มีฝนบางเวลา
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ เนื่องจากเรื่องนี้ต้องกดเหรียญ แนะนำให้กดอีบุ๊คดีกว่าเพื่อความคุ้มค่าค่ะ เพราะในอีบุ๊คเพิ่มตอนเพิ่มจากใน เว็บไปอีก 30+ ตอน

ตอนที่ 5 คนนี้ฉันหวง

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 คนนี้ฉันหวง

คำค้น : นัท,ลูกแก้ว,พ่อหนุ่มหน้านิ่ง,Scret Admirer,NC18+,18+,Love Scene

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2561 21:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 คนนี้ฉันหวง
แบบอักษร

เช้าตรู่วันถัดมา พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลยแต่เจ้าของใบหน้าหล่อลืมตาตื่นขึ้นมา เขาลุกพรวดขึ้นก่อนจะมองผ้าห่มที่คลุมตัวเขาอยู่ นัทเหลือบมองผ่านแสงสลัวภายในห้องไปที่คนที่หลับสนิทบนเตียง เขาค่อยๆเดินเบาๆ เพราะไม่อยากให้อีกคนตื่น เขาเดินไปมองใบหน้าของลูกแก้วที่หลับสนิท ก่อนจะวางมือบนหน้าผากเพื่อเช็คอุณหภูมิ ดูเหมือนไข้จะลดจนปกติแล้ว เขารู้สึกโล่งใจก่อนจะเดินออกจากห้องแล้วไปซื้อข้าวและกับข้าวมาใส่ตู้เย็นเอาไว้ให้อีกฝ่าย ไม่ลืมที่จะทิ้งกระดาษโน๊ตไว้ข้างซองยาก่อนจะกลับไปที่ห้องของตัวเองเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน


นัทไปถึงที่ทำงานตอนเจ็ดโมงกว่าๆ เขาเลยมีเวลาว่างพอที่จะไปเขียนใบลาก่อนจะเอาใส่ซองแล้วนำไปยื่นที่ฝ่ายบุคคล ตอนที่เขากลับไปที่ห้องพักผ่อนเพื่อดื่มกาแฟเขาก็เจอพี่หัวหน้าแผนกของเขาที่ยิ้มแป้นอย่างเจ้าเล่ห์ เขามองและนั่นแหละเขาจำเป็นต้องเดินถือถ้วยกาแฟไปนั่งด้วยเพราะพี่เต้ยกวักมือเรียกเขารัวๆเลย พอนั่งก็ถูกถามเลย


“นายคออ่อนเหรอ ฉันก็ไม่รู้ไง เมื่อวานแฮงค์หนักเหรอถึงต้องลางานเลย” เขามองหน้าพี่เต้ยก่อนจะยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จะบอกยังไงเลยบอกไปว่า


“ครับ” ดูเหมือนพี่เต้ยจะไม่สงสัยอะไรนัก พอจิบกาแฟไปสองคำได้ เขาก็ถูกยิงคำถามที่ทำเอาเขาแทบสำลักเลย


“นายไม่ได้ทำอะไรเพื่อนฉันใช่มั้ย?” เขาหันไปมองหน้าพี่เต้ยก่อนจะส่ายหน้า พยายามทำหน้านิ่งๆเอาไว้ พี่เต้ยยิ้มแล้วตบบ่าเขาก่อนจะพูดออกมา


“คนนี้ฉันหวง” พี่เต้ยพูดแค่นั้นก่อนจะลุกเอาแก้วกาแฟไปเก็บ เขามองตามหลังพี่เต้ยแล้วถอนหายใจ ถ้าพี่เต้ยรู้เรื่องเขากับลูกแก้วที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนเขาจะไม่โดนฆ่าหมกป่าหรือไงนะ ตอนน้ำเสียงที่พูดว่า ฉันหวง นี่บอกได้เลยว่าพี่เต้ยพูดจริง เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่โต๊ะทำงาน วันนี้ทั้งแผนกมีประชุมเช้าเพื่อแจกแจงงาน นัทพยายามจดจ่อสมาธิให้อยู่กับงานมากที่สุด แต่พอช่วงเบรค เขาก็คิดถึงหน้าของลูกแก้วตลอดเลย รู้สึกเป็นห่วงแปลกๆ คงเพราะอีกคนไม่สบายเพราะเขานั่นแหละ เขาเลยเป็นห่วงขนาดนี้ นัทคิดว่าเป็นแบบนั้น พอช่วงเที่ยง นัทเลยค้นเบอร์ของอพาร์ทเมนท์ก่อนจะโทรเข้าสายภายใน


“สวัสดีค่ะกิ่งแก้ว อพาร์ตเมนต์ค่ะ” เขาได้ยินเสียงที่ค่อนข้างคุ้นหูรับโทรศัพท์ เลยพอทำให้โล่งใจได้บ้าง


“กินข้าวกินยาหรือยังครับ...” ลูกแก้วฟังเสียงที่ผ่านสายโทรศัพท์มา แล้วก็พอจะเดาได้ว่าใครพูด


“กินแล้วล่ะ” ปลายสายเงียบไปนิดนึงก่อนจะพูดต่อ


“ยังมีไข้อยู่มั้ยครับ อย่าดื่มน้ำเย็นให้มากนักนะครับ แล้วก็คุณอยากกินอะไรมั้ยตอนเย็นเดี๋ยวผมแวะซื้อไปให้ ทางกลับผ่านตลาดรถไฟ” เธอแอบยิ้มออกมา แต่ก็ตอบอีกคนไป


“ไม่เป็นไรหรอกเกรงใจน่ะ” เสียงปลายสายเงียบไปนิดนึง ก่อนจะพูดออกมา


“ครับ.. เดี๋ยวผมไปทำงานก่อนนะครับ ถ้ามีอาการไม่ดีโทรมาที่เบอร์มือถือที่ผมให้ในรายละเอียดการเช่าห้องนะครับ” พ่อคนหน้านิ่งพูดจบก็วางโทรศัพท์เลย เธอได้แต่มองโทรศัพท์แบบอึ้งๆ พออีกฝ่ายบอกว่าเบอร์โทรอยู่ในใบสัญญา เธอเลยอดไม่ได้ที่จะค้นดู แล้วก็บันทึกเบอร์โทรลงไปที่โทรศัพท์มือถือของเธอ ไม่ถึงห้านาทีเธอก็ได้ยินเสียงไลน์ดังขึ้น เธอเปิดดูก็เห็นว่าตัวโปรแกรมมันแอดไลน์ให้อัตโนมัติเลย เธอเปิดดูไลน์ก่อนจะเห็นว่ามีข้อความไลน์เข้ามา พ่อคนหน้านิ่งส่งสติ๊กเกอร์รูปแมวยิ้มมาให้เธอซะอย่างนั้น เธอได้แต่ดูแต่ก็ไม่ตอบ คราวนี้หมอนั่นก็พิมพ์มา


“ทำไมอ่านแล้วไม่ตอบ” เธอมองข้อความก่อนจะพิมพ์ไป


“ว่างเหรอ ไม่ทำงานล่ะคะ” นัทส่งสติ๊กเกอร์รูปหน้าเบ้มา ก่อนจะพิมพ์ข้อความมาอีก


“เวลาพักน่ะ กำลังกินข้าวที่ร้านข้างบริษัทครับ” ดูเหมือนหมอนี่จะชอบพิมพ์คุยทางไลน์มากกว่าคุยกันตรงๆแฮะ เธอเลยถามไป


“แล้วกินอะไรคะ”


“ผัดสิ้นคิดไข่ดาวครับ จริงๆผมอยากกินสลัดผักกับปลานึ่งมากกว่า แต่คงต้องหาซื้อไปกินตอนเย็นเพราะเวลากลางวันมีเวลาพักไม่มากเท่าไร” เธออ่านข้อความก่อนจะตอบไป


“ซื้อปลามาสิเดี๋ยวทำให้กิน” เออ นี่เธอคิดอะไรอยู่นี่ แต่ก็นะทำกินเองมันก็น่าจะดีกว่าซื้อจากตลาดแหละอย่างน้อยก็สดใหม่กว่า นัทส่งสติ๊กเกอร์ยิ้มดีใจมาก่อนจะพิมพ์ตอบเธอ


“สัญญาแล้วนะ เดี๋ยวผมจะรีบกลับ หมดเวลาพักแล้ว เท่านี้ก่อนนะครับ”  ลูกแก้วอ่านข้อความ แล้วก็มองแบบนั้นสักพัก เธอสับสนเหมือนกันที่อยู่ๆทำไมถึงคุยสนิทสนมกันได้ทั้งๆที่เพิ่งเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น จริงๆแล้วเธออาจจะมีเซนต์ก็ได้มั้งว่าหมอนั่นไม่น่าจะเป็นคนเลวร้ายอะไร แต่ก็นะ พอนึกย้อนไปเมื่อวันที่หมอนั่นย้ายมาก็เกิดเรื่องทะเลาะกันนี่ จริงๆเธอไม่ควรจะรู้สึกตื่นเต้นอะไรเวลาคุยกับผู้ชายคนนี้เลย


“แฟนเขาก็มีนี่นะ....” ลูกแก้วบ่นคนเดียว เธอกำลังรู้สึกเศร้าเหรอ ไม่หรอก ไม่เศร้าสิ เธอกับหมอนั่นไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย ถ้าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นก็แค่สิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ เท่านั้นเอง ลูกแก้วมองเอกสารบัญชีที่กางอยู่ แล้วถอนหายใจ เธอหันไปเปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อดูรายการในยูทูปเรื่อยเปื่อยแก้เหงาเพราะช่วงเวลานี่เธอเฝ้าสำนักงานอยู่คนเดียว วันนี้ลูกแก้วรู้สึกเหงากว่าทุกวัน เธอถอนหายใจบ่อยมากจนป้ากลับมา จากการออกไปข้างนอก พอป้าเธอมาถึงก็ออกปากถามเธอเลย


“เป็นไงบ้างลูกแก้ว ยังไม่หายดีเลย ไปพักเถอะลูก” เธอพยักหน้าก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้อง เธอนั่งทำอะไรนั่นนี่ตามประสาจนน่าจะซักหกโมงครึ่งได้มั้ง ก็มีเสียงเคาะประตู ลูกแก้วรีบวิ่งไปที่หน้ากระจกเพื่อสำรวจว่าตัวเองเรียบร้อยดีมั้ย ก่อนจะวิ่งมาเปิดประตู เธอยิ้มกว้างเลย แต่ก็ต้องหุบยิ้มแทบจะทันที เพราะเจ้าคนที่เคาะประตูห้องเธอนั่นคือเต้ยนั่นเอง


“ทำไมแกทำหน้าผิดหวังอย่างนั้นล่ะ ชั้นซื้อขนมมาฝากแกด้วยนะ” เธอมองหน้าเต้ย ก่อนจะถาม


“วันนี้มาทำไม ไม่ใช่วันหยุดซักหน่อย” เต้ยเบ้ปากก่อนจะพูดออกมา


“ทำไม ชั้นมาวันธรรมดาไม่ได้หรือไง ก็คิดถึงแกไง” เธอมองหน้าเต้ย จริงๆถ้าเป็นเมื่อสองสามวันก่อนเต้ยพูดแบบนี้เธอคงเขินนิดหน่อยแล้ว แต่วันนี้เธอรู้สึกเฉยๆซะอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะคนที่เธอรอเป็นพ่อหนุ่มหน้านิ่งที่บอกว่าจะซื้อปลามาให้เธอทำปลานึ่งให้กินนั่นแหละ ลูกแก้วรับถุงขนมที่เต้ยซื้อมาฝากแล้วเอาไปวางที่เคาท์เตอร์ครัว  เธอหุงข้าวเอาไว้แล้วล่ะ ส่วนกับข้าวนั้นก็เตรียมสำหรับทำกะเพราหมูสับง่ายๆ แต่ยังไม่ทำรอทำตอนใกล้จะกินทีเดียวเลย


“แกไม่ได้ทำอะไรกินเหรอวันนี้ ออกไปกินข้าวกับชั้นมั้ย มีร้านข้าวต้มน่าอร่อยอยู่แถวๆตลาดน่ะ” เธอมองหน้าเต้ยก่อนจะส่ายหัว


“ชั้นหุงข้าวเตรียมของแล้ว แกไปกินเถอะ” เต้ยเบ้ปากก่อนจะพูด


“ชั้นกินข้าวกับแกที่นี่ได้มั้ยวันนี้ อยากกินกับข้าวฝีมือแกอีก นะนะ คุณลูกแก้วคนสวย” แค่พูดไม่พอ เต้ยยังเกาะเอวเธอเอาไว้ด้วย ตอนนั้นแหละเสียงเคาะประตูห้องเธอก็ดังขึ้น เต้ยหันไปมองที่ประตู เธอก็ด้วย ประตูห้องไม่ได้ล็อคก็ถูกเปิดออก พ่อคนหน้านิ่งถือถุงใส่ของเต็มสองมือเลย มองเธอที่มีเต้ยเกาะเอวอยู่ด้วยหน้านิ่งๆ แต่ทำไมเธอรู้สึกว่าน่ากลัวแปลกๆนะ เต้ยไม่ยอมปล่อยเธอแต่กลับกอดเอวเธอแน่นขึ้น พ่อคนหน้านิ่งเลยพูดออกมา


“ขอโทษที่รบกวนครับ” พ่อคนตัวสูงก้าวยาวๆมาที่เคาท์เตอร์ครัว วางถุงแล้วเดินออกไปเลย ปล่อยให้เธอและเต้ยยืนงงๆอยู่ เต้ยเลยชิงเรียกนัทก่อนที่จะออกจากห้อง


“กินข้าวด้วยกันสินัท” นัทหยุดชะงักนิดนึง ก่อนจะหันมาทำหน้านิ่งๆเหมือนเดิม ดูเหมือนจะคิดอะไรนิดหน่อยแหละก่อนจะพูดออกมาสั้นๆ


“ครับ” เต้ยยิ้มออกมา ก่อนจะยอมปล่อยมือออกจากเอวที่เกาะเธอเอาไว้ เธอเหลือบมองหน้านัทที่นั่งเงียบๆที่โซฟา ส่วนเต้ยเองก็เดินไปนั่งกับหมอนั่นด้วยเหมือนจะคุยอะไรกันซักอย่าง แต่เธอก็ไม่อยากยุ่งเพราะอาจจะไม่ใช่เรื่องของเธอ ลูกแก้วเปิดถุงที่นัทซื้อมามีปลากระพงตัวใหญ่พอสมควรเลยแล้วก็ มีผักสำหรับทำสลัดและก็มีน้ำสลัดด้วย สงสัยว่าที่เข้ามาช้านิดหน่อยคงมัวแต่ไปแวะซื้อของอยู่นั่นแหละ เธอเอาปลามาจัดการล้างแล้วเตรียมทำปลานึ่ง ส่วนผักก็เอาไปล้างแล้วจัดใส่ชามสำหรับสลัด ขณะที่ทำกับข้าวที่เคาท์เตอร์ครัวเธอก็แอบเหลือบมองผู้ชายสองคนที่คนนึงทำหน้าเครียดเลย ส่วนอีกคนนี่ยิ้มล่าเหมือนกำลังกวนอารมณ์อีกฝ่ายอยู่


“นายดูจะสนิทกับลูกแก้วไวจังนะ เมื่อวานนี่นายตื่นแล้วกลับห้องตอนไหน” เต้ยถามนัทที่นั่งนิ่งๆ เขาเหลือบไปมองลูกแก้วที่ยืนอยู่ที่บริเวณครัว ก่อนจะหันกลับมาตอบคำถาม


“ประมาณสิบโมงครับ” เขาบอกเวลาตามความจริง เขามองหน้าเต้ยที่หรี่ตาลง


“นั่นคือตอนที่นายโทรไปฝ่ายบุคคลเพื่อลากิจสินะ” เจ้าของใบหน้าหล่อมองใบหน้าออกกวนๆของอีกฝ่าย ตอนนี้เขาเหมือนผู้ต้องหาที่กำลังถูกสอบสวนเลย


“ใช่ครับ” เขาพยายามตอบคำถามให้สั้นที่สุด คราวนี้เต้ยยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะถามอีก


“ถ้ากลับตอนนั้นเลย ทำไมนายดูสนิทกับลูกแก้วถึงขั้นซื้อของมาให้นางทำกับข้าวให้กินได้” เขาเงียบไปนิดนึง ก่อนจะตอบไปเสียงเรียบๆ


“พอดีได้คุยกันนิดหน่อย คือก่อนหน้านี้ผมก็มายืมหนังสือพี่เขาครับ” นัทเลี่ยงที่จะพูดความจริงว่าเกิดอะไรกับเขาทั้งสองคนกันแน่ เต้ยหัวเราะออกมาในคอเบาๆ


“คุยกันตอนที่ลูกแก้วไม่สบายน่ะเหรอ?” เขามองหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะเงียบ เขามองไปที่ลูกแก้วที่ยังง่วนอยู่กับการทำกับข้าว ทำไมพี่เต้ยถึงรู้ว่าลูกแก้วไม่สบาย คิ้วเข้มขมวดนิดหน่อยก่อนจะตอบไป


“พอดีผมโทรเข้ามาถาม...เอ่อ...เรื่องกุญแจห้องครับ ผมทำกุญแจสำรองหายไปอีกดอก คือผมอยากรู้ว่าจะต้องปั๊มมาคืนหรือว่า ต้องจ่ายค่าปรับเพราะวันแรกที่มาเอา พี่เขาบอกผมว่าถ้ามาเอาอีกปรับห้าสิบบาท” เต้ยพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหาลูกแก้วเหมือนไม่สนใจเขาแล้ว เขาได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ คือนอกเวลางานพี่เต้ยก็ยังเป็นหัวหน้าแผนกของเขาอยู่ดี เขาหันไปมองพี่เต้ยที่ไปเกาะเอวเกาะไหล่ลูกแก้วแล้วหงุดหงิดแปลกๆ เขาควรนั่งอยู่ตรงนี้จริงๆเหรอ นัทถอนหายใจแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้อความ เขาถอนหายใจซ้ำเพราะทิพย์ส่งข้อความมาต่อว่าเขารัวๆเลย เขาได้แต่อ่านแต่ไม่มีอารมณ์ที่จะตอบทิพย์สักเท่าไร ช่วงนี้เรื่องในหัวเขามีแต่เรื่องลูกแก้วกับเรื่องงาน


“นัท....นัท มาช่วยยกของหน่อย” เสียงลูกแก้วเรียกทำให้เขาตื่นจากพะวัง เขาลุกขึ้นแล้วก้าวยาวๆไปที่เคาท์เตอร์ครัวก่อนจะช่วยยกจากและกับข้าวมาวาง เต้ยนั่งข้างๆลูกแก้วเลย ส่วนเขานั่งถัดไปอีกฝั่ง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก ดูท่าทางลูกแก้วจะมองเขาแล้วทำหน้าลำบากใจพอสมควร นั่นสินะเขาน่าจะเป็นส่วนเกินของที่นี่มากกว่าเพราะพี่เต้ยดูสนิทสนมกับลูกแก้วมาก มากจนเขาคิดว่า น่าจะไม่ใช่แค่เพื่อน นัทลอบถอนหายใจเบาๆ ทำไมเขาต้องรู้สึกแย่ด้วยนะ การมีอะไรกับลูกแก้วโดยไม่ตั้งใจแค่ครั้งเดียวมันไม่ได้หมายความว่าลูกแก้วเป็นของเขาซักหน่อย แม้โดยพฤตินัยจะใช่ก็เถอะ


“เธอเป็นอะไร ไหนว่าอยากกิน ไม่อร่อยเหรอ?” นัทมองหน้าลูกแก้วก่อนจะตอบเสียงเรียบๆแบบที่เคย


“อร่อยครับ พอดีวันนี้เหนื่อยนิดหน่อย” เขาตอบไปแบบนั้นดูลูกแก้วมองเบาด้วยแววตาเป็นห่วง เขารู้สึกดีใจที่เธอเป็นห่วงเขา แล้วเขาก็หันไปมองพี่เต้ยที่มองเขากับลูกแก้วด้วยแววตาไม่ค่อยพอใจ อยู่ๆเต้ยก็พูดขึ้น


“วันนี้ไม่เห็นจะมีอะไรเหนื่อยเลย แค่ประชุมสะสางงานนิดหน่อยเอง นี่แหละนะ เด็กสมัยนี้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” เขามองไปทางเต้ยแล้วรู้สึกได้เลยว่ากำลังถูกหาเรื่อง เขาเพียงแค่เงียบไม่ได้โต้ตอบอะไร มีแต่ลูกแก้วที่ตีไหล่พี่เต้ยไปเต็มแรงเลย


“โอ๊ย แกตีชั้นทำไม” ลูกแก้วมองพี่เต้ยตาขวางเลยก่อนจะพูด


“ชั้นจะกินข้าว อย่ามาทำให้เสียบรรยากาศ” พี่เต้ยดูหงอไปเลยนั่งกินเงียบๆ ส่วนเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่กินข้าวไปเหลือบมองลูกแก้วไป ช่วงจังหวะที่ทุกคนอิ่ม พี่เต้ยไปเข้าห้องน้ำ ลูกแก้วเลยถามเขา


“อึดอัดสินะ ธรรมดาแหละ อย่าใส่ใจเลยนะ เต้ยมันเพื่อนน้อยเพราะปากหมาแบบนี้แหละ แต่มันนิสัยดีนะ ถ้าไม่งั้นวันนั้นที่เธอเมาคงไม่พามาส่งถึงนี่หรอก” ลูกแก้วพูดจบก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ อยู่ๆก็แก้มขึ้นสีแดงขึ้นมาแล้วก็หลบตาเขา ก่อนจะรีบยกจานไปล้าง เขาก็ยกจานแล้วเดินตามไปที่ซิงค์ด้วย


“คุณอึดอัดมั้ยที่ผมมา ผมนี่เสียมารยาทจริงๆเลย” เขาบอกอีกฝ่ายขณะช่วยเช็ดจานที่ล้างแล้วให้แห้งก่อนเก็บเข้าชั้น


“เธอเกรงใจเป็นด้วยเหรอ” ลูกแก้วหันมามองหน้าเขาก่อนจะหลบตาไป เหมือนอาย ทำแบบนี้ทำไมถึงทำให้เขาหัวใจเต้นแรงนะ เขามองริมฝีปากบางที่เม้มเล็กน้อยปลายลิ้นกำลังเลียเบาๆเพราะปากแห้ง ไม่น่ามองเลยนัทคิดในใจ เขากำลังเกิดอารมณ์ เขาอยากจูบลูกแก้วอีก นัทรีบช่วยเก็บจานก่อนจะไปนั่งที่โซฟาเพื่อสงบสติอารมณ์ นี่เขาเป็นคนบ้ากามเซ็กส์จัดไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ เจ้าของใบหน้าหล่อสะบัดหัวไปมาเบาๆเพื่อไล่ความคิดภายในหัว


“นายเป็นอะไร กินอิ่มแล้วก็กลับห้องไปสิ ฉันจะอยู่กับลูกแก้ว” พี่เต้ยไล่เขาแบบไม่เกรงใจเลย เขาลุกขึ้นหันไปมองลูกแก้วที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บของนั่นนี่ เขาเลยหันมาทางพี่เต้ย


“ครับ ผมลาล่ะครับ” เขาลอบถอนหายใจอีกรอบก่อนจะหยิบกระเป๋าทำงานของตนเดินกลับไปห้องตัวเอง พอเปิดประตูวาง กระเป๋าเขาก็ทิ้งตัวลงบนโซฟา ทำไมวันนี้เขารู้สึกเหนื่อยแปลกๆนะ ตอนที่แวะไปซื้อของเขายังรู้สึกตื่นเต้นอยู่เลย อยากรีบกลับมา แต่พอมาเจอสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน สนิทสนมกันเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินไปเลย แม้จะคิดแบบนั้นแต่นัทเองก็อดไม่ได้ที่จะพยายามเงี่ยหูฟังตลอดว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ห้องข้างๆ เขาได้ยินเสียงหัวเราะของทั้งสองคน ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิมอีก นัทถอนหายใจแล้วเดินไปอาบน้ำเผื่อจะทำให้อารมณ์ที่ร้อนตอนนี้เย็นลงไปบ้าง หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็เดินไปเดินมาภายในห้องตัวเอง พยายามข่มใจไม่แอบฟังห้องข้างๆว่าทำอะไรกันอยู่


“เฮ้อ.......” นัทถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนบนเตียงของตัวเอง เขาพลิกตัวไปมา แล้วก็เหลือบเห็นหนังสือที่ยืมลูกแก้วมา ซึ่งวางไว้ข้างเตียง เขาหยิบมาอ่านซึ่งมันช่วยได้มากเลย พออ่านแล้วเขารู้สึกมีสมาธิขึ้น รู้สึกไม่วุ่นวายใจเท่าเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้วแต่เขาได้ยินเสียงเตือนข้อความทางไลน์เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู คิ้วเข้มยกขึ้นสูงเพราะเป็นข้อความจากคนข้างห้องนี่เอง


-- to be continued --

ความคิดเห็น