ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Twenty-Sixth Song [ตอนจบ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2561 17:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Twenty-Sixth Song [ตอนจบ]
แบบอักษร





ทุกครั้งที่ปล่อยให้ตัวเองจมลงสู่ห้วงนิทราสีดำสนิท เวลาในโลกภายนอกมักผ่านไปเร็วเสมอ อย่างเวลาที่หลับตาลงไปเพราะฝนตก พอลืมตาตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าด้านนอกก็กลายเป็นสีฟ้าสดเสียแล้ว เพราะแบบนั้นเลยเผลอคิดไปว่าครั้งนี้ก็คงจะเหมือนกัน

น่าแปลกที่คราวนี้เข็มนาฬิกาดันเดินช้ากว่าทุกที

แสงสีขาวที่ลอดผ่านเปลือกตาเข้ามาชวนให้รู้สึกระคายเคืองเสียจนต้องปิดมันไว้อย่างเดียวครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นใหม่

เปิดแล้วก็ปิด

เขาพยายามลืมตาอยู่หลายนาทีกว่าจะสำเร็จ พอลืมตาได้ ภาพที่มองเห็นก็กลับกลายเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ฝ้าเพดานสีขาวสะอาดตารับกับผนังห้องสีขาวหม่นคือสิ่งแรกที่เขามองเห็น พอตั้งสติได้จึงหันมองไปรอบๆ

ในห้องไม่มีใครเลยนอกจากตัวเขา...ตัวเขาที่นอนอยู่บนเตียงนุ่มพร้อมกับมีสายอุปกรณ์หลายอย่างที่เชื่องโยงเข้าหาราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

ถุงน้ำเกลือแบบนี้ กลิ่นแอลกอฮอล์ที่คละคลุ้งไปทั่วห้องแบบนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ตัวเขาในตอนนี้สภาพดูไม่จืดเอามากๆ แขนขวาใส่เฝือก หัวไหล่เจ็บร้าวจนน่ากลัวว่าตัวเขาเองจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวแล้วขาดใจตายไปก่อน

ตาย

คำที่แว็บขึ้นมาในหัวช่วยกรอภาพเหตุการณ์ทั้งหมดให้กลับคืนมา

หลุมศพ กลิ่นดิน ความโกรธเกรี้ยว ความจริง ทุกอย่างมันประดังประเดเข้ามาเสียจนเขาแทบแยกไม่ออกว่าอะไรจริงหรือปลอม

‘ตอนที่พี่มึงท้องลูกกูทั้งๆ ที่มึงยังคบกับกู แล้วกูบอกให้ไปทำแท้ง มันยังไม่เห็นจะเกรี้ยวกราดแบบนี้เลย’

ประโยคพวกนั้นมันยังก้องอยู่ในหัว

‘ถามจริงเถอะว่ามีใครเคยบอกมึงไหมว่ามึงไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อดล’

ราวกับถูกสลักเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ

‘มึงมันก็แค่ลูกชู้ ทุกคนรู้แต่มึงไม่รู้ไงไอ้ควาย!’

ทำไมถึงไม่หายไปนะ

‘ถ้าจะโทษใครสักคน ก็โทษตัวมึงที่เกิดมาผิดที่ผิดทางก็แล้วกัน’

ทำไมถึงไม่ลืมทุกอย่างไปให้หมดเลยนะ

นัยน์ตากลมโตเบนออกไปมองท้องฟ้าสีเทาด้านนอกหน้าต่างอย่างเชื่องช้า ในหัวของเขามีความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ไม่จบไม่สิ้น เยอะแยะ มากมาย เหมือนกับเมฆสีเทาที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าก่อนเวลาฝนจะตก

เหมือนกับใจของเขา

จะร้องก็ร้องไม่ออก จะเศร้าก็เศร้าไม่สุด เขาบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเขาในตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร

ผิดหวังที่โดนทุกคนหักหลังเหรอ ดีใจที่เพื่อนไม่โกรธเหรอ ไม่รู้สิ ตัวเขาในตอนนี้ คิดอะไรไม่ออกเลย

ว่างเปล่า...เหลือเกิน

“ดิม”

เสียงนั้นเรียกชื่อเขา มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยและดังก้อง ราวกับมันมาจากสถานที่ที่ไม่ไกลนี้เอง

“ดิม ได้ยินฉันไหม”

สัมผัสอุ่นร้อนที่แตะลงที่มือพร้อมกับคำเรียกชื่อทำให้เขารู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นไม่ใช่ความฝัน

ไม่ใช่ฝัน

เขาหันหน้ากลับไปมองคนเรียก

ใบหน้านั้นมีริ้วรอยยิ่งกว่าครั้งสุดท้ายที่เจอกันอยู่มาก แต่ดวงตาที่แสนอ่อนโยนคู่นั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

ได้กลับมาเจอกันแล้วสินะ

“กลับมาแล้วครับ”

เขาพูดออกไปแค่นั้น ไม่รู้ทำไมอีกคนถึงตาแดงรื้นขึ้นมาเสียได้

นิ้วมือเรียวแตะลงบนหลังมือของอีกฝ่ายที่กุมมือข้างนึงของเขาเอาไว้ไม่ห่าง

“เหนื่อยไหมครับ ทานอะไรรึยัง”

แล้วร่างกำยำนั้นก็สั่นเทาไปทั้งร่างก่อนจะผละออกไปอย่างรวดเร็ว

ทำไมกันนะ เขาไม่เห็นจะเข้าใจเลย

ทำไมถึงต้องทำสีหน้าเจ็บปวดขนาดนั้นกันนะ เขาเองก็อุตส่าห์ปลอดภัยดีแล้วแท้ๆ ไม่มีอะไรน่ากังวลแล้วด้วย

หรือจะทำให้เป็นห่วงมากเกินไปนะ

“ดิม!”

ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดไตร่ตรองอะไรให้เสร็จสรรพ เสียงตะโกนเรียกด้วยความยินดีก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน ชายหนุ่มสองคนที่เดินเข้ามาพร้อมกันนั้นเป็นคนคุ้นตา คนหนึ่งคือเพื่อนรักที่เขาทำร้าย อีกคนก็คือเพื่อนรักที่ทำร้ายเขา แต่สุดท้าย ทั้งสองคนก็มาช่วยเขาอยู่ดี

น่าแปลกจริงๆ

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย พวกกูนี่ใจหายใจคว่ำกันหมด นึกว่ามึงจะตายแล้ว ดีนะที่พวกกูไปทัน ไม่งั้นมึงได้คุยกับรากมะม่วงแล้ว ทำไมทำอะไรไม่รู้จักระวังเลยวะ มึงรู้ไหม...”

เขาไม่ได้ตั้งใจฟังอีกคนพูดสักเท่าไหร่ เดลนั้นเก่งเรื่องบ่นอยู่แล้ว ถ้าให้บ่นก็คงบ่นได้เป็นวัน แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมเจ้าตัวถึงยังพูดจาได้เป็นธรรมชาติราวกับว่าไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแบบนี้กันล่ะ

หรือทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาพปกติแล้วกันนะ

“เดล”

คำเรียกชื่อของเขาทำให้คนที่พูดไม่หยุดเงียบลงไปได้ในที่สุด

อีกฝ่ายหันมาสบตากับเขาด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใยที่ไม่ค่อยจะปรากฏออกมาบ่อยนัก นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจ

“ขอโทษนะ”

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เลือกที่จะถาม คำที่หลุดออกจากปากไปมีเพียงคำขอโทษที่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องพูดให้ได้ ทั้งที่ฟังแล้วก็เป็นคำพูดพื้นฐานแท้ๆ ไม่รู้ทำไมคนฟังถึงได้ทำหน้าประหลาดนัก

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังพูดต่อ

“ทีนด้วย ขอโทษนะ แล้วผมก็ยกโทษให้ทีนด้วย”

คราวนี้ไม่ใช่แค่เดลที่ทำหน้าประหลาด แต่ทีนเองก็พลอยเป็นไปด้วย สีหน้า แววตาที่ส่งมามันให้ความรู้สึกชอบกล มันดูก่ำกึ่งระหว่างความกังวลกับความประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก

เป็นสายตาที่แปลกจริงๆ

“ดิม มึง...มึงพูดจาแปลกๆ นะ”

เขาฉีกยิ้มรับบางๆ แม้จะรู้ว่าไม่เข้ากับสถานการณ์ แต่เขาก็ยังอยากยิ้มให้เพื่อนทั้งสองคนของเขาอยู่ดี

ก็แค่อยาก...

“ยังไงเหรอเดล”

คนถูกถามทำหน้าปั้นยากก่อนจะหันไปมองหน้าอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นทำนองขอความช่วยเหลือ

ทีนสบตากับเดลเพียงอึดใจก่อนจะหันหน้ามาสบตาเขานิ่ง

“ดิม มีอะไรเกิดขึ้น ระบายออกมาได้นะ”

ทำไมถึงถามแบบนั้นออกมาล่ะ

“เรากับเดลไม่รู้หรอกว่าไอ้วิทย์มันพูดอะไรกับดิมบ้างเพราะเราไปไม่ทัน แต่ถ้ามีอะไรที่มันแย่ เล่าออกมาได้นะ”

เหรอ

“ใช่มึง กูรู้มาว่าไอ้วิทย์เป็นคนป่วนธุรกิจของคุณปราณ มันทำธุรกิจมืด มันฆ่าไอ้ชาติด้วย ชาติ เอกชาติน่ะ มึงจำได้ไหม”

งั้นเหรอ

“เพราะฉะนั้น มันอาจจะมาโกหกมึงเพราะอยากจะหาประโยชน์จากมึงก็ได้ มันอาจจะรู้ว่ามึงกับคุณปราณรักกันอยู่ มันก็เลย...”

“ไม่ใช่หรอกเดล”

เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำสีหน้าแบบไหนออกไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแบบไหน สิ่งที่รับรู้มีแต่เพียงเสียงหวีดหวิวในหัว

ดังขึ้น

“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องระหว่างกูกับวิทย์”

ดังขึ้นเรื่อยๆ

“เรื่องระหว่างลูกจริงกับลูกชู้”

ดังเสียจนปวดหัว

“เรื่องที่กูโดนทุกคนหักหลังมาตั้งแต่ต้นไง!”

เขาได้ยินเสียงตะโกนของตัวเอง เขารู้ว่าเขาตะโกน แต่น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกว่าเสียงตะโกนนั้นเบากว่าปกติ ไม่รู้ทำไมหูมันถึงได้อื้อไปหมด ไม่รู้ทำไมนัยน์ตามันถึงได้พร่าไปหมด

ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็รู้สึกราวกับว่าพายุใหญ่ได้พัดเข้าถล่มในหัวใจของเขาเสียจนยับเยิน

ฝนตกลงมาแล้ว









ในช่วงเวลาของความสับสน คนหลายคนมักจะเลือกหลีกเร้นตัวเองจากโลกภายนอกแล้วเข้าไปซ่อนตัวภายในห้องน้ำที่เงียบสงัด เสียงน้ำไหลกระทบกับโถรองที่ทำจากเซรามิกมักให้ความรู้สึกสงบใจได้เสมอ สายน้ำเย็นที่ไหลชโลมผิวกายช่วยชะล้างอารมณ์ขุ่นมัวให้หลุดออกไปจากร่าง

ช่วยให้อารมณ์เย็นลงอย่างน่าอัศจรรย์

ฝ่ามือใหญ่เลื่อนไปมาระหว่างก๊อกสีเงินกับใบหน้าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ สิ่งเดียวที่เขาจดจ่อในตอนนี้คือทำยังไงก็ได้ให้ความว้าวุ่นใจนี้หายไปสักที

‘กลับมาแล้วครับ’

คำพูดของอีกคนยังติดอยู่ข้างหู ดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับเทปที่ถูกกรอซ้ำ

ทำไม ทำไมถึงพูดอะไรแบบนั้นออกมา

‘เหนื่อยไหมครับ ทานอะไรรึยัง’

ประโยคที่ย้อนกลับเข้ามาในความคิดทำให้คนตัวสูงต้องวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าอีกยกใหญ่

สิ่งแรกที่เขารู้สึกหลังจากที่ได้ยินประโยคนั้นคือความยินดี ยินดีว่าในที่สุดก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แม้จะเจือปนไปด้วยความหวาดกลัวต่อการสูญเสียอยู่บ้าง แต่ข่าวดีที่เขาได้รับมาเมื่อหลายชั่วโมงก่อนก็ช่วยทำให้ความกลัวนั้นเจือจางลง

ใช่ มันควรจะเจือจางไปแล้ว

นัยน์ตาคมมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกนิ่ง

เมื่อครู่นี้ ตัวเขาทำหน้ายังไงออกไปนะ

‘เหนื่อยไหมครับ ทานอะไรรึยัง’

เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายฉีกยิ้ม ยิ้มบางๆ ส่งมาให้เขาราวกับจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่นัยน์ตาคู่นั้น...

ตัวของเขาสั่นเทาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงความทรงจำเมื่อครู่

ดวงตาคู่กลมที่เคยปรากฏแววมั่นอกมั่นใจในตัวเองผสมปนเปไปกับความขี้เล่นและกล้าหาญ ตอนนี้มันกลับว่างเปล่าราวกับภาชนะที่ไม่มีอะไรบรรจุอยู่ภายใน ในวินาทีที่พวกเขาสบตากัน เขามองไม่เห็นอะไรในดวงตาคู่นั้นเลย

ไม่มีความสุข ไม่มีความเศร้า

ไม่เหลืออะไรเลย

มือแกร่งจับอ่างล้างหน้าตรงหน้าแน่นราวกับจะใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยว สายน้ำเอื่อยๆ ที่ออกจากก๊อกยังคงไหลรินลงมาไม่ขาดสาย

เขามาช้าเกินไป

‘เหนื่อยไหมครับ ทานอะไรรึยัง’

เด็กคนนั้น...ดิมของเขา...

ภาพรอยยิ้มที่แสนว่างเปล่านั้นปรากฏกลับขึ้นมาหัวอีกครั้ง

ทำไมถึงยิ้ม ทำไมถึงไม่โผเขากอดเขาแล้วบอกว่าทุกข์ใจ ทำไมถึงไม่รอกันก่อน

คนสูงวัยทรุดตัวลงนั่งย่อเข่าช้าๆ ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนให้มั่นคง

ทำไมถึงไม่รอให้เขากลับมาปกป้องก่อน ทำไมถึงแตกสลายไปแบบนี้

ปกป้องเหรอ

ความคิดที่กรอกลับเข้ามาในหัวฉายภาพแววตาแสนว่างเปล่าของแมวน้อยของเขา

แววตาของคนที่แตกสลาย แววตาของคนที่เจ็บปวด

นั่นสิ ในเมื่ออีกคนบาดเจ็บ เขาก็ต้องปกป้อง

ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว แต่พอมาเผชิญสถานการณ์จริงกลับไขว้เขวไปเสียได้ เห็นทีว่าตอนนี้เขาควรที่จะเข้มแข็งจริงๆ เสียแล้ว

พอคิดได้แบบนั้น เรียวขาแกร่งจึงกลับมาเหยียดยืนตรงได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

ใช่ ต้องปกป้อง เด็กน้อยที่บาดเจ็บคนนั้น...

...เขาจะปกป้องเอง...









ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากคนป่วยตะโกนออกมา ร่างสูงโปร่งที่เคยดูสง่างาม ในวันนี้กลับดูอ่อนแอราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

คนบนเตียงนั่งขดตัว หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกมาราวกับจะไม่มีวันหมด เสียงสะอื้นไห้ปะปนไปกับเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงบ่งบอกให้รู้ว่าคนบนเตียงไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติเหมือนอย่างทุกที

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่พักใหญ่ บรรยากาศทึมทึมลอยคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วทั้งห้องเสียจนหายใจลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครคิดจะทำอะไร จนกระทั่งชายหนุ่มผิวแทนเพียงคนเดียวในห้องเลือกจะเดินเข้าหาคนป่วยแล้ววาดมือโอบกอดร่างอ่อนแอนั้นเอาไว้ช้าๆ

“ร้องออกมาเลยนะดิม”

คนๆ นั้นพูดพลางลูบหัวคนในอ้อมกอดช้าๆ

“พวกเราอยู่ตรงนี้ จะไม่ทำร้ายดิมอีกแล้ว”

สิ้นสุดคำพูดนั้น คนป่วยก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นกว่าเก่า หนักเสียจนชายหนุ่มที่มีนิสัยแข็งกระด้างกว่ายังทนไม่ไหว

คนตัวสูงที่สุดในกลุ่มเดินออกไปยังอีกฝั่งของเตียงแล้วโอบกอดคนบนเตียงไว้ไม่ต่างจากอีกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“ไม่ใช่แค่ไม่ทำร้าย แต่ให้อภัยและจะคอยปกป้องด้วย”

เสียงร้องไห้ดูจะดังขึ้นกว่าเก่า แต่บรรยากาศอึดอัดใจนั้นหายไปหมดแล้ว หลงเหลือแต่เพียงคราบน้ำตาบนเสื้อ ความเจ็บปวดในใจ และมิตรภาพที่ผลิบานขึ้นใหม่ภายหลังพายุฝนพัดผ่าน

ไม่เป็นไร อะไรที่พังแล้วก็ปล่อยมันไป มิตรภาพแตกสลายไปแล้วจะยังไง

“ไม่เป็นไรนะดิม”

“กูอยู่ข้างมึงนะ”

ของที่พังไป ถ้าซ่อมไม่ได้ก็สู้สร้างขึ้นมาใหม่เสียก็หมดเรื่อง ถ้ามันกลับมาซ่อมไม่ได้ก็แค่มาเริ่มต้นกันใหม่

ก็แค่เริ่มต้นใหม่

“มาเริ่มต้นกันใหม่นะ”

เขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงอู้อี้เนื่องจากการร้องไห้อย่างหนัก แต่ถึงอย่างนั้นคนสองคนที่อยู่ข้างกายเขาก็ได้ยินอย่างชัดเจน

“อืม เริ่มกันใหม่นะ”

“เออ ควรเริ่มใหม่ได้ตั้งนานแล้ว”

แล้วพวกเขาก็หัวเราะออกมาพร้อมกันเบาๆ

แปลก ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาช่างเป็นมิตรภาพที่แปลกประหลาดเหลือเกิน ต่อให้โกรธกันมากแค่ไหน สุดท้ายก็ยังกลับมาหากันอยู่ดี

แปลก แปลกจริงๆ

เด็กหนุ่มหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ผิวกายซึมซับความเข้มแข็งที่ถ่ายทอดมาจากเจ้าของอ้อมกอดอุ่นๆ ทั้งสองคน

ความอ่อนโยนและหวังดีจากเพื่อนที่โอบกอดเขาไว้ ช่วยให้ชิ้นส่วนที่แตกสลายของเขากลับเข้ามาหากันได้อย่างช้าๆ

“ไอ้วิทย์บอกกูว่าพี่ดาท้องกับมัน”

แทนที่คนฟังสองคนจะผงะตกใจแล้วคลายอ้อมกอดออกจากตัวเขา แขนแกร่งทั้งสองคู่กลับยิ่งรัดตัวเขาแน่นขึ้นกว่าเก่า

“มันบอกด้วยว่ากูไม่ใช่ลูกพ่อ แต่มันเป็นลูกพ่อกู”

ความอบอุ่นที่ลูบไล้อยู่บนศีรษะช่วยให้เสียงสะอื้นของเขาเบาลงหน่อย

“มันบอกว่าทุกคนรู้ยกเว้นกู ทุกคนรู้ว่ากูไม่ใช่ลูกพ่อ ทุกคนรู้ว่าวิทย์เป็นลูกพ่อ”

สิ้นคำนั้น คนป่วยก็ถือวิสาสะดันเพื่อนสองคนให้คลายอ้อมกอดเพื่อสบตา

นัยน์ตากลมรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสสบเข้ากับดวงตาสองคู่ที่มองเขาด้วยแววตาหนักใจ

“แล้วพวกมึงรู้เรื่องนี้รึเปล่า”

เดลเป็นคนแรกที่ส่ายหัว ก่อนจะตามด้วยทีนที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด

“เรา...ตอนที่พี่ดามาหาเรา พี่เขาแค่บอกว่าท้องแล้วลุงดลรับไม่ได้ก็เลยไล่ออกจากบ้าน ไม่คิดเลยว่า...”

น้ำเสียงที่มักจะสดใสอยู่เสมอ มาวันนี้กลับฟังดูเหนื่อยล้าและผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

เขารู้ดีว่าเพื่อนของเขาไม่โกหก แต่ต่อให้โกหกเขาก็พร้อมจะเชื่ออยู่ดี บนโลกนี้เหลือคนให้เขาไว้ใจได้กี่คนกัน

 ภาพของพี่สาวที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำทำให้เขาต้องหลับตาลงช้าๆ

นั่นสิ ไม่เหลือแล้ว

“เดี๋ยวนะ”

เสียงเรียกของเดลทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นมามองอีกครั้ง

“ถ้ามึงบอกว่าไอ้วิทย์เป็นลูกพ่อมึง แล้วพี่ดาท้องกับมัน ก็แสดงว่า...”

คนพูดมีสีหน้าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“พี่น้องได้กันเองเหรอ”

เขาไม่ได้ตอบ ไม่มีใครให้คำตอบกับคำถามนี้ มีเพียงทีนที่เอ่ยบางอย่างขึ้นมาแทน

“มิน่าล่ะ ลูกของพี่ดาถึงมีความผิดปกติทางพันธุกรรม คลอดมาได้ไม่กี่ชั่วโมงก็เสีย”

ชายหนุ่มผิวแทนมองหน้าเดลและเขาอยู่อึดใจก่อนจะเริ่มเล่า

“หลังจากที่พี่ดารู้ว่าลูกเสีย พี่ดาก็เสียสติไปเลย เราก็พยายามช่วยดูแลเท่าที่ไหว แต่วันออกจากโรงพยาบาล จู่ๆ พี่ดาก็หายไปเลย ทิ้งไว้แค่จดหมายว่าขอบคุณ เราก็พยายามตามหานะ แต่ก็หาไม่เจอ เลยไปแจ้งความคนหายไว้ รู้อีกทีก็ตอนตำรวจติดต่อมาว่าเสียชีวิตแล้วเพราะโดนรถชน”

ทีนหลุบตาลงต่ำก่อนจะพูดต่อ

“ตอนนั้นเราเองก็ติดต่อลุงดลไปนะ แต่เขาก็บอกว่าให้จัดการฝังที่นี่เลย แถมกำชับเราว่าอย่าบอกดิมด้วย ตอนดิมติดต่อมาเราเลยไม่รู้จะบอกยังไงดี เราก็เลยโทรบอกลุงดลไปว่าดิมมาถามหาพี่ดา คิดว่าไปเคลียร์กันในบ้านน่าจะดีกว่า แต่ไม่คิดว่าเรื่องทุกอย่างมันจะเป็นแบบนี้...”

 “ฉันก็ไม่คิดว่าเรื่องทุกอย่างมันจะวุ่นวายแบบนี้เหมือนกัน”

น้ำเสียงทรงอำนาจที่เขาไม่ได้ยินมาพักใหญ่ทำให้ร่างกายของเขาเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ

ชายมีอายุรูปร่างเตี้ยหนาเดินทอดน่องเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยด้วยท่าทีไม่รีบร้อน ดวงตาคมดุจเสือคู่นั้นกวาดตามองพวกเขาสามคนด้วยแววตาลุ่มลึกยากจะอ่าน

“อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะ”

นี่คงเป็นอีกครั้งในชีวิตที่เขารู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองแผ่วราวกับจะหายไปได้ทุกเมื่อ

“พวกเธอสองคนช่วยออกไปก่อนได้ไหม ฉันมีอะไรจะต้องคุยกับลูกชายเป็นการส่วนตัวเสียหน่อย”

ลูกชาย...ลูกชายเหรอ ทำไมถึงยังพูดคำนั้นออกมาได้หน้าตาเฉยกันนะ

ทำไมถึง...

“เกรงว่าจะไม่ได้หรอกครับคุณลุง”

เป็นเดลที่ขยับตัวก่อน เพื่อนของเขาเดินอ้อมเตียงเพื่อไปเผชิญหน้ากับ ‘พ่อ’ ของเขา

ไม่ นั่นไม่ใช่การเผชิญหน้า...

“อย่าเข้ามาแส่เลยเดล ฉันเห็นแกมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่อยากทำร้ายให้โกรธเคืองกัน”

เพื่อนของเขาไม่ได้เดินไปคุย แต่นั่นมันเป็นการเอาตัวมาบังตัวเขาเอาไว้ต่างหาก

ไม่ ไม่ได้นะ

“พวกมึงออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวกูคุยกับพ่อเสร็จแล้วค่อยเข้ามาก็ได้”

เขาพยายามที่จะปราม นี่เป็นเรื่องของเขา ถ้าต้องมีใครเจ็บ มันควรเป็นเขาแค่คนเดียว ไม่ใช่...

“คงไม่ได้หรอกครับดิม”

ทีนที่ยืนอยู่ข้างเตียงเงียบๆ มาตลอดพูดขึ้นพร้อมกับหันมายิ้มให้เขาก่อนจะเบนหน้าไปมองทางผู้มาเยือน

“ก็เขาไม่ใช่พ่อดิมสักหน่อย”

สิ้นคำพูดของทีน ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอย่างราดเร็ว

เดลที่อยู่ใกล้พ่อของเขามากที่สุดถูกต่อยจนลงไปกองกับพื้นโดยไม่รู้ตัว ทีนรีบพุ่งตัวเข้าไปหวังจะเสยพ่อได้สักหมัด แต่กลับโดนเตะจนกระเด็นเสียเอง พ่อของเขาเป็นคนมีอายุก็จริง แต่ร่างกายก็นับว่าแข็งแรงมาก คนอย่างทีนคงสู้ไม่ไหว แต่ถ้าเป็นเดล...

“อ๊าก!”

คนที่ถูกต่อยคนแรก ลุกขึ้นมาเตะตัดขาชายสูงวัยได้อย่างปราดเปรียว ร่างสูงโปร่งหลบหลีกหมัดที่พุ่งตรงเข้าใส่ได้แทบทั้งหมด หนำซ้ำยังสวนกลับไปได้ไม่น้อย ดูอย่างไรเสียฝั่งคนหนุ่มก็ดูมีสิทธิชนะมากกว่า

มันควรจะเป็นอย่างนั้นถ้าคนสูงอายุไม่หยิบปืนออกมาจากกระเป๋าเสื้อเสียก่อน

การเคลื่อนไหวในห้องหยุดชะงักลงราวกับกดสวิตซ์ ทีนที่ถูกเตะไปตั้งแต่แรกยังลุกไม่ขึ้น ในขณะที่เดลนั้นมีสภาพยับเยินพอตัวแถมยังถูกเอาปืนจ่ออยู่ด้วย

ไม่ดี ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลย

“เสือกนักนะไอ้เดล”

“ก็พอดีว่าขี้เสือกน่ะครับ ยิ่งใครที่ใจหมากับเพื่อนผมนี่ ผมยิ่งขี้เสือกเป็นพิเศษ”

ด้ามปืนแข็งหนาถูกฟาดเข้าที่ปากคนพูดจนล้มลงไปกองกับพื้น

เขารู้ดีว่าเวลาพ่อของเขาเลือดขึ้นหน้าแล้วมันจะเลวร้ายได้แค่ไหน

ไม่ เขาไม่ยอม เขาต้องทำอะไรสักอย่าง

ก่อนที่ชายสูงวัยจะทันได้เหนี่ยวไกปืน คนป่วยที่อยู่บนเตียงก็ชิงโพล่งขัดขึ้นเสียก่อน

“พ่อครับ ผมรู้เรื่องทุกอย่างแล้วนะ”

เหมือนจะได้ผล เมื่อคนที่กำลังอารมณ์ร้อนหันมามองหน้าเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ลดปืนลง

“ผมรู้แล้วว่าผมไม่ใช่ลูกพ่อ ผมรู้แล้วว่าวิทย์เป็นลูกพ่อ ผมรู้แล้วว่าพี่ดามีลูกกับวิทย์ ผมรู้แล้วว่าพี่ดาตายแล้ว”

แววตาของเขาสั่นไหว แต่ถึงอย่างนั้นเสียงที่เปล่งออกไปกลับมั่นคงอย่างที่ตัวเขาเองยังประหลาดใจ

“พ่อรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้วใช่ไหมครับ”

คนถูกทำแค่นเสียงในคอราวกับเป็นการตอบรับก่อนจะลดปืนในมือลง ร่างล่ำสันค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาเขา

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่ง ให้อยู่เฉยๆ แล้วใช้ชีวิตของแกไปซะ”

ฝ่ามือที่คุ้นเคยตบลงบนใบหน้าของเขาด้วยแรงที่คุ้นชินเหมือนแต่ก่อน

ชิน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เจ็บ

“สาระแนนัก ถ้าอยู่เฉยๆ ฉันก็จะยกธุรกิจให้แกสืบทอดต่ออยู่แล้ว ทำไมถึงโง่แบบนี้วะ!”

“คุณไม่ได้ตั้งใจจะยกให้ผมหรอก เพราะผมไม่ใช่ลูกคุณไง!”

พายุอารมณ์โหมพัดในอกเขาราวกับทอร์นาโดลูกใหญ่

“ใจคุณคงอยากให้ไอ้วิทย์มันฆ่าผมให้ตายๆ ด้วยซ้ำ คุณจะได้ยกทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูกคุณ...”

ยังไม่ทันจะพูดจบ ใบหน้าซีกเดิมก็พลันถูกตบอีกฉาดใหญ่จนแก้มเนียนขึ้นรอยแดงปื้นจนน่ากลัว

“ไม่รู้อะไรก็อย่าสะเออะพูด! แกมีหน้าที่ทำตามที่ฉันสั่งเท่านั้น!”

ใบหน้าของเขาถูกตบจนหันไปอีกข้าง แต่ถึงอย่างนั้นหางตาของเขาก็ยังเห็นเดลที่พยายามจะเดินเข้ามาล็อคตัวพ่อของเขาจากทางด้านหลัง โชคร้ายที่ชายสูงวัยเห็นเสียก่อน เดลจึงโดนซ้อมจนยับไปกองกับพื้น

เขาได้ยินเสียงเนื้อที่กระทบกับรองเท้าหนัง เขาได้ยินเสียงการกระเสือกกระสนที่จะช่วยเพื่อนของทีน

เขาได้ยิน เขาได้ยินทุกอย่าง เขารู้ตัวว่าเขาควรจะช่วยเพื่อน แต่ตอนนี้หัวสมองของเขากลับว่างเปล่า สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวมันกลับมีเพียงแค่...

“พ่อเคยรักผมบ้างไหม”

คำถามที่หลุดออกไปมีเสียงที่เบากว่าปกติ แต่น่าแปลกที่มันกลับสามารถหยุดการต่อสู้ในห้องได้ชะงัด

ไม่มีเสียงของการต่อสู้ ไม่มีคำพูดอะไรเล็ดรอดออกมาแม้แต่ปลายเสียง มีเพียงเสียงหายใจของคนสี่คนที่ดังแข่งกับเสียงครืดคราดน่ารำคาญของเครื่องปรับอากาศ

ความเงียบ...ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ

“ถ้าตอบไม่ได้ ก็ไสหัวออกไปได้แล้วมั้งดล”

เสียงของคนคุ้นเคยที่ออกจากห้องไปเมื่อครู่ใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้เรียกสติของเขาให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ตรงนั้น...บริเวณตรงนั้น ทีนกำลังพยุงเดลที่โดนทำร้ายไปพอสมควรให้ลุกขึ้นยืน ส่วนพ่อของเขาก็กำลัง...

ก้อนเหนียวๆ ที่กลืนลงไปในคอช่วยให้สติกลับมาสมบูรณ์มากขึ้นอีกหน่อย

“มาถึงก็เอาปืนจ่อหลังหัวกันแบบนี้เลยเหรอปราณ ไม่ใจหมาไปหน่อยเหรอสำหรับลูกเขยน่ะ”

คนถูกถามกระตุกยิ้มเหี้ยมอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“ใครเป็นลูกเขยมึง”

ดวงตาคมที่แสนคุ้นเคยเหลือบมองทางเขาแว็บนึงก่อนจะเบนกลับไปมองปลายกระบอกปืนที่จ่ออยู่บริเวณท้ายทอยของพ่อเขา

แค่เว็บเดียว แต่เขากลับสัมพันธ์ถึงความอ่อนโยนที่ล้นทะลักออกมาได้อย่างชัดเจน

แล้วความอ่อนโยนนั้น ก็กำลังรินรดให้จิตใจที่บอบช้ำของเขากลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

“ปล่อยดิมไป”

คนรักของเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและมั่นคงยิ่งกว่าครั้งไหนที่เคยได้ยิน

“ในเมื่อมึงไม่มีปัญญาดูแลดิมให้มีความสุขได้ก็ปล่อยเขามาหากู”

“ฮึ เรื่องนี้ใช่กงการของมึงเหรอ กูจะให้มันอยู่ อย่ามาสะ...”

“แต่ผมไม่อยากอยู่แล้วครับ”

คำพูดของเขาเรียกให้คนสูงวัยสองคนต้องหันมามอง นัยน์ตากลมสบลึกเข้าไปในดวงตาของพ่อ...อาจจะไม่ใช่พ่อ แต่อย่างน้อยคนๆ นี้ก็เคยเลี้ยงเขามา

“พ่อปล่อยผมไปได้ไหมครับ ถือเสียว่าลูกพ่อคนนี้ตายไปแล้ว ถือเสียว่านายดนัย ไวยสมุทรตายไปแล้ว”

ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาขัด เขาจึงอาศัยจังหวะนี้พูดต่อ

“ขออย่าให้เรามายุ่งเกี่ยวกันอีกเลย แล้วเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด ผมจะถือเสียว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น”

ให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

“ส่วนเรื่องสืบทอดธุรกิจ ไว้พ่อหาคนไม่ได้จริงๆ ค่อยมาหาลูกนอกไส้อย่างผมก็ยังไม่สายหรอกครับ”

เขาอ่านแววตาของพ่อไม่ออก แววตาที่ปกติมักจะดุเข้มและน่ากลัว มาตอนนี้กลับดู...ประหลาด เขาเองก็บอกไม่ได้ว่ามันแปลว่าอะไร รู้แต่เพียงว่ามันต่างจากทุกที

“ใฝ่ต่ำทั้งพี่ทั้งน้อง”

แล้วชายคนนั้นก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรทิ้งไว้อีกเลย

‘ใฝ่ต่ำทั้งพี่ทั้งน้อง’

คนๆ นั้นยังเห็นเขาเป็นน้องชายของลูกสาวตัวเองอีกเหรอ คนๆ นั้นเห็นเขาเป็นคนในครอบครัวด้วยเหรอ คนๆ นั้น...

...เคยรักเขาจริงๆ ไหมนะ...

ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรเลย

ในระหว่างที่กำลังคิดหาคำตอบให้ตัวเอง เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นก็พลันดึงเขาให้หลุดจากภวังค์

“ทีน พาเดลไปทำแผลก่อนไป”

เขาเห็นเพื่อนสองคนที่บาดเจ็บไม่น้อยค่อยๆ พยุงกันและกันไปยังประตูทางออก แม้ว่าทั้งสองจะหันมาส่งยิ้มให้เขาอย่างร่าเริง แต่มันก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดี

“พวกมึง”

เสียงเรียกของเขาทำให้คนที่กำลังเดินกะเผลกๆ ต้องหันมามอง

“ขอโทษนะ”

แล้วเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของชายหนุ่มสองคนพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าครั้งไหน สองคนนั้นยกนิ้วโป้งให้เขาก่อนจะพากันเดินออกไปด้วยท่าทีสดใสกว่าเก่ามาก

สดใสงั้นเหรอ

ใบหน้าคมคายหันไปมองท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างที่ครึ้มเทายิ่งกว่าเก่า อีกไม่นานฝนก็คงจะตก แล้วหลังจากฝนตก ทุกอย่างก็คงจะกลับมาสดใสอีกครั้ง

นั่นสินะ ถ้าผ่านฝนตกไปได้...

“คิดอะไรอยู่หืม”

สัมผัสอุ่นนุ่มบางอย่างก็แตะลงมาที่หัวหยุดความคิดของเขาได้ชะงักนัก พอเงยหน้าขึ้นมองถึงได้เห็นคนที่คิดถึงมาตลอด

ลุง...คุณลุงของเขา

“ขอโทษที่มาช้านะ”

ใบหน้านั้นเคลื่อนลงมาใกล้ขึ้น – ใกล้ขึ้น

“ฉันกลับมาแล้ว จากนี้จะปกป้องเธอเอง”

แล้วสันจมูกคมก็กดฝังลงมาบนแก้มของเขาที่แดงเป็นปื้น

มันเจ็บ แต่กลับสุขใจยิ่งกว่า

“แม่แมวน้อยของฉัน”

แล้วริมฝีปากของพวกเขาก็แตะกัน

แตะแล้วก็ผละออก

“ลูกแมวตัวนี้”

ฝ่ามือแกร่งแตะลงที่บริเวณหน้าท้องของเขา

อย่าบอกนะว่า...

“ฉันจะช่วยเลี้ยงเอง ไม่ต้องห่วงนะ”

ความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านจากฝ่ามือของอีกคนไปยังร่างทั้งร่างของเขา

ซึมลึก ซาบซ่านและอบอุ่น

ลูก...ลูกของพวกเรา

ดีใจ ดีใจเหลือเกิน

“คุณปราณครับ”

เขาเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่แผ่วเบายิ่งกว่าครั้งไหน แต่ถึงอย่างนั้นอีกคนก็ยังได้ยิน

นัยน์ตาของพวกเขาจ้องมองตอบกัน

คนๆ นี้ คือคนที่เขาเลือกแล้ว

“ผมอยากจะขออะไรคุณอย่างนึงได้ไหมครับ”

ริมฝีปากสวยประทับลงบนปลายจมูกโด่งตรงหน้าอย่างรักใคร่

“ถ้าจะทิ้งผม ได้โปรดช่วยฆ่าผมด้วย”

เขาคงรับความผิดหวังมากมายขนาดนี้ไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าหากต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง สู้ขอตายไปเสียจะดีกว่า

คนฟังไม่ตอบเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกดริมฝีปากลงบนปลายจมูกของเขาเบาๆ

“ได้สิ ถ้าเวลานั้นมาถึง เราค่อยไปพร้อมกันเลยก็แล้วกัน”

แล้วพวกเขาก็จูบกัน ปล่อยให้ความหวานล้ำปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำในตอนนี้

ไม่เป็นไร ในตอนนี้แม้เขาจะสูญเสียอะไรมามายมายแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมีคนๆ นี้ ยังมีเพื่อนอยู่อีกตั้งสองคน ไหนจะยัง...

ฝ่ามือเรียวเลื่อนไปสัมผัสหน้าท้องของตัวเองเบาๆ โดยไม่ละริมฝีปากของจากคนตรงหน้า

หูของเขาได้ยินเสียงฝนตก สายฝนที่สาดเทลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับจะเป็นวันสิ้นโลก แต่เขารู้ดีว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปอีกไม่นาน

ฝนจะตกแรงแค่ไหนก็ช่าง ตราบใดที่ยังมีคนตรงหน้า ยังมีเด็กคนนี้ ยังมีเพื่อนดีๆ ที่คอยประคอง สักวันหนึ่งฝนต้องหยุดตกแน่ แม้จะเหน็บหนาวและเปียกปอนแค่ไหน สักวันนึงจะต้องได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์แน่

ต้องผ่านมันไปได้แน่ๆ

“ฉันรักเธอนะ แมวน้อยของฉัน”

ใบหน้าหล่อเหลาทอประกายห่วงหามาให้เขาอย่างปิดไม่มี หวาน แต่น่าแปลกที่ไม่รู้สึกเลี่ยนเลยสักนิด

“ผมเคยบอกใช่ไหมครับว่าคุณเหมือนเพลงแจ๊สในคืนวันศุกร์”

เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากอีกฝ่าย

เพลงแจ๊ส...นั่นสินะ

ดวงตาคม ริมฝีปากได้รูป จมูกโด่งเป็นสันชวนสัมผัส คนๆ นี้เปรียบเสมือนเพลงแจ๊สที่แสนสมบูรณ์แบบ

ถ้าได้ฟังเพลงแจ๊สนี้ เสียงสายฝนก็คงไม่ดังเท่าไหร่

เขาแตะริมฝีปากของตัวเองไปทั่วใบหน้าของอีกคน

“ผมชอบเพลงแจ๊สนะครับ”

เสียงของเขากระซิบข้างหูอีกคนหวังให้คำๆ นี้ซึมซ่าบเข้าไปในใจของคนฟัง

ทั้งเขาและคนที่อยู่ตรงหน้า

“ผมรักคุณนะครับ คุณลุงของผม”

ถ้ามีคนๆ นี้อยู่ด้วย เรื่องเลวร้ายทั้งหมดก็คงไม่ได้หนักหนาอะไร

ถ้าได้อยู่ด้วยกัน ต้องผ่านมันไปได้แน่ๆ

‘จะดำ จะเทาก็ช่าง ถ้าเราอยู่ด้วยกันมันต้องดีแน่’

นั่นสินะ ครั้งนึง ตาลุงนี่ก็เคยพูดอะไรแบบนี้ใส่เขาเหมือนกัน

แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มคออีกคนให้ลงมารับจูบอีกครั้งหนึ่ง





***********************************************************************

จบแล้ว เย่! กว่าจะจบได้ เกือบเทกลางทางไปหลายครั้งเหมือนกันค่ะ 555555555

ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่อยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้เลย ไม่ว่าจะเพิ่งมาหรือตามอ่านมาตลอด ทุกคนน่ารักมากกกก มากอดดดดด ขอบคุณมากๆ เลยน้า

จากที่วงเล็บท้ายตอนว่า 'ตอนจบ' ทั้งที่ปกติเราจะใช้คำว่า 'บทส่งท้าย' ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่บทส่งท้ายนั่นเองค่ะ  XD

หลังจากนี้จะเหลืออีกตอนนึง เป็นบทส่งท้ายสั้นๆ เอาไว้เฉลยคลายความคาใจทุกอย่าง แต่เรื่องราวหลักจะจบลงแค่ตอนนี้ค่ะ ส่วนเรื่องลูกแมวนั้น วางแพลนไว้ว่าจะให้อยู่ในตอนพิเศษ จะเอาลงเว็บไหม อะไรยังไงขอดูก่อนเนอะ >w<

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่อยู่ด้วยกันมาตลอดเลย แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการนะคะ บ๊ายบ่าย ^^

***********************************************************************

พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น