เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 42 คราปักษาดาราปะทะนักรบอันดับหนึ่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 คราปักษาดาราปะทะนักรบอันดับหนึ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 149

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 คราปักษาดาราปะทะนักรบอันดับหนึ่ง
แบบอักษร

​ตอนที่ 42 คราปักษาดาราปะทะนักรบอันดับหนึ่ง

“รังสรรค์หิวข้าว มันไม่รู้ในทวีปสุสานมังกรมีอาหารหรือไม่ ณ ดินแดนอันไร้ซึ่งขอบเขตมีโครงกระดูกมังกรประปราย ชั้นหินเรียงรายและแอ่งน้ำใสที่สะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามงามตา จิตวิญญาณแห่งความ นึกอยากลองหาอาหารใต้บึงน้ำ รู้หรือไม่ มันพบอะไร”

“…ไหนๆก็ฟักเป็นตัวแล้ว ต้มกินล่ะกัน”

          แสงสนธยาละมุนละไมสอดลอดช่องสี่เหลี่ยม ละอองขาวตกกระทบผนังหินห่างไหล่นารีช่วงหนึ่ง ดวงดาวน้อยหลับตานิ่งภายใต้เครื่องอำพรางอย่างหน้ากากเทวาแห่งความตาย[ป้ายถามทางเจ้ามีทองคำหรือไม่] นางลอบสูดหายใจปรับจิตใจสงบมิสั่นไหว นารีตระเตรียมอุปกรณ์พร้อมเรียบร้อย นางต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ป้องกันชาวดาราจักมิทำงานผิดพลาด ซึ่งยากนักที่มันจะทำงานปกติมิชักดิ้นชักงอ และระเบิดบึ้ม มิรู้คณะวิจัย ผู้คิดค้น ผู้สร้างอุปกรณ์ดารามีความเคียงแค้นใดจึงสร้างของชำรุดและเสียง่ายให้ราชสำนัก ปานจะแอบลอบฆ่าเช่นนี้

          นารีครุ่นคิดอย่างหนัก ถ้านางรู้ความจริงของสาเหตุปัญหานางจักตกตะลึงแน่แท้ เพราะสาเหตุเกิดจากนางล้วนๆ

          “ครั้งนี้ขออย่าพัง โอมเพี๊ยง”

          นารีหมุนเอว โยกแขนร่ายมนต์วิเศษเพื่อสร้างพลังใจและเสริมพลังศักดิ์สิทธิ์ให้เกราะดารา สมัยเด็กนารีชอบอ่าน ดูการ์ตูนสาวน้อยเวทมนตร์เยอะไปหน่อย นางชื่นชอบตุ๊กตาพูดได้ และไม้คฑา ยามว่างงานไม่มีราชกิจ นางก็มักเล่นเป็นสาวน้อยเวทมนตร์บ่อยๆ ยิ่งมีข้ออ้างว่าเล่นสนุกกับน้องสาว ผู้ใหญ่และหลายๆคนจึงมิรู้ธาตุแท้ฮ่องเต้องค์นี้ รู้เพียงภายนอกท่านรักน้องๆและเด็กมาก ท่านจึงมักแสดงเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ให้เจ้าพวกตัวแสบสนุกสนาม หัวเราะเบิกบาน ท่านช่างมีอารมณ์ขำยิ่งนัก

          แต่จริงๆก็นั้นแหละ นารีเล่นเพื่อตัวเองล้วนๆ ฮ่องเต้ผู้ฉลาดปราดเปรื่องมีนิสัยหนึ่งที่สูงเหนือประชาชนคือ

          ท่านสร้างฉากบังหน้า และข้ออ้างเก่งมาก ยิ่งเรื่องปกปิดความผิดนี้ ไม่มีใครสู้นารีได้เลย

          ตอนนี้เช่นเดียวกัน รอบด้านมิมีใครให้ระวัง นารีจึงปลดปล่อยเต็มที่ ชูวา

          “..”

          “..”

          “..”

          ก็ไม่เชิงคนเดียวกระมัง

          “..”

          “..”

          “เจ้าจักเมินพวกเราเลยรึ!”

          “////”ไม่ให้เมินแล้วจักให้ข้ากล่าวอันใดเล่า โธ่ เคราะห์ดีนารีมีหน้ากากปิดบังรูปโฉม เมรัยกับเรไรจึงมิอาจชื่นชมใบหน้านารียามขวยเขิน ดวงดาวน้อยแท้จริงเป็นคนหน้าหนาปานกำแพงถ้ำ เวลามีคนพูดจามิดีกับนาง เมินเลย ไม่สนใจ เอาเป็นว่าอีกฝ่ายพูดกับกระถางดอกไม้ มิคุยกับนาง ฉะนั้นประโยคให้ร้ายต่างๆนาๆจึงมิเคยทำให้นารีเก็บใส่ใจให้เปลืองพื้นที่สมอง  

          ณ ห้องพักนักสู้ แบ่งเป็นหกห้องใหญ่ นักสู้แบ่งเป็นสองฝั่ง แต่ละฝั่งมีนักสู้เท่ากันซึ่งผู้ประสานงานจักเรียกนักสู้ให้เตรียมพร้อมและขึ้นลานประลองหลังจบการต่อสู้คู่ก่อนหน้า ตอนนี้ยังมิถึงคราวนารีออกโรง กระนั้นก็อีกมินานแล้ว ดวงดาวน้อยยืนทำสมาธิอย่างสันโดษนอกห้องพัก หมอผีน้อยกับปักษาน้อยอยากให้กำลังใจเลยขออนุญาตผู้ประสานงาน ขอเยี่ยมนารีสักประเดี๋ยวหนึ่ง ผู้ประสานงานคนเดิม ใจดีประหนึ่งหลวงพ่อ เมรัยประทับใจจึงมอบยันต์ขับไล่ผีเป็นของตอบแทน เขารับไว้พลางเอ่ยในใจ ข้าจักรักษาอย่างดี

          คนมีน้ำใจควรได้รับน้ำใจตอบแทน

          ตัดมายังพวกนารี …

          “พร้อมหรือยัง”

          “..”

          “นี่ งอนเป็นเรไรไปได้”

          “ทำไมพวกเจ้ามิเคาะประตูเล่า”

          ด้วยความลับแตก สุรเสียงนารีจึงฟังดุดันดุร้าย หมั่นเขี้ยว ร้อนรนสามส่วน เมรัยเบ้ปาก ปลิ้นตา “แหกตาเจ้าดูมันมีประตูที่ไหน” เมรัยชี้นิ้วใส่ช่องทางเดินไร้บานประตู นารีกรามค้างพลางกระแอมแก้เก้อ สมองดวงดาวน้อยวิ่งเร็วพลันเอ่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน “ห้องนักสู้มิให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามิใช่หรือ”

          “พอดีน้องลิซ่าใหญ่พอควรน่ะ”

          เมรัยยักคิ้วจองหอง นารีอ่อนใจ เรไรมิคิดอันใด หมอผีน้อยอยากดูดวงดาวน้อยพร้อมสู้หรือไม่ เอาตามตรงคือระหว่างที่เมรัยกับเรไรนั่งชมการประลองคู่ก่อนนารี บรรดานักสู้ที่เหยียบย่างสู่ลานประลองนั้นอันตรายและน่ากลัวปานลูกหลานยักษ์ อย่างแม่มดที่สามารถเสกเปลวไฟเผาเกราะนักรบรับจ้างจนละลายเป็นหยดน้ำ นักฆ่าที่ใช้กรงจักรขว้างปาดแขน ขา หัว ไหล่ ตัดเส้นเอ็น กระทั่งฟันผ่าเผยเนื้อกระดูก เลือดสีแดงสาดกระจายเต็มลานประลอง ถ้าไม่มีคนทำความสะอาดลานประลองทุกครั้งหลังจบการต่อสู้ เมรัยคงคิดว่านี้มันงานประลองใต้ดินชัดๆ

          “มิต้องห่วง ข้าดูแลตนเองได้”

          “เช่นนั้นก็ดี”

          “นารีสู้โดยมิบาดเจ็บได้หรือ”เรไรถามสิ่งที่กวนใจนางตลอดวัน เวลาคนสองคนประลองดาบแลกชะตา ทั้งสองฝ่ายล้วนหมายสร้างความเสียหาย สร้างรอยแผลให้อีกฝ่าย สู้โดยที่มิให้มีแผลหรือบาดเจ็บจึงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าต้มบะหมี่ ถ้านารีมิมีฝีมือสูงกว่าคู่ต่อสู้จริงๆก็นับว่ายากที่นางจักปลอดภัยไร้รอยขีดขวน โอกาสไร้รอยแผลอาจน้อย กระนั้นก็ใช่ศูนย์ “บาดเจ็บก็กลับ”

          นารีเท้าเอวพลางส่งยิ้มให้เรไร ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายสุดก็อย่างที่นางกล่าว นารีรับปากจักระมัดระวัง

          เข็มนาฬิกาเคลื่อนขยับ ลมฝนพัดกิ่งกล้วยปลิว

          เมรัยอมยิ้มอุ่นไอรัก นารีสบตาคู่งามแฝงความสุขุมเปี่ยมพลังชีวา “เรื่องเงินมิสำคัญเท่าชีวิตพวกเจ้า จำไว้ให้ดี”เมรัยยื่นปลายนิ้วแตะหน้ากากสีดำดั่งม่านรัตติกาล หมอผีน้อยหลุบตาซ่อนความกังวลไว้ก้นบึ้งหัวใจพลางกล่าวย้ำนารีและเรไรสดับฟัง ดวงดาวน้อยฟังประโยคพลันหัวใจมีคลื่นน้ำตีกระทบเบาๆนางถอดหน้ากาก เผยโฉมสะคราญ หมอผีน้อยกระชับดวงดาวน้อยพลางมอบจุมพิตสลักรัก นัยน์ตาดวงดาวน้อยส่อไอหมอก แลหยาดเยิ้มจนหมอผีน้อยยากหักห้ามใจ นารีผละจากจูบเมรัย พลางหันไปจูบเรไรด้วยความรู้สึกเอ็นดู ห่วงแหน และรักยิ่ง

          “ข้าจักจัดการให้ไว”

          นารีซุกไซ้เรไร ปักษาน้อยสวมกอด ส่งพลังให้ดวงดาวน้อย หมอผีน้อยลูบศีรษะสาวน้อยทั้งสอง ไม่นานผู้ประสานงานขานเรียกชื่อนารี

          ดวงดาวน้อยสวมหน้ากาก เรไรช่วยนารีจัดอาภรณ์ ครั้งเห็นชุดนารีสวยสดงดงาม ปักษาน้อยและหมอผีน้อยก็กลับไปที่นั่งผู้ชม โดยมิลืมเตือนว่า ถ้าชุดขาดโดนดุนะ

          ส่วนนารีพยักหน้าพลางสะบัดร่าง ชายแขนเสื้อโหมกระพือดุจปีกอินทรี นางย่ำเท้าสู่ลานประลองอย่างไร้ซึ่งความกลัวใดๆ

          “ขอเชิญนักเชิญฝั่งแดง [แม่พัดกระดาษน้อย] และนักสู้ฝั่งน้ำเงิน [เงาพิฆาตกริช] ขึ้นลานประลอง”

          แรกเริ่มมีเสียงโห่ร้องคำรามดั่งเสียงนักรบขี่อาชาบุกทลายข้าศึก ทั่วบริเวณรอบลานประลองปรากฏภาพฝูงชมนับพันหมื่นยื่นเกาะขอบสนาม นอน เบียดเสียดไหล่ชนไหล่ปานฝูงปลามัจฉา ชาวบ้านขาวเมือง เด็กและผู้ใหญ่ โคโลเซียมมีระบบจัดพื้นที่ให้ผู้ชราด้วย แม้นฟังมิน่ายินดีนัก เรื่องให้คนแก่ชมการต่อสู้มีเลือดไหลเช่นนี้ กระนั้นผู้ชราเมืองไฟท์มาคิสออนใจแข็งดั่งพสุธา พวกเขาทั้งหลายคืออดีตนักสู้ ให้ดูเด็กรุ่นหลานตีกันมิใช่เรื่องน่าปวดหัวหรือเสียวสันหลังจนหัวใจวายสิ้นชีพแต่อย่างใด

          ที่นั่งราชา ซึ่งแต่ละปีมีราชาแคว้นแมรี่นั่งประทับ ปีนี้พิเศษ ท่านมิมาชมด้วยตนเอง แต่ส่งลูกชาย เจ้าชายลำดับที่หนึ่งมาแทน

          บรรยากาศงานเต็มเปี่ยมด้วยไอร้อนระอุ สวนทางกับอากาศหนาวเย็น ไอความร้อนที่พุ่งสูงเกิดจากน้ำเสียงและความรู้สึกเดือดพล่านของเหล่าผู้ชมรอบด้าน ตะวันดวงกลมโตลอยเด่นบินผ่านพ้นจุดกลางฟ้า รอบด้านมีหมู่เมฆเทาลอยประปราย นารียืนบนลานประลองสัมผัสความรู้สึกฮึกเหิม ความหวังอันยิ่งใหญ่ ณ แผ่นหินขนาดใหญ่ รูปทรงวงกลม ดวงดาวน้อยลอบสำรวจหาที่นั่งพวกหมอผีน้อย ส่องๆสักพักก็เจอ

          นางเห็นเรไรนั่งตักเมรัยก็สบายใจ

          “ชอบกันจังที่แจ้งๆ”

          นารียกชายเสื้อปิดปากหน้ากากขบขัน ดวงดาวน้อยละสายตา หันมองคู่ต่อสู้ ฝั่งตรงข้ามมีสตรีสวมชุดอาภรณ์น้อยชิ้นปานประหนึ่งนางระบำ นารีมิรู้จักนักรบอันดับหนึ่งอย่างละเอียด กระนั้นนางทราบชื่ออีกฝ่าย ชื่อไรรีย์ อายุสิบเจ็ด เพศหญิง อาวุธคือกริชสองเล่ม นางสามารถโค่นนักสู้และเอาชนะคู่ต่อสู้จนคว้าตำแหน่งนักรบอันดับหนึ่งได้ในการเปิดตัวครั้งแรก ที่สำคัญนางสามารถครองตำแหน่งนานถึงสามปี เรียกว่าเป็นอัจฉริยะวัยขบเผาะหาตัวจับได้ยาก ฝีมือนางร้ายกาจขนาดแม่ทัพสงครามยังหวาดเกรง และเกรงใจ ราชาแคว้นแมรี่ให้โล่เกียรติยศและสิทธิ์พิเศษมากมายแด่สตรีผู้มีพลังมาโฮระดับสูง สูงสุดในรอบหลายพันปี ไรรีย์เป็นนักสู้กึ่งนักรบ สมัยก่อนนางเคยรับงานทหารรับจ้างและล้มลุกคลุกคลานในสมรภูมิ สั่งสมประสบการณ์ที่เกือบจมลงนรกหลายร้อยครั้ง กระทั่งนางละทิ้งเปลวเพลิงสงคราม มุ่งสู่ลานประลองวิชา สถานที่ที่ซึ่งฝีมือกริชของนางเปล่งประกายรัศมีเจิดจ้า ณ ลานประลองนี้สร้างชื่อเสียงให้นาง และนางคิดจักรักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีไว้จงได้ มิยอมให้ใครปีนป่ายก้าวข้ามนาง

          ปัจจุบันไรรีย์ทำงานเป็นองครักษ์เจ้าชายแม่รี่ นักรบอันดับหนึ่งแท้จริงอยากมีอิสระ กระนั้นด้วยพันธะทำให้นางกลายเป็นนกในกรงขัง มิอาจกางปีกหนี..

          นางยังมีชีวิต และนางจักมีชีวิตอย่างมีความหมาย

          กายเนื้อล่อหลอมจากเหล็ก คมกริบดั่งเล็บมังกร แข็งทนทานดั่งโล่เทวา หัวใจนางแกร่งยิ่งกว่าดวงวิญญาณพหุฝาแฝดจดหมาย[สารส่งให้สาวน้อยหมวกแดง]

          ออร่าพลังพวยพุ่งใต้ฝ่าเท้า ไอพลังมาโฮโหมซัดสาดบัดเกิดสายลมพายุ

          เสียงผู้ชมแผ่วเบาลงจนเงียบงัน เมื่อการต่อสู้เปิดฉาก เสียงใดๆก็มิมีค่าอีกต่อไป นอกเหนือเสียงกรีดร้อง และเสียงอาวุธปะทะตีกระหน่ำ

          “คงมิคิดเอาจริงตั้งแต่แรกรอบกระมัง”

          นารีหัวเราะแห้ง ทราบอีกฝ่ายจริงจังเพียงใด เล่นใส่แรงเต็มที่ตั้งแต่รอบแรก ดวงดาวน้อยประหม่า สังเกตและสัมผัสไอพลังมาโฮ หัวใจเต้นกระตุกตุบๆ

          ถ้ายังอ่อนข้อให้ นางมีแผลแน่…

          “แม่พัดกระดาษน้อย”

          “กริชพิฆาตเงา”

          สองสตรีเอ่ยนามทางการ ประกาศศึกอย่างผู้ชำนาญรบ

          ผู้ประสานงานโบกธง ร้อง เริ่ม!!

          ฟิ้ว

          ชั่วพริบตา นารีพลิกตัวกระโดดหลบปลายกริช ดวงดาวน้อยทิ้งระยะห่าง กระนั้นนักรบอันดับหนึ่งก็ไล่ตามทันอย่างง่ายดาย กริชวาดลวดลายหมายฟันศัตรู ดวงดาวน้อยสูดหายใจยกเท้าถีบหน้าหมายสกัดอีกฝ่าย ไรรีย์ชักมือกลับพลางตั้งแขนป้องกันฝ่าเท้าทันท่วงที นารีอาศัยโอกาสนั้น กระโดดตีลังกาหนี การจู่โจมไรรีย์รวดเร็วน่าขนลุก นารีมิทันพักหายใจก็ต้องรับมือกระบวนกริชสองเล่มที่ฟาดฟันแต่ละทีล้วนเล็งจุดอันตราย ดวงดาวน้อยจำใจต้องแสดงวิชาป้องกันตัวชาวดารา ใช้การเคลื่อนไหวประหนึ่งร่ายระบำหลบหลีกอาวุธพิฆาต

          นารีกางฝ่ามือทาบพื้น เรือนผมพัดสยายดุจหางนางเงือก นางคว้าพัดกระดาษ คราวหมุนเอว เหวี่ยงเท้ากระหน่ำเตะไรรีย์ นักรบอันดับหนึ่งตระหนกระแวงเรี่ยวแรงดวงดาวน้อย แม้นภายนอกรูปร่างทรวงทรงจักเล็กกระจิ๋วราวเด็กประถม ทว่าแรงเท้ามิน้อยเลย โดนถีบแต่ละหนล้วนสร้างความเสียหาย ไรรีย์หรี่ตาเข้มขรึมถอยห่างเพื่อเริ่มประเมินนารีใหม่ ดวงดาวน้อยสบโอกาสก็หยุดยืนยิ่งมองพินิจไรรีย์

          สองฝ่ายคิดวิเคราะห์ หาจุดอ่อน สืบจุดแข็ง อะไรคือสิ่งที่จักตัดสินชัยชนะครั้งนี้

          “ไม่เลว..”

          “หึ”

          นารีชมเสียงหวาน ดวงดาวน้อยยอมรับฝีมือนักรบอันดับหนึ่ง หากเป็นคนอื่นสู้มีหวังร้องไห้ น้ำตาแตก ร้องหาแม่ตั้งแต่กระบวนท่าแรกแล้วกระมัง นารีกวาดพัดกระดาษไปข้างลำตัว เร่งพลังมาโฮ รวบรวมไว้ที่พัดกระดาษหนึ่งจุดห้าส่วน เทคนิคอัดพลังมาโฮใส่สิ่งของเพื่อเสริมความคงทนและความแข็งแรงคือพื้นฐานศาสตร์มาโฮ ไม่ว่าใครก็ทำได้ กระนั้นความคงทนและความแข็งขึ้นอยู่กับพลังมาโฮผู้ใช้ หากระดับรากหญ้าก็มิต่างกับเปลี่ยนกระดาษเป็นกระดาษแข็ง แต่ระดับนารี

          นางสามารถเปลี่ยนอณูธาตุให้แข็งปานเกร็ดมังกรก็ยังได้

          ดูสิว่าไรรีย์จักทำลายพัดกระดาษที่เปรียบประหนึ่งเกร็ดมังกรได้หรือไม่

          “ฝั่งนี้ขอเริ่มบ้าง”

          นารีเหวี่ยงพัดไว้ข้างหลัง และพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นไรย์ปานกระทิงคลั่ง พัดกระดาษตวัดตี นักรบอันดับหนึ่งมิเผยช่องว่างและมิคลายความระวังพัดนารี นางใช้กริชอาวุธคู่กายต้านรับ และโจมตีสวนพร้อมกัน รุกและรับ สบจังหวะก็แทงกริช สองสาวแลกเปลี่ยนกระบวนท่าร้อยครา ทั้งคู่เคลื่อนไหวเร็วจนผู้ชมมองตามมิทัน ความเร็วระดับหลุดกรอบมนุษย์ คนธรรมดามิอาจเลียนแบบ

          แลสะพรึงจนกลั้นหายใจ หนาววาบ

          ผู้ชมเก้าส่วนคิดว่าคนที่จับคู่เจอกับนักรบอันดับหนึ่งช่างโชคร้าย ต้องพ่ายแพ้ตั้งแต่รอบแรก แต่ยามนี้พวกเขามิกล้าคิดเช่นนั้น เพราะฝีมือนารีร้ายกาจมาก ระดับนี้มัน

          ทักเทียมกันเลยมิใช่รึ

          “บ้าไปแล้ว”

          ทุกคนคิดเหมือนกัน พวกเขารู้ว่าแต่ละปีงานประลองวีรชนสิงหาจักมีนักสู้ลี้ลับ และแข็งแกร่งปรากฏกายมิซ้ำซาก นั้นถือเป็นความสนุกอย่างหนึ่งที่มีโอกาสพบเห็นนักสู้เก่งๆจากซอกหลบ ถ้ำ หลุม แต่คราวนี้พิเศษยิ่งนัก พวกเขาพึ่งเคยเจอคนที่สู้สูสีกับนักรบอันดับหนึ่งครั้งแรก

          “ม เมรัย..นารีจะเป็นอะไรหรือไม่”

          เรไรหอบ หน้าสีระเรื่อ เมรัยที่กำลังวาดรูปเต่าน้อยบนแผ่นหลังเรไรฟังคำถามแล้วยกยิ้ม “นางมิแพ้ง่ายหรอกน้า”

          แม้นนารีจักมิใช่นักสู้ที่เก่งที่สุด แต่นางมิใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เมรัยรู้ อ้อ นางหลบเก่งด้วย

          ณ ลานประลอง ท้องฟ้ามีเค้าโครงเมฆฝนลอยปกคลุมเหนือโคโลเซียม อากาศหนาวเหน็บมีไอฝน และเสียงฟ้าร้อง นารียืนบนลานประลอง นางสะบัดพัด เท้าหมุนเป็นวงกลม ไรรีย์ย่อเข่าและเหวี่ยงกริช สองศาสตราวุธตีกระทบกันบัดเสียงดังสนั่นกึกก้อง ประกายสะเก็ดไฟแตกกระเซ็น ไอมาโฮสองสายผลักดันพลังกันและกันจนพวกนางต้องล่าถอยไปคนละฝั่ง

          “โห”

          นารีก้มมองพัดกระดาษ นางให้คะแนนไรรีย์เพิ่มอีกสามคะแนน เพราะยามนี้อาวุธพิฆาตที่สร้างจากนักวิจัยชาวดารากำลังเสื่อมสภาพ ขอบกระดาษมีรอยขาดละลาน ดวงดาวน้อยพินิจพลังมาโฮบนผิวพัดกระดาษ เห็นร่องรอยถูกคมกริชตัดสะบั้น นี้มัน

          “อาวุธพิเศษที่สามารถตัดพลังมาโฮ…กริชภารตะ[เล็บนางสุวรรณหงส์]หรือ”

          “!”

          นักรบอันดับหนึ่งเบิกตากว้างด้วยมิคิดอีกฝ่ายรู้จักอาวุธนาง นารีก็กล่าวอย่างมิใส่ใจนัก

          “เคยเห็นในตำราอาวุธโบราณ”

          กริชภารตะมีประวัติศาสตร์เมื่อสมัยห้าพันปีก่อน มันคือกริชวิเศษสองเล่มที่มีความสามารถตัดพลังมาโฮ ลดถอน สลายพลังมาโฮทุกชนิด มันอาจมิใช่อาวุธวิเศษขั้นอภินิหาร กระนั้นมันถือเป็นอาวุธโบราณอันตรายมีความสามารถเลิศล้ำ ใครที่ครอบครองมันเรียกว่าโชคดีมาก เพราะกริชนี้สามารถสลายพลังมาโฮ หากแทงศัตรูก็สามารถตัดสายพลังมาโฮอีกฝ่ายจนอีกฝ่ายสูญเสียพลังมาโฮ ถ้าถูกขังในอาณาเขตมาโฮ ก็ใช้กริชนี้ทำลายอาณาเขตมาโฮ เป็นสุดยอดอาวุธที่มีเพียงคู่เดียวในพิภพ

          ข้อดีคือมันเลือกเจ้าของ ข้อเสียคือใครที่ต้องสู้กับผู้ใช้มันก็เหมือนเผชิญหน้าหายนะยุคมหาสงคราม

          [ตัดชีพจรมาโฮสูญสิ้น—สวดส่งชีวิตสู่กล่องมรณะ] [back to start]

ดวงดาวน้อยยิ้มเย็น นางสงสารพัดกระดาษยิ่งนัก พัดกระดาษนี้ใช้ตบก้น ตีหัวเมรัยเนิ่นนาน นารีมิอย่าให้มันพังในงานประลอง นางเปลี่ยนแผนเพื่อรับมือไรรีย์ ดวงดาวน้อยยอมละทิ้งชื่อที่นางตั้งเล่นๆ แม่พัดกระดาษน้อยต้องละอายใจเสียแล้ว เพราะเพียงขึ้นสู้บนลานประลองทางการครั้งแรกก็ต้องทำในสิ่งที่มิควรทำ นารีระบายลมปราณ ยอมเก็บพัดกระดาษใส่ประตูโยดา

          นับแต่เริ่มสู้นารียังมิเผยพลังมาโฮแท้จริงสักครั้ง นางใช้พลังมาโฮอัดใส่พัดกระดาษตลอด

          กระนั้นต่อให้เปลี่ยนอาวุธ พลังมาโฮของนารีก็ยังปิดผนึกมิมีวี่แววปลุกให้ตื่น

          “เป็นเกียรติของเจ้ายิ่งนักที่ทำให้ข้าเก็บพัดกระดาษ”

          ลมฝนพัดกระโปรงนารีเลิกสูง เรือนเกศานางพัดปลิวเช่นกัน นารีมิรีรอให้ไรรีย์คิดสร้างแผน ดวงดาวน้อยเสกดาบอาบเปลวเพลิงสีน้ำเงินทมิฬ เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มดุจสีผมฮ่องเต้แห่งห้วงจักรวาล มีเปลวไฟสีดำแทรกผสม ดาบธรรมดาที่แลมิธรรมดาเพราะทั่วทั้งเล่มด้ามจับจรดปลายคมดาบมีเปลวเพลิงห่อหุ้มปานนางกำลังถือเปลวไฟร้อนแรง ภาพนารีเก็บพัดกระดาษทำให้หลายคนลอบถอนหายใจ กระทั่งภาพนารีใช้อาวุธใหม่นั้นทำให้ผู้คนสูดหายใจเฮือก เสียวสันหลังปานมีวิญญาณเดินผ่าน

          นั่นมัน…อะไร

          นารีตั้งดาบอย่างราชัน มิมีใครรู้นางสามารถถือดาบอาบเปลวเพลิงเช่นไร กระนั้นไอพลังคุกขามที่แผ่ซ่านจากตัวตนนารีมิเบาบางสักนิด กลิ่นพลังเข้มข้นแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันมหาศาล มากพอให้รอบด้านอึดอัด กริ่งเกรงกลัว ใจหายใจคว่ำ ไอพลังมโหฬารที่เอ่อล้นจากดาบทวีเพิ่มสูงเรื่อยๆกระทั่งเปลวเพลิงของมันลุกโชติช่วง แตกสยายส่อประกายปานลมหายใจผู้สร้างเอกภพ

          สะเก็ดเพลิงปลิดปลิวลอยคู่สายลมหนาว…ภายใต้เปลวเพลิงนี้…มีดวงวิญญาณนับพันล้าน…

นารีมิเคยเผยพลังแท้จริงให้ผู้ใดรู้ ดาบเล่มนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังนางเท่านั้น

          เสี้ยวพลังอำนาจที่มากกว่าจ้างจักรวาล—

          “..”

          ไรรีย์วาดกริชทั้งสองทิ้งข้างลำตัว เพราะเมื่อครู่นารีมองออกว่าอาวุธนางสามารถตัดพลังมาโฮ ครั้งนี้ที่นารีเปลี่ยนอาวุธ ดาบเล่มนั้นไร้ซึ่งพลังมาโฮเฉกเช่นอาวุธวิเศษปกติ มันคือดาบพิเศษที่เดาว่าไม่ใช่สิ่งของบนพิภพ พลังของดาบคือขุมพลังที่ไม่มีจริง หรือยังไม่มีใครค้นพบ ช่างลึกลับ พิศวง เปี่ยมด้วยปริศนาและความน่าเกรงขามประหนึ่งตัวตนแห่งหายนะ

          อันตรายิ่งนักการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่รู้จัก ทว่า

          ไรรีย์ชอบนะ ความท้าทาย ความรู้สึกที่หัวใจบีบคั้น ช่างน่าตื่นเต้นเหมือนยาพิษที่นางมิอาจมองข้าม

          นางอยากเจอคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจ คนอย่างนารี นางคือคนที่นักรบอันดับหนึ่งเฝ้ารอคอย

          ยิ้มน่ารักเชี่ยว…

          นารีลอบขำท่าทีไรรีย์ที่เจ้าตัวพยายามปิดซ่อนไว้มิให้ใครเห็น กระนั้นนารียังอุสาเห็น

          “รับมือ”

          ไรรีย์ถูกนารีมองเห็นสีหน้านาง นักรบอันดับหนึ่งจึงหุบยิ้มปั้นหน้าบึ้ง มันแย่มากเวลาถูกคนอื่นเห็นตอนตนเองเผลอหลุดกิริยาบ้าๆบอๆ สองสาวตั้งกระบวนดาบ กริชเตรียมสู้รอบสอง แม้นพลังวิเศษของอาวุธไรรีย์จักไม่มีผลกับนารีแล้ว กระนั้นฝีมือกริชและศาสตร์นางยังร้ายกาจจนนารีลอบบ่นอุบ นารีเหวี่ยงดาบตีปะทะกริชสองเล่ม สองฝ่ายแลกกันตีละคนหลายสิบครั้ง ต่างมิมีใครยอมถอย

          ประเดี๋ยวพุ่งสู้ตรงนี้ที ประเดี๋ยวบินไปสู่เหนือลานประลอง นารีกับไรรีย์แลกดาบกันอย่างเดือดพล่าน คมกริชสองเล่มตวัดสร้างลำแสงสีแดงตาปีศาจ น้ำเงินสายน้ำสมุทร ดาบนารีก็ฟันสาดเปลวไฟเย็นยะเยือก ภาพการต่อสู้ทั้งคู่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้รอบสนาม กระนั้นนักสู้แต่ละคนแลชมต่างใจหายวาบ เพราะแม้นท่วงท่าทั้งสองสวยงดงามราวเต้นรำ แต่ทุกท่าล้วนหมายทำลายล้างกันและกัน

          ถ้าพลาดได้เจ็บหนักแน่

          ผัวะ ฟิ้ว เพล้ง

          ดาบอาบเปลวเพลิงเป็นเพียงดาบธรรมดาที่แข็งกระด้างและทนทานกว่าดาบธรรมดาเท่านั้น ไม่มีพลังวิเศษแต่อย่างใด กระนั้นเพราะฝีมือเพลงดาบนารีสูงส่งและเหนือกว่านักรบมนุษย์ ทำให้นางแสดงฝีมือร้ายกาจมิเผลอพลาดท่าให้ไรรีย์แม้แต่เสี้ยววินาที การศึกยืดยื้อมีผลต่อร้ายสองฝ่าย ไรรีย์ทุ่มสุดตัวแล้ว กระนั้นยังสร้างบาดแผลให้นารีมิได้ มีจังหวะหนึ่งนางจู่โจมช่องว่างนารี คมกริชประชิดใกล้แตะเอวดวงดาวน้อย กระนั้นปลายกริชถูกบางสิ่งต้านไว้มิให้แตะเนื้อหนังนารี

          ราวมีเกราะพิเศษหุ้มร่างกายไว้ ป้องกันนางอย่างหนาแน่น

          เกราะมีความทนทานสูง แม้นแต่กริชภารตะยังต้องตีกระหน่ำจุดเดิมสิบครั้งจึงเจาะเกราะแตก

          ไรรีย์หน้าอึมครึมระคนมีโทสะ นารีลอบกระหยิ่มยิ้มแก้มบาน นางยังห่วงว่าเกราะดารามิอาจป้องกันอาวุธมนุษย์ แต่พอทดสอบกับสุดยอดอาวุธนักรบอันดับหนึ่งแล้วผลปรากฏว่า เกราะดารายากตีแตก นารีก็เบาใจยิ่งนัก ถ้าไรรีย์เจาะไม่เข้า คนอื่นๆอย่าหวังเลย

          รูปการณ์มิดีนัก ไรรีย์หากยิ่งเสียเวลา ผลเสียยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะนักสู้ปริศนาบางคนแถวนี้เริ่มอ่านการเคลื่อนไหวนางได้แล้ว ถูกจับทางได้ ไรรีย์ย่อมตกที่นั่งลำบาก นักรบอันดับหนึ่งเร่งรัดหมายกำชัยชนะ จุดเด่นของนางคือการจู่โจมรวดเร็วประหนึ่งนักฆ่า กระบวนกริชสองเล่มวาดวิถี ไรรีย์หงายไพ่อีกใบ นั้นคือวิชากริชที่นางฝึกฝนตลอดหลายสิบปี วิชาที่ขยายขอบเขตการโจมตีนาง กระบวนท่า “เงางู[สาดพิษสุดขอบนภา]”

          ประหนึ่งสัตว์ร้าย ปานเคียวยมทูตเย็นเยียบ

          ไรรีย์สั่งสมประสบการณ์ในสนามรบ นางฝึกฝนจนสามารถผสมผสานพลังมาโฮของนางร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับกริชภารตะก่อกำเนิดพลังมาโฮชนิดใหม่อันไร้เทียมทาน สุดยอดวิชาที่ก้าวข้ามขีดกำจัดของกริชหลายขุม นักรบอันดันหนึ่งมิอาจออมมือและเก็บไพ่ไว้สู่รอบสอง เมื่อต้องเผชิญหน้าคู่ต่อสู้อย่างนารี ไรรีย์เลือกใช้มันเพื่อปิดฉากศึกคราวนี้

          แปรเปลี่ยนย่างฝีเท้า ฝ่ามือขาวหมุนควงกริช สัญชาตญาณเตือนภัยให้นารีถอยไปข้างหลัง ดวงดาวน้อยกระโดดพลิกกายลงจอด ณ ปลายสุดลานประลอง ทิ้งระยะห่างไกลมาก

          รู้หรือ แต่ว่าก็ไร้ประโยชน์… ไรรีย์สีหน้าหนักแน่นเปี่ยมจิตมุ่งมั่น นางวาดกริชกวาดไปข้างหน้าประหนึ่งจันทร์เสี้ยว การฟันธรรมดาที่หลายคนสงสัยว่านางทำเพื่ออะไร

          กระนั้นสิ่งที่คนธรรมดาไม่รู้ คือสิ่งที่นารีให้หัวใจดิ่งวูบ

          ฟิ้ว…

          ไร้สายลม ไร้ลำแสง มีเพียงเสียงแผ่วเบาปานเสียงผีเสื้อกระซิบ นารีมิกล้าเสี่ยงยกดาบตั้งรับ นางจึงเบี่ยงก้มหัวหลบรัศมีคมกริชที่พุ่งผ่ากลางอากาศ มันฟันผ่านตัวนารีไปอย่างน่าหวาดเสียว นารีเบิกตา นัยน์ตาหดเล็ก หากเมื่อครู่นางยังยืนนิ่งที่เดิม เสื้อนางขาดแน่ ยังดีที่นางไวตัวทันหลบก่อน กระนั้นเมื่อครู่นางเกือบฉี่ราด

          คมกริชฟันผ่านปลายผมนางพอดิบพอดี ผมเกือบขาดแล้ว

          “หึหึ”เมรัยมือลูบเอวเรไร เพราะปักษาน้อยซบหน้าจมอกหมอผีน้อย นางจึงมิทันเห็นรอยยิ้มทมิฬบนใบหน้าเมรัย

          ฝั่งนารีเมื่อรับรู้การจู่โจมของไรรีย์ไม่เหมือนเดิมอีก ดวงดาวน้อยตบอก คิดแผนใหม่รอบที่สาม นอกจากไรรีย์มีกริชที่สามารถตัดพลังมาโฮคู่ต่อสู้ นางยังมีศาสตร์กริชขั้นสูงที่สามารถฟันเพิ่มระยะขอบเขตการโจมตีให้ไกลกว่ากริชธรรมดา ไกลกว่าดาบ เอาจริงๆมันไกลพอฟันจากลานประลองพุ่งไปยังกำแพงเมืองไฟท์มาคีสออนด้วยซ้ำ

          ขอแค่ข้ามองเห็น ข้าก็ฟันเจ้าตัวขาดได้

          โกงยิ่งนัก ระยะโจมตีที่มิอาจโผล่ปรากฏกายต่อหน้าผู้ใช้ ต้องหลบหลังกำแพงเท่านั้นจึงหนีรอด แต่ลานประลองมันโล่งโจ้งเช่นนี้ จักให้นารีมุดหัวหลุมไหนเล่า ดวงดาวน้อยเหงื่อแตก ระยะโจมตีกว้างไกลยังพอรับมือ แต่พลังที่ที่อัดแน่นในการฟันของไรรีย์หนักหน่วงยากต้านรับไหว แน่นอนเพราะไรรีย์มีพลังมาโฮระดับสูง

          นางมีระดับมาโฮสูงที่สุดในแคว้นแมรี่ ระดับดวงตะวัน

          ขีดจำกัดมาโฮสูงเช่นนี้ จำนวนครั้งที่นางสามารถฟันต้องไม่น้อยกว่าสามร้อยครั้ง

          สามร้อยครั้ง!!!

          ถ้านารีไม่รับปากพวกเมรัยจะไม่มีบาดแผล นารีคงหมดห่วงสู้เต็มที่ แต่นี้นางรับปากแล้ว กระซิกๆ

          นารีไม่รู้จักหัวเราะหรือร้องไห้ดี นางยังไม่อยากกลับบ้านนะ

          ต้องรีบจบให้เร็วที่สุด คราวคนที่ไม่อยากเล่นแล้วคือนารี นางกลัวเสื้อขาด

          “จบๆกันเถอะ”

          ฝ่ายหนึ่งคือนักรบอันดับหนึ่ง ไม่ใช่คนบอกจบง่ายๆด้วยการโจมตีเรียบง่ายแน่ นารีต้องใช้แผนการ แผนที่ยอดเยี่ยมและสามารถเข้าใกล้ตัวไรรีย์ นารีคิดพลางรับมือกริชไรรีย์ ทั้งสองทิ้งระยะห่างกันมากราวคนละทวีป กระนั้นนารีก็ยังมองหาโอกาสประชิดใกล้อีกฝ่าย นางพลาดแล้วที่เมื่อครู่กระโดดหนี เพราะอย่างนั้นตอนนี้นางจึงเสียเปรียบ หาจังหวะโดดใส่ไรรีย์ยากนัก

          ฟิ้ว ฟิ้ว

          นักรบอันดับหนึ่งระบายวิถีกริชกระหน่ำใส่ดวงดาวน้อย ทั้งสองคลับคล้ายกำลังเต้นรำที่มุมสุดลานประลอง ผู้ชมรอบดด้านมึนงงพวกนางทำอันใดกัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเหงื่อเย็นไหลอาบแก้ม “คุณปู่แม่นางผู้ใช้ดาบจักไหวหรือไม่”

          “ขึ้นอยู่กับเวลา”

          ชายชราลูบคางครุ่นคิดหนัก ศึกครั้งนี้ต้องวัดความอดทนกันแล้ว

          “…”

          อีกด้านอัศวินสาวมิมีรอบแข่งวันนี้ นางยืนซุ่มดูพวกนารีข้างสนาม ไม่มีใครรู้ว่า นางรู้แล้วว่าศึกครั้งนี้ใครจะชนะ

          “นารี..พยายามเข้า”เรไรหลับนิทราเพราะอ่อนแรง เป็นเมรัยที่นั่งชื่นชมอย่างเดี่ยวดายบนที่นั่งแขกพิเศษ หมอผีน้อยสีหน้าราบเรียบ เพียงครู่หนึ่งดวงตาก็ทอประกายสว่างไสว “อีกนิด” เมรัยสนุกมากเวลามองลุ้นจะได้อุ้มนารีกลับบ้านตอนไหน

          คนรักก็รออุ้มอย่างเดียว คู่ต่อสู้ก็รอฟันอย่างเดียว นารีระอากรอปหมดหวัง หนทางเดียวที่นางจะรอดพ้นเงื้อมมือมารทั้งสองคือชนะเท่านั้น ดวงดาวน้อยตัดสินใจเด็ดขาด ลองเดิมพันสักครั้ง ในเมื่อเต้นหลบก็มิช่วยให้นางชนะ นางขอบุกลุยไปข้างหน้า ขอฝากความหวังไว้กับความเชื่อ ในวินาทีที่คนคนหนึ่งตัดสินใจนั้นคือช่วงเวลาแห่งการเดิมพัน ว่าหลังจากนี้มันจะจบดีหรือจบร้าย ไม่มีใครรู้หรอก อนาคตสวยงามหรือไม่ มีแต่ต้องวัดใจเทจิตวิญญาณมุ่งไปหาคำตอบเท่านั้น!!!

          นารีหยุดเต้น เร่งพลังมาโฮทั่วร่าง และกระโจนพุ่งเข้าหาไรรีย์ปานดาวหาง

          ไรรีย์หรี่ตาสะบัดกริชร้อยสาย หมายทำลายล้าง รัศมีคมกริชวาดใส่นารีปานประหนึ่งพายุมรสุม นารีหรี่ตาใช้พลังมาโฮสร้างโล่ป้องกัน คมกริชมากมายฟันกระทบโล่จนโล่เกิดรอยร้าว อีกนิดเดี๋ยว นารีเม้นปากขณะประชิดไรรีย์ พลันโล่มาโฮแตกสลาย เพล้ง

          “จบ”

          “ไม่มีทาง”

          เข้าหาไรรีย์สำเร็จ แต่นักรบอันดับหนึ่งจิตแข็งมาก ไม่ตกใจสักนิด นางยังใจเย็นวาดกริชปาดคิ้วนารี ดวงดาวน้อยข่มความโกรธ ใจอยากสั่งทหารจับไรรีย์ไปขังคุกใจจะขาด ทำไมนางดื้อเช่นนี้ ใจอยากชนะไปไหนฮึ

          สองสาวไม่มีทีท่าหยุดยุติ ไรรีย์ถูกทำลายระยะแล้วก็ยังตั้งใจสู้มิยอมถอย นารีก็ใกล้ตบะแตก ต่างฝ่ายสลับกันรุกรับ ไล่และตบ ตีและถอย นารีเหวี่ยงเท้า ไรรีย์ขว้างกริช ศึกครั้งนี้ช่างดุเดือดปานศึกตัดสินก็มิปาน

          ผู้ชมรอบด้านเริ่มสัมผัสว่ามันใกล้จบแล้ว จึงกำหมัด ส่งเสียงให้กำลังใจ ปลุกใจนักสู้ทั้งสอง กระนั้นเสียงพวกเขาส่งไปไม่ถึงไรรีย์กับนารีสักแอะ ทั้งคู่ยามนี้ไม่มีเวลามั่วสนใจสิ่งรอบข้าง

          ผัวะ

          และแล้วนารีก็เล็งเห็นช่องโหว่ไรรีย์ ดวงดาวน้อยโยนความลังเลทิ้ง และใช้ดาบต้านสองกริช ส่วนฝ่าเท้าก็พุ่งเตะอัดสะโพกขวาเต็มแรง เรี่ยวแรงชาวดารามากกว่ามนุษย์นิดหน่อย แต่ไรรีย์ก็กัดฟันอดทนรับแรงไม่ทรุดเข่า หากทรุดเข่าก็พ่าย นางไม่อยากแพ้!!นักรบอันดับหนึ่งรักตำแหน่งนี้ นางไม่ยอมให้นารีได้ไปง่ายๆแน่

          ไรรีย์มืออาศัยจังหวะที่นารีคิดว่านางถอดใจแล้ว นักรบอันดับหนึ่งชักมือกลับอย่างว่องไว พลันกำกริชฟันพุงนารี แม้นคมกริชจะตัดเกราะนารีไม่ขาด แต่มันมีแรงมากพอผลักให้นารีกระเด็นพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า อึก นารีคันหยุบหยิบ จั๊กจี้นิดหน่อย นางถูกแรงกริชอัดตัวลอยปลิวไปไกล กระนั้นต้องอาศัยจังหวะเล่นจังหวะ นารีพลิกกายเท้าเหยียบพื้น ได้ฐานรองรับ นางพลันส่งแรงถีบเท้าพุ่งทะยานใส่ไรรีย์ทันทีทันใด

          รวดเร็วปานสายฟ้า ยากตั้งรับ

          ไรรีย์มองคมดาบที่พุ่งมาหา ใจสั่นสะท้าน

          พริบตานั้นนางหลงลืมจิตใจแห่งนักสู้ กำกริชและแทงเสียบเงานารี

          “สุโลยะ[กรงเล็บแห่งชีพมลาย”

          ..

          ..

          ..

          ..

          ไม่…

          ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนมากมายเห็นเงานารีถูกเงากริชไรรีย์เสียบแทงทะลุ เงานั้นมีสายธาราเลือดพุ่งทะลักสาดกระเซ็นน่าสยดสยอง หากแต่มันปรากฏในภาพเงาสลัวเท่านั้น ส่วนเจ้าของเงากลับไม่มีเลือดไหลสักหยด กระนั้นร่างกายนารีราวหุ่นที่เส้นใยชักขาดสะบั้น นางเสียหลัก ปลิวลอยข้ามหัวนักรบอันดับหนึ่งปานซากศพ ไรรีย์หน้าซีดเผือก ตาเบิกกว้าง สีหน้าหวาดผวา

          เนื่องจากเคยมีชีวิตท่ามกลางสนามรบ ไรรีย์จึงมีสัญชาตญาณป้องกันตัว ประสาทสัมผัสไวต่อภัยคุกขาม นางจักเผลอเสียการควบคุมทุกครั้งเมื่อมีภัยร้ายประชิดตัว ระบบประสาทจะสั่งให้นางทำทุกวิธีทางเพื่อเอาตัวรอดไม่ว่า ตัดแขนหนีหลุดกับดัก หรือกระทำการโหดร้ายอย่างเช่นคราวนี้ นางเผลอใช้ไม้ตายที่นางเก็บไว้ก้นหีบ ไม่คิดจักใช้ในงานประลองเด็ดขาด สุโลยะ หรือกรงเล็บแห่งชีพมลาย

          คือกระบวนท่าที่จะใช้กริชแทงเงาศัตรู

          คนถูกแทงเงาจะตายทันที

          วิญญาณผูกผันเป็นหนึ่งเดียวกับเงา หากเงาถูกทำลายก็แปลว่าดวงวิญาณถูกทำลายเช่นกัน เรื่องนี้เมรัยรู้ ส่วนไรรีย์มีพลังทำลายล้างเงาได้เช่นไร คงเพราะนางมีพลังมาโฮสายนี้ตั้งแต่เกิด เป็นพลังมาโฮสายพิเศษที่ถูกปลดผนึก ขั้นแรกมันสามารถหยุดเงา หยุดความเคลื่อนไหวศัตรู ทว่ายิ่งไรรีย์ฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน นางก็ได้รับพลังนี้ พลังแห่งความตาย

          ใจนักรบอันดับหนึ่งดิ่ววูบแตกเป็นเสี่ยง แม้นนางอยากชนะ แต่ก็ไม่ปรารถนาดับลมหายใจอีกฝ่าย

          ขณะจิตใจไรรีย์ย่ำแย่

          ณ ช่วงเวลาที่ไม่มีใครตระหนักถึงความผิดปกติ หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

          และแล้ว…เรื่องพิศวงก็บังเกิด

          นารีที่ตัวลอยกระเด็นสูญเสียการควบคุม ความจริงควรเป็นอย่างที่ไรรีย์อธิบาย แต่ไม่ใช่ นิ้วดวงดาวน้อยกระดิก คราวมือขยับไหว ภายใต้ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ไม่มีใครสังเกตเห็น ดวงดาวน้อยพลิกหมุนตัว ชายอาภรณ์สะบัดพัด กระโปรงพลิ้วไหว หน้ากากสีดำทอประกายสลัว ไรรีย์มองภาพนั้นอย่างคนเห็นผี ไม่พอให้นางเข้าใจนารีฟื้นเช่นไร

          ดวงดาวน้อยเสกสะเก็ดโยดาใช้แทนแท่นกระโดด นางเหยียบและพุ่งทะยาน เงื้อดาบตวัดฟันผ่าไรรีย์ 

          ปลายดาบวาดชี้พื้นเฉียดจมูกนักรบอันดับหนึ่ง เมื่อครู่นารีแสดงอำนาจที่เหนือกว่า ฟันผ่าความรู้สึกไรรีย์ ทำให้นางรู้สึกเหมือนร่างกายถูกผ่าเป็นสองซีก นักรบอันดับหนึ่งอึ้งจนพูดไม่ออก วินาทีแห่งความตายมาเยือนในชั่วพริบตา ยิ่งกว่านั้น

          นางเผลอเกรงกลัวอีกฝ่าย…

          รัศมีความยิ่งใหญ่เหนือสรรพชีวิตทั้งปวงของนารีอัดแน่นในดาบอาบเปลวเพลิง เพียงแค่นี้ไรรีย์ก็รับรู้ว่าตนทำอะไรอีกไม่ได้

          “ข้าแพ้แล้ว”

          “..”

          ความเงียบบังเกิด โดยที่ทุกคนยังสับสน คราวผู้ประสานงานร้องประกาศชัยชนะของนารี ทุกคนจึงคืนสติและร้องไชโยบ้านแตก คำรามดังก้องกังวานทั่วโคโลเซียม ชัยชนะของนารีช่างสวยงาม ไร้ที่ติ นางคู่ควรที่จะเอาชนะนักรบอันดับหนึ่ง นางมีฝีมือพอสู้ต่อไปเพื่อไปยังจุดสูงสุด บริเวณสูงที่นั่งผู้ชม เจ้าชายแม่รี่ลุกยืน สีหน้าราบเรียบ คนข้างกายรู้ว่าว่าท่านโกรธแล้ว ชายหนุ่มสะบัดกายเดินไปจากห้องผู้ชมอย่างมิเสียเวลาดูสภาพองครักษ์ของตนอีก

          ฝั่งเมรัยและเรไรก็โล่งอก เรไรตื่นตอนเห็นนารีชนะพอดิบพอดีจึงมิทันเห็นสิ่งที่ดวงดาวน้อยทำ แต่หมอผีน้อยเห็นเต็มตา

          “เมรัย”

          “ลงไปรับนางกันเถอะ”

          เรไรมึนงงแต่มิกล้าสะกิดต่อมผู้ปกครองครอบครัว ปักษาน้อยกล้ำกลืน หวังคราวนี้นารีจะไม่เป็นไรนะ

          หลายคนหลายความรู้สึก ผิด ชอบ หึงหวง เศร้าเสียใจ กระนั้นบนลานประลองที่ราวตัดขาดกับโลกภายนอก นารียืนนิ่งยื่นมือให้ไรรีย์ที่นั่งแปะพื้นสภาพรันทด นักรบอันดับหนึ่งช้อนตามองอุ้งมือเบื้องหน้าและเงยหน้ามองนารี ไรรีย์กลืนความเจ็บช้ำและจับมือนารีอย่างอ่อนแรง นารีดึงไรรีย์ยืน ไม่รู้นางน้ำหนักเบาเท่าขนนกหรือนารีแรงเยอะกันแน่ “ทำไมเจ้า..”ไรรีย์เสียงสั่น มือที่จับนี้ยังมีไอร้อน ยังไม่เย็นเหมือนคน.. “โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากที่เจ้าไม่รู้จัก ว่างๆก็ไปสำรวจมันบ้างสิ”

          นารีบอกให้ไรรีย์เดินทางหาคำตอบด้วยตนเอง ดวงดาวน้อยก็เป็นเช่นนักสู้คนอื่น นางไม่มีทางเปิดเผยความลับของพลังให้ใครรู้

          อดีต..นักรบอันดับหนึ่งสะอึก กระนั้นด้วยหัวใจนางเข้มแข็งพอยืนหยัดอีกครั้ง อารมณ์อาลัยซึมเศร้าจึงปลิวหายไปโดยเร็ว ทิ้งไว้เพียงความสงสัย และคำถามที่แน่นอนว่าต่อให้นางค้นหาทั้งชีวิต

          ก็ไม่มีวันรู้…

          “เจ้าสู้ได้ดีมาก ข้าประทับใจ โชคร้ายที่ปีนี้มีข้าร่วมงานด้วย”

          นารีลอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สั่งสอนเด็ก ไรรีย์ยินแล้วเบ้ปาก นางสะบัดกายจากไปอย่างหยิ่งยโสและองอาจสมชาตินักรบ นารีมองแผ่นหลังของนักรบสาวที่แม้นพ่ายแพ้แต่ก็ยังเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ดวงดาวน้อยส่ายหน้าจนปัญญา หวังว่าไรรีย์เก่งที่สุดในหมู่มนุษย์นะ ไม่เช่นนั้นรอบต่อๆไปนารีลำบากแน่

          สิ้นสุดงานประลองวันแรกด้วยชัยชนะของแม่พัดกระดาษน้อย นักสู้ผู้เปิดตัวอย่างอัศจรรย์ ผู้โค่นนักรบอันดับหนึ่งจนอีกฝ่ายแพ้ราบคาบ

          ทว่า งานประลองคราวนี้..นารีไม่รู้เลย

          นางโชคดีเพียงใดแล้วที่เจอไรรีย์รอบแรก

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น