YINGPREM

สวัสดีทุกคนฮับ คนโปรดเป็นนิยายที่อาจจะหาสาระไม่ได้ แต่ก็หวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านเรื่องนี้ <3

ชื่อตอน : [คนโปรด : 15.2]

คำค้น : คนโปรด,สมิธ,ลูคัส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 79

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2561 04:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[คนโปรด : 15.2]
แบบอักษร

​คนโปรด 15.2

หลังจากเหตุการณ์ที่สมิธพยายามฆ่าตัวตาย ลูคัสค่อนข้างเฝ้าระวังจับตาดูสมิธเป็นพิเศษ เขาสั่งให้ลูกน้องคอยดูกล้องวงจรปิดในห้องของสมิธทุกครั้งที่เด็กหนุ่มอยู่คนเดียว

ของมีคมก็ห้ามให้สมิธแตะ ของใช้หลายๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นอาวุธได้ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

ลูกน้องในบ้านต่างรู้ดี ถ้าคราวนี้คนของนายเป็นอะไรขึ้นมาอีกพวกเขาเตรียมกลับบ้านเก่าได้เลย

สมิธใช้เวลารักษาแผลที่ข้อมืออยู่เกือบหนึ่งเดือน แผลจึงแห้งสนิท คงเหลือไว้เพียงรอยเย็บบางๆ

ถือว่าหมอที่รักษามีฝีมือมากเพราะแผลบนข้อมือสมิธค่อนข้างสาหัส แต่หมอกลับเย็บได้เนียนและสวย

ส่วนเรื่องแผลเป็นคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณหมอวัยกลางคนก็ค่อนข้างหวั่นใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ลูคัสก็พยักหน้ารับทราบแล้วไม่พูดอะไรอีก ทำให้เขาวางใจได้

ตัวสมิธเองนอกจากจะไม่ยี่ระกับบาดแผลตัวเองแล้ว เขายังแผงฤทธิ์ไม่เว้นในแต่ละ จากเด็กที่ร่าเริงและเกรงใจผู้อื่นอยู่เสมอ กลายเป็นเด็กก้าวร้าวและโมโหร้าย

ในเมื่อไม่ให้เขาตาย...ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ

ลูคัสก็ทำเป็นปิดหูปิดตากับพฤติกรรมนี้ของสมิธเพราะเขาไม่อยากกดดันมากเกินไปจนสมิธคิดสั้นอีก แต่มีปรามบ้างเมื่อเห็นว่าชักเกินเลย บางครั้งหนักๆ เข้าถ้าเขาพูดไม่ฟังก็ต้องมีลงมือกันบ้าง

ทุกครั้งที่ลูคัสลงโทษสมิธด้วยเซ็กส์ที่หนักหน่วง เด็กหนุ่มจะสงบปากสงบคำขึ้น แต่ไม่กี่วันต่อมาก็กลับมาแผงฤทธิ์เดชได้เหมือนเดิม

สมิธไม่มีพี่เลี้ยงประจำตัวเหมือนก่อนหน้านี้ซึ่งคือ จิมมี่และเซน ลูคัสไม่อนุญาตให้ลูกน้องทำตัวสนิทสนมกับสมิธอีกแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้

ส่วนหนึ่งเขาไม่ต้องการให้สมิธมีความรู้สึกว่าสามารถพึ่งพาใครได้นอกจากเขา และอีกเหตุผลหนึ่งที่แม้จะไม่อยากยอมรับแต่มันคือเรื่องจริง

เขาหวงสมิธมาก...มากจนเขายังตกใจ

ลูคัสไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกนี้ได้ จึงได้แต่ทำเป็นมองข้าม กลบความรู้สึกนั้นทิ้งไป

แม้สมิธจะดูเป็นเด็กร้ายกาจขึ้น แต่เวลาครูที่ลูคัสจ้างมาสอนที่บ้านมาสอน สมิธจะเป็นเด็กเรียบร้อยและตั้งอกตั้งใจเรียน

เด็กหนุ่มไม่ใช่คนหัวดีเท่าไหร่นัก ระดับมันสมองอยู่ในระดับธรรมดาปกติเหมือนเด็กทั่วไป แต่ที่เขาตั้งใจเรียนเพราะความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเขาสิ่งเดียวในบ้านหลังนี้

ลูคัสไม่ได้มีเวลาอยู่กับสมิธตลอด เขามีงานต้องทำ ธุรกิจคาสิโนบนเรือสำราญที่กำลังเติบโตของเขาทำให้ต้องเดินทางบ่อยขึ้น ตลอดทั้งฤดูใบไม้ร่วงเขาไม่มีเวลาไปหาสมิธด้วยซ้ำ

ลูคัสพยายามชดเชยให้สมิธหลายอย่างเท่าที่จะให้ได้ ไม่ว่าสมิธจะต้องการอะไรแค่เอ่ยปากหรือชี้นิ้วสั่ง ไม่เกินเช้าวันพรุ่งนี้สิ่งเหล่านั้นจะมากองอยู่ตรงหน้าสมิธถึงที่ เพียงแต่สิ่งเดียวที่เขายังให้สมิธไม่ได้...คืออิสระภาพนั่นเอง

เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ความร้ายกาจของสมิธลดลงกว่าช่วงแรกๆ มากเพราะไม่ค่อยได้เจอหน้าลูคัสให้เสียอารมณ์ เด็กหนุ่มถูกประคบประงมดูแลยิ่งกว่าไข่ในหิน แต่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่แค่ภายในปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระง่านกลางพื้นที่กว่าแปดร้อยไร่เท่านั้น

ที่นี่ฝนตกไม่บ่อยเหมือนที่ลอนดอน อากาศก็บริสุทธิ์กว่า ถ้าไม่ติดว่าเขาถูกกักขังอยู่ สมิธก็คงมีความสุขมากกว่านี้

เอาเข้าจริงสมิธก็ใช่ว่าจะมีความสุขอะไรนักหนา เขาแค่พยายามมีความสุขก็เท่านั้น...แต่บางทีมันก็เหนื่อยที่จะหลอกตัวเอง

ตัวเขาจะทนไปได้อีกนานแค่ไหนกันล่ะ?

ช่างแม่งเถอะ! ขี้เกียจจะคิดแล้ว

"มิทตี้ตื่นเถอะ สายแล้วนะ ฟอด! " สมิธหันหน้าหนีพร้อมปัดริมฝีปากอีกคนที่ก่อกวนแก้มอยู่ให้พ้นจากตัวเอง

"ถ้าไม่ตื่นพี่จะทำให้หมดแรงแล้วหลับไปอีกรอบ"ลูคัสพูดด้วยรอยยิ้มแต่น้ำเสียงมีความเอาจริงเจืออยู่

เด็กหนุ่มฝืนลืมตาขึ้นแทบจะทันที ใบหน้าเล็กหงิกงอเนื่องจากถูกขัดจากการนอน ริมฝีปากอวบอิ่มเบ้อย่างเป็นธรรมชาติทำให้ลูคัสอดหมั่นเขี้ยวไม่ไหวก้มหน้าลงไปดูดซ้ำๆ หลายที

"อื้อออ"สมิธดันอกอีกคนออกด้วยความหงุดหงิด ลูคัสก็ยอมผละออกแต่โดยดีพร้อมหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี

"อาบน้ำเถอะ วันนี้ในเมืองมีงานเทศกาลพี่จะพาไปเที่ยว"สมิธดวงตาลุกวาวแทบจะหายง่วงเป็นปริดทิ้งเมื่อได้ยินคำว่าไปเที่ยว

"มึงพูดจริงเหรอ"

"จริงสิ แต่ถ้ามิทตี้ยังมัวโอ้เอ้อยู่พี่ก็จะพาทำอย่างอื่นในห้องแทน"ลูคัสฉีกยิ้มมีเลศนัย สมิธสะดุ้งและรีบลุกออกจากเตียงวิ่งเข้าห้องน้ำทันที

"ระวังจะล้ม! "ลูคัสบอกเสียงดุก่อนประตูห้องน้ำจะปิดลง

ชายหนุ่มส่ายหัวหน่อยๆ กับท่าทางตื่นเต้นเกินพอดีของสมิธ ก็อย่างว่า สมิธอยู่ที่นี่ไม่ได้ออกไปไหนมาสี่เดือนกว่าแล้ว มันย่อมน่าเบื่อเป็นธรรมดา

แม้จะเสี่ยงที่ต้องพาสมิธออกไปข้างนอก แต่เขาคิดว่าสมิธเป็นเด็กที่มีหัวคิด สมิธไม่โง่พอที่จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางหนีเขาไปไหนได้อีกแล้ว

ในเมื่อมิเชลยังอยู่ในมือเขาอยู่

+++++++++++

ลูคัสพาสมิธออกจากคฤหาสน์ในช่วงบ่าย ทำให้สมิธได้เห็นวิวนอกรั้วบ้านเป็นครั้งแรก (ตอนมาหลับ) มีแต่ป่าเต็มไปหมดเลย รถขับไปได้เกือบครึ่งชั่วโมงจึงจะเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ไม่กี่ร้อยหลังคาเรือน

ถัดๆ จากนั้นไปก็เป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น ใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งรถก็แล่นเข้าสู่เขตตัวเมือง ทำให้สมิธรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ในเมืองๆ หนึ่งทางภาคตะวันออกของอังกฤษ

ภายในตัวเมืองบ้านและร้านค้ามีการตกแต่งอย่างสวยงามเข้ากับงานเทศกาลที่กำลังเฉลิมฉลอง ส่วนงานเทศกาลที่รัฐจัดขึ้นตั้งอยู่ที่ปาร์คขนาดใหญ่ของเมือง ลูคัสพาสมิธลงไปเดินเที่ยวงานเทศกาลพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน

สมิธรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด เขาไม่เคยได้เที่ยวงานเทศกาลเลยสักครั้งนอกจากที่โรงเรียน เพราะมิเชลไม่มีเวลาพาเขาไป สมิธแทบจะพุ่งไปทางสวนสนุกที่ตั้งอยู่อีกด้าน ถ้าไม่ติดว่าลูคัสจับมือไว้เด็กหนุ่มคงพุ่งไปถึงม้าหมุนนานแล้ว

"จะเล่นเหรอ? "ลูคัสเอ่ยถามเด็กที่จูงมือนำหน้าเขามาที่ม้าหมุน สมิธพยักหน้าดวงตามีแววประกายสดใส

"ก็ได้ แต่พี่ต้องเล่นด้วย"เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมองคนข้างๆ อย่างมันนี่น่าจะเลยวัยที่อยากเล่นม้าหมุนแล้วป่ะวะ

"แล้วแต่มึงดิ แต่ซื้อตั๋วให้กูด้วย"

"หึๆ ลองอ้อนขอพี่ดีๆ ก่อนดิ"

"ฝัน! "

"งั้นไม่ต้องเล่น"

"..."สมิธกอดอกไม่พอใจแล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ไม่ยอมเอ่ยปากพูดขึ้นอีกแม้แต่คำเดียว

"เฮ้อ โอเคๆ พี่ซื้อให้แล้วไม่ต้องงอน"ลูคัสสั่งให้ลูกน้องไปซื้อตั๋ว ส่วนตัวเขาอยู่ง้อเด็ก สมิธปรายหางตามองลูคัสนิดๆ แต่ยังไม่ยอมพูดด้วย จนกระทั่งมีการเรียกคิวขึ้นม้าหมุน สมิธจึงได้แบมือขอตั๋วกับชายหนุ่ม

ลูคัสไม่ยอมให้ตั๋วเด็กแต่กลับโอบไหล่บางพาไปยื่นตั๋วแทน

"สองคนนะครับ"พนักงานกล่าว ลูคัสพยักหน้า ส่วนสมิธเดินโร่ปีนขึ้นม้าตัวที่หมายตาไว้อย่างรวดเร็ว ลูคัสยังไม่เดินตามสมิธไปในทันทีแต่กลับเอ่ยคำถามกับพนักงานก่อน

"ม้าตัวนั้นถ้าผมขึ้นไปนั่งอีกคนจะเป็นไรไหม"นิ้วเรียวยาวชี้ไปทางเด็กหนุ่มหน้าขาวตัวเล็กนั่งอยู่

"เอ่อ...น่าจะได้นะครับ"พนักงานมองลูคัสนิดๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ

"ขอบคุณ"ลูคัสยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะยอมเดินขึ้นตัวเครื่องเล่น

"เอ๊ะ! ทำบ้าอะไรวะ? "สมิธสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ก็มีคนมานั่งซ้อนม้าตัวเดียวกับเขา แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ก็ถามออกไปด้วยความหงุดหงิดทันที

"พี่นั่งด้วย"

"ก็ไปนั่งตัวอื่นดิ"

"ไม่เอา พี่กลัว"

"กลัวบ้าอะไรวะ"

"พี่ไม่เคยเล่น ขอพี่นั่งด้วยนะจะได้อุ่นใจ"

"ไม่เอา! "สมิธปฏิเสธเสียงแข็ง แต่อีกคนก็ยังหน้ามึนกอดเอวเล็กเด็กไว้แน่น อีกมือก็จับเสาไว้ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

"ไม่ทันแล้ว"ลูคัสพูดยิ้มๆ เมื่อม้าเริ่มขยับโยกขึ้นลงเบาๆ และหมุนไปช้าๆ สมิธได้ยินเสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ ไม่ไกลหู พอกวาดสายตามองก็เห็นว่ามีหลายคนเลยที่มองมาทางพวกเขา เด็กหนุ่มก้มหน้างุด อายแทบแทรกแผ่นดินหนี

"แม่ง...เพราะมึงเลย"ลูคัสหัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมกดคางตัวเองใส่กลางศีรษะเล็กไม่เบานัก

"พูดเพราะๆ "

สมิธไม่กล้าเถียงตอบแม้น้ำเสียงลูคัสจะดูเหมือนอารมณ์ดีแต่ก็คือการตักเตือนเขาเป็นนัยๆ

กว่าจะครบรอบสมิธแทบกระอักเลือด เป็นการเล่นม้าหมุนครั้งแรกที่โคตรจะไม่ประทับใจเลย

"จะเล่นอะไรอีกไหม? "ลูคัสเอ่ยถามเด็กน้อยที่ทำหน้าบึ้งใส่เขาไม่หยุด

"..."

"งั้นกลับ"

"ไม่กลับ! "

"ก็ถามไม่ยอมตอบ"

"จะเล่นอันนั้น"สมิธชี้ไปที่ชิงช้าสวรรค์

"อันนั้นค่อยเล่นช่วงค่ำๆ น่าจะดีกว่า ไปเล่นอันนั้นก่อนแล้วกัน"ลูคัสชี้ไปที่เครื่องเล่นอีกอันซึ่งสมิธก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะอยากจะลองเล่นอยู่แล้ว คราวนี้ลูคัสไม่ได้ไปเล่นกับสมิธอีกแล้วเครื่องเล่นถัดจากนั้นเขาก็เพียงยืนดู รอเงียบๆ เท่านั้น

สมิธใช้เวลาไปกับเครื่องเล่นในสวนสนุกขนาดย่อมไปเกือบสามชั่วโมง เด็กหนุ่มเล่นแทบทุกอย่างอย่างสุดเหวี่ยง เหนื่อยจนแทบจะเดินต่อไม่ไหว

สมิธหิวจนท้องร้องเสียงดัง ลูคัสก็พาไปเดินซื้ออาหารกับร้านค้าในงาน ทั้งของกินและของเล่นเต็มไม้เต็มมือทั้งสมิธและลูกน้องสองคนที่เดินตามหลัง

เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว แม้หิมะจะไม่ตกแต่อากาศก็เย็นมาก ท้องฟ้าตอนหกโมงเย็นก็มืดสนิทแล้ว

สมิธกระชับเสื้อโค้ทเข้ากับตัวให้อุ่นขึ้น หลังจากกินอาหารเข้าไปเยอะมากก็ชักรู้สึกง่วงขึ้นมานิดๆ

"จะยังเล่นอยู่ไหม? "ลูคัสชี้ไปทางชิงช้าสวรรค์ สมิธพยักหน้าเออออ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองสักหน่อยก็ไม่เสียหาย

คราวนี้ลูคัสขึ้นไปนั่งบนชิงช้าสวรรค์กับสมิธด้วย เด็กหนุ่มก็ไม่ได้โวยวายเพราะเห็นคนอื่นๆ เขาก็ทำกัน

ตัวชิงช้าค่อยๆ เคลื่อนที่ขึ้นสูงอย่างช้าๆ ทั้งสองต่างนั่งกันอย่างเงียบๆ ไร้คำพูดจาจนกระทั่งชิงช้าที่พวกเขานั่งอยู่หยุดอยู่ที่จุดสูงสุดพอดี

คนหนึ่งมองวิวด้านล่าง อีกคนนั่งมองหน้าคนที่มองวิว

"วันนี้สนุกไหม? "ลูคัสเอ่ยทำลายความเงียบ เนิ่นนานกว่าสมิธจะละสายตาจากวิวด้านนอกหันมาตอบอีกคนตรงๆ

"ก็ดี"

"นายสนุกพี่ก็ดีใจ"

"หึ! มึงไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะลุค เพราะไม่ว่าอย่างไรอะไรๆ มันก็คงไม่เหมือนเดิม"

"พี่แค่อยากชดเชยให้นาย"

"คิดว่าแค่นี้มันจะชดเชยได้เหรอ? มึงนี่เห็นแก่ตัวจังนะ"

"จะให้พี่ทำยังไง...นายก็รู้ว่าพี่ปล่อยนายไปไม่ได้"ลูคัสเอ่ยอย่างจริงจัง

"เพราะอะไร? รักมึงก็ไม่รัก แล้วทำไมถึงไม่ยอมปล่อยกูไปสักที"

"พี่ไม่ปล่อย"

" หรือมึงจะบอกว่ามึงรัก? "

"..."

"เหอะ! "

ชิงช้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง ลูกคัสและสมิธต่างก็ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสองออกจากชิงช้าเงียบๆ ลูกน้องที่เห็นบรรยากาศอึมครึม ก็ไม่กล้าพูดอะไร

ช่วงที่กำลังจะเดินกลับไปที่รถ ประชาสัมพันธ์ของงาน ก็ประกาศว่าจะมีโชว์การแสดงพิเศษขึ้น สมิธชะงักและรู้สึกสนใจ จึงหันไปบอกลูคัส

"กูจะดู" ลูคัสเลิกคิ้วมอง แต่ก็ยอมพาสมิธเดินกลับไปที่งาน ตามตารางการแสดงจะเริ่มขึ้นในอีก 10 นาทีแต่สมิธรู้สึกง่วงมาก มือบางพยายามหยิกแขนตัวเองไว้เพื่อไม่ให้หลับ ลูคัสที่เห็นอย่างนั้น ก็ได้แต่ส่ายหัว จับมือบางออกให้เลิกหยิกแขนตัวเอง

สมิธสัปหงกหลายครั้ง ลูคัสที่เห็นดังนั้นก็กลัวอีกคนจะล้มจึงอุ้มร่างเล็กขึ้น จับขาบางเกี่ยวกับสะโพกของตัวเอง สมิธดิ้น แต่ก็ถูกชายหนุ่มมองดุๆ แขนเล็กเผลอเกี่ยวคอชายหนุ่มไว้อย่างเคยชิน

"ถ้าไม่ฟังพี่จะพากลับ" เด็กหนุ่มเงียบไม่ยอมพูดตอบโต้ รอไปรอมาสุดท้ายก็เผลอวางศีรษะลงกับบ่ากว้าง สัมผัสที่ลูบบนหลังเบาๆ ทำให้เขากำลังจะหลับ

"อุ๊ย! พาลูกชายมาเที่ยวเหรอคะ" หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยทักลูคัส ชายหนุ่มหันไปมองพร้อมระบายยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ

"น้องชายน่ะครับ"

"น่ารักจังเลยนะคะ"

"ครับ" ลูคัสคิ้วกระตุกเมื่อคนที่เขาคิดว่าหลับไปแล้ว จิกเล็บลงบนหลังคอเขา

ไม่นานพิธีกรก็ประกาศเปิดการแสดง สมิธผละศีรษะออกจากบ่าของชายหนุ่ม เหลือบสายตามองหญิงสาวที่ยืนข้างๆ เล็กน้อย ก่อนจะถอนสายตาหันไปมองการแสดง เมื่อการแสดงจบลง หญิงสาวคนดังกล่าว ก็พยายามชวนลูคัสคุยอีกครั้ง ลูคัสกำลังจะเอ่ยลาอย่างสุภาพ แต่กลับมีเด็กอีกคนพูดสวนขึ้นมาก่อน

"ง่วง"

"อ่า...น้องชายผมง่วงแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ" ลูคัสยิ้มให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะรีบอุ้มพาสมิธออกไปทันที

"หึงเหรอ? "ลูคัสเอ่ยถามเด็กยิ้มๆ เมื่ออุ้มเข้าไปวางในรถแล้ว

สมิธไม่ตอบแต่หลับตาเอนหัวพิงกระจกรถแทน ลูคัสก็มองเด็กขี้งอนยิ้มๆ แล้วโน้มตัวไปจูบขมับเล็กเสียงดังอย่างเอ็นดู

+++++++++++

วันเวลาผ่านไปสามปีที่สมิธได้ใช้ชีวิตในฐานะ 'คนโปรด' ของลูคัส ซึ่งถือว่านานมากในความรู้สึกของใครหลายๆ คนรอบตัวลูคัส

สมิธเติบโตขึ้นกว่าเมื่อก่อน เด็กหนุ่มที่กำลังจะอายุ15ปีในวันนี้ มีรูปร่างสูงโปร่ง 170เซนติเมตร แต่ยังคงผอมบางเพราะไม่ได้ออกกำลังกายนัก จะมีที่ทำบ่อยๆ ก็ออกกำลังกายบนเตียงกับไอ้จิ้งจอกนั่นนั้นแหละ แต่มันไม่ได้ทำให้เขามีกล้ามเนื้อสักหน่อย กลับกันยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งผิวเนียนละเอียด เอวก็คอดนิดๆ แต่ไม่ถึงกับเล็กคอดกิ่วเป็นทรงเหมือนผู้หญิงหรอก แล้วไหนจะออร่าบางอย่างที่มักจะทำให้ผู้ชายชอบมองเขาแปลกๆ อีกล่ะ

ซึ่งผู้ชายที่ว่าก็คือบอดีการ์ดคนหนึ่งในคฤหาสน์ที่สมิธอยู่ การ์ดคนนั้นเผลอมองสมิธตาละห้อย (วันนั้นใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น) ตัวเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่เรื่องไปถึงหูไอ้คนนั้นได้ไงก็ไม่รู้ แล้วบอดี้การ์ดคนนั้นหายไปจากบ้านโดยที่สมิธไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

พอไอ้คนนั้นมาถึงก็จัดการลากสมิธเข้าห้อง ข่มเหงเขาข้ามวันข้ามคืนแบบฟ้าเหลืองเลยล่ะ งงมาก (?) เป็นเชี่ยไรของมันก็ไม่รู้

หลังจากนั้นทุกครั้งที่สมิธออกจากห้องนั้นบอดี้การ์ดแทบทุกคนจะก้มมองพื้นตลอด ไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองเขาเลยสักคนเดียว ยกเว้นพวกโย กับจิมมี่ อ่ะนะ

สามปีมานี้ จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสมิธและลูคัสแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ปีหลังๆ ลูคัสกลับไม่ได้มาหาสมิธบ่อยอย่างช่วงแรกๆ

อาจจะติดงานหรือติดอย่างอื่น สมิธไม่ได้ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกทุกทาง เขายังได้ดูทีวีและอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง

ลูคัสเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจและประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เขาถูกเชิญไปสัมภาษณ์ที่นิตยาสารธุรกิจชื่อดังระดับโลกหลายฉบับในรอบสามปีมานี้ แต่รู้สึกว่าช่วงนี้จะเริ่มมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับวงกรบันเทิงถี่เหมือนกัน

อาจเพราะเขากำลังควงอยู่กับเซเลบหรือดารานางแบบที่มีชื่อเสียง

สมิธมองข่าวพวกนั้นอย่างชาชิน เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่าไรนัก

วันนี้เป็นวันเกิดเขา เขาจะต้องคิดแต่สิ่งดีๆ เจริญหูเจริญตาดีกว่า เลิกนึกถึงเรื่องขยะสักทีเถอะสมิธ!

แม้จะไม่เคยคาดหวัง แต่งานวันเกิดเขาไม่ว่าจะกี่ปีก็จะมีมันอยู่ด้วยเสมอ เพียงแต่ปีนี้สมิธกลับรู้สึกต่างออกไป

"ของขวัญวันเกิดจากนายครับ"โยยื่นกล่องของขวัญขนาดเล็กแต่ราคาไม่เล็กตามให้สมิธ เด็กหนุ่มรับมาถือไว้นิ่งๆ จากนั้นก็โยนใส่ถังอย่างแม่นยำ

โยฮันเนสไม่ตกใจกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของสมิธ ถ้าไม่พอใจเมื่อไหร่ก็จะมาแนวๆ นี้แหละ

"ปีนี้นายงานยุ่ง กลับมาฉลองด้วยไม่ได้ แต่นายจะพาไปฉลองย้อนหลังนะครับ"

"เหรอ? โยก็ดูว่างดีนี่ ไม่เห็นจะงานยุ่งอะไร"โยฮันเนสสะอึกกับคำพูดที่เหมือนรู้ทันของสมิธ รู้จักกันมานานขนาดนี้สมิธย่อมมองออกเป็นธรรมดา ถ้าเจ้านายเขาไม่ว่างแล้วตัวเขาจะว่างได้อย่างไร

"เอาเถอะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วช่วยทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อยแล้วกัน"สมิธเอ่ยชวนพร้อมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ทานอาหารตัวประจำของเขา

โยฮันเนสเดินไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามกับสมิธ คนอายุน้อยเริ่มลงมือทานก่อนจากนั้นโยจึงได้เริ่มรับประทาน ทั้งคู่นั่งทานอาหารกันเงียบๆ เมื่อทานอาหารคาวเสร็จ เค้กสิบปอนด์ขนาดใหญ่ก็ถูกเข็นออกมาให้สมิธเป่า เด็กหนุ่มไม่อธิฐานแต่เขาก้มลงเป่าเทียนเลย

เขาเลิกอธิฐานไปนานแล้ว ปาฏิหารย์ไม่มีจริงหรอก

หลังจากตัดเค้กแจกจ่ายให้ทุกแล้ว สมิธก็นั่งทานเค้กชิ้นเล็กๆ โดยมีโยฮันเนสนั่งดื่มชาเป็นเพื่อนเงียบๆ สมิธกดรีโมทเปลี่ยนช่องทีวีเมื่อรายการสารคดีที่เขาชอบจบ เด็กหนุ่มกดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ก็หยุดชะงักที่ช่องข่าวบันเทิงช่องหนึ่ง

เขาจำผู้หญิงที่อยู่ในจอคนนั้นได้ ช่วงนี้ไอ้คนนั้นกำลังเป็นข่าวกับเธออยู่

อยู่ๆ โยฮันเนสก็กระสับกระส่ายลุกลี้ลุกลนผิดนิสัย

"เปลี่ยนช่องเถอะครับ"โยเอ่ยบอกกับสมิธตรงๆ

"ทำไม? " ยังไม่ทันที่โยฮันเนสจะได้ตอบคำถามสมิธ เสียงนักข่าวในทีวีก็วิ่งเข้าหูมาได้ยิน

'ข่าววงในบอกว่าคุณคาร่ากำลังจะหมั้นจริงหรือเปล่าคะ? '

'แหม ไปสืบกันมาจากไหนคะเนี่ย' คาร่าหัวเราะอย่างมีจริต

'แล้วสรุปจริงหรือเปล่าคะ? '

'ก็มีคุยๆ กันไว้แล้วค่ะ'คาร่าตอบยิ้มๆ

'จริงเหรอคะเนี่ย จะจัดงานเมื่อไหร่คะ? '

'ไปถามลูคัสเองเถอะนะคะ คาร่าไม่พูดแล้ว'

'โถ่! ถ้าคุณฮาล์นยอมให้สัมภาษณ์กับนักข่าวง่ายๆ ฉันก็ไปถามแล้วล่ะค่ะ'

ลูคัส? ฮาล์น?

ชื่อมันไม่เหรอ?

หลังจากได้ยินชื่อว่าที่คู่หมั้นคาร่าแล้ว สมองสมิธก็แทบไม่รับรู้อะไรอีก รสหวานของเค้กในปากพลันขมฝาดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

สมิธไม่ได้พูดอะไร เขาไม่จำเป็นต้องฟังคำตอบจากโยหรอก

แค่นี้มันยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ

นี่ไงคือสิ่งที่เขารอคอยมาหลายปี เขากำลังจะโดนเขี่ยทิ้งแล้ว

มันน่าดีใจไม่ใช่เหรอสมิธ

++++++++++

ทำไมมันยาวนักก็ไม่รู้ เฮ้ออ ช่วงนี้ชีวิตเปรมก็มีปัญหานิดหน่อยเนื้อเรื่องอาจจะฝืดๆ บ้างนะคะ เอาเป็นว่าจบภาคตอนที่16นะคะ เดี๋ยวตอนเย็นตื่นขึ้นมาแต่งต่อคงลงในวันนี้ ไม่รอนานหรอก อีกนิดเดียวแล้ว☺

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น