าหนู อีกทั้งการเข้าไปยังเขตแดนกลางสำหรับนักผจญภัยของกิลด์ระดับกลางลงไปถือว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้นักผจญภัยของกิลด์ระดับสูงเช่นพวกข้าก็ยังยากเลยเจ้าหนู” มารันพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“ฮะ อย่างนั้นหรอกเหรอครับ ผมก็นึกว่าเข้าไปได้เลยเหมือนตอนนั้นที่มากับเรย์ล่าเสียอีก เฮ้อ ว่าแต่พี่ชายพอจะมีวิธีที่จะทำให้เข้าไปยังเขตในได้หรือเปล่าครับ” ไผ่พูดตัดพ้อ แต่ก็ยังไม่ยอมพ้ เขาถามถึงวิธีการที่จะทำให้เข้าไปยังเขตแดนเทพเขตใน มารันได้ฟังแล้วถึงกับครุ่นคิดถึงพักใหญ่ แต่แล้วก็เหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

“จะว่าไปมันก็มีอยู่หลายวิธีนะ หนึ่งก็คือภารกิจผลึกบอสกระทิงคลั่งจากดันเจี้ยนอะไรสักอย่างนี่แหละ ซึ่งข้อมูลในใบภารกิจมันบอกว่าอยู่ในดันเจี้ยนชั้น 10 แต่ว่าภารกิจนี้มันยากเกินขนาดกลิด์ข้าขนโขยงผู้คนไปนับร้อยยังไปไม่ถึงชั้น 2 เลยด้วยซ้ำ เพราะงั้นคงจะตัดภารกิจนี้ไปก่อน

ส่วนภารกิจที่สองก็คือ ผลึกเวทของมอนเตอร์ในดันเจี้ยนเดียวกันกับบอสกระทิงคลั่ง แต่เป็นผลึกของชั้น 3 เป็นต้นไปแหละนะ เพราะตอนนี้เหมือนจะได้ข่าวมาว่าทางเขตแดนเทพของอาณาจักรเวรูก้าต้องการผลึกพวกนี้เป็นจำนวนมากและยอมจ่ายในราคาที่สูง แต่มันก็ยากอีกละ

แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่งนะ นั่นคือรอให้ถึงเวลาจัดเทศกาลการแข่งขันจัดอันดับ หรือกิจกรรมต่างๆ จากส่วนกลาง ซึ่งช่วงนั้นจะเปิดให้นักผจญภัยเข้าไปได้ แต่ก็ต้องรออีกเกือบครึ่งปีเลยแหละ เท่าที่ข้ารู้ก็มีแค่นี้แหละเจ้าหนู” มารันพูดตามที่ข้อมูลของตนนั้นมีอยู่ โดยไม่ปิดบังใดๆ แม้แต่น้อย ส่วนไผ่ก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ

-ผลึกเวทงั้นเหรอ เราก็พอมีอยู่แฮะ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า- ไผ่คิดในใจเงียบๆ เมื่อออกจากห้วงความคิดก็ยิ้มให้กับมารัน

“ขอบใจมากะพี่ชาย ข้อมูลของพี่ชายช่วยผมได้เยอะเลย บุญคุณครั้งนี้ผมจะตอบแทนแน่นอน งั้นเอาเป็นว่าหากถึงคราวเปิดร้านครั้งต่อไปผมจะลดราคาอาวุธให้กับกลุ่มของพี่ชายเป็นพิเศษเลย” ไผ่พูดด้วยท่าทางที่จริงใจ มารันได้ฟังถึงกับใจสั่น หากเขาได้สิทธิ์นั้นจริงๆ นั่นไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องดีหรอกหรือ ยิ่งอาวุธระดับสูงๆ ด้วยแล้ว สิ่งนี้นับว่าโชคหล่นทับเลยก็ว่าได้

“จะอะ เอ่อ ถ้า ถ้า อย่างนั้นก็ขอบใจเจ้ามากเลยนะ” มารันไม่แม้แต่จะปฏิเสธใดๆ เขารับโอกาสนี้ด้วยเสียงตะกุกตะกัก

“ว่าแต่เจ้าจะไปไหนต่อล่ะ หากเข้าไปยังเขตกลางไม่ได้แล้ว” มารันถามต่อเผื่อจะช่วยอะไรบาง อันที่จริงก็อยากจะช่วยใจแทบขาดเผื่อจะได้รับโอกาสที่ดีกว่าอีก

“ไปยังเขตกลางไงครับพี่มารัน ว่าแต่พี่ชายพอจะรู้ทางไปหรือเปล่าครับ พอดีผมยัง งง กับเส้นทางที่นี่อยู่เลย” ไผ่พูดโดยไม่ต้องคิด มารันได้แต่ งง กับคำพูดนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ถามในสิ่งที่ตนสงสัย

“รู้สิ ถ้าเจ้าหนูจะไปจริงๆ ล่ะก็ ให้พวกข้าไปส่งใหม่ แต่ส่งได้ถึงทางเข้านะ” มารันรีบตอบ แม้ในใจจะยังสงสัยอยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ

“ขอบคุณมากเลยครับพี่ชาย” ไผ่พูดด้วยรอยยิ้มที่ประทับบนใบหน้า เหล่าหญิงสาวที่เดินไปมาเมื่อบังเอิญเห็นรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์เช่นนี้ถึงกับไม่ยอมละสายตาจนชนกับคนตรงหน้าอยู่หลายราย มารันถึงกับแอบยกนิ้วโป้งให้ในใจ*เจ้าหนู เอ็งร้ายกาจมาก*

มารันพาไผ่กับนานะเดินลัดเลาะตามเส้นสายต่างๆ เรื่อยๆ ถนนแต่ละเส้นของที่นี่นั้นดูซับซ้อนเนื่องจากเขตแดนที่มีขนาดใหญ่ แต่กระนั้นก็ยังมีทางหลักอยู่ ซึ่งมารันก็พาลัดเลาะมาถึงในเวลาไม่นาน

“เส้นทางขนาดใหญ่นี่คือเส้นทางหลักของเมืองเดเรนซ์เลยนะเจ้าหนู ความจริงแล้วหากต้องการไปยังเขตนอก เขตกลาง หรือเขตใน ก็สามารถใช้เส้นหลักนี้ได้ โดยรวมแล้วเส้นทางนี้มันจะพาดตรงไปยังม่านเขตแดน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีแต่กิลด์ระดับสูง และระดับมหากิลด์ที่เขาใช้กัน

เนื่องจากจำนวนสมาชิกที่นำออกไปยังนอกเขตแดนเทพเพื่อค้นหาทรัพยากรแต่ละทีนั้นมีจำนวนมาก สำหรับกิลด์ระดับสูงจะพาไปเป็นหลักร้อย ส่วนมหากิลด์นั้นมากสุดคือหลักพัน

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ อย่างไรเส้นทางนี้นับว่าใช้ได้หมดทุกกิลด์ เจ้าหนูเห็นประตูที่อยู่ไกลลิบนั่นไหม ที่นั่นคือประตูผ่านไปยังเขตใน ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ชั้น แต่ละชั้นจะมีทหารระดับสูงประจำอยู่ พวกเขาตรวจทานเข้มงวดมากเลยล่ะ

การเดินทางผ่านผู้คนจำนวนมากหลายคนจ้องมองมายังไผ่ด้วยสีหน้าแปลกๆ คล้ายกับว่าใบหน้าของไผ่นั้นดูคุ้นๆ แต่เมื่อนึกได้ว่าไผ่คือเจ้าของร้านศาสตราโครบิลอสพวกเขาต่างก็รีบซื้อของกินข้างทางเอามาให้ไผ่กับนานะกันยกใหญ่เลยทีเดียว

แต่ก็ไม่ได้รบกวนเวลาของไผ่มาก ณ ตอนนี้ทั้งมือทั้งปากของไผ่กับนานะจึงเต็มไปด้วยขนมและของกิน อีกทั้งสองหน่อยังเคี้ยวตุ้ยๆ ได้เรื่อยๆ อย่างกับไม่มีวันอิ่ม

สาเหตุที่นักผจญภัยเหล่านั้นซื้อขนมและของกินมาให้ไผ่ เนื่องเพราะคนแรกๆ ที่เอามาให้นั่นแหละ เพราะเขาเห็นเป็นเด็ก จึงซื้อขนมข้างทางมาให้ พอคนอื่นๆ เห็นแบบนั้นก็เลยเอาตามบ้าง บางคนถึงกับออกตามหาจนเจอตัวเลยก็ว่าได้ แล้วมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เช่นขนม และขนม แล้วก็ขนมให้

เหล่าคนพวกนี้นั้นต่างก็คือแฟนคลับของไผ่น้อยทั้งสิ้น การให้ขนมนั้นคือคำขอบคุณ และจะมาพร้อมกับคำถามเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือ *ร้านจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่* จากนั้นก็คำถามพ่วงอีกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รบกวนเวลามากเพราะพวกเขารู้ถึงมารยาทดี

ยิ่งเวลาผ่านไปขนมที่อยู่ในมือก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะอันก่อนหน้านั้นกินหมดไปแล้ว มารันก็มักจะมองมาด้วยสายตาอึ้งๆ ในกระเพาะของไผ่กับนานะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำหน้าที่นำพารวมถึงอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้เป็นอย่างดี จนถึงหน้าประตูทางเข้าเขตใน

“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ถึงที่หมายแล้วนะหนูไผ่ ข้าก็ไม่รู้ว่าหนูจะใช้วิธีไหนในการเข้าไปยังเขตใน แต่อย่างไรถ้าวิธีนั้นไม่ได้ผลข้าก็พร้อมที่จะส่งเจ้ากลับกิลด์ได้ทุกเมื่อ” มารันพูดด้วยความเป็นกังวล และแสดงความมีน้ำใจที่จะไปส่งหากไผ่เข้าไปข้างในไม่ได้

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่มารัน ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจกับวิธีนี้เหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะผ่านเข้าไปข้างในได้ล่ะนะ” ไผ่พูดด้วยนำเสียงที่ดูสงบและมั่นใจ แววตาของเขาไม่ได้มีความกังวลใดๆ อยู่เลย นี่จึงทำให้มารันยกย่องเขาในใจ ที่แม้จะเด็กแต่ก็เหมือนไม่ใช่เด็ก มารันพยักหน้าให้แล้วยืนรออยู่อย่างนั้น

หากไม่สามารถผ่านเข้าไปข้างในได้เขาก็ยินดีจะไปส่งถึงกิลด์ ไผ่เดินตามสายถนนที่ดูโล่งเพราะเวลานี้ เหล่าสมาชิกของมหากิลด์ยังไม่กลับมาจากการทำภารกิจข้างนอกเขตแดน มันจึงดูโล่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไป เมื่อถึงบานประตูขนาดใหญ่ที่ปิดอยู่หอกยักษ์สองเล่มก็พาดขวางทันที

“เจ้าหนู สถานที่นี้ไม่ควรมาก้าวก่าย” เสียงพูดอันทรงอำนาจเอ่ยออกจากปากของทหารชุดเกราะเหล็กที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่หน้าประตู ไผ่ยิ้มแล้วเดินเข้าไปใกล้อีก

“ข้าบอกแล้วว่าสถานที่นี้เด็กไม่ควรมาก้าวก่าย เจ้ามีเหตุอันใดถึงยังกล้าเดินเข้ามาอีก” เสียงอันทรงพลังของทหารเอ่ยออกมาพร้อมกับเปลือกตาที่เปิดออกส่งแรงกดดันแฝงมาด้วยกับคำพูดนั้น

ไผ่ยิ้มแล้วยืนจ้องเข้าไปในดวงตาของทหารผู้พูด

“ผมต้องการเข้าไปข้างในนั้น” เสียงเอ่ยอันเรียบนิ่งของไผ่นั้นแตกต่างจากที่คุยกับเหล่ามารันโดยสิ้นเชิง น้ำเสียงและท่าทางของไผ่ในตอนนี้เหมือนกับเปลี่ยนบุคลิกไปสู่อีกคนหนึ่ง

สายตาที่มองทหารอย่างเย็นชาไร้ซึ่งความหวาดกลัว แรงกดดันอันหนักหน่วงที่ปล่อยออกมาของไผ่นั้นทำให้พื้นที่ชายสวมเกราะยืนอยู่เหมือนกับได้รับน้ำหนักมหาศาล และค่อยๆ ยุบลงไปตามรอยเท้า แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือใบหน้าของทหารสวมเกราะที่เบิกกว้างแล้วพยายามข่มกลั้นแรงกดดันนี้

มันไม่รู้ว่าเด็กนี่เป็นใคร แต่ที่มันรู้ก็คือสายตาอันเย็นชาที่เด็กนี่มองมาทำให้ร่างกายเขาเหมือนกับถูกแช่แข็ง ความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้าไปถึงในกระดูก แค่สบตาเพียงชั่ววูบเท่านั้นได้รับผลถึงเพียงนี้

“จะ เจ้า ต้องการอะไร” ทหารผู้ถูกจ้องหลบสายตาแล้วพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“ก็บอกไปแล้วไง!”

...........................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น