เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

42.2 ความลับแห่งวิญญาณ

ชื่อตอน : 42.2 ความลับแห่งวิญญาณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 123

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2561 12:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
42.2 ความลับแห่งวิญญาณ
แบบอักษร

​          แสงดวงจันทร์ส่องสว่างแต้มผิวทะเลสาบสีน้ำเงินแพรวพราว ยามวิกาลช่างเงียบสงัด กระนั้นยังแลเห็นดอกไลแลคเบ่งบานแข่งประชันความสวยงามกับฝูงผีเสื้อราตรี

          ดาวตกร่วงหล่น แม่นกฮูกกอดลูกและถีบพ่อฮูกตกรัง คืนนี้ไร้เสียงเพลง กระนั้นมีแสงสีสันบนผิวกระบี่เปล่งประกายพร่างพราว ณ เรือนพักรับรองบ้านลิซ่า โต๊ะไม้ปูผ่ารอง ถาดชั้นขนม และกาเครื่องดื่ม กิ้งก่าน้อยจัดงานเลี้ยงฉลองแด่ชัยชนะที่พลิกความคาดฝันจากร้ายกลายเป็นดี ไม่มีใครภาวนาให้นารีชนะนักรบอันดับหนึ่ง ลิซ่ามิกล้าฝากความหวังเช่นกัน ดังนั้นคืนนี้เด็กสาวจึงดีใจมาก หัวเราะดังปานแม่แมวคลอดลูกแมวเจ็ดตัว เสียงหัวร่อเยาะเย้ยสร้างความรำคาญขุ่นเคืองต่อสหายสาวยิ่งนัก โซอี้ปิดตา หัวคิ้วปวดรวดร้าว ก้มหน้าสลด สหายสาวผู้ท้าลิซ่าแข่งในงานประลองวีรชนสิงหามิคิดเลยว่า นักรบอันดับหนึ่งที่นางอุสาขอร้องอ้อนวอนให้ลงสู้จักเสียท่าแพ้ราบคาบ โซอี้ลงทุนจ่ายเงินให้เจ้าชายแคว้นแมรี่จำนวนมิน้อย มากพอซื้อบ้านยี่สิบหลัง พร้อมให้ท่านถ่ายภาพนางในชุดว่ายน้ำด้วย  

          “หุบปากเสียที”

          “ว้ายๆใครแพ้น้า อ้อคนนี้ไง”

          “ฮึ่ม”

          ลิซ่าลิ้มรสชาติชัยชนะพลางลงไปกอดท้องขำปานไส้เดือนโดนเหยียบ โซอี้อับอายหน้าไหม้ โอดครวญในใจอย่างโศกเศร้า “ใครจะนึกว่าท่านนักรบอันดับหนึ่งจะแพ้..”เด็กสาวทำผมเหมือนก้อนซาลาเปาเบ้ปาก ผิดหวังหงุดหงิด ลิซ่าเห็นสหายหงอยก็ยิ่งสะใจปานเห็นสหายอกหัก โดนทิ้ง “ยกความดีความชอบให้พี่นารีคนเดียวเท่านั้น” กิ้งก่าน้อยจัดหาที่พัก และจ่ายค่าตอบแทนอย่างงามให้ดวงดาวน้อยใช้เป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง อย่างน้อยจำนวนเงินก็มีให้สุขสบายมิต้องตั้งกระโจม กินของป่า ล่าลิง ยิงนกพิราบอีก ที่สำคัญพวกนางจักมีห้องอาบน้ำ ให้ชำระกลิ่นเหงื่อกลิ่นเหม็นด้วย  

          ขณะพวกเด็กสาวนั่งทานข้าวด้านในห้อง พวกนารีก็นั่งจับกลุ่มอีกฝั่งห้อง เมรัยยังหน้าบึ้งปานมีประจำเดือน

          “นี่ ยายแก่จะเติมน้ำหรือไม่เจ้าคะ”

          “ไม่”

          หมอผีน้อยกอดอกกระแทงเสียงหนัก นารีคิ้วกระตุก พึมพำอย่างมีโทสะสองส่วน

          “เจ้าโกรธอะไรฮึ”

          “เปล่า ไม่ได้โกรธ”

          “อ้อเหรอ”

          “..”

          “..”

          สองสาวหลบตากัน พลางแอบมองกัน ในที่สุดเมรัยก็จนใจเปิดปากก่อน

          “เจ้ายังมิบอกพวกเราเลย ทำไมยามนั้นเจ้าไม่มีแผล”

          เมรัยหลุบตากล่าวตัดพ้อ น้อยใจ มือเลิกชุดนารีเปิดดูพุงผิวเนียนไร้รอยแผล

“อยากรู้รึ”

          นารีคลี่ยิ้มจิบชาหอมละมุน ดวงดวงน้อยนั่งเรียบร้อย แววตาแลน่าหลงใหลยามต้องแสงโคมไฟ เมรัยทนมิไหว “อยาก” หมอผีน้อยมิฉลาดล้ำเหมือนคุณหมอ และมิรอบรู้ทุกเรื่องอย่างจอมอาคม นางเป็นคนยุคโบราณ เรื่องพลังมาโฮนางรู้เท่าเต่าน้อยข้างบ้าน เมรัยมิมีพลังมาโฮ นางจึงละเลยมิสนอกสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เมรัยและเรไรอยากรู้เหลือเกินว่านารีหลบเลี่ยงเช่นไหร่จึงรอดพ้นความตาย “ให้อธิบายง่ายๆคือวิญญาณข้าแปลกกว่าชาวบ้าน”

          “แปลกอย่างไรหรือ”

          เรไรนอนเกยคางบนหมอนอิง สามสาวน้อยนั่งทานมื้อเย็นริมระเรียบหน้าต่าง คืนนี้ฟ้าคล้ายมีสายฝน กระนั้นเหล่าเมฆฝนก็เคลื่อนขบวนเร็วจนทิ้งหยาดฝนใส่เมืองชั่วยามหนึ่ง แล้วก็เคลื่อนผ่านไปมิมีท่าทีจักปกคลุมหรือหันกลับมาสาดหยาดน้ำฝนอีกเร็ววัน ยามนี้อากาศหนาวเย็น มิร้อนอบอ้าว พวกเมรัยจึงตั้งโต๊ะอาหารกลางแจ้ง นั่งคุยเล่นพลางชมโฉมดวงเดือน  

          “เรื่องนี้พูดยาก”

          “เช่นนี่นี้เอง”เมรัยกระจ่างแจ้งในความจริงอย่างแม่ค้าขายส้มตำบรรลุธรรมเมื่อเห็นใบไม้ร่วงหล่น นารีและเรไรพร้อมใจกันมึนงง สงสัยจังหมอผีน้อยรู้อันใด เพราะแม้นแต่เจ้าตัวเจ้าของวิญญาณนารียังมิเข้าใจ 

          “ข้าเห็นดวงวิญญาณนารีครั้งแรกก็นึกฉงนสงสัยจริงๆว่าทำไมหนอ วิญญาณนารีผิดแปลกกว่าชาวบ้าน”

          “เมรัยมองเห็นหรือ”

          “เห็นสิ ดวงวิญญาณเหมือนผีกระสือมีหัวกับตับไต บินได้ด้วย”

          “….”

          “ยู แคน ฟาย..”

          แปะ!!!

          นารีคว้าพัดกระดาษฟาดหน้าผากเมรัยด้วยความโมโห เรไรปากซุกแนบหมอนอิงลอบขำคิกๆ หมอผีน้อยยิ้มขอจงดวงดาวน้อยใจเย็นๆอย่าพึ่งเล่นแรง เมรัยกระแอมพลางดัดเสียงเสมือนครูสอนเด็กอนุบาล นางเริ่มอธิบายหลักวิชาเกี่ยวกับโลกวิญญาณ พิภพคนตาย ดินแดนระหว่างคนเป็นคนตาย เมรัยกล่าวว่า สรรพสิ่งมีวิญญาณ เงาสะท้อน และร่างกาย สามอย่างนี้คือสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันอย่างลึกซึ้ง  

          ร่างกายหรือรูปลักษณ์แห่งความจริงจักปรากฏให้เห็น จับต้อง และสัมผัสได้ด้วยมือเปล่า อาทิ เมล็ดข้าว กางเกงลิง และฝาชี

          วิญญาณคือดวงจิต มิอาจมองเห็นด้วยตาเปล่า มิสามารถแตะสะกิด หยิก จิ้ม หอม กิน อาบน้ำก็เช่นกัน  

          ส่วนเงาสะท้อนคืออะไรรึ มันคือเงาสีดำสลัวที่ทอดยาวจากสิ่งสิ่งหนึ่ง เงาควบคู่กับแสงสว่าง แต่มิใช่แค่นั้น เงายังสามารถสะท้อนในกระจกวิหาร และผิวน้ำพุด้วย

          เงาคือเงา คนธรรมดาอาจมิคิดมาก แต่พวกเขาคงตกกะใจทันทีหากวันใดเงาพวกเขาหาย  ขาด หรือเงาเก็บของย้ายบ้านหนี พร้อมเขียนจดหมายไว้ให้เจ้าของเงาละอายใจ อย่าง เป็นเงาของแกมิมีเรื่องดีเลย อึก็ไม่ล้าง แฟนก็มิมี   

          “จะเป็นอย่างไรหรือถ้าเงาหาย” ปักษาน้อยถาม

          “ร่างกายผูกติดกับเงา เงาผูกพันกับวิญญาณ ถ้าเงาเรไรหายก็แปลว่าเรไรจักซวยแล้ว”

          “แย่เช่นนั้นรึ”

          เรไรหวั่นใจและตื่นเต้นให้รุกถาม เมรัยยิ้มสยองปานฆาตกรแอบยิ้มให้เหยื่อหลังช่องประตู “เจ้าคงมิรู้ เมื่อเงาตัดขาดลาเจ้าของ พวกเงาจักเป็นอิสระ มันจักไปวิ่งเล่นหรือแกล้งใครก็ได้ เหมือนเรไรแยกร่างเป็นสองคนนั้นแหละ เงาสะท้อนเรไรจักหายไปพร้อมบางสิ่งบางอย่าง นั้นอาจเป็นความชั่วร้ายของเรไร ความรักของเรไร หรือความรู้สึกถึงจุดสุดยอดก็ได้ พวกเงาจักนำพาความรู้สึก ความคิด ความฝัน ความเศร้า พาไปปลดปล่อยข้างนอก สร้างความวุ่นวายหรือสร้างอนาคตที่เรไรคาดหวัง”

          เมรัยหรี่ตา น้ำเสียงจริงจัง “เรื่องสำคัญคือถ้าเงาได้รับความเสียหาย ความเสียหายนั้นจักส่งถึงดวงวิญญาณ แต่ไม่ปรากฏกับร่างกาย”

          “จริงหรือ”

          “อือ หากเงากับเจ้าของเชื่อมกัน เงาเสียหาย วิญญาณก็เสียหายด้วย”

          เงาเต้น ดวงวิญญาณก็เต้น พอดวงวิญญาณเต้น ร่างกายก็เต้นตาม สิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตคือดวงวิญญาณ หากไร้ดวงวิญญาณ ร่างกายก็อย่าหวังขยับ เงาก็นิ่งแข็งทึ่มทื่อ สำหรับผู้ละเล่นศาสตร์มืดหรืออาคมชั่วร้าย พวกเขาจักให้ความสำคัญกับดวงวิญญาณและเงาสะท้อน ไม่สนใจร่างกาย เพราะร่างกายเป็นเพียงสิ่งรองรับคือภาชนะที่เอาไว้ใส่ดวงวิญญาณ ร่างกายทรุดโทรมแก่ชรา พวกเขาก็สามารถย้ายดวงวิญญาณใส่กายใหม่ แต่ถ้าดวงวิญญาณแตกสลาย แปลความหมายคือตาย ดับสลาย ตายจริงๆจังๆ

          “การโจมตีเงาเพื่อสร้างความเสียหายให้ดวงวิญญาณจึงเป็นการโจมตีอันตรายมาก เพราะคนปกติไม่อาจควบคุมเงา สั่งให้มันกระโดดหนี”

          เมรัยวางสีหน้าเข้มขรึมพลางแกว่งจอกชา นางจ้องมองนารีเรไร เอ่ยสอนเรื่องสำคัญที่หากรู้แล้วสามารถช่วยให้พวกนารีเรไรระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะนอกจากโลกนี้สวยงามและเปี่ยมด้วยความสนุกสนาม มันยังมีความตายและเรื่องโหดร้ายมิน้อย “มนุษย์ปกติไม่มีความสามารถทำลายเงา หรือจู่โจมเงา พวกผิดแปลก เหนือมนุษย์ก็ไม่มีอำนาจพอทำลายเงาเช่นกัน ดังนั้นพวกเจ้าคงมิมีทางเจอคนอย่างไรรีย์นัก แต่ก็ใช่มิมีใครทำลายเงาได้…”

          เมรัยหลุบนึกย้อนถึงอดีต…

          “เจ้ารู้จักคนที่สามารถทำลายเงาหรือ”

          นารีกลัดกลุ้ม ดวงดาวน้อยพึ่งตระหนกึงความร้ายกาจของการทำลายเงาจริงๆ“ข้า…”

          เมรัยอยากบอก ตนลืม แต่กลัวหากบอกยามเผชิญหน้าศัตรู มันอาจสายเกินไป “คณะประพันธ์โอโซน..”

          “??”เรไรเอียงคอมิคุ้นชื่อ เป็นฝ่ายนารีเลิกคิ้วหัวใจหดเกร็ง “เจ้าเคยเจอหรือ…” ล้อกันเล่นหรือไม่ คณะประพันธ์โอโซน…ไม่มีทาง

          “นารีรู้จักรึ”

          เมรัยก็แปลกใจ ทำไมเหมือนนารีรู้จักชื่อปีศาจเหล่านี้

          “เคยยิน…จากคนคนหนึ่ง”

          นารีเบือนหน้าหนีมิกล้าสบตาเมรัย หมอผีน้อยก็มิอยากพูดมากนัก เมรัยถอนหายใจ ปล่อยให้อดีตจางไปกับหยดน้ำชาที่หมดสิ้น

          นางยกมือทาบแก้ม พวงแก้มแดงระเรื่อเหมือนเหม่อลอย

          อะไรกันพวกเจ้าทั้งสอง.. เรไรขมวดคิ้วยุ่ง

          “แล้วสรุปคนที่เมรัยพูดเป็นใครหรือ”

          อย่าทำเหมือนนางโง่คนเดียวสิ จะงอนแล้วนะ

          “ไม่สำคัญหรอกน้า ลืมไปเถอะ”

          “นารีๆ”

          เรไรแก้มป่องหันถามนารี ดวงดาวน้อยแสร้งอมยิ้ม บอกเรไรอย่าถามอีกเลย

          เรื่องนี้ไกลตัวปักษาน้อยนัก มันไม่สำคัญหรอก การรู้ว่ายังมีปีศาจร้ายคอยดักรอขโมยความฝัน และบดขยี้ให้แหลกละเอียด

คณะประพันธ์โอโซน นามนี้ น่ากลัวยิ่งกว่าหายนะแห่งประวัติศาสตร์เสียอีก…

          บัญชาพรรคพวกปีศาจหยิบดาบมาร และหลั่งโลหิตย้อมห้วงแห่งความจริงให้ชโลมด้วยความสุขและดอกกุหลาบ…เหล่าปีศาจ…ผู้ทำลายล้างพหุเอกภพ[เงาสะท้อนแห่งยุคปฐมกาล]

          ตัวตนแห่งความชั่วร้ายเลวทรามแห่งหัวใจคนบาป…ที่แม้นแต่จอมอาคมยัง..ยากเอาชนะ…

          --

          งานเลี้ยงเลิกรา เมรัยพาเรไรอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนชุดนอนเป็นน้องเข้ และมุดผ้าห่ม นอนหลับใหล ใต้แสงดวงดาวทอระยิบระยับ ผิวทะเลสาบสีดำน้ำหมึก ต้นกล้วยเจริญเติบโตและหน่อไม้ผุดพ้นพื้นดิน ณ เรือนพักรับแขก เหนือหลังคาคือด่านฟ้า ยามนี้ไร้วี่แววผู้ใดจับจ้องพื้นที่ นารีจึงแอบย่องลงเตียง ปล่อยสองสาวน้อยนอนกอดกัน คราวนี้กลัวเมรัยตื่นแล้วหานารีมิพบ ดวงดาวน้อยจึงเขียนโน้ตทิ้งไว้บนหมอน ทำเช่นนี้หวังให้เมรัยหมดห่วง มิต้องระแวงและคะนึงหานารี

          “พวกข้างบนจักขยันทำงานหรือไม่”

          นารีหงายหน้าผิวขาวงาช้าง ดวงเนตรสีเขียวมรกตมองยังหมู่ดาราทั้งหลาย ครุ่นคิดให้เหล่าบริวารตั้งใจ ขยันทำงานอย่าโดดงานเหมือนอย่างที่เจ้าเหนือหัวกระทำ

          อดีตนารีมิเศร้าโศกเช่นเมรัย กระนั้นก็รายล้อมด้วยความยุ่งยาก และเร่งรีบมิน้อย กฎระเบียบเยอะด้วย

          เยอะแยะจนนางทุบโต๊ะ!!

          ‘ห้ามท่านโดดงาน’

          ‘ข้าเป็นฮ่องเต้แห่งจักรวาลวงศ์คราม และข้าจักทิ้งงานบนโต๊ะ แม้นแต่เจ้าก็ขวางข้ามิได้!!’

          ‘ฮ่องเต้ห้ามเล่นเวลาทำงานเจ้าค่ะ’

          ‘งั้นข้าลาออก!!’

          นึกแล้วให้ขำฟันร่วง แต่ละวันช่างยาวนาน ทั่วทั้งวังหลวงมีเรื่องให้ขำมากมาย ไหนนางจะสรรค์หาเรื่องกวนประสาทเสด็จแม่ ไหนจักขุดกำแพงวังหลวงเพื่อสร้างทางหนีให้น้องสาว ไหนเรื่องกลั่งแกล้งพวกสาวใช้ให้ร้องไห้ ยิ่งเรื่องจับคู่ให้ลูกหลานขุนนางนางยิ่งชอบ ฮ่องเต้นารีผู้เงียบขรึม เกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ สิ่งที่กษัตริย์ต้องรับผิดชอบคือการปกครองให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น อำนาจของนางคืออำนาจสูงสุด ภาระที่นางแบกรับก็หนักอึ้งเช่นกัน กระนั้นนางสนุก เวลาใช้อำนาจกษัตริย์รังแกผู้ร้าย จับสั่งคุก สั่งโบย สั่งให้ล้างท่อน้ำ นานๆก็สั่งให้ขุนนางแล้วก็ไล่ไปทำนา  

          นารีเป็นฮ่องเต้ที่ดีเยี่ยม เพราะความร้ายกาจเรื่องลงโทษ บ้านเมืองชาวดาราจึงมิค่อยมีผู้ร้ายให้จับโบยเท่าไหร่นัก นารีกลุ้มเรื่องที่บ้านเมืองสงบสุข มันสงบเกินไป สงบจนน่าเบื่อ พอเบื่อแล้วชีวิตนางก็เน่า พอเน่าแล้วนางก็มิมีแรงทำงาน ดังนั้นนอกจากสร้างความผาสุกให้ทุกคนสำราญ นอนกลิ้งแล้ว นารียังแอบสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนด้วย…หึหึ

          “ห้องครัวจวนแม่ทัพจะซ่อมเสร็จหรือยังนะ…ข้ามิคิดเลยไฟจะไหม้ขนาดนั้น.อุ๊บ.”

          นางแค่อยากช่วยทำอาหารให้น้องสาวรับประทาน แต่เผลอใช้ไฟแรงไปนิดหน่อย มันก็เลยระเบิดตูม…

          นารีฉีกยิ้มซน กางแขนกางขา ปล่อยเรือนเกศาแตกสยายดุจดั่งใยแพรพรรณ นางชอบว่ายน้ำ หรือบอกว่าแท้จริงนารีชอบหงายหน้ามองเบื้องบน เวลาปล่อยให้กายลอยในสายน้ำ สายลม ให้ร่างกายทุกอณูสัมผัสกลิ่นอาย สะสมความรู้สึกและปล่อยพวกมันอย่างช้าๆเหมือนสายน้ำตกที่ร่วงหล่นสู่สายลำธารา นารีชอบให้กายล่องลอยมิหยุดนิ่ง แต่ก็เคลื่อนมิเร็วนัก

          คืนนี้ฟ้าปลอดโปร่ง ลมเย็นสบายให้เคลิ้มหลับ วันพรุ่งนี้มิมีรอบแข่งของนาง ดังนั้นนางขอนอนดึก ตื่นสาย มิรู้คราวนี้จะตื่นหลังเมรัยหรือไม่

          งานประลองวีชนสิงหา ศึกระหว่างนางและไรรีย์

          ศึกคราวนั้นสร้างความเสียหายให้นารีมิได้แม้นแต่น้อย เสื้อผ้านางมิขาด เส้นผมยังยาวเท่าเดิม เพียงแต่อย่างที่เมรัยอธิบาย

          แม้ร่างกายไม่บาดเจ็บ แต่ดวงวิญญาณนารี..อือ บาดเจ็บเล็กน้อย

          บาดแผลบนดวงวิญญาณมิรู้เมรัยสังเกตเห็นหรือไม่ กระนั้นดวงวิญญาณนารีรักษาบาดแผลเร็วมาก เร็วปานพญานาค…

          “เจ้าคงรู้..แล้ว”

          นารีมิอยากปิดบังเมรัยกับเรไร เรื่องเกี่ยวกับวิญญาณนาง เมรัยคงรู้ดี แค่มิพูดมิเอ่ย ส่วนเรไรคงมิรู้เรื่องพวกนี้

          อยากบอกให้ทั้งสองเข้าใจ กระนั้นนางจะบอกอย่างไร

          ‘บอกความจริง

          ดวงดาวน้อยวางมือแนบท้องน้อย ปิดม่านตาเพื่อรับฟังเสียงหัวใจ ยามใดลังเลและมิรู้จักทำอย่างไร นารีมักหลับเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจ หัวใจนั้นจะบอกให้นางทำในสิ่งที่นางอยากทำและรู้ว่าทำแล้วนางจะไม่เสียใจภายหลัง แม้มันอาจจบมิสวยงามดั่งเทพนิยาย กระนั้นนางควรบอกความจริงให้สองสาว ความจริงของพลังนารี เรื่องจริงที่นางมิได้เป็นแค่ ‘นาง’

          แท้จริงดวงวิญญาณเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน…เงาของนาง บางครั้งก็คืบคลาน เลื้อย และรัดกุม

“อือ ทำเช่นนี้”นารีลืมตา ประกายความลึกล้ำแวบพาดผ่าน นางคลี่ยิ้มอ่อนโยน เมรัยและเรไรมีค่ากับนารี สำคัญกว่าความลับใดๆนารีอยากบอกให้ทั้งสองรู้ว่านางจริงใจ ยอมรับเมรัยและเรไรเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าชีวิต บ้านเมือง  แม้นกาลเวลาก็มิอาจทำลายความรักของพวกนาง นารีเชื่อและขอมีความรัก ทะนุถนอมและรักษามันไว้ใต้อ้อมกอดของนาง นางจักไม่ยอมให้เมรัยและเรไรเป็นอันตราย ดวงดาวน้อยอยากปกป้องหมอผีน้อยและปักษาน้อย

          นารีจักทำสุดความสามารถ

          “ขอโทษนะคะ”

          “..”

          ขนาดล่องลอยดั่งเรือสำเภาโต้คลื่นลม แว่วมีเสียงนกน้อยร้องเรียกนารีให้หยุดชะงัก ดวงดาวน้อยหมุนเอวพลางหัวหมุนติ้ว นางพลิกหน้าพลิ้วมองผู้เยี่ยมเยือนยามวิกาล ค่ำคืนอันเงียบเหงา ไหนเลยนารีจะมิคนให้คุยด้วยคืนนี้

          เด็กสาวอีกแล้วหรือ…

          ดวงดาวน้อยยิ้มอาทร เหตุใดหนอ ช่วงนี้นางมีวาสนากับเจ้าตัวเล็กตัวน้อยยิ่งนัก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น