น้ำมิ้ม

นิยายรักโรแมนติกของเจ้าหญิงและเจ้าชาย ที่มิใช่แนวทะเลทราย หากเป็นรักในดินแดนเอเชียทักษิณาคเนย์ ดินแดนแห่งสายน้ำ และเทือกเขาหิมาลัย ... ใครสายในฝัน ดั่งดวงหฤทัย เลือดขัตติยา แวะมาอ่านกันได้นะจ๊ะ

พื้นที่ทับซ้อน -1

ชื่อตอน : พื้นที่ทับซ้อน -1

คำค้น : เจ้าหญิง, เจ้าชาย,บัลลังก์, ทิมปาล , สินธุรัฐ , รวิลักษมี , เจ้าหลวง , ราชกุมารี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 106

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2561 00:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พื้นที่ทับซ้อน -1
แบบอักษร

​เสียงกู่ร้องตะโกนดังแว่วมาเป็นระยะราวกับเป็นเครื่องบ่งบอกเส้นทางว่าราชครูอาชว์ได้เดินทางมาถึงเมืองทวิชะแล้ว เพราะบัดนี้เมืองชายแดนทิมปาลที่เคยอยู่กันอย่างสงบสุขกลับร้อนระอุขึ้นเพราะสิ่งเดียว นั่นก็คือความโลภของคน

อาชว์ปลดผ้าดูปัตตะสีน้ำเงินอันเป็นสีประจำสำนักราชครูลงเก็บเหลือเพียงเสื้อกูรตะสีขาวและกางเกงซัลวาร์ที่ดูกลมกลืนกับกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงรวมกลุ่มกันอยู่หน้ากำแพงป้อมปราการโดยมีชายหน่วยก้านดีคนหนึ่งกำลังพยายามเจรจากับทหารเฝ้าเวรซึ่งอาชว์คาดว่าคงจะคุยมานานพอดูแล้วและคงจะคุยไม่รู้เรื่องเสียงทุ่มเถียงจึงดังขึ้นเรื่อยๆ

“ตกลงที่เจ้าชายอนุรุทธะเสด็จมาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมเยียนพวกเรา แต่มาเพื่อเจรจาตกลงแบ่งผลประโยชน์กับชนกลุ่มน้อยเพียงอย่างเดียวหรือ พวกท่านถึงไม่ยอมให้พวกเราส่งตัวแทนเข้าไปร่วมฟังเรื่องเหมืองด้วย”

“ข้างในมีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งท่านอัสมา นายพลสิงหล และเจ้าชาย พวกท่านจะเข้าไปยุ่มย่ามทำไม ข้าว่าแทนที่พวกท่านจะมาประท้วงเช่นนี้ รีบกลับบ้านไปเตรียมเก็บข้าวของแล้วเตรียมหาที่อยู่ใหม่ไม่ดีกว่าหรือ เพราะไม่ว่าพวกท่านจะประท้วงอย่างไร เมืองแห่งนี้ก็ต้องกลายสภาพเป็นเหมืองเพชรอยู่วันยังค่ำ”

“พวกท่านจะมาไล่ที่เราได้อย่างไร แผ่นดินนี้เป็นของพวกเรา”

“แต่อีกไม่นานมันจะไม่ใช่แล้ว กลับไปเสียก่อนที่ท่านนายพลสิงหลจะมีคำสั่งให้ดำเนินการรุนแรงกับพวกท่าน”

นายทหารประกาศกร้าวหากชาวบ้านไม่มีวี่แววว่าจะถอยเช่นกันทำให้ราชครูหนุ่มเริ่มกังวลสิ่งที่ราชกุมารีทรงเป็นห่วงกำลังจะกลายเป็นจริง ถ้าทางเจ้าชายอนุรุทธะและนายพลสิงหลยังไม่ยอมฟังเสียงชาวบ้านเช่นนี้เรื่องที่ควรจะจบลงง่ายอาจจะลุกลามบานปลายได้ แต่เขาเองก็มาแค่คนเดียวหากเข้าไปข้างในป้อมปราการแบบเปิดเผยคงไม่มีใครคิดจะฟังคำอธิบายของเขาอย่างแน่นอนดีไม่ดีอาจจะได้รับการต้อนรับที่คาดไม่ถึงจากนายพลสิงหลที่ไม่ค่อยจะกินเส้นกันอยู่แล้วเสียอีก ดังนั้นเขาควรจะรีบสืบข่าวเก็บข้อมูลและรีบกลับไปรายงานราชกุมารีเพื่อนำเสด็จมาที่นี่ให้เร็วที่สุด

ร่างสูงของราชครูอาชว์เดินเลียบกำแพงอ้อมไปทางด้านหลังที่มีนายทหารประจำจุดเหลือเพียงไม่กี่คนเพราะถูกเกณฑ์ไปตั้งแนวป้องกันชาวบ้านไม่ให้บุกเข้าประตูกำแพงด้านหน้าป้อม พลางซุ่มรอจนกระทั่งนายทหารเวรเดินมาผลัดเปลี่ยน ...สองต่อหนึ่งสำหรับอาชว์นับว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินฝีมือ เพราะชายหนุ่มไม่ใช่เป็นเพียงแค่ครูที่สอนแต่หนังสือ หากอาชว์เป็นบัณฑิตหนุ่มที่ถูกคัดเลือกจากสำนักราชครูแล้วว่าเป็นผู้ปราดเปรื่องในทุกศาสตร์ เพราะถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างการเรียนการสอน จากราชครูก็ต้องพร้อมที่จะเป็นราชองครักษ์ได้เช่นกัน

นายทหารสองคนที่ไม่ทันได้ร้องโวยวายก็หลับกลางอากาศไปหลังจากที่โดนแขนแข็งแกร่งล็อคบิดคอจากทางด้านหลังในขณะที่อีกคนโดนชกลูกกระเดือกจนร้องไม่ออกก่อนจะโดนซ้ำจนสลบเหมือด ร่างสูงใหญ่ของราชครูลากร่างไร้สติของนายทหารสองคนไปแอบไว้ก่อนจะรีบลอกคราบชุดของอีกฝ่ายมาสวม ก่อนจะรีบก้าวยาวๆเลียบไปตามทางเข้าป้อมปราการเพื่อสืบหาว่าห้องที่ใช้ในการหารือเรื่องการเปิดเหมืองของเจ้าชายอนุรุทธะนั้นอยู่ที่ใด

“อนุรุทธะหลานตา เจ้าเลิกกังวลกับเสียงนกเสียงกาด้านนอกกำแพงป้อมปราการแล้วฟังในสิ่งที่ตาจะพูดดีๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมืองทวิชะแห่งนี้ก็จะต้องกลายเป็นเหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดและจะเป็นบ้านที่มั่นคงของพวกเราชาวเผ่าสุรัตตะ”

บุรุษชราที่แม้จะมากด้วยวัยแล้วหากน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจทำให้เด็กหนุ่มวัย 15 ได้แต่ยอมละสายตาจากความวุ่นวายภายนอกและหันกลับมามองผู้พูดอย่างยำเกรง

“ตาและแม่ของเจ้าพวกเราต่อสู้กันมามากเพื่อทำให้เผ่าของเรามีแผ่นดินเป็นของตัวเอง แต่เจ้าดูเอาเถิด 15 ปีเทียบเท่าอายุเจ้าที่ตากับแม่ของเจ้าพยายามทำเพื่อคนของเรา แต่สิ่งที่ได้มามีเพียงที่ทำกินอันแสนแร้นแค้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้สัมปทานขุดเหมืองเพชรพลอยใดๆบนแผ่นดินนี้ แล้วเมื่อไหร่กันที่พวกเราจะลืมตาอ้าปากกันได้”

“แต่ท่านพ่อก็พระราชทานที่ดินให้ชนชาวสุรัตตะของเรามีที่อยู่ที่ทำกินไม่ต่างจากประชาชนชาวทิมปาลมิใช่หรือท่านตา”

“แต่เราไม่ใช่ชาวทิมปาล! อนุรุทธะเจ้าฟังตาให้ดี เราคือเผ่าสุรัตตะ! เจ้าของดินแดนแถบนี้มาแต่ก่อน...ก่อนที่กษัตริย์แห่งแคว้นทิมปาลจะมาบุกรุกและขับไล่พวกเราจนกลายเป็นเผ่าเร่ร่อนไร้ผืนดิน เจ้าจำไว้อนุรุทธะ...หากวันหน้าที่เจ้าได้ครองบัลลังก์แห่งทิมปาล เจ้าต้องคืนทุกอย่างให้กับเผ่าของเรา คนที่ควรมั่งคั่งและครอบครองแผ่นดินนี้คือชาวสุรัตตะ มิใช่ชาวทิมปาล และเมืองทวิชะนี้คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น!”

น้ำเสียงกราดเกรี้ยวนั้นไม่ได้ทำให้เจ้าชายพระองค์น้อยนั้นหวาดกลัวเท่ากับดวงตาเหี้ยมโหดที่วาวโรจน์ขึ้นอย่างคั่งแค้น ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคหลายสมัย ผ่านช่วงเวลาแห่งสงครามและผ่านความลำบากที่คร่าชีวิตเพื่อนและครอบครัวอันเป็นสายเลือดเดียวกันบนแผ่นดินที่เคยเป็นของตนจนกระทั่งไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะอยู่ ทำให้อัสมาได้แต่เฝ้ารอทวงทุกอย่างคืน โดยเฉพาะทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่อยู่ภายใต้ผืนดินที่มันควรจะเป็นของเขาตั้งแต่แรก!

“เอาเถิด อีกไม่นานเมื่อเจ้าโตขึ้นเจ้าจะเข้าใจเอง แต่ตอนนี้มีแขกคนสำคัญรอเราอยู่ เจ้าต้องไปรู้จักคุ้นเคยกันไว้ เพราะเขาจะเป็นเพื่อนคนสำคัญที่จะคอยช่วยเหลือเราที่จะทวงเมืองทวิชะคืน”

บุรุษชราผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำชนกลุ่มน้อยสุรัตตะเดินนำหลานชายที่ยังคงสับสนลังเลออกไปหาอีกหนึ่งแนวร่วมสำคัญที่รออยู่ เจ้าชายที่ยังเยาว์ชันษาได้แต่พยายามไม่เหลือบสายตาไปมองกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงยืนส่งเสียงประท้วงกันที่ด้านนอกกำแพง ในวันนี้พระองค์ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ก็ได้แต่ทรงคาดหวังว่าวันหน้าทรงเจริญชันษาขึ้น พระองค์จะทรงเข้าพระทัยได้จริงดังที่ท่านอัสมาได้บอกไว้

ราชครูอาชว์หลบวูบเข้าบังเสาทันทีเมื่อสายตาเหลือบเห็นเจ้าชายอนุรุทธะและท่านอัสมากำลังจะเดินเข้าไปยังห้องรับรองภายในป้อมปราการ ก่อนที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของท่านอัสมาจะทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าหน้าห้องไว้แทนทหารของทิมปาล ราชครูหนุ่มที่อุตส่าห์เปลี่ยนชุดเป็นทหารทิมปาลเลยต้องหาวิธีอื่นแทน

ร่างสูงเดินวนอยู่ในห้องติดกันครู่หนึ่งอย่างหนักใจ เขาจะสืบข่าวได้อย่างไรถ้าไม่ได้เข้าไปในห้องนั้น เนื่องจากห้องรับรองในป้อมปราการของทิมปาลทุกแห่งเป็นผนังหินที่ยากต่อการแอบฟังเป็นอย่างยิ่ง แต่...ห้องที่ปลอดภัยที่สุดและระแวดระวังที่สุดย่อมต้องมีทางลับสำรองไว้เสมอ และที่ป้อมปราการแห่งนี้ก็เช่นกัน อาชว์ยืนหันไปรอบๆห้องอย่างพยายามทบทวนความจำ โครงสร้างของป้อมปราการแห่งนี้แบ่งเป็นสามชั้น และทางลับที่เชื่อมกันได้ก็คือจากชั้นบนสู่ชั้นล่าง! ร่างสูงจึงหมายตาห้องรับรองไว้อย่างมาดมั่น ถ้าจะขึ้นไปห้องนั้นก็ต้องไปเข้าทางลับจากชั้นล่างแทน

“เหมืองเพชรที่เราสำรวจพบสายแร่ที่เมืองทวิชะนี้คาดว่าจะเป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่สองรองจากเหมืองของราชวงศ์ และมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่กษัตริย์ทีศุระจะยอมให้สิทธิ์แก่ชนกลุ่มน้อยสุรัตตะมากกว่าแม้ว่ามันจะอยู่บนพื้นที่ทับซ้อน แต่ถ้าเราสามารถแสดงให้ทางทิมปาลเห็นว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนแต่เป็นพื้นที่ของเรา กษัตริย์ทีศุระก็จะหมดทางโต้แย้ง”

เสียงอัสมาที่ดังลอดออกมาจากทางลับที่ราชครูอาชว์ลอบเข้ามาได้ทำเอาชายหนุ่มชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า สิ่งที่บุรุษชราคนนั้นต้องการมิใช่เพียงแค่สัมปทานเหมืองเพชรอย่างที่เขาเคยคิดไว้เสียแล้ว ร่างสูงพยายามขยับร่างกายอย่างแผ่วเบาแนบช่องประตูเหล็กเก่าคร่ำคร่าที่ผุพังเป็นช่องเว้าแหว่งให้พอได้เห็นเหตุการณ์ด้านใน ก่อนจะต้องช็อครอบสองเมื่อเห็นบุคคลที่สามที่เขาไม่คาดว่าจะมาปรากฏตัวที่แคว้นทิมปาลแห่งนี้

“แต่ตอนนี้เราได้ยินว่ามีชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการทำเหมืองเพชร” บุรุษร่างเพรียวในชุดสูทสากลเอ่ยถามขึ้นพลางพยักเพยิดออกไปทางฝั่งด้านนอกหน้าต่างที่กลุ่มผู้คนยังคงปักหลักประท้วงกันไม่ยอมเลิกรา หากอัสมากลับยิ้มเย็นพลางตอบกลับบุรุษที่แม้จะไม่สวมชุดประจำชาติหากวัฒนธรรมการใส่ตุ้มหูทั้งสองข้างนั้นบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขามาจากดินแดนแห่งใด

“กระหม่อมไม่เห็นว่านั่นจะเป็นอุปสรรค ในเมื่อเราต้องการให้เมืองทวิชะเป็นของเราอย่างชัดเจน ใครที่แสดงออกว่าไม่ใช่...ก็ไม่ควรจะอยู่”

“จะใช้คนของใคร?”

“คงต้องรบกวนมือดีของฝ่าบาทจัดการพระเจ้าค่ะ เพราะชาวสุรัตตะจะต้องเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง และต้องการเพียงแค่เรียกร้องความเป็นธรรมถึงสิทธิ์การเป็นเจ้าของพื้นที่เท่านั้นพระเจ้าค่ะ”

“เราเองก็ไม่มีกองกำลังทหารท่านอัสมา มีแต่เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเหมืองเพชรในส่วนของเราต่างหาก หรือท่านลืมไปแล้วว่าเคยตกลงกันไว้ว่าอย่างไร”

บุรุษในชุดสูทสากลเอ่ยย้ำอย่างชัดเจนราวกับต้องการทบทวนข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่อีกฝ่ายเคยให้คำมั่นไว้ คราวนี้อัสมาลุกขึ้นยืนพลางถวายคำนับอย่างเต็มพิธีการ

“กระหม่อมไม่เคยลืมพระเจ้าค่ะ หลังจากเรื่องวุ่นวายเรียบร้อยหม่อมฉันในฐานะตัวแทนชาวสุรัตตะทุกคนยินดีน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสัมปทานเหมืองเพชรแด่เจ้าชายอุษยันต์พระเจ้าค่ะ”

“ขอบใจท่านมากท่านอัสมา เรื่องทางนี้เราจะสั่งคนของเราให้จัดการให้เรียบร้อย ส่วนเราคงต้องกลับเข้าอินเดียคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าจะได้กลับถึงสินธุรัฐตามหมายกำหนดการ”

“เช่นนั้นเชิญเสด็จทางด้านนี้พระเจ้าค่ะ กระหม่อมจะให้ทหารนำเสด็จออกทางลับ...”

สิ้นคำของอัสมาร่างสูงที่แอบฟังทุกอย่างอยู่เบื้องหลังบานทวารเหล็กก็ดีดตัวออกวิ่งทันทีหากก็ยังไม่พ้นสายตาอันฉับไวของบุรุษที่เคยผ่านสนามรบมาแล้ว

“มีคนแอบฟังเรา!...ทุกคนออกไปตามจับตัวมันเดี๋ยวนี้!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น