akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 บทที่ 38

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.2k

ความคิดเห็น : 77

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2561 18:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 บทที่ 38
แบบอักษร

38

                คำถามของไทกะก้องอยู่หัวของวายุ เด็กหนุ่มถามว่าเขาคิดถึงอีกฝ่ายบ้างไหม  เขาจะกล้าตอบความจริงได้อย่างไร  ว่าเขาเผลอคิดถึงไทกะทุกครั้งในยามที่ไม่ได้บังคับสติของตัวเอง

                “ฉัน…”

                “ตอบมาสิ”

                ไทกะเร่งเร้า เขาอยากรู้ความในใจของวายุ อยากได้ยินถ้อยคำที่เขาอยากได้ยิน  วายุกัดปากตนเอง สะกดกลั้นความต้องการที่มันกำลังจะเอ่อล้นออกมา

                “ฉัน…ไม่จำเป็นต้องคิดถึงนาย”

                ไม่จำเป็นต้องคิดถึง…แต่พอไม่เจอก็กลับคิดถึงมากจนแทบไม่มีสมาธิในการทำงาน

                “ฉันไม่เชื่อหรอก”

                “นี่นาย!”

                วายุจ้องหน้าไทกะทันที เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยความจริงออกมาได้ตรงขนาดนี้

                “ถ้าพูดความจริง ทำไมต้องหลบตาเวลาตอบ”

                ร่างสูงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้มาขึ้น เขาก้มหน้าต่ำลง จนหน้าผากติดกับหน้าผากของวายุ

                “นายควรจะกลับไปได้แล้ว”

                แม้ใจจะไม่ได้ต้องการแบบนั้น แต่วายุไม่มีทางเลือก เขาต้องทำให้ไทกะกลับไป ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะใจอ่อนยอมทำทุกอย่างตามใจตัวเอง  เขาแค่ไม่อยากเลือกทางผิด เขาแค่ไม่อยากทำร้ายใคร 

                “ฉันไม่กลับ  ถ้าฉันจะกลับ นายต้องกลับไปกับฉันด้วย”

                วายุอึดอัดใจ ยกมือดันไทกะให้ออกห่าง แต่แรงเขามีหรือจะสู้กับคนตัวสูงได้  ไทกะจับมือทั้งสองของวายุเอาไว้ เขาจูบที่มือเล็กอย่างแผ่วเบา

                “ฉันบอกแล้วว่าจะอยู่ข้างๆนาย  นายไล่ฉันไปไม่ได้หรอกนะ”

                “นายมันบ้า!”

                เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้ง  วายุเหนื่อยที่จะหลบหนีแล้ว ไทกะเห็นท่าทางเหมือนจะยอมแพ้ เขาจึงระบายยิ้มออกมา  ชายหนุ่มก้มลงมาหอมแก้มวายุ

                “พวกนาย…อยู่ที่นี่กันเองเหรอ”

                กลุ่มเพื่อนที่เดินมา ทำให้วายุตกใจ  ไทกะหันไปยิ้มให้กับเพื่อนๆของวายุ  เพื่อนผู้หญิงของวายุเริ่มหัวเราะคิกคัก

                “นึกว่าเด็กที่ไหน ที่แท้ก็แฟนเด็กของวายุนี่เอง”

                พวกเธออมยิ้ม เพราะว่าโดยส่วนตัวก็เป็นสาววายกันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงรู้สึกมีความสุขอยู่ไม่น้อย ในขณะที่วายุอายจนแก้มทั้งสองเริ่มขึ้นสี

                “นายนี่มัน!”

                เขาอาศัยที่ไทกะกำลังสนใจเพื่อนของเขา จึงออกแรงผลักไทกะให้ออกห่าง เขารู้ว่าถึงแก้ตัวไป ก็คงไม่มีใครเชื่อ วายุรีบเดินหนีทันที

                “รีบตามไปสิ”

                แทนที่จะห้าม เหล่าเพื่อนๆ กลับยุเด็กหนุ่มให้รีบตามวายุไป  ไทกะยิ้มรับ เขาพยักหน้าเพียงนิดก่อนจะรีบเดินตามวายุ

                “รอด้วยสิ”

                “นายไม่ต้องเดินตามฉันมาเลยนะ”

                วายุหันไปบอกไทกะ เขาเดินอย่างไม่คิดจะมองกลับไปด้านหลัง เพราะตอนนี้เขารู้สึกทั้งเขินทั้งอาย แถมยังโกรธพวกเพื่อนๆที่กล้ามาล้อเรื่องเขากับไทกะแบบนี้ ต่างจากไทกะที่ดูจะอารมณ์ดี เพราะจากท่าทีของวายุ เขาก็พอจะรู้แล้วว่าเจ้าตัวน่าจะพอมีความรู้สึกกับเขาอยู่บ้าง

                “ฉันบอกให้กลับไปไงล่ะ”

                วายุหมุนกายจะมาต่อว่าไทกะอีก แต่เขากลับจับข้อมือสวยนั้นเอาไว้ แล้วเอ่ยกับชายหนุ่ม

                “ไปกันเถอะ”         

                คำพูดของไทกะเหมือนกับว่าไม่ได้ฟังคำไล่ของวายุเลยสักนิด  ไทกะไม่คิดจะให้วายุได้ทันหนี เขาจับข้อมือของวายุเอาไว้แน่น แล้วพาเดินตรงไปยังรถยนต์

                “นี่นายจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันนะ”

                “นายกินข้าวหรือยัง”

                “ยัง”

                “ก็ยังไม่ได้กินไม่ใช่เหรอ งั้นเราไปกินกัน”

                “ไม่! ฉันจะไปกับเพื่อนของฉัน”วายุบอกเสียงดัง

                “แต่ฉันอยากอยู่กับนาย”

                ไทกะหมุนกายมาคุยกับวายุ  เขาบอกความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจน  มันชัดเจนเกินไปจนวายุเผลอใจสั่นกับคำพูดและสายตาที่มองมา  เจ้าตัวเผลอเดินตามไทกะจนไปถึงรถยนต์

                “ขึ้นสิ”

                ชายหนุ่มเร่ง  เพราะเห็นวายุไม่ยอมขึ้นไปสักที  วายุหันไปมองร่างสูง

                “หรือว่าฉันต้องอุ้มล่ะ”

                “ไม่ต้อง!”

                วายุตอบกลับไปทันที เขารีบก้าวขึ้นรถด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนัก  ไทกะอมยิ้ม รู้สึกมีความสุขที่วันนี้พาตัวของวายุมาด้วยกันได้

                “แล้วจะพาไปกินอะไรล่ะ”

                การถามขึ้นมาของวายุ ทำให้ไทกะต้องหันไปมอง

                “แล้วนายอยากกินอะไร”

                “นายเป็นคนพาฉันมา  นายก็เลือกมาสิ”

                คนอายุมากกว่ากอดอก  ทำหน้าไม่พอใจเหมือนกับเด็กตัวน้อย  ในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่

                “อืม…ลุงครับ  มีร้านอะไรอร่อยๆ แนะนำพวกเราไหมครับ”

                “อ่า…ปกติลุงชอบไปกินข้าวมันไก่  คุณไทกะจะไปไหมครับ”

                คนขับรถตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม  ไทกะหันไปถามวายุ

                “ไปไหม”

                “จะไปไหนก็ไปเถอะ”

                เขายอมนั่งรถมาด้วยขนาดนี้แล้ว อยากจะพาไปไหนก็ไปได้เลย ไทกะขยับตัวเข้าไปใกล้กับวายุมากขึ้น

                “จะทำอะไรของนายน่ะ  มันเบียดนะ”

                “วันนี้ฉันสอบทั้งวันเลย”

                ไทกะเริ่มบ่น  เขาเอียงคอเล็กน้อย เหลือบตามองวายุ  วายุเริ่มหายใจติดขัด ไม่ค่อยเข้าใจท่าทางนั้นสักเท่าไหร่     

                “อยากนอนสักงีบ”

                “นายอยากนอน แล้วเอนมาทางฉันทำไมเล่า”

                “ก็อยากพิงไหล่นาย ไม่ได้เหรอ”

                พอจะอ้อน ก็อ้อนเสียจนวายุไปไม่เป็น ทั้งๆที่ปกติชอบทำหน้านิ่งๆ แต่ตอนนี้ดวงตาของไทกะไม่ต่างกับเจ้าลูกเสือน้อยเลยสักนิด

                “นี่นาย”

                วายุจะต่อว่า แต่ไทกะอ้าปากหาว เอนหัวซบกับไหล่ของวายุ โดยไม่รอคำอนุญาต  วายุจะอ้าปากต่อว่าแต่ก็ต้องเงียบไป  พอเห็นไทกะหลับตา เขาก็ไม่อยากจะกวนให้อีกฝ่ายตื่น

                “คุณไทกะคงจะเหนื่อยมากน่ะครับ เพราะว่าทั้งอ่านหนังสือ แล้วก็ติวหนังสือให้คุณโทระด้วย”

                คนขับรถพอจะรู้เหตุการณ์ในบ้าน เวลาที่ขับรถมาส่งเจ้านาย  เขาก็ได้ยินเสียงไทกะติวหนังสือให้กับแฝดน้องอยู่บ่อยๆในช่วงนี้

                “เอ่อ…แล้วไม่มีครูสอนพิเศษมาสอนบ้างเหรอครับ”

                วายุจำได้ว่าเขาได้ให้ตินช่วยหาครูสอนพิเศษคนใหม่ให้กับไทกะและโทระ  ทำไมไทกะถึงได้ต้องเหนื่อยติวโทระมากขนาดนี้ด้วย

                “ไม่มีเลยนะครับ”

                ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แปลว่าระหว่างที่เขาไม่ได้มาสอนทั้งคู่  แฝดทั้งสองเรียนด้วยกันอย่างนั้นเหรอ แล้วภาระก็จะไปตกที่ไทกะ เพราะต้องพยายามช่วยสอนน้องชาย

                “นายคงจะเหนื่อยมากสินะ”

                เขาลูบกลุ่มผมนิ่มของไทกะอย่างแผ่วเบา  สังเกตจากขอบตาก็พอจะเห็นว่ามันคล้ำขึ้น น่าจะเป็นเพราะเจ้าตัวนอนดึก

                “อีกไกลไหมครับ กว่าจะถึง”

                “อีกประมาณ 15 นาทีครับ”

                วายุพยักหน้าเข้าใจ เขาเองก็โหมทำงานของตนเหมือนกัน ร่างกายเขาก็เหนื่อยล้าเต็มทน  ศีรษะเล็กจึงเอนเข้าหาศีรษะของไทกะ  ก่อนที่เขาจะปิดเปลือกตาลงช้าๆ

                …ฉันเองก็ขอพักผ่อนหน่อยแล้วกันนะ…

-------+++++-------

                วันนี้เป็นวันสอบสุดท้ายของเด็กมัธยมปลาย  ที่จริงโทระสอบเสร็จตั้งนานแล้ว แต่เขาต้องมานั่งรอเจ้าเด็กตัวน้อยที่กำลังเข้าไปคุยกับคุณครูเรื่องการสอบชิงทุนการศึกษา  โทระนั่งเอนกายพิงระเบียงตึก  ใบหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เพราะนอกจากที่น้ำจะสอบเสร็จหลังเขาแล้ว เขายังต้องเสียเวลามารอครูที่กำลังเดินทางกลับมาที่ห้องพักอีกด้วย

                “ผมว่ารุ่นพี่กลับไปก่อนดีไหมครับ”

                น้ำที่กำลังหยิบอุปกรณ์เครื่องเขียน เพื่อจะเข้าไปกรอกใบสมัครต้องหันมาคุยกับโทระที่ทำหน้าตาบึ้งตึง

                “อะไร….พูดอะไรของนายฮะ”

                เขาเริ่มหัวเสีย  ตาคมกริบมองน้ำอย่างหงุดหงิด ที่ปล่อยให้เขารอนาน

                “ก็ผมไม่อยากให้รุ่นพี่เสียเวลานี่ครับ”

                “ก็รู้นี่ ว่าฉันเสียเวลาน่ะ แล้วทำไมไม่รีบล่ะ”

                “ผมจะพยายามครับ”

                รุ่นน้องบอกเสียงแผ่ว เขาเองก็ไม่ได้อยากให้โทระมาเสียเวลากับเขาเสียหน่อย เพียงแต่ว่าเขาไม่มีทางเลือก  ถ้าให้ทำแบบรีบเร่งเกินไป ก็กลัวว่าอาจจะกรอกข้อมูลผิดพลาด

                “นี่รูปนายเหรอ”

                เพราะการสมัครต้องติดรูปถ่าย น้ำจึงพกมาด้วย โทระหยิบรูปที่น้ำเผลอลืมนำเข้าไปในห้องพักครูนั้นขึ้นมาดู

                พอเห็นเท่านั้น  เจ้าตัวก็อดไม่ได้ที่จะปิดปากหัวเราะ เขาพยายามกลั้นขำ  เพราะในรูป น้ำดูเด็กมาก  แถมยังเหมือนเด็กเอ๋ออีกต่างหาก  แต่จะว่าไปทุกวันนี้ก็ไม่ได้ต่างจากในรูปสักเท่าไหร่

                “รุ่นพี่ครับ เห็นรูป…”

                น้ำเปิดประตูออกมา เห็นโทระกำลังกลั้นขำ เจ้าตัวจึงอายจัด รีบดึงซองใส่รูปจากมือโทระทันที 

                “รุ่นพี่หัวเราะอะไรครับ”

                “ใคร…ใครหัวเราะ”

                โทระลดมือที่ปิดปากตัวเองลง เขาเชิดหน้าขึ้น มองหน้าน้ำ  น้ำเม้มปากแน่น ไม่คิดว่าโทระจะตอบโต้เขาแบบนี้

                “ช่างเถอะครับ”

                คนตัวเล็กเริ่มงอนที่โดนขำเรื่องรูป แต่โทระก็ไม่ขอโทษ  เขากลับมองน้ำที่เดินกลับเข้าไปในห้องพักครูอย่างรวดเร็ว  ร่างสูงนั่งอมยิ้ม

                เวลาผ่านไปพักหนึ่ง  น้ำจึงเดินออกมา  โทระนั่งเหม่อมองดูนักเรียนส่วนใหญ่ที่ทยอยกลับบ้าน

                “รุ่นพี่ครับ เสร็จแล้วครับ”

                เสียงเรียกของน้ำทำให้โทระกลับไปดูเด็กตัวน้อยที่ยืนยิ้มให้  เขายันกายลุกขึ้น แล้วโถมร่างไปกอดคอเล็ก

                “ชักช้า”

                “หนักนะครับ”

                เพราะร่างของโทระไม่ใช่เล็ก เวลาโถมน้ำหนักลงมา เขาถึงได้รู้สึกแทบจะล้ม แต่โทระไม่คิดจะสนใจ

                “ใครใช้ให้นายตัวเล็กล่ะ”

                “รุ่นพี่ตัวใหญ่ต่างหาก”

                เสียงบ่นอุบอิบไม่อาจจะรอดพ้นหูของโทระ เขายกนิ้วดีดที่หน้าผากของเจ้าเด็กขี้บ่น

                “บ่นเหรอ!”

                “เปล่าครับ”

                ได้แต่ตอบกลับไปอย่างอิดออด  โทระไม่สนใจ เขาโอบคนตัวเล็กแล้วพาเดินลงบันได

                “รุ่นพี่มีอะไรหรือเปล่าครับ  ถึงรอผมกลับด้วย”

                “ทำไม…ฉันจะกลับพร้อมนายแล้วมันผิดตรงไหนฮะ”

                โทระเริ่มโวยวายขึ้นมา เมื่อเหมือนโดนเจ้าเด็กน้อยจับผิด น้ำส่ายหน้าไปมา แล้วตอบกลับ

                “ไม่ใช่แบบนั้นครับ เพียงแต่ว่ารุ่นพี่น่าจะสอบเสร็จก่อนผมตั้ง 2 ชั่วโมง  แล้วยังต้องมารอผมที่หน้าห้องพักครูอีก ผมก็แค่กลัวว่ารุ่นพี่จะหงุดหงิด”

                น้ำร่ายมาอย่างยืดยาว  โทระไม่ได้ตั้งใจฟังนัก เขาจับประโยคแค่ไม่กี่คำ แล้วยื่นมือไปบีบปากของน้ำ

                “พอๆๆ นายพูดเยอะเกินโควตาไปล่ะ”

                “ก็ผมแค่จะอธิบายเท่านั้นเอง”

                เขาจับมือของโทระให้ออกห่าง  โทระจึงเลื่อนมือมาขยี้กลุ่มผมนิ่มแทน

                “ไปกันได้แล้ว มัวแต่พูดอยู่ได้”

                “ไปไหนครับ”

                น้ำถามอย่างงุนงง  โทระถอนหายใจ

                “ออกจากโรงเรียนน่ะสิ  นายจะนอนอยู่ที่นี่เลยหรือไงล่ะ”

                “ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่สงสัยว่าออกจากโรงเรียนแล้วจะไปไหนครับ หรือว่ารุ่นพี่จะกลับบ้าน”

                “ทำไม…ทำหน้าแบบนี้  มีปัญหางั้นสิ”

                “คือ…ที่จริงผมนัดกับเพื่อนๆไว้ตอนหกโมงเย็นครับ  พวกเราว่าจะไปกินหมูกระทะกันครับ”

                คิ้วของโทระกระตุกแรงทันที  เขาก้มหน้าลงไปหาน้ำ แล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายเป็นเชิงคาดคั้น

                “งั้นนายจะเห็นเพื่อนดีกว่าฉันงั้นสิ”

                “ไม่ใช่นะครับ”

                น้ำรีบส่ายหน้าไปมาทันที แต่เขากับเพื่อนๆนัดกันแล้ว จะให้ไม่ไปได้อย่างไรกัน  เด็กน้อยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

                “แต่ผมสัญญากับเพื่อนๆไว้แล้ว”

                “ฉันก็ยกเลิกนัดเพื่อน เพื่อมาหานายนะ!”

                โทระโพล่งความจริงออกมา  ที่จริงวันนี้กลุ่มเพื่อนของเขาก็ชวนนัดไปร้องคาราโอเกะ  แต่เขาก็บอกว่ามีธุระแล้วรีบมาหาน้ำ

                คำกล่าวที่โทระเผลอหลุดออกมา ทำให้น้ำอึ้งไป เขามองตาปริบๆ เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นความจริง

                “เอ่อ…เมื่อกี้รุ่นพี่ว่าอะไรนะครับ”

                “ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นล่ะ!”

                โทระบอกเสียงดัง แล้วเดินนำหน้าน้ำไป โดยไม่คิดจะรอ  น้ำเห็นท่าทางของ

โทระก็พอจะรู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธเขาอยู่

                “รุ่นพี่ครับ  รุ่นพี่”

                น้ำรีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้น ช่วงขาของเขาสั้นกว่าโทระมาก แต่ก็พยายามสุดความสามารถในการเดินตาม เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเดินทิ้งห่างไปมากกว่านี้

                “รุ่นพี่โกรธผมเหรอครับ”

                “ใคร!  ไหน!  ใครโกรธ”

                ว่าพลางเมินหน้าไปทางอื่น  น้ำพ่นลมหายใจเหมือนคนหมดแรง ไม่คิดว่า

โทระจะทำเนียนใส่กันแบบนี้

                “ครับ  ถ้ารุ่นพี่ไม่โกรธก็ดีแล้วครับ”

                ในเมื่อพยายามถามแล้วอีกฝ่ายยังแกล้งทำเมินมองไปทางอื่น ราวกับไม่สนใจ  น้ำก็เลยกล่าวออกไปบ้าง

                “งั้น…ผมขอตัวก่อนแล้วกันนะครับ  เดี๋ยวจะไปช้า”

                คนตัวเล็กก้มหัวเล็กน้อย มองโทระที่ยังทำเมินเขาเดินไปเรื่อย เจ้าตัวจึงหมุนกายเดินไปตามทางของตัวเอง 

                ทางด้านโทระที่รู้สึกว่าเงียบแปลกๆ ไม่มีเสียงเรียกตามหลัง  เจ้าตัวจึงหันไปมองแล้วก็พบว่าน้ำกำลังเดินไปอีกทาง

                “เจ้าเด็กบ้า!”

                คนตัวสูงเดินกึ่งวิ่งตรงไปหาน้ำทันที เขาล็อกเข้าที่คอของเด็กตัวเล็ก

                “ใครใช้ให้นายเดินหนีฉันห๊ะ!”

                “ผมไม่ได้เดินหนีครับ ผมบอกรุ่นพี่แล้ว”

                เอาเป็นว่าบอกแล้ว แต่โทระไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ถึงอย่างนั้น โทระก็ไม่คิดว่าตัวเองผิด เขาอุตส่าห์หนีเพื่อนมาหาเจ้าเด็กนี่ แล้วทำไมเจ้าเด็กคนนี้ถึงได้กล้าดีจะทิ้งเขาไปหาคนอื่น

                “นายไปไหน  ฉันจะไปด้วย”

                “แต่ผมจะไปหาเพื่อนๆนะครับ  เพื่อนเยอะเลย”

                น้ำคิดว่าโทระอาจจะไม่ชอบอยู่กับเพื่อนเขาเยอะๆ เจ้าตัวจึงบอกล่วงหน้า แต่นั่นทำให้โทระขมวดคิ้วทันที

                “ทำไม…นายเห็นฉันเป็นพวกเข้าสังคมไม่ได้หรือไง”

                “เปล่าครับ ผมแค่บอกเฉยๆ”

                “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย  จะไปไหนก็เดินนำไปเลย ฉันจะไปด้วย”

                “ไปจริงเหรอครับ”

                ถามย้ำอีกครั้ง แต่นั่นก็ไปกระตุกต่อมโมโหของโทระเข้าจนได้ เจ้าตัวจับหัวเล็กโยกไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว

                “ก็บอกว่าจะไปไง  ฉันจะไป ชัดพอหรือยังห๊ะ”

                “ครับๆ ผมเข้าใจแล้วครับ รุ่นพี่หยุดโยกหัวผมเถอะครับ ผมมึนไปหมดแล้ว”

                น้ำพยายามถอยตัวห่าง ท่าทางมึนหัวของจริง  โทระจึงได้ยอมปล่อย

-------+++++-------

                เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณที่มีร้านข้าวมันไก่ชื่อดัง วายุจึงปลุกไทกะให้ตื่นขึ้น  ชายหนุ่มแกล้งทำเป็นนอนขี้เซา

                “ตื่นสิ  ฉันหิวแล้วนะ”

                “อืม”

                ส่งเสียงครางในลำคอ แล้วใช้แขนโอบกอดเอวของวายุเอาไว้ วายุตีมือหนา แล้วยกมือบิดที่หูของไทกะ

                “โอ้ย! ทำอะไรของนาย”

                “ก็เรียกดีๆ แล้วไม่ได้ยิน  ก็เลยนึกว่าหูมีปัญหาน่ะสิ”

                คนตัวสูงจ้องมองกลับเป็นเชิงคาดโทษ แต่วายุไม่ได้รู้สึกกลัวสักนิด เขายักไหล่ใส่ไทกะ แล้วจึงลงจากรถ

                “จอดแถวนี้ แล้วร้านล่ะ”

                วายุถามคนขับ เพราะตรงที่เขาจอดอยู่ เหมือนเป็นลานจอดรถเสียมากกว่า 

                “ต้องเดินไปอีกนิดน่ะครับ”

                “อืม เข้าใจแล้วล่ะ ไปกันเถอะครับ”

                ไม่คิดแม้แต่จะรอไทกะที่กำลังลงมาจากรถ  ชายหนุ่มรีบเดินตามวายุที่เดินนำโดยไม่รอเขา

                “ไม่คิดว่านายจะหิวขนาดนี้”

                “ฉันก็แค่ไม่อยากรอนายก็เท่านั้นเอง”

                วายุทำเป็นไม่สนใจ แต่ไทกะไม่ได้พูดอะไรออกมา  พวกเขาสามคนเดินมาจนถึงร้านข้าวมันไก่

                “เอ่อ  งั้นเดี๋ยวผมกลับไปรอที่รถนะครับ”คนขับรถเอ่ยขึ้น

                “อ้าว  ไม่ทานด้วยกันเหรอครับ”วายุถาม

                “ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าผมต้องกลับไปกินที่บ้าน  กลัวเมียจะบ่นเอาน่ะครับ”

                เพราะมีภรรยาที่ตั้งใจทำอาหารไว้รออยู่แล้ว ลุงคนขับรถจึงไม่อยากทานนอกบ้านไปก่อน ไทกะพยักหน้ารับรู้

                “ไปเถอะครับ”

                เขาบอกคนขับรถ  ลุงคนขับรถจึงเดินออกจากร้านข้าวมันไก่  ไทกะเรียกพนักงานในร้านมารับออเดอร์  ไม่นานนัก ข้าวมันไก่สองจานก็มาอยู่ตรงหน้า

                “นายกับโทระก็ตัวเท่าๆกัน แต่ไม่เห็นนายจะทานเยอะเหมือนน้องของนายเลยนะ”

                อดไม่ได้ที่จะถาม ไทกะยกน้ำขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถาม

                “ฉันไม่ได้ตะกละเหมือนเจ้านั่น”

                เขาแอบต่อว่าน้องชาย แต่วายุก็พอรับรู้ว่าไทกะปากร้าย แต่ใจดี  คงจะพูดไปอย่างนั้น ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด

                “อีกอย่าง ฉันก็ไม่ใช่พวกบ้าพลัง  ที่จะต้องใช้พลังงานเยอะขนาดนั้น”

                “อืม…มันก็จริงของนายล่ะนะ  แต่ปกติ แฝดกันมันก็ต้องมีอะไรเหมือนๆกันไม่ใช่หรือไง”

                วายุตักข้าวเข้าปาก  แม้จะรู้ว่าระหว่างทานไปไม่ควรคุย แต่เขาก็เผลอหลุดถามออกมาจนได้ ไทกะมองหน้าคนตรงหน้า

                “เหมือนสิ”

                “หืม”วายุร้องในลำคออย่างสงสัย

                “เพราะฉันกับเจ้านั่น เป็นคนประเภทหวงของ…อะไรที่ต้องการให้เป็นของตัวเอง  ยังไงก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่”

                คำตอบของไทกะทำให้วายุร้อนๆหนาวๆ เพราะมันค่อนข้างจะสื่อชัดเจนว่าชายหนุ่มกำลังหมายถึงตัวเขา

                วายุไม่ถามอะไรต่อ เพราะกลัวจะได้คำตอบที่ทำให้ตัวเองต้องคิดมากอีก เขาก้มหน้าก้มตาตักข้าวตรงหน้าทานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหมดจาน แล้วดื่มน้ำตาม

                “คิดเงินด้วยครับ”

                ไทกะหยิบเงินออกมาจ่าย แต่วายุรีบบอกเป็นเชิงห้าม

                “เดี๋ยวฉันจ่ายเอง”

                “ทำไมล่ะ”

                “นายเป็นเด็ก ฉันโตกว่า ถ้าให้นายออกเงินเลี้ยงฉัน  ฉันรู้สึกแปลกๆน่ะสิ”

                พอได้ฟังแบบนั้น  ไทกะก็ถอนหายใจ เขายื่นเงินให้กับพนักงานแล้วมองวายุ

                “งั้นนายก็คิดว่า…ฉันเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งก็พอ”

                สายตานั้นจริงจังจนใจเขากระตุกแรง ไทกะลุกขึ้น แล้วบอกให้วายุลุกตาม ทั้งคู่เดินตรงกลับไปที่รถยนต์

                “เอ่อ  เดี๋ยวนายช่วยพาฉันกลับไปที่มอด้วยนะ”วายุเอ่ยขึ้น

                “ถ้ากลับไปแล้ว นายจะยอมออกมาเจอฉันอีกใช่ไหม”

                ไทกะหยุดเดิน แล้วหันไปถามวายุ  ชายหนุ่มนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ราวกับว่ากำลังหาหนทางให้กับตัวเอง

                “ถ้านายบังคับฉันแบบวันนี้อีก แล้วฉันจะไปหนีนายได้ยังไงล่ะ”

                “หึ”

                เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอทันที  แค่นั้นก็พอจะเข้าใจแล้วว่าถึงแม้จะทำเหมือนไม่เต็มใจอยากจะออกมาเจอ  แต่ถ้าไทกะยืนยันที่จะเจอให้ได้ ยังไงเขาก็ต้องได้เจออยู่ดี  ตอนนี้ชายหนุ่มก็พอจะรู้ความรู้สึกของวายุอยู่บ้าง

                …เขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเขากับอีกฝ่ายเป็นการบังคับขืนใจก็จริง  แต่ว่าเขาจะพยายามทุกวิถีทางให้วายุไม่มีทางเลือก และต้องยอมรับเขาให้ได้…

                “ลุงแกน่าจะรอในรถ”

                ไทกะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ติด  และเหมือนมีคนนั่งอยู่ที่ฝั่งคนขับ  ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูรถเพื่อจะเข้าไปนั่ง แต่ทว่ากลับล็อกเอาไว้ จนเขาเปิดเข้าไปข้างในไม่ได้

                “หรือว่าลุงเขาไม่รู้ว่าพวกเรามาแล้ว”วายุแสดงความเห็น

                “ก็เป็นไปได้นะ  งั้นนายยืนตรงนี้ล่ะ ฉันจะไปตรงที่นั่งคนขับ”

                ไทกะเดินอ้อมไปอีกฝั่ง  เขาเคาะกระจก เห็นลุงคนขับกำลังนั่งหลับตา ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงจะรอเขาจนเผลอหลับไป

                แม้จะเคาะกระจกก็แล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาขึ้นมาสักนิด  ชายหนุ่มจึงลองเปิดประตูรถ และพบว่ามันเปิดออกได้

                “ลุงครับ”

                ไทกะเขย่าร่างนั้น แต่ทว่าร่างนั้นก็ล้มเซ พร้อมกับรอยเลือดที่ขมับอีกฝั่งที่ไทกะเพิ่งจะมองเห็น ชายหนุ่มตกใจเพียงครู่เท่านั้น

                พลั๊วะ!

                ไม้หน้าสามฟาดกระแทกเข้าที่บริเวณศรีษะด้านหลังของไทกะจนร่างสูงนั้นค่อยๆเซล้มลง เขายกมือจับศีรษะของตัวเอง  ดวงตาเริ่มพร่าเบลอ เห็นชายชุดดำปิดหน้าปิดตา  แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างอย่างกังวลก็คือวายุกำลังโดนชายฉกรรจ์ฉุดกระชาก แล้วถูกชกอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น

                “วายุ….”

                ไทกะพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ทันทีที่เงยหน้า ท่อนไม้หนักๆก็ฟาดใส่หน้าของเขาอีกครั้ง


100%

ช่วงนี้อากิกำลังเตรียมสอบ  อาจจะมาอัพไม่ค่อยบ่อยนะคะ

ติดตามการอัพได้ที่เพจเฟส  Akikoneko17

หากต้องการซื้อเล่มนิยาย สามีผมเป็นเสือ ภาค 1,2,3 หรือนิยายเรื่องๆอื่นๆ ที่อากิรวมเล่มแล้ว ติดต่อสอบถามได้ที่เพจ Akikoneko17 นะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}