Au Elf

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รักร้ายตอนที่39 “หนี”

ชื่อตอน : รักร้ายตอนที่39 “หนี”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2561 09:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายตอนที่39 “หนี”
แบบอักษร

เมื่อมนสิชาออกจากบ้านของธนาธิปมาเธอเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี จะให้เธอกลับไปหาบุพการีที่บ้านเธอก็กลัวว่าจะทำให้ท่านกังวลใจไปกับเธอด้วย ดังนั้นมนสิชาจึงเลือกแบกความทุกข์นี้ไว้กับตัวเองคนเดียวน่าจะดีกว่า

มนสิชาเป็นคนที่มีเพื่อนสนิทไม่มากนักเพราะตั้งแต่เล็กจนโตก็น่าจะมีแค่ชลดาคนเดียวที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอ ชลดาไม่เคยเอาเรื่องฐานะมาเปรียบเทียบหรือแบ่งชนชั้น เธอเป็นเพื่อนที่น่ารักสำหรับมนสิชาเสมอ เมื่อมนสิชาพร้อมเธอจึงเล่าเรื่องของเธอและธนาธิปให้ชลดาฟัง

“เพิร์ลว่าจริงๆ แล้วมะปรางควรถามคุณจอมทัพก่อนนะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันจริงมั๊ย แล้วก็ไม่ควรหนีมาแบบนี้” ชลดาออกความเห็น

“ปรางรู้ว่าปรางไม่ใช่คนที่พี่จอมทัพรักหรอกเพิร์ล เมื่อคุณนิชากลับมาแบบนี้ปรางขอถอยออกมาเองดีกว่า ปรางไม่อยากถูกเขาไล่ออกมาหนะ” มนสิชาตอบเพื่อนรักตามสิ่งที่ตนเองคิด

“เพิร์ลว่ามะปรางคิดมากเกินไป จริงๆ แล้วคุณจอมทัพก็น่าจะเริ่มรักมะปรางแล้วนะ ทำไมมะปรางไม่คิดเข้าข้างตัวเองบ้างหละว่ามะปรางเองก็คือคนที่คุณจอมทัพต้องการเช่นกัน” ชลดาพูดให้กำลังใจเพื่อนรัก

“เพิร์ลเชื่อเราเถอะว่าเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ถ้าพี่จอมทัพรักเราจริง พี่จอมทัพคงไม่นัดเจอกับคุณนิชาบ่อยๆ หรอก” มนสิชาหาเรื่องมาโต้แย้ง

“แต่เราก็ยังเชื่อนะว่าคุณจอมทัพรักมะปราง ส่วนรูปที่มีคนส่งมาให้มะปรางดู เราคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีใครสักคนวางแผนอย่างตั้งใจ” ชลดาพยายามวิเคราะห์ตามสิ่งที่เกิดขึ้น

“อืม ช่างมันเถอะปรางเลือกแล้ว เป็นแบบนี้ก็สบายใจดีนะ ขอบใจนะเพิร์ลที่อยู่ข้างๆปรางตอนที่ปรางต้องการกำลังใจที่สุด” มนสิชาบอกเพื่อนรัก

“เพิร์ลยินดี เพราะมะปรางก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเพิร์ลเช่นกัน มะปรางมีเรื่องทุกข์ใจเพิร์ลก็รู้สึกทุกข์ไปด้วยนะ เข้มแข็งนะจ๊ะเพื่อนรัก เพิร์ลจะคอยเป็นกำลังใจให้จะ” ชลดาตอบเพื่อนรักออกไป

“อืม ขอบใจนะเพิร์ล” มนสิชาตอบ

“งั้นตอนนี้มะปรางอย่าคิดมากนะจ๊ะ เดี๋ยวหลานของเพิร์ลจะเครียดตามคุณแม่ไปด้วย” ชลดาบอกกับมนสิชา

“อืม เราก็พยายามที่จะไม่คิดอะไรแล้วแหละเพิร์ล ตอนนี้ลูกสำคัญกับเราที่สุด” มนสิชาตอบ

“แล้วแบบนี้มะปรางจะเอายังไงต่อหละ ตอนนี้มะปรางไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะ มะปรางยังมีอีกหนึ่งชีวิตให้ต้องดูแลด้วย” ชลดาถามเพื่อนรักถึงเรื่องบุตรในครรภ์

“ปรางก็จะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด เขาเปรียบเสมือนตัวแทนของคนที่ปรางรัก” มนสิชาตอบ

“แล้วเรื่องลูกนี่คุณจอมทัพรู้รึยัง มะปรางได้บอกคุณจอมทัพมั๊ย” ชลดาถามในสิ่งที่ต้องการรู้

“ปรางไม่ได้บอกพี่จอมทัพจะ ปรางไม่อยากใช้ลูกเพื่อรั้งพี่จอมทัพให้อยู่กับปรางหนะเพิร์ล” มนสิชาตอบ

“อืม เพิร์ลเข้าใจ” ชลดาตอบ

“พรุ่งนี้พี่เมฆจะมารับปรางไปอยู่กับคุณแม่ของเขาที่สวนผลไม้ที่จันทบุรี” มนสิชาบอกที่อยู่ที่ใหม่ให้เพื่อนรับทราบ

“อืม ก็ดีนะไปอยู่ต่างจังหวัดเจ้าตัวเล็กจะได้แข็งแรง ที่กรุงเทพฯ มีแต่มลพิษ ไปอยู่ที่โน่นปรางจะได้พักผ่อนด้วย” ชลดาพูดเสริม

ทั้งสองสาวยังคงพูดคุยกันตามแบบเพื่อนสนิท ซึ่งถ้าใครได้ฟังคงรับรู้ได้ถึงความรักและความห่วงใยที่ทั้งสองมีให้ต่อกันเป็นแน่


วันนี้ศาสตรายุขับรถมารับมนสิชาที่บ้านของชลดาตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเขาไม่อยากให้เธอไปถึงที่สวนผลไม้ของแม่เขาเย็นเกินไป ซึ่งศาสตรายุตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนมนสิชาด้วยดังนั้นเขาจึงลางานเพื่อใช้วันพักร้อนไปด้วยเลย

“มะปรางคิดดีแล้วใช่มั๊ยที่จะไปจากคุณจอมทัพแบบนี้” ศาสตรายุถามมนสิชา

“ค่ะพี่เมฆ เอ่อ...ปรางทำให้พี่เมฆลำบากใจรึเปล่าค่ะ” มนสิชารีบถามกลับไปทันทีเมื่อได้ยินคำถาม

“มะปรางอย่าคิดมากสิ พี่แค่ถามเพื่อความแน่ใจเท่านั้น พี่ยินดีที่จะช่วยมะปรางทุกเรื่องนะ” ศาสตรายุตอบความจริงตามที่เขาคิด

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยปรางครั้งนี้” มนสิชารีบพูดขอบคุณทันที

“อืม พี่ดีใจที่มะปรางเองก็นึกถึงพี่” ศาสตรายุตอบรับคำทันที

ศาสตรายุขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัดจันทบุรีตามเส้นทางที่คุ้นชินเพราะเขามักจะขับรถกลับมาหามารดาทุกเสาร์และอาทิตย์อยู่แล้ว ส่วนมนสิชาที่นั่งมาในรถด้วยเธอมองไปตามสองข้างทางอย่างเพลิดเพลินใจเพราะคงจะหาบรรยากาศแบบนี้ที่กรุงเทพฯนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เมื่อขับรถมาได้สักพักจนเกือบถึงจังหวัดจันทบุรีแล้วศาสตรายุแวะพักรถเพื่อให้คนได้แวะรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน ศาสตรายุเองก็เป็นห่วงหนูน้อยที่อยู่ในครรภ์ของมนสิชาเพราะยิ่งอายุครรภ์น้อยเท่าไรก็ยิ่งต้องดูแลมากเป็นพิเศษ

“เราแวะทานอาหารก่อนนะมะปราง เพราะอีกสักพักใหญ่ๆ เลยกว่าจะถึงที่สวนผลไม้ของแม่พี่หนะ” ศาสตรายุบอกมนสิชา

“ค่ะพี่เมฆ ปรางเองก็รู้สึกหิวแล้วเหมือนกันค่ะ” มนสิชาตอบ

ทั้งสองคนสั่งกับข้าวที่เป็นอาหารท้องถิ่นในแถบนั้นมาทาน ดีที่ว่าตอนนี้มนสิชาไม่รู้สึกแพ้ท้องอีกแล้ว อาการหน้ามืด เวียนหัว อยากอาเจียนหายไปทันทีเมื่อเธอรู้แล้วว่าตังเองกำลังตั้งครรภ์ ลูกรักของเธอคงจะเข้าใจเขาจึงเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่ทรมานมารดาอีกต่อไปแล้ว เมื่ออาหารมาเสิร์ฟทั้งสองคนนั่งรับประทานอาหารกันไปพูดคุยกันไปด้วยจนรับประทานอาหารเสร็จ ศาสตรายุเป็นคนจ่ายค่าอาหารมื้อนี้เองทั้งหมดโดยให้เหตุผลว่าต้องการเป็นเจ้าบ้านที่ดี อาหารมื้อนี้เสมือนการเลี้ยงต้อนรับมนสิชาไปด้วย จากนั้นศาสตรายุขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงสวนผลไม้ของมารดาในช่วงบ่ายของวันแล้วเพราะศาสตรายุขับรถมาอย่างช้าๆ เขากลัวมนสิชาจะได้รับการกระทบกระเทือนจนเป็นอันตรายกับหนูน้อยในครรภ์

“ถึงแล้วมะปราง ไปเราเข้าบ้านกันเถอะ” ศาสตรายุรีบบอกมนสิชาทันที

“ค่ะพี่เมฆ” มนสิชาตอบ

ทั้งสองคนเดินไปตามทางที่ทอดยาวถึงตัวบ้าน สองข้างทางมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นอยู่เรียงรายเป็นทิวแถว ดูร่มรื่น สงบ และน่าอยู่เป็นอย่างมาก ศาสตรายุช่วยมนสิชาถือกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปในบ้าน

“แม่ครับ สวัสดีครับ” ศาสตรายุเอ่ยทักทายมารดา

“ไหว้พระเถอะลูก” นางอังคณาบอกบุตรชาย

“นี่ มะปรางเพื่อนของเมฆครับแม่” ศาสตรายุแนะนำมนสิชาให้รู้จักกับมารดา

“สวัสดีค่ะคุณป้า” มนสิชาทำความเคารพนางอังคณาอย่างนอบน้อม

“แม่ครับผมฝากมะปรางด้วยนะครับ” ศาสตรายุบอกมารดา

“อืม แม่รู้แล้ว เมฆพาหนูมะปรางไปเก็บของที่ห้องก่อนไปลูก แม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้ว” นางอังคณาบอกบุตรชาย

“ครับแม่” ศาสตรายุรับคำ

“ปรางขอรบกวนด้วยนะคะคุณป้า” มนสิชาฝากเนื้อฝากตัวกับมารดาของเพื่อนทันที

“ไม่รบกวนหรอกจะ ดีซะอีกป้าจะได้มีเพื่อน ไม่เหงาด้วย” นางอังคณาตอบมนสิชา

“ขอบคุณนะคะคุณป้า” มนสิชาไหว้ขอบคุณผู้ใหญ่อีกหนึ่งครั้ง

ศาสตรายุพามนสิชาเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านเพื่อให้มนสิชาได้นำกระเป๋ามาเก็บที่ห้องก่อนตามที่มารดาบอก แล้วเขาก็ปล่อยให้มนสิชาได้พักผ่อนอยู่บนห้องนอนเพราะเธอดูเหนื่อยล้าจากการต้องเดินทางไกลแบบนี้

เมื่อมนสิชาได้อยู่คนเดียวเธอจึงโทรศัพท์หามารดาของตัวเองเพื่อเล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นให้มารดาฟังด้วย เพราะตั้งแต่เธอออกจากบ้านของธนาธิปมาเธอยังไม่ได้บอกมารดาเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ป่านนี้ท่านจะรู้เรื่องของเธอหรือยัง

“สวัสดีค่ะแม่” มนสิชาพูดเสียงตามสายไป

“ว่างัยมะปราง พักนี้ไม่เห็นมาหาแม่บ้างเลย” นางอารีรัตน์ถามบุตรสาว ตอนนี้มนสิชาพอเดาได้แล้วว่าท่านยังไม่ทราบเรื่องของเธอ

“แม่จ๋า ปรางมีเรื่องจะเล่าให้แม่ฟังจะ” มนสิชาเกริ่นนำ

“เรื่องไรลูก ทำไมน้ำเสียงลูกแปลกๆ” นางอารีรัตน์จับสังเกตจากเสียงที่เปลี่ยนไปของบุตรสาว

“ถ้าแม่ฟังแล้ว แม่อย่าโกรธปรางนะจ๊ะ” มนสิชาเกริ่นนำไว้ก่อนที่จะเล่าเรื่องให้มารดาทราบ

“จะ มะปรางมีเรื่องอะไรไหนเล่าให้แม่ฟังซิลูก” นางอารีรัตน์ถามต่อ

มนสิชาเล่าเรื่องของเธอและธนาธิปให้มารดาฟังทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องที่เธอกำลังตั้งครรภ์และเธอหนีออกมาจากบ้านของธนาธิปด้วย

“มะปรางจะไปรบกวนเพื่อนทำไมหละลูก ทำไมมะปรางไม่กลับมาบ้านเราลูก” นางอารีรัตน์ถามทันที

“ปรางไม่อยากให้พี่จอมทัพรู้ว่าปรางกำลังท้องจะแม่ ปรางกลัวพี่จอมทัพจะมาเอาลูกปรางไป” มนสิชาตอบตามที่คิด

“แล้วมะปรางจะอยู่บ้านเพื่อนอีกนานเท่าไรลูก” นางอารีรัตน์ถามต่อไปอีก

“เอ่อ ปรางเองก็ยังไม่รู้จะแม่” มนสิชาตอบ

“แม่ก็คงห้ามมะปรางไม่ได้ สบายใจเมื่อไรก็กลับมานะลูก” นางอารีรัตน์บอกบุตรสาว

“ค่ะแม่” มนสิชาตอบ

การที่มนสิชาได้คุยกับมารดาในทุกๆเรื่อง มันทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาก ตอนนี้จริงๆมนสิชาก็ยังไม่ได้วางแผนชีวิตไว้ว่าจะทำอย่างไร เธอขอแค่หนีออกมาจากตรงนั้นให้ได้เสียก่อน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น