มีฝนบางเวลา
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ เนื่องจากเรื่องนี้ต้องกดเหรียญ แนะนำให้กดอีบุ๊คดีกว่าเพื่อความคุ้มค่าค่ะ เพราะในอีบุ๊คเพิ่มตอนเพิ่มจากใน เว็บไปอีก 30+ ตอน

ตอนที่ 1 พ่อหนุ่มหน้านิ่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 พ่อหนุ่มหน้านิ่ง

คำค้น : นัท,ลูกแก้ว,พ่อหนุ่มหน้านิ่ง,Scret Admirer

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2561 13:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 พ่อหนุ่มหน้านิ่ง
แบบอักษร

แนะนำก่อนอ่านเพราะเรื่องนี้ต้องกดเหรียญนะคะ ถ้าจะกดเหรียญทั้งเรื่องไปกดอีบุ๊คดีกว่าค่ะ

เพราะเนื้อเรื่องในอีบุ๊คมีมากกว่าในเว็บ มากกว่า 25+ ตอนค่ะ



หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยลูกแก้วก็เลือกที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทเป็นพนักงานกินเงินเดือนเหมือนๆกับเพื่อนๆจริงๆมันก็เหมือนเป็นค่านิยมทางสังคมนั่นแหละ คนในยุคนั้นก็คิดว่ามีงานประจำมันน่าจะมั่นคงกว่า แม่ของลูกแก้วเองก็เป็นเหมือนคนอื่นๆที่ส่งลูกแก้วเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้โอกาสได้รับปริญญา แม่บอกว่าจะได้ไม่อายคนอื่นเค้า เธอเองก็เออออห่อหมกไปตามที่แม่ว่านั่นแหละ แม่อยากให้เรียนอะไรก็เรียน อยากให้ทำอะไรก็ทำ แต่หลังจากทำงานบริษัทได้ราวๆห้าปีความเบื่อหน่ายก็เพิ่มขึ้น เธอไม่ได้รักงานแบบนี้เลย สิ่งที่เธอชื่นชอบอย่างจริงจังกลับกลายเป็นการเขียนหนังสือ นอกเวลางานปกติเธอเองก็จะรับงานแปลหนังสือและงานเขียนบทความรวมทั้ง เขียนนิยาย ถึงแม้ลูกแก้วเองจะเคยชอบผู้ชายมาบ้างแต่ก็โสดสนิท เพราะแห้วมาตลอดนั่นเอง น่าอนาถแต่มันคือเรื่องจริงเพราะบุคลิคที่เป็นสาวธรรมดาแบบสุดๆ หน้าก็ไม่แต่งแถมใส่แว่นหนาอีก พออายุเข้าใกล้เลขสามเธอก็ตัดใจเรื่องผู้ชายไปแล้วล่ะ


วกกลับมาเรื่องงานต่อ พอเข้าปีที่หกของการทำงานบริษัทก็ถึงจุดเปลี่ยนขึ้น เพราะบริษัทที่เธอทำเกิดสภาวะขาดทุนจนต้องมีการลดคน นั่นแหละสาเหตุที่ลูกแก้วต้องถูกถีบส่งออกมาจากบริษัท ตอนนั้นเองป้าของเธอที่เป็นเจ้าของอพาร์ทเมนต์ก็เลยให้เธอมาช่วยงาน คอยดูแลในช่วงที่ป้าของเธอออกไปทำธุระและคอยจัดการเรื่องบัญชีให้ด้วย เอาเป็นว่าทำทุกอย่างที่ป้าเธอสั่งให้ทำนั่นเอง แล้วให้เธอพักอยู่ห้องชั้นสองของอพาร์ทเมนต์    

หลังจากมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณสองเดือนกว่าๆ ลูกแก้วก็เริ่มรับงานเขียนหนังสือจริงจังขึ้น แล้วก็จะทำในช่วงเวลาว่างในตอนกลางคืนซะส่วนใหญ่ ซึ่งป้าของเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะช่วงเช้าไม่ค่อยมีงานอะไรอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ผู้เช่าก็จะมาติดต่อในช่วงบ่ายๆเย็นๆจนถึงช่วงค่ำซะมากกว่าเพราะเป็นเวลาหลังเลิกงาน และโดยปกติแล้ว ป้าจะให้ลูกแก้วมีวันหยุดคือวันอาทิตย์ ช่วงวันหยุดเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนอย่าง เต้ย ก็มักจะแวะเวียนมาหาเธอประจำ ไม่ใช่อะไรหรอกมันชอบมาส่องนักศึกษาสาวๆ ที่เช่าห้องอยู่ที่นี่ จริงๆเธอเองก็ดีใจนะที่เต้ยมาหาเธอบ่อยๆ นอกจากเต้ยจะเป็นเพื่อนสนิทแล้วเธอเองก็ยังรู้สึกชอบเต้ยด้วย แต่เพราะเป็นเพื่อนสนิทนี่ แหละเลยไม่กล้าที่จะบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองแห้วมาจนถึงทุกวันนี้           


“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะห้องตอนเที่ยงของวันอาทิตย์ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร ลูกแก้วบิดขี้เกียจลุกจากเตียงด้วยผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ชนิดที่ว่าใครมาเห็นสภาพนี้ต้องมีตกใจกันบ้างล่ะ      

“เต้ย....มาทำไมแต่เช้าวะ รู้อยู่ว่านอน” เธอบ่นพลางเปิดประตูออกไปไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าใครยืนอยู่หน้าห้อง แต่พอขยี้ตาแล้วมองชัดๆ จะว่าชัดก็อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นนะเพราะไม่ได้หยิบแว่นมาใส่ ผู้ชายตัวสูง น่าจะสูงกว่าเต้ยอีกมั้งยืนเหมือนผง่ะและดูตกใจกับสภาพของเธอไม่ใช่น้อย แต่ก็พยายามตั้งสติ ก่อนจะพูดออกมา        

“เอ่อ คือ ขอโทษครับ พอดีผมเพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อเช้า คุณป้าที่ดูแลบอกให้มาเอากุญแจสำรองที่ห้องพี่ได้น่ะครับ” ลูกแก้วยืนนิ่ง มองหน้าหนุ่มหน้าละอ่อนที่มาขอกุญแจห้องสำรอง ก่อนจะพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในห้องก่อนจะเดินกลับมาที่ประตูอีกรอบ            

“ห้องไหนเหรอคะ ขอโทษทีค่ะ เราเบลอ” เธอยิ้มแหยให้กับชายหนุ่มตรงหน้า           


“ห้อง 203 ครับ” ลูกแก้วพยักหน้าแล้วเดินไปหยิบกุญแจสำรองที่อยู่ในตู้แขวนกุญแจก่อนจะส่งให้อย่างเบลอๆ ไม่ลืมที่จะบอกไป           


“กุญแจสำรองต้องเอามาคืนด้วยนะคะ ครั้งต่อไปลืมอีกปรับ 50 บาทนะ” ชายหนุ่มรับกุญแจแล้วพยักหน้า ก่อนจะมองประตูห้องที่ปิดไปแบบมึนๆหน่อย ส่วนลูกแก้วเองก็เดินไปที่เตียงแล้วนอนต่อแบบไม่สนโลก จนกระทั่งต้องตื่นเพราะเสียงย้ายของกุกกัก ลูกแก้วถอนหายใจแรงจากจมูกได้รูปด้วยอารมณ์หงุดหงิด เธอลุกขึ้นมาก่อนจะเอานิ้วเรียวเล็กสางผมแล้วยีเบาๆ ดวงตาคู่สวยที่มองไม่ได้ชัดนักพยายามมองหาแว่นตาที่วางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง นิ้วเรียวเล็กหยิบแว่นตาขึ้นมาก่อนจะสวม ใครไม่เคยสายตาสั้นไม่รู้หรอกว่า ตอนใส่แว่นกับถอดแว่นโลกมันแตกต่างกันขนาดไหน ลูกแก้วบิดขี้เกียจก่อนจะลุกไปทำธุระส่วนตัวและเดินไปที่ครัว           


อพาร์ทเมนต์นี้ในห้องสามารถทำอาหารได้ซึ่งก็ดีสำหรับเธอเพราะมันประหยัดเงินได้เยอะ แม้เธอจะเคยทำงานบริษัทและรับงานนอกมาทำด้วยแต่เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายนัก ตอนที่โดนให้ออกก็ได้รับเงินชดเชยไม่มาก ถึงป้าจะให้เงินเดือนเธอที่มาช่วยงานแต่ค่าน้ำค่าไฟภายในห้องส่วนตัวของเธอก็จำเป็นต้องจ่ายเองอยู่ดี เธอค้นผักและเต้าหู้ไข่ออกมาเพื่อทำแกงจืดเต้าหู้ ตอนที่เธอกำลังทำกับข้าวอยู่นั่นแหละอยู่ๆเธอก็ได้ยินเหมือนเสียงแก้วแตก เธองี้สะดุ้งเลยเพราะมันเหมือนเสียงขวดแก้วถูกปาใส่กำแพง ลูกแก้วปิดเตาไฟฟ้าก่อนจะเดินเข้าไปชิดผนังแล้วเอาหูแนบ เสียงผู้ชายกับผู้หญิงทะเลาะกันรุนแรง จริงๆเธอเองก็ไม่ใช่คนขี้เสือกหรอกนะ แต่ผนังที่นี่ก็ไม่ได้กันเสียงร้อยเปอร์เซ็นไง มันก็พอได้ยินแหละถ้าห้องข้างๆทำอะไรเสียงดังจนเกินไป


“ทำไมถึงพูดไม่เข้าใจ ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมเพิ่งได้งานใหม่ ผมยังไม่มีเวลาไปเที่ยวกับคุณหรอกเข้าใจผมบ้างสิ” เสียงของผู้ชายดูเหมือนจะพยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดจนเต็มกลืนแล้ว


“นัทไม่เข้าใจทิพย์อ่ะ ทำไมกันเพิ่งเรียนจบก็รีบทำงานเลย ไม่สนใจทิพย์เหรอ ทิพย์ก็อยากมีเวลากับนัทบ้าง ถ้าเป็นแบบนี้นัทก็จะผลัดไปเรื่อย” เสียงผู้หญิงที่แทนตัวเองว่าทิพย์ สั่นเครือและแสดงอารมณ์คล้ายกำลังจะร้องไห้ออกมา ลูกแก้วเงี่ยหูฟังอยู่พักนึง ไม่มีเสียงตอบจากผู้ชายเลย จนเธอได้ยินเสียงกรี๊ดออกมาจากผู้หญิงคนเดิม เสียงข้าวของตกลงพื้น และเสียงเหมือนจานแตก


“ทิพย์พอแล้ว ทำไมนัทเย็นชาแบบนี้ ไม่คิดจะพูดอะไรเลย เพราะลืมนังนั่นไม่ได้ใช่มั้ย ใช่สิทิพย์มันก็แค่คนฆ่าเวลา พอแล้ว ทิพย์จะไม่ยุ่งกับนัทอีกแล้ว” ลูกแก้วเงี่ยหูฟังหวังว่าจะมีเสียงของผู้ชายตอบอะไรบ้างแต่ก็เงียบสนิท จนเธอต้องสะดุ้งโหยงกับเสียงประตูที่ปิดโครมดังลั่นไม่เกรงใจชาวบ้าน ห้องใกล้เคียงเลย ลูกแก้วถอนหายใจออกมา หวังว่าพ่อหนุ่มคนนั้น จะวิ่งตามไป นี่เธออาจจะลุ้นเกินไปมั้ยนะ แต่ก็นะความรักของเด็กๆล่ะนะ เธอหัวเราะ หึ ในคอ เหมือนสมเพชตัวเองไปด้วยในตัว คนอย่างเธอไม่มีสิทธิ์อะไรไปวิภาควิจารณ์ความรักของใครเหรอ ลูกแก้วถอนหายใจแล้วเปิดเตาไฟฟ้าเพื่อทำกับข้าวต่อ หลังจากเธอทำกับข้าวเสร็จก็น่าจะบ่ายสามแล้วล่ะ เสียงเคาะประตูห้องดังอีกครั้งนึง คราวนี้เธอเดินไปเปิดประตูและมั่นใจมากว่าใครมา


“ว่าไงสาวน้อย วันนี้พี่ซื้อทุเรียนมาฝากนะ” เสียงมาก่อนตัวอีกไอ้นี่ เต้ยนั่นเอง หมอนี่ยิ้มกริ่มแล้วเดินเข้ามาในห้องแบบไม่รอให้เธออนุญาตอะไรเลย ทำเหมือนห้องนี้เป็นห้องตัวเองซะอย่างนั้น เธอมองตามหลังเพื่อนสนิทของเธอก่อนจะเดินไปที่โต๊ะรับแขกหน้าทีวี ซึ่งตอนนี้เต้ยจับจองโซฟาเป็นเหมือนบ้านของตัวเองไปแล้ว


“กินข้าวด้วยกันมั้ย?” เต้ยหันมาแล้วพยักหน้าก่อนจะบอกเธอ


“หยิบจานมาด้วยนะ จะเอามาใส่ทุเรียน” เธอพยักหน้าก่อนจะตักข้าวและกับข้าวมาวางที่โต๊ะ เธอนั่งลงกับพื้นแล้ว หยิบรีโมตทีวีเพื่อเปิดดูรายการทีวี เธอหันไปมองเต้ยที่ตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวกินเหมือนลืมไปแล้วว่าเธอนั่งอยู่ตรงนี้


“แกหิวมาจากไหนวะ กินเอาๆ เหมือนอดข้าวอดน้ำมาสามวัน” เต้ยเงยหน้าจากจานข้าวแล้วยิ้ม ก่อนจะพูด


“เพิ่งตื่นน่ะ ออกมาหาเลยก็เลยหิว อีกอย่างชั้นชอบกับข้าวที่แกทำว่ะ อร่อยดี” เธอพยักหน้าก่อนจะรวบช้อนแล้วหยิบทุเรียนที่เต้ยซื้อมาฝากมากิน เต้ยมันก็หยิบมากินด้วยก่อนจะพูด


“อาทิตย์หน้า ชั้นจะได้เป็นหัวหน้าแผนกแล้วนะ บริษัทปรับโครงสร้าง ได้พนักงานมาเพิ่มด้วย ว่าแต่ถ้ามีตำแหน่งแกสนใจไปทำงานด้วยกันมั้ยวะลูกแก้ว” เธอมองหน้าเต้ยแล้วคิดก่อนจะพูดออกไป


“จะว่าอยากก็อยาก จะว่าไม่ก็ไม่ว่ะ ช่วงนี้เหมือนเจองานที่ชอบแล้วด้วย สบายดี แถมแปลหนังสือเขียนหนังสือเองก็เป็นงานที่ อิสระ ส่วนป้าเองก็ไม่ไล่ชั้นออกหรอก มั้ง” เต้ยพยักหน้าแล้วยิ้ม ก่อนจะพูด


“ชั้นเสียดายความสามารถแกว่ะ ยังไงถ้ามีตำแหน่งดีๆ อยากให้แกคิดอีกรอบนะ” เธอพยักหน้าก่อนจะเก็บจานทั้งหมดไปล้าง ส่วนพ่อคุณชายก็นั่งเล่นโทรศัพท์คุยกับสาวไปตามประสามัน พอเธอเก็บจานเสร็จเธอก็หยิบโน๊ตบุ๊คมาวางที่โต๊ะรับแขกและนั่งพิงโซฟาแล้วทำงานของเธอต่อ เธอทำงานอย่างลืมเวลาจนกระทั่งไม่ได้รู้สึกเลยว่า เต้ยมานั่งข้างๆเธอแล้วก็อ่านงานที่เธอเขียนด้วย เธอรีบเอามือปิดหน้าจอทันที


“ดูอะไร อย่าดู” ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ไอ้คนหน้าด้านกวนประสาทแบบเต้ยเหรอจะหยุด เจ้าของมือใหญ๋จับข้อมือของเธอ ออกพอดิ้นแรงเข้ามันก็ใช้แรงควายๆของมันรวบข้อมือเธอเอาไว้ซะงั้น จนเธอเสียหลักล้มตัวนอนลงไป เต้ยมันก็เลยล้มลงมาทับเธอด้วย หัวใจของลูกแก้วเต้นรุนแรงเมื่อใบหน้าของเต้ยเข้ามาใกล้ใบหน้าของเธอ เต้ยมองหน้าเธอแล้วยิ้มกวนประสาท ก่อนจะก้มหน้าเข้ามาใกล้แล้วเอาปากแตะแก้มเธอซะอย่างนั้น หัวใจเธอนี่แทบหยุดเต้น เธอนิ่งไปเลย ก่อนจะดิ้นแล้วดันเต้ยออก ลูกแก้วเอามือถูแก้มตัวเอง แล้วหลบตาส่วนเต้ยหัวเราะเสียงดังเลย เหมือนขำมาก


“แกอายเหรอวะ เฮ้ย ล้อเล่นนิดเดียวเอง” เต้ยมันพูดหน้าตาเฉย เต้ยชอบทำแบบนี้ตลอดแหละ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอลอบถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะพูด


“แกมันกวนตีนเหอะ กลับบ้านไปเลยไป มาทำไมนักหนา ไม่มีที่ไปหรือไง” เต้ยมันอมยิ้มก่อนจะพูด


“อย่าไล่กันเลยนะครับ คุณลูกแก้วสุดสวย” เต้ยยังคงพูดจาด้วยใบหน้าและน้ำเสียงกวนประสาทเช่นเดิม เธอได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พอเต้ยเห็นว่าเธอถอนหายใจแบบนั้น เต้ยก็พูดออกมา


“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิแก ชั้นก็อยากมาพักร่างชั้นบ้างไง ทำงานทั้งอาทิตย์มันเหนื่อยนะ อีกอย่างกินข้าวฝีมือแกก็อร่อยสุดแล้วลูกแก้ว”


“ทำไมแกไม่ไปหาสาวๆล่ะเต้ย” เต้ยได้แต่มองหน้าเธอแล้วยิ้มมุมปากไม่ได้ตอบอะไร แต่หันไปหยิบมือถือออกมาเล่นแล้วก็ขึ้นไปนอนบนโซฟาซะอย่างนั้น ลูกแก้วส่ายหัวก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อไป จนลืมเวลาไปเลยว่าเกือบสองทุ่มแล้ว เต้ยที่อนอยู่บนโซฟายื่นมือมาสะกิดไหล่เธอ ก่อนจะพูด


“ออกไปกินหมูกระทะกันมั้ย” เธอส่ายหัว


“เฮ้ยแก ไปเถอะ แกไม่เคยได้ยินเหรอว่า หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” เต้ยพูดด้วยแววตาเป็นประกาย จนเธอก็อดขำและใจอ่อนไม่ได้


“ไปก็ได้............แต่รีบกลับนะ มีเดตไลน์งานต้องส่งอีกสองวัน” เต้ยยิ้มแล้วพยักหน้า เธอเดินไปกินหมูกระทะกับเต้ยที่ร้านใกล้ๆกับอพาร์ตเมนต์นั่นแหละ สักสี่ทุ่มเต้ยก็กลับ ส่วนเธอก็กลับห้องของเธอ เธอเดินขึ้นมาชั้นสอง ห้อง 203 อยู่ถัดจากห้องของเธอ ในใจลูกแก้วเองก็คิดนะ ว่าผู้ชายที่อยู่ในห้องนี่จะเป็นไงบ้างนะ แต่ดูท่าทางหมอนี่จะเย็นชาน่าดู ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจแฟนตัวเองสักเท่าไรเลย ตอนที่เธอกำลังไขกุญแจห้องตัวเอง ประตูห้อง 203 ก็เปิดออกมา ทำเอาเธอสะดุ้งเลยเพราะตกใจ เธอเหลือบมองคนตัวสูงที่ถือถุงขยะออกมาด้วย แล้วก็ดันตาดีไปเหลือบเห็นแผลที่มือ ที่เลือดงี้โชกเลย


“เอ่อ มือเธอเลือดออก” ลูกแก้วบอกเจ้าของร่างสูง เขาหันมาทางเธอแล้วยกมือขึ้นดู ก่อนจะถอนหายใจแล้วก็เดินไปทิ้งขยะ ที่ถังขยะรวมซะอย่างนั้น


“ไม่ทำแผลหน่อยเหรอ....” เธอพยายามถามอีกคนที่ดูเหมือนจะอยู่ในสภาพสติหลุดไปแล้ว ลูกแก้วเกาหัวก่อนจะถือวิสาสะ เดินไปจับข้อมือของอีกคนไว้แล้วพูด


“ที่จริง เราก็ไม่อยากยุ่งอะไรนะ แต่เป็นแผลแบบนี้มันไม่ดีน่ะ เดี๋ยวเราทำแผลให้ เข้ามาก่อน” เจ้าของร่างสูงทำหน้านิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินตามเธอเข้ามาในห้องอย่างว่าง่ายเหมือนแมวถูกทิ้ง


“เดี๋ยวนั่งรอที่โซฟานะ เราเอาของแป๊บนึง” ร่างสูงเดินไปที่โซฟาแล้วนั่งรอ ไม่พูดอะไรเลย จนเธอเดินมาแล้วนั่งลง ก่อนจะดึงมือของพ่อหนุ่มคนนี้มาดูแล้วเริ่มล้างแผลให้ ตอนทำแผลเธอแอบเหลือบมองพ่อคนหน้านิ่งนี่ตลอด อยากรู้จริงๆว่า พ่อคนนี้ตายด้านเรื่องความรู้สึกหรือเปล่านะ ตอนเธอทำแผลให้ไม่มีท่าทีว่าจะเจ็บอะไรเลย เธอล้างแผลใส่ยาให้เรียบร้อย ก็ติดผ้าพันแผลให้ แผลลึกพอสมควรเหมือนรอยแก้วบาด แล้วเธอก็นึกถือเสียงที่เธอได้ยินเมื่อช่วงบ่าย เพราะความเป็นคนช่างจินตนาการ ภาพนี่หลุดมาเป็นฉากๆเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากทำแผลเสร็จเธอมองหน้าชายหนุ่มก่อนจะเอ่ยปากถาม


“กินข้าวหรือยัง?” พ่อคนหน้านิ่งนั่นมองหน้าเธอก่อนจะส่ายหน้า ลูกแก้วถอนหายใจแล้วคิด นี่คงเป็นการเลี้ยงแมวจรบาดเจ็บของแท้แน่นอน


“เดี๋ยวเราไปอุ่นกับข้าวมาให้กิน เราทำเองถ้าไม่รังเกียจก็กินก่อนนะ” พ่อคนหน้านิ่งได้แต่มองเธอตาปริบๆ เธอเลยถอนหายใจก่อนจะเดินไปอุ่นกับข้าวแล้วตักข้าวมาให้เลยเพราะดูสภาพพ่อคนนี้แล้ว ไม่รู้จะรอดมั้ย พอเธอวางจานข้าวกับกับข้าวให้ พ่อคนหน้าหล่อก็เงยหน้ามองเธอก่อนจะเริ่มตักข้าวกินเงียบๆ เธอมองแล้วถอนหายใจก่อนจะบอกไป


“ถ้าอิ่มแล้ววางไว้เลยนะ เดี๋ยวเราเก็บเอง” เจ้าของร่างสูงเงยหน้าก่อนจะพูดออกมา


“ขอบคุณครับ” เธอพยักหน้าก่อนจะพูดออกมา


“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าแผลไม่ดีขึ้นไปทำแผลที่โรงพยาบาลด้วยนะ เราก็ทำให้ได้เท่านี้” พ่อคนหน้านิ่งพยักหน้า ก่อนจะกินข้าวต่อ เธอเลยเปิดทีวีให้ดูก่อนจะเดินไปอาบน้ำสระผมเพราะกินหมูกระทะมา ตอนที่ลูกแก้วอาบน้ำก็คิดในใจ เพราะอะไรนะถึงให้หมอนั่นเข้ามาในห้องได้ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันเลย สงสัยเพราะแววตาเหมือนแมวถูกทิ้งนั่นแน่ๆเลย เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะสลัดเรื่องวุ่นวายพวกนี้ทิ้งแล้วรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมทำงานของเธอต่อ พอออกมาจากห้องน้ำเธอก็เห็นคนตัวสูง ยืนล้างจานที่ซิงค์ซะงั้น


“ล้างทำไม เดี๋ยวแผลโดนน้ำ” พ่อหนุ่มหน้านิ่งเหลือบตามองเธอผ่านแว่นตา ก่อนจะพูดออกมา


“ผมกิน ผมควรล้างไม่ควรให้เป็นภาระของพี่ครับ” เธอได้ยินแบบนั้น เลยพยักหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆอย่างปลงนิดๆ หมอนี่น่าจะเป็นพวกหัวดื้ออีโก้สูงแน่ๆเลย เห็นแบบนั้นเธอเลยเดินไปที่โต๊ะก่อนจะไปนั่งทำงานของเธอต่อ แต่แทนที่พ่อหน้าหล่อนี่จะกลับห้องตัวเองหลังจากล้างจานเสร็จ กลับเดินไปหยุดมองที่ตู้หนังสือของเธอซะงั้น เธอเหลือบมอง ก่อนจะพูด


“หยิบมาอ่านได้นะ” เจ้าของใบหน้าหล่อหันมาทางเธอก่อนจะพยักหน้า แล้วหยิบหนังสือที่เธอแปลมานั่งอ่านซะงั้น ก่อนจะพูดเหมือนบ่นกับตัวเอง


“ผมก็มีหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน พี่ชอบนักเขียนคนนี้เหรอครับ” พอถูกถามแบบนั้นเธอก็พยักหน้า เพราะงานของเธอนอกจากจะแปลตามที่ทางสำนักพิมพ์สั่งแล้วเธอเองยังแปลงานที่ตัวเองชื่นชอบด้วย ลูกแก้วคิดว่า ถ้าได้แปลงานหรือทำในสิ่งที่ตัวเองรัก งานที่ทำออกมาจะออกมาได้ดีกว่า หลังจากพ่อหนุ่มหน้านิ่งนั่งอ่านหนังสือที่หยิบมาได้สักพักนึง ก็เดินไปที่ตู้หนังสือก่อนจะพูดเหมือนบ่นอีกแล้ว


“ผมไม่มีเล่มนี้...” พูดเสร็จก็หันมามองหน้าเธอซะงั้น เธอเลยบอกไป


“เดี๋ยวเราให้ยืม” พ่อคนหน้านิ่ง ยิ้มออกมา เธอมองหน้าแล้วใจเต้นเลย นี่เธอบ้าหรือเปล่านะ ผู้ชายยิ้มให้ก็หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ หน้าเธอร้อนเลย เธอเลยหลบตาไปแล้วหันไปทำงานของเธอต่อ พ่อคนหน้าหล่อมานั่งอ่านหนังสือข้างๆเธออยู่พักนึงได้ก็เหลือบไปมองนาฬิกาบนผนัง ก่อนจะทำท่าเหมือนตกใจ


“ผมต้องไปทำงานเช้า...เอ่อ พี่ครับ ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณสำหรับวันนี้” พูดจบก็ลุกพรวดออกไปแล้วก็ไม่ลืมจะหยิบหนังสือที่ยืมเธอแล้วไปด้วย เธอได้แต่มองตามหลังแบบงงในพฤติกรรม ก่อนจะส่ายหัว เธอนั่งทำงานของเธอต่อไปจนเกือบตีสามก่อนจะปิดไฟเพื่อนอน


-- to be continued​ --

ความคิดเห็น