กนกรส มาศอุไร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รีไรท์ : โลกกลมพรหมลิขิต1/2 (วางจำหน่ายแล้ว)

ชื่อตอน : รีไรท์ : โลกกลมพรหมลิขิต1/2 (วางจำหน่ายแล้ว)

คำค้น : อานนท์ มุขธิดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 515

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2561 09:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ : โลกกลมพรหมลิขิต1/2 (วางจำหน่ายแล้ว)
แบบอักษร

​พร้อมให้โหลดซื้อแล้ววันนี้

ต่อจากตอนที่แล้ว...

ร่างเล็กถูกผลักทีเดียวกระเด็นลงนั่งจุมปุ๊กลงบนพื้นปูนข้างรถสปอร์ต

“โอ๊ะ!”  

มุขธิดาพยายามยันตัวเองเพื่อลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกร่างใหญ่โตคุกคามผลักเธอนั่งลงกลับไปกองอยู่ท่าเดิมอีกครั้ง เขาเท้าสะเอวตีหน้ายักษ์ ก่อนจะชี้นิ้วข่มขู่เธอซ้ำ ร่างเล็กสั่นเทาลนลานนั่งก้มหน้าลงงุดด้วยความกลัว วันนี้มันเป็นวันอะไรกันหนอ ทำไมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนไม่จบไม่สิ้นเสียที หนีพ้นจากเงื้อมมือของคนน้อง แต่กลับต้องมาเจอคนพี่ย่ำยีซ้ำอีก กงกรรมกงเกวียนของเธอแท้ๆต้องมาเจอะเจอแต่กับผู้ชายประเภทจิตใจต่ำทรามซ้ำซากไม่ว่างเว้น

“ว่าไงยัยหนูหริ่ง พบกันอีกจนได้นะเรา” อานนท์เอ่ยเสียงเยาะ

 “คุณปล่อยฉันกลับไปทำงานเถอะนะ ฉันไม่เอาเรื่องน้องชายคุณก็ได้”

เมื่อถูกเขาผลักให้นั่งลงท่าเดิม มุขธิดาจึงรีบยกมือไหว้เพื่อร้องขอให้เขาปล่อยตัวเธอเป็นอิสระ เธออยากกลับไปทำงาน แล้วเล่าเรื่องราวที่แท้จริงให้ผู้จัดการฟัง เธอไม่อยากสร้างปัญหาใดให้คนในร้านอาหารเข้าใจผิด เพราะกลัวในวันข้างหน้าเธอจะไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานพิเศษที่นี่ได้อีก หรืออาจพลอยกระทบไปถึงการรับพี่ชายของเธอเข้าทำงานด้วย กลัวทางร้านจะเปลี่ยนใจ ยกเลิกไม่รับพี่ชายเธอเข้าทำงานเพราะเธอเป็นสาเหตุ

“ใครกันแน่ที่ไม่เอาเรื่องใคร พูดให้มันถูกๆหน่อย” คนตัวสูงย้อนเสียงเข้มใบหน้าเขาดูดุดัน

“แต่น้องนักศึกษาคนนั้นเป็นคนลวนลามฉันก่อนนะคะ” มุขธิดาแย้งถึงความจริง

“คิดว่าฉันโง่พอที่จะหลงเชื่อผู้หญิงอย่างเธอหรือไง ถ้ายังไม่อยากเจ็บตัวไปมากกว่านี้ หุบปากแล้วก็เลิกพูดจาใส่ร้ายน้องชายของฉันเสียที เพราะฉันเชื่อคำพูดของน้องชายตัวเอง มากกว่าผู้หญิงเจ้าบทบาทเช่นเธอ” นั่นเป็นเพราะอานนท์ยังผูกใจเจ็บเรื่องเมื่อคืนอยู่ เขาเลยใช้อารมณ์ส่วนตัวบดบังความจริง

“ให้ฉันสาบานต่อหน้าคุณตรงนี้เลยก็ได้ ฉันพูดความจริง ไม่ได้พูดจาโกหกเหมือนกับน้องชายคุณ”

มุขธิดาพนมมือขึ้นเพื่อเตรียมตัวสาบานต่อหน้าชายหนุ่ม แสดงให้เขาเห็นคนพูดความจริงคือเธอไม่ใช่น้องชายของเขา

ทว่าอานนท์จงใจปัดมือที่ยกขึ้นไหว้นั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี สายตาพญาเหยี่ยวตวัดมองร่างเล็กอย่างนึกสมเพช ยิ่งได้มาเห็นกระโปรงสั้นของเจ้าหล่อน ตอนนี้มันร่นขึ้นด้านบนจนแลเห็นผิวขาวละเอียดโชว์เรียวขาอ่อนตรงหน้า เขากลับยิ่งไม่เชื่อน้ำคำของเจ้าหล่อนหนักเข้าไปกันใหญ่ ไม่รู้เจ้าตัวจงใจยั่วยวนเขาหรือเพราะอะไรกันแน่ แต่เพียงเห็นแค่นี้ อานนท์ก็ตัดสินใจ ลงความเห็นเข้าข้างประภาวิธได้ทันที

 “โอ๊ะ!”

เพราะแรงปัดไม่เบามือ ทำให้มือเรียวของมุขธิดากระแทกลงบนพื้นปูนเต็มแรง เนื่องจากเธอเป็นคนมีผิวขาวเป็นทุนเดิม เลยเกิดรอยแดงช้ำขึ้นเป็นจ้ำบนหลังมือที่กระทบพื้นปูนให้เห็นทันตา อานนท์ถึงกับหางตากระตุกแต่ฝืนใจแข็งทำเป็นไม่สนใจ มุขธิดามองหลังมือตัวเองด้วยความเจ็บปวด จนน้ำตาเม็ดเล็กไหลคลอ แต่หญิงสาวฝืนเอาไว้ไม่ให้มันไหลลงมา หัวใจดวงน้อยนึกเกลียดชังคนพวกนี้เข้ากระดูกดำ นี่เขาเห็นชีวิตคนต่ำต้อยยากจนเงินทองกว่าเป็นเพียงผักปลาสักตัวแค่นั้นเองหรือไง ถึงนึกอยากจะทำอะไรอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่เคยคิดว่าเธอเองก็มีเลือดเนื้อ เจ็บปวดเป็นไม่ต่างจากพวกเขาเลยสักนิด

หญิงสาวจำต้องกัดฟันข่มความเจ็บบนหลังมือตัวเอง ขยับถอยหลังจนชิดกับประตูรถยนต์ เบียดร่างน้อยของตัวเองเข้าหาเกราะกำบัง โดยมีร่างใหญ่ยักษ์เดินเข้าหาไม่ยอมรามือง่ายๆ

“เธอไม่ใช่ผู้หญิงรายแรกที่คิดหากินด้วยวิธีมักง่ายแบบนี้หรอกนะ แต่ฉันไม่คิดว่าจะสิ้นคิดถึงขั้นทำบัดสีประเจิดประเจ้อกันในร้านอาหารที่มีคนอยู่พลุกพล่านได้ แถมไอ้ปลามันยังสวมชุดนักศึกษาเสียเต็มยศเสียด้วย ไม่รู้จักให้เกียรติสถานที่ก็สมควรมีจิตสำนึกต่อสถาบันการศึกษาเสียบ้าง” อานน์ส่ายหัวพลางบิดปาก

“อ้อ...ฉันลืมไป ผู้หญิงอย่างเธอคงไร้การศึกษาสินะ ถึงได้ไร้สามัญสำนึก เอาได้แม้แต่เด็กในเครื่องแบบ”

มุขธิดาเงยหน้ามองคนกล่าวหาพลางส่ายหน้า ดวงตาเธอแดงก่ำเพราะทั้งโกรธทั้งเสียใจ

 “แต่ฉันไม่ได้หากินอย่างที่คุณเข้าใจผิดนะคะ ทำไมคุณถึงไม่ลองหัดฟังคนอื่นเขาพูดบ้างล่ะ ไม่ใช่เอาแต่ฟังหรือหลับหูหลับตาเชื่อคนของคุณอยู่ฝ่ายเดียว”

“แต่ฉันเห็นกับตาตัวเองเมื่อกี้ แล้วฉันก็ไม่ได้ฟังคำพูดของใครทั้งสิ้นด้วย นี่มันร้านอาหาร แถมยังกลางวันแสกๆ เธอยังกล้าทำอุบาทว์กับน้องชายของฉันได้ นี่ถ้าลับตาคนมากกว่านี้ ป่านนี้คงไม่แก้ผ้าอ้าขาเอากันคาโต๊ะอาหารไปแล้วหรือไง” ผู้ชายปากร้ายพ่นคำหยามหมิ่น มุขธิดาเบิกตาโต มองคนปากร้ายอย่างเจ็บแค้น วาจาเจ็บแสบของชายหนุ่มทำเอามุขธิดาแทบสะอึก ร่างบางชาวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้ากับคำด่าหยาบคาย เขาเอาตาที่ไหนมอง ถึงได้เห็นว่าเธอสมยอมให้น้องชายของเขาลวนลาม เธอไม่ได้สมยอมและไม่เคยมีความคิดต่ำตมแบบนั้นอยู่ในหัวสมองเลยแม้แต่น้อย

“เป็นไง! พอฉันพูดความจริงเข้าหน่อย ถึงกับอึ้งเลยสิท่า” ร่างใหญ่โน้มเข้าหา ก่อนจะย่อตัวนั่งบนส้นเท้า เอื้อมมือหนาบีบปลายคางของผู้หญิงอวดดี  

“ฉันไม่ได้ทำตัวอย่างที่คุณกล่าวหา…” มุขธิดาพูดลอดไรฟัน พยายามดึงปลายคางของตัวเองออกจากนิ้วมือเหล็ก เขาบีบแน่นขึ้นจนเธอรู้สึกเจ็บร้าว

 “น้องชายคุณต่างหากที่ เลว คิดย่ำยีได้แม้กระทั่งผู้หญิงไม่มีทางสู้” ดวงตากลมโตตวัดขึ้นมองคนจิตไม่ปกติเขียวปั๊ด อาการหวาดผวาเมื่อก่อนหน้ามลายหายสูญสิ้น เพียงแค่ได้รู้ความคิดชั่วช้าที่เขากล่าวหาเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า คำกล่าวหาร้ายแรงนั้นมันไม่ยุติธรรมกับเธอเลยสักนิดเดียว

“ปากดีนักนะแม่หนูหริ่ง คราวก่อนฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับเธอเลย”

“คุณสองคนมันก็เลวพอกัน ถุย! ไอ้หน้าตัวเมีย” เมื่อหมดความอดทนมุขธิดาจึงถ่มน้ำลายใส่หน้าผู้ชายบ้าอำนาจ เที่ยวตัดสินโยนความผิดให้แต่กับคนที่อ่อนแอกว่า

อานนท์เบี่ยงร่างหลบน้ำลายของหญิงสาว นัยน์ตาเข้มสีสนิมวาวโรจน์ด้วยความโกรธสุดชีวิต ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าทำกิริยาต่ำทรามกับเขาแบบนี้มาก่อน แม่หนูหริ่งนี่เป็นใคร ถึงได้กล้าฮึกเหิมทำกิริยาหยามหมิ่นเขาโดยไม่นึกกลัวเกรง

“นี่เธอ!กล้าดียังไง...หะ!” อานนท์กัดฟันกรอด ถึงกับเลือดขึ้นหน้า อารมณ์ปะทุเดือดจนห้ามตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เขายกฝ่ามือขึ้นสูงก่อนจะเหวี่ยงมันลงมาปะทะเข้ากับใบหน้านวลของผู้หญิงอวดดี จนใบหน้าเรียวเล็กสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงนั่น มุขธิดาหลับตาปี๋เมื่อเธอได้กลิ่นคาวเลือดออกจากริมฝีปากตัวเอง เธอรู้สึกชาไปทั้งใบหน้า ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างจากการถูกผลักให้ตกหน้าผา มันทั้งเจ็บปวดทั้งทรมาน 

“ถุย!” พอหันใบหน้ากลับมา หญิงสาวกลับถุยน้ำลายปนเลือดเข้าใส่ร่างสูงอีกหน ดีที่ชายหนุ่มหลบได้ทัน จึงไม่ถูกน้ำลายของหญิงสาว อานนท์กัดฟันกรอดกับการกระทำหยาบกระด้างของคนต่ำต้อยกว่าตัวเอง เขากำลังจะยกมือขึ้นสูงอีกครั้ง แต่พอเห็นหยาดน้ำตาไหลลงมาจากดวงตากลมโตที่เจ้าตัวตวัดมองเขาตาเป๋ง บวกเข้ากับรอยฝ่ามือของตัวเองบนใบหน้าเรียวเล็ก อานนท์ได้แต่กำมือที่ยกขึ้นสูงแน่น ก่อนจะทุบมันลงบนตัวรถยนต์ด้านข้างด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวแทน

มุขธิดาถึงกับหลับตาปี๋ รอรับความเจ็บปวดนั้นอีกครั้ง

“โธ่โว้ย!”

อานนท์ทุบกำปั้นลงบนตัวรถยนต์อยู่หลายทีเป็นการระบายอารมณ์เกรี้ยวกราด จนบอดี้การ์ดที่ได้ยินเสียงดังโครมคราม ต่างวิ่งกรูกันเข้ามายืนสังเกตการณ์รอบตัวเจ้านาย แต่ไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปยุ่งด้วย เอาแต่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก   รอเชิงจะเข้าห้ามตอนไหนดี

สันติเองก็ไม่กล้า

“เอาสิ จะช้าอยู่ทำไมล่ะ อยากตบก็ตบลงมาเลยสิ ตบให้ฉันตายไปเลยยิ่งดี ผู้ชายเลวอย่างคุณมันทำได้อยู่แล้วนี่ จะช้าอยู่ทำไม...” มุขธิดาตะโกนใส่หน้าผู้ชายใจร้ายน้ำหูน้ำตาไหลพราก

ทำเอาผู้ชายอกสามศอกทั้งหลายรีบเบือนหน้าหนีตามๆกันก็ว่าได้

พนักงานในร้านอาการเองที่รู้จักกับมุขธิดาเป็นอย่างดี ต่างแอบชำเลืองมองมายังลานจอดรถด้วยสายตาเป็นห่วง แต่เพราะอิทธิพลความน่ากลัวของอานนท์ จึงไม่มีใครกล้าเสนอหน้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหญิงสาว แม้แต่ผู้จัดการร้านเอง ยังได้แต่ยืนมองมาด้วยสายตาติดเป็นกังวล ส่วนพลอยนั้นยืนแอบมองอยู่ตรงหลังเสา ถึงกับยกมือขึ้นทาบอก ใจหายวูบตอนเห็นน้องสาวคนขยันถูกคนรักของเจ้าของร้าน ยกมือขึ้นตบจนใบหน้านั้นหัน ตัวเองก็อยากออกไปช่วยอยู่หรอกนะ แต่ใจนั้นกลับไม่กล้าพอ ทำดีที่สุดได้แค่ยืนเอาใจช่วยอยู่ในร้านแค่นั้นเอง

“นั่งรอฉันอยู่ตรงนี้ ห้ามขยับลุกไปไหน ถ้าฉันยังไม่สั่ง เข้าใจไหม?”

 เจ้าของร่างสูงตะคอกเสียงลั่น ตอนนี้เขาต้องเข้าไปจัดการไอ้น้องชายตัวแสบเสียหน่อย มันบังอาจกล้าขัดคำสั่งของเขาอีกจนได้ มีหน้าคั่วผู้หญิงในร้านอาหารในชุดนักศึกษาเสียด้วย

“ฉันถามว่าเข้าใจไหม!” เสียงห้าวตะคอกถามซ้ำพร้อมใบหน้าถมึงทึง มุขธิดาสะดุ้งเฮือกรีบพยักหน้ารับด้วยความตกใจ แม้จะทำใจกล้าลุกขึ้นต่อกรกับเขามาก่อนหน้า แต่พอเห็นดวงตาสีสนิมเหล็กนั้นแดงก่ำไม่ต่างจากซาตานร้าย ใจเธอเริ่มฝ่อลงจนแฟบไม่หลงเหลือความกล้าอีกต่อไป

 อานนท์พ่นลมหายใจออกแรง เขาเห็นไอ้น้องชายนั่งหน้าซีดเซียวรอเขาอยู่ภายในร้านอาหาร ดีที่มันยังไม่หนีเข้ากลับบ้านไปฟ้องพ่อมันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นมันได้เจอเขาหนักกว่านี้เป็นแน่แท้

ไอ้เรื่องผู้หญิงพวกนี้เขารึอุตส่าห์สั่งห้ามมันปากจะฉีกถึงรูหู สั่งให้มันหัดทำตัวอยู่นิ่งสงบเลิกหาเรื่องใส่ตัวเสียบ้าง ในเมื่อเขาเพิ่งจัดการเคลียร์ปัญหาของเหยื่อรายล่าสุดให้มันเงียบไปได้ไม่ได้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง กว่าจะปิดเรื่องคดีความกันได้ เล่นเอาเขาเสียอารมณ์ไปตั้งหลายยก ทางนั้นจะไม่ยอมเพราะมีลูกสาวเพียงคนเดียว คิดฝากผีฝากไข้ในอนาคต แต่ไอ้น้องระยำของเขาเสือกทำลาย ทำเขาท้องยังเสือกให้เขาไปทำแท้งเกือบตกเลือดตาย ดีที่ยังไม่ถึงฆาต หมอยังช่วยยื้อชีวิตเอาไว้ได้ทัน เขายอมเสียเงินไม่อั้น แต่ทางนั้นไม่ต้องการ แค่อยากจับเจ้าปลาติดคุกอย่างเดียวพอ  แล้วนี่มันยังมีหน้ามาสร้างเรื่องปวดหัวให้เขาจัดการสะสางอีกแล้วหรือไงวะ

อานนท์ย่นหัวคิ้วมองแม่หนูหริ่งก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืน ส่งสายตาเอาจริงข่มขวัญ...

 มุขธิดาผวาร่างชิดเข้ากับฝาประตูรถยนต์ หลุบเปลือกตามองมือตนเอง ด้วยรู้สึกกลัวเขาจับใจ ไอ้ความกล้าบ้าบิ่นก่อนหน้านี้มันหนีหายวับไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ ตอนนี้หลงเหลือเพียงแต่ความกลัวเขาเท่านั้น

“อย่าคิดหนี ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เขาชี้นิ้วขู่สำทับ

 อานนท์ใช้สิทธิ์ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคุณพิต้า ลากเธอออกมาจากร้านอาหาร โดยกุเรื่องโกหกตามคำบอกเล่าของน้องชายเขาเอง โดยการกล่าวหาว่าเธอคิดให้ท่ายั่วยวนลูกค้าผู้ชายเพื่อหวังขายตัวแลกเงิน เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เขาในฐานะผู้เสียหาย จึงอยากลากตัวเธอไปจัดการสั่งสอนเสียเอง

 “ไอ้ติมึงมาคอยยืนคุมผู้หญิงคนนี้เอาไว้ให้กูหน่อย แล้วอย่าปล่อยให้แม่นี่ลุกหนีไปไหนได้เด็ดขาด เดี๋ยวกูกลับมา ขอไปจัดการไอ้น้องเวรเสียก่อน กูสั่งอะไรไว้ไม่เคยหลาบจำ ชอบแต่หาเรื่องปวดกระบาลมาให้กูสะสางไม่เว้นแต่ละวันสิน่า”

 อานนท์บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ใบหน้าหล่อคมบึ้งตึงน่ากลัว หัวคิ้วดกหนาขมวดเข้าหากันจนเหมือนโบผูกได้ เขาต้องรีบเผ่นออกมาจากบริษัท เมื่อได้รับสายจากลูกน้องที่สั่งให้มาดักรอแม่หนูหริ่ง ว่าเจอตัวเจ้าหล่อนแล้ว แต่ไอ้ที่ทำให้เขาแทบระเบิดมันทิ้งทั้งร้าน เมื่อตอนเขาเดินเข้าร้านมา แล้วเห็นทั้งแม่หนูหริ่งกับไอ้น้องชายตัวดีกำลังนัวเนียเข้าได้เข้าเข็ม นั่งกอดฟัดกันกลมดิกบนโต๊ะอาหาร

“ครับคุณนนท์...” สันติรีบเดินมาโค้งคำนับรับคำสั่งของผู้เป็นนาย ก่อนเอียงศีรษะก้มมองร่างเล็กด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก เขาเห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตามีรอยแดงของฝ่ามือขึ้นนูนจนเด่นชัด หัวใจของชายชาตรีเช่นเขาถึงกับสั่นไหว

ได้แต่นึกสงสารผู้หญิงตรงหน้า แต่ด้วยเป็นเพียงขี้ข้าเขาเหมือนกัน เลยได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับถอนลมหายใจออกมาแรงๆเท่านั้นเอง...

อานนท์เดินหน้าตึงย้อนกลับเข้ามาในร้านอาหารทางเก่า พนักงานในร้านจำนวนไม่น้อยกำลังยืนรอให้บริการลูกค้าในร้าน ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะเท่านั้น หลังจากเหตุการณ์เอะอะเมื่อสักครู่นี้เกิดขึ้น ทำเอาลูกค้าหลายคนตกใจจนถึงขั้นขอเช็กบิลด่วน เดินออกจากร้านหน้าเริดไปตามๆกัน

“ดูท่าคราวนี้ยัยมุขคงถึงคราวซวยจริงๆ มาทำงานพิเศษแท้ๆแต่ดันมาสร้างคดีความเสียได้ แล้วสร้างกับใครไม่สร้าง ดันไปสร้างกับคนกันเองของคุณพิต้าเสียด้วยสิพวกเธอ”

พนักงานสาวในร้านป้องปากกระซิบกระซาบไม่ให้ลูกค้าได้ยินบทสนทนา บางคนเห็นใจมุขธิดา แต่ก็มีบางคนแอบสมน้ำหน้าด้วยนิสัยขี้หมั่นไส้ในความสวยน่ารักกว่าของหญิงสาว

พลอยเดินเข้ามาสมทบอยู่อีกมุม เพราะอดคันปากอยากนินทาด้วยไม่ได้ ก็ตามประสานิสัยของผู้หญิงทั่วไป ไอ้เรื่องของชาวบ้านนี่ถือเป็นงานถนัด เรื่องเม้ามอยเรื่องนี้กำลังสดใหม่ หยิบยกเอามานินทากันสนุกปาก ถ้าไม่ให้เธอร่วมวงพูดถึงเลย กลับบ้านไปคงนอนไม่หลับเป็นแน่แท้...

“มุขมันจะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้เนอะพวกเรา...” ใจหนึ่งนั้นแอบเป็นห่วงรุ่นน้องสาวอยู่ไม่น้อย ทั้งที่อีกความคิดหนึ่ง ทำให้เจ้าหล่อนเอนเอียง หลงเชื่อคำพูดของชายหนุ่มที่เธอทิ้งสายตาไว้ให้ก่อนหลีกทางให้กับมุขธิดาไม่ได้ ทั้งหล่อทั้งรวยเสียขนาดนั้น เป็นใครก็คงทำเหมือนมุขธิดาทั้งนั้นนั่นแหละ เพราะแม้แต่ตัวเธอเองยังมีความคิดนี้อยู่เต็มสมองเลยด้วยซ้ำ

“จะโดนอะไรละย่ะ นอกจากถูกไล่ออกตามระเบียบ มันจะมีโทษอะไรร้ายแรงไปกว่านี้อีกล่ะ เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นกับร้านเราเสียเมื่อไหร่ ฉันเห็นมีเรื่องแบบนี้ทีไร มันก็ลงเอ่ยที่พนักงานผู้ดวงซวยถูกไล่ออกตะพึดตะพือ อย่าลืมกันสิจ๊ะลูกค้าคือพระเจ้านั่งอยู่บนหัวเรานู่นแหละ ไม่ต้องไปถามหาความยุติธรรมกับร้านนี้ให้เสียความรู้สึกหรอก...” คนทำงานร้านนี้มานานกว่าเพื่อนเสนอความเห็น รู้สึกเห็นใจเพื่อนร่วมงานด้วยกันไม่ใช่น้อย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากให้กำลังใจเท่านั้นเอง

“แต่ว่ามุขมันไม่ผิดเสียหน่อย ฉันเห็นกับตาตัวเองตอนที่มุขมันถูกฉุดให้ลงไปนั่งบนตักของน้องชายคุณนนท์ มุขมันดิ้นหนีจะตายตอนนั้น” พนักงานสาวที่อยู่ใกล้สุดกับมุมโต๊ะอาหารโซนนั้นเอ่ยในสิ่งที่ตนเองเห็นกับตา ด้วยเพราะกลัวเรื่องอาจลามมาถึงตนแล้วจะซวยตาม เลยคิดเงียบเสียดีกว่าในตอนแรก เพราะเธอยังมีครอบครัวต้องดูแลอีกหลายชีวิตนี่นา ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

“อ้าวจริงสิ! แล้วทำไมน้องชายคุณนนท์ถึงได้เอะอะโวยวายหน้าดำหน้าแดง กล่าวหาว่ามุขมันไปให้ท่าเขาก่อนได้ล่ะ”

“เฮ้อ!ก็นั่นน่ะสิ แต่ฉันไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไปเล่าความจริงหรอกนะ ฉันกลัวถูกไล่ออก ลูกฉันก็ยังเล็กอยู่ด้วย งานที่ให้เงินดีแบบนี้ยิ่งหายากๆอยู่ด้วย”

“นี่ละเธอจ้าโลกมนุษย์เราของแท้ มันต้องอย่างนี้สิ คนรวยจะพูดอะไรก็ได้ คำพูดของเขามันย่อมถูกต้องไปหมดเสมอ ต่างจากคนจนอย่างพวกเราๆเนี่ย ต่อให้อธิบายอะไรหลุดออกมาสักคำเดียว ก็ถูกด่า หาว่าพูดแก้ตัวให้ตัวเองทุกที”

 ทั้งสี่สาวต่างส่ายหน้าพร้อมกัน พยายามชะเง้อสอดส่ายสายตามองทะลุกลุ่มชายฉกรรจ์ด้านนอก อยากรู้ตอนนี้มุขธิดาเป็นอย่างไรบ้าง

“นั่นพวกเรา คุณนนท์เดินหน้าคว่ำมานู่นแล้ว สลายตัวเหอะ เดี๋ยวได้ถูกลูกหลงไปพร้อมกับไอ้มุขมันแบบไม่รู้ตัวหมดตรงนี้หรอก” กองนินทาสะกิดเตือนกัน ก่อนจะแตกกระจายออกมาจากจุดนั้นเดินสลายตัวกันไปคนละทิศคนละทาง เพียงแค่ได้เห็นร่างสูงของชายหนุ่มผู้อยู่ในหัวข้อสนทนา เดินตรงมาด้วยใบหน้าถมึงทึงเพียงคนเดียว โดยปราศจากเพื่อนพนักงานสาวดวงกุดที่เป็นตัวก่อเรื่องวุ่นวายในร้าน

ดีที่วันนี้คุณพิต้าออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้นมุขธิดาต้องโดนหนักเละเป็นโจ๊กกว่านี้แน่ 


โปรตดติดตามตอนต่อไป...


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น