น้ำมิ้ม

นิยายรักโรแมนติกของเจ้าหญิงและเจ้าชาย ที่มิใช่แนวทะเลทราย หากเป็นรักในดินแดนเอเชียทักษิณาคเนย์ ดินแดนแห่งสายน้ำ และเทือกเขาหิมาลัย ... ใครสายในฝัน ดั่งดวงหฤทัย เลือดขัตติยา แวะมาอ่านกันได้นะจ๊ะ

ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการ-3 (จบตอน)

ชื่อตอน : ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการ-3 (จบตอน)

คำค้น : เจ้าหญิง, เจ้าชาย,บัลลังก์, ทิมปาล , สินธุรัฐ , รวิลักษมี , เจ้าหลวง , ราชกุมารี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 45

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2561 00:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการ-3 (จบตอน)
แบบอักษร

​แม้จะเป็นเพียงหมู่บ้านริมชายแดน แต่ผู้คนในหมู่บ้านกลับไม่ได้ยากไร้แร้นแค้นเหมือนดังเช่นที่เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงนึกไว้ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากอาชีพหลักของสินธุรัฐคือเกษตรกรรมที่ไม่ว่าจะไปเมืองไหนก็เห็นวิถีชาวบ้านที่ไม่แตกต่างกันมาก และสองหมู่บ้านแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าและแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตข้าวและธัญพืชส่งไปขายที่ป้อมปีกปักษาและเมืองอื่นๆในแถบนี้เช่นกัน ดังนั้นแค่ก้าวแรกที่เข้ามาในเมืองราชกุมารีจึงทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านนำพืชพันธุ์ธัญญาหารมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันที่ตลาดกลางเมืองที่รถโดยสารหลังจากให้คนลงหมดแล้วก็เตรียมขนเอาข้าวของกลับไปที่ป้อมปีกปักษาด้วยเช่นกัน

วรองค์เพรียวระหงหันซ้ายเหลียวขวาอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นตามหาเจ้าหลวงภวินทราชที่ไหน หากที่นี่เป็นตลาดที่ไม่ว่าจะเมืองใดในโลกก็เป็นแหล่งรวมข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว และโชคดีที่แคว้นในแถบนี้ใช้ภาษาเนปาลีในการพูดคุยสื่อสารกันทำให้พระองค์ดูไม่แปลกแยก แต่ถึงแม้ว่าจะใช้ภาษาอื่นราชกุมารีก็มั่นใจว่าจะเจรจาพาทีกันรู้เรื่องเพราะทรงถูกเคี่ยวเข็ญให้เรียนภาษาถิ่นของรัฐต่างๆในแถบเอเชียทักษิณาคเนย์นี้มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ซึ่งเป็นพระวิสัยทัศน์ของกษัตริย์ทีศุระที่ทรงพยายามเข้าถึงกลุ่มชนเผ่าและชนกลุ่มน้อยต่างๆด้วยทักษะการเจรจามากกว่าการรบเช่นในอดีต

“เร่เข้ามาจ้ะเร่เข้ามา วันนี้ร้านของฉันแจกฟรีจ้ะ ท่านกุศลา ราชองครักษ์ท่านบอกว่าเจ้าหลวงพระราชทานเงินให้ฉันเพื่อขอซื้อของของฉันทั้งหมด แล้วให้ฉันทำอาหารแจกให้ทุกคนในหมู่บ้านกินกันในวันนี้จ้า”

เสียงแม่ค้าที่ตะโกนพลางยกถาดข้าวโพดต้มและถาดใส่แป้งปั้นยัดไส้ที่นึ่งสุกแล้ววางเต็มในถาดเรียงนับสิบทำเอาชาวบ้านต่างพากันไปมุงและกล่าวสรรเสริญเจ้าหลวงกันไม่ขาดปาก รวิลักษมีราชกุมารีจึงได้โอกาสเดินรวมกลุ่มเข้าไปพลางถามชาวบ้านที่กำลังพูดคุยถึงเจ้าหลวงของเขา

“ป้าจ๊ะ ...เห็นเขาว่าเจ้าหลวงท่านเสด็จที่นี่ แต่ฉันยังไม่เคยเห็นพระองค์ท่านตัวจริงๆเลย ถ้าฉันอยากเห็นพระองค์ท่านบ้าง ฉันต้องไปรอเข้าเฝ้าที่ไหนจ๊ะ”

“โถ... แม่หนูเอ๋ย ช่างบุญน้อยเสียจริง วันนี้ท่านออกจะเสด็จไปทั่วตลาด เพิ่งกลับเข้าบ้านพักของหัวหน้าหมู่บ้านไปเมื่อกี้นี่เอง สงสัยแม่หนูต้องรอพรุ่งนี้แล้วล่ะ เพราะท่านจะเสด็จที่ตลาดทุกเช้า”

คนบุญน้อยถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยินคำแนะนำจากป้าผู้อารี ...ถ้าให้รอวันพรุ่งนี้ แล้วคืนนี้จะทรงประทับแรมที่ไหนได้เล่า

“แล้วบ้านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ทางไหนจ๊ะ ถึงฉันจะไม่ได้เข้าเฝ้าท่านวันนี้แล้ว ขอชมพระบารมีสักนิดก็ยังดี”

สุรเสียงอ้อนวอนและพระพักตร์เศร้าสร้อยยังคงทำให้คนที่ได้พบเห็นใจอ่อนเสมอ ดังนั้นหญิงวัยกลางคนจึงชี้ไปยังอาคารสูงสามชั้นสร้างด้วยหินก่อผนังที่ห่างไปอีกไม่ไกลนักซึ่งเป็นที่ทำงานของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่พักหลังๆที่เจ้าหลวงชอบเสด็จเยือนตามเมืองต่างๆบ่อยขึ้น ที่ทำงานของหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายจึงมักจะมีห้องพิเศษที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ถวายงานและเป็นที่ประทับของเจ้าหลวงโดยเฉพาะในยามที่เสด็จเยือนแต่ละหมู่บ้านไปโดยปริยาย

รวิลักษมีราชกุมารีรีบขอบคุณป้าที่บอกทางก่อนจะรุดไปยังอาคารที่แม้จะไม่มีกำแพงสูงกั้นหากทหารมหาดเล็กที่กระจายตัวกันยืนเวรก็แทนคำยืนยันในสิ่งที่หญิงสูงวัยคนนั้นบอกได้เป็นอย่างดี เจ้าหลวงประทับที่นี่จริงๆ

วรองค์ระหงเสด็จตรงไปยังประตูรั้วระแนงเล็กๆอันเป็นทางเข้า หากทหารเวรรีบยกมือขวางไว้พลางเอ่ยเสียงเข้ม

“เข้าไม่ได้...นี่นี่เป็นเขตที่ประทับของเจ้าหลวง ห้ามใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต”

“เรามีเรื่องสำคัญที่จะต้องกราบทูลต่อเบื้องพระพักตร์ ขอท่านอนุญาตให้เราเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย”

“ถ้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องกราบทูล คุณก็ไปแจ้งกับหัวหน้าหมู่บ้านไว้ก่อน แล้ววันพรุ่งนี้หัวหน้าหมู่บ้านจะนำความขึ้นกราบทูลอีกครั้งเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าได้หรือไม่ได้”

“แต่เรามีเรื่องสำคัญและเร่งด่วนมาก รอวันพรุ่งนี้ไม่ได้หรอก รบกวนท่านไปแจ้งราชองครักษ์ข้างในที...ได้โปรดเถอะแค่บอกราชองครักษ์ก็ได้”

ราชกุมารีทรงรับสั่งอย่างร้อนรนในพระทัย เพราะทรงดูออกว่านายทหารผู้นี้แม้ว่าจะเอ่ยอย่างรักษามารยาทแต่จากสีหน้าและแววตาแล้วบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อในถ้อยพระดำรัสของพระองค์สักนิด ...แล้วยิ่งทรงแต่งพระองค์ให้ดูคล้ายชาวสินธุรัฐที่ก็แค่คล้ายหากไม่ได้แต่งอย่างถูกต้องตามวัฒนธรรมทำให้ทรงอยากจะกลับไปเปลี่ยนเครื่องทรงแบบทิมปาลยิ่งนัก เพราะสภาพในตอนนี้คงยากที่จะบอกความจริงอีกฝ่ายให้เชื่อถือได้ว่าพระองค์คือใคร

“ผมคงทำตามคำขอร้องของคุณไม่ได้ และถ้าหากคุณจะใจเย็นลงและทำตามที่ผมแนะนำ ผมเชื่อว่าหลังจากวันพรุ่งนี้ที่หัวหน้าหมู่บ้านนำเรื่องของคุณไปบอกท่านราชองครักษ์ เจ้าหลวงท่านอาจจะทรงเมตตาให้คุณเข้าเฝ้าก็ได้”

“เราขอร้องล่ะ แค่ท่านฝากข้อความของเราไปบอกท่านราชองครักษ์ให้เราก็ได้ เราต้องการแค่นั้นจริงๆ”

นายทหารเวรที่ยืนในละแวกเดียวกันแอบสบตากันอย่างหนักใจ ผู้หญิงท่าทางประหลาดคนนี้ดูเหมือนจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆแน่ และก็เป็นจริงดังคาดเมื่อเจ้าหญิงรวิลักษมีฉวยจังหวะที่นายทหารเผลอจะวิ่งหลบเข้าไปด้านใน ทำเอาทหารเวรรีบวิ่งไล่กันอย่างแตกตื่น

“หยุด!...หยุดเดี๋ยวนี้นะ ห้ามเข้าไป”

“อย่าแตะต้องเรา!”

ราชกุมารีตวาดลั่นเมื่อบรรดาทหารคนอื่นๆต่างวิ่งกรูกันเข้ามาหมายจะจับตัวคนร้ายซึ่งก็คือพระองค์เอง วรองค์เพรียวบางถอยกรูดไปจนชิดกำแพงพลางยกแขนขึ้นตั้งการ์ดเตรียมป้องกันตัวหากว่ามีนายทหารคนใดกล้าพุ่งเข้ามาจับพระองค์

“มีเรื่องอะไรกัน?”

เสียงห้าวเข้มที่ตะโกนแหวกเข้ามาคือราชองครักษ์แห่งองค์เจ้าหลวง “กุศลา” เดินตรงเข้ามาดูเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น บรรดานายทหารที่ยืนคุมเชิงอยู่จึงค่อยแหวกทางให้บุรุษร่างล่ำสันมาเผชิญหน้ากับคนร้ายที่หวังบุกที่ประทับของเจ้าหลวง

“ท่านคือราชองครักษ์ขององค์เจ้าหลวงใช่หรือไม่”

“ใช่..และคุณเป็นใคร  และต้องการอะไรถึงกล้าบุกเดี่ยวเข้ามาที่ประทับแบบนี้”

เจ้าหญิงรวิลักษมีเม้มพระโอษฐ์แน่น ท่าทางขององครักษ์ผู้นี้แม้จะไม่คุกคามหากจากสายตาดุดันแล้ว ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ได้ฟังคำตอบที่น่าพอใจละก็ คืนนี้พระองค์มีหวังถูกจับขังคุกก่อนจะได้เข้าเฝ้าเจ้าหลวงแน่ ...คงไม่มีทางอื่นให้ทรงเลือกแล้ว

ราชกุมารีค่อยผ่อนพระอัสสาสะ-ปัสสาสะเพื่อเรียกสติก่อนจะยืดพระองค์ตรงพลางรับสั่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“เราคือ...เจ้าหญิงรวิลักษมี ราชกุมารีแห่งทิมปาล ต้องการเข้าเฝ้าฯองค์เจ้าหลวงเพื่อทูลเรื่องสำคัญ”

“ราชกุมารีแห่งทิมปาล? คุณน่ะหรือ ... รู้หรือไม่ว่าการแอบอ้างเบื้องสูงมีโทษหนักประการใด”

กุศลาเอ่ยพลางสำรวจคนตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งผู้นี้มีทีท่าสง่างามแม้ว่าจะสวมชุดคล้ายแบบพื้นเมืองของสินธุรัฐ หากใบหน้าเรียวคมที่งดงามยิ่งกว่าหญิงทั่วไปยังไม่สะกดทุกสายตาเท่าดวงตาสีเฮเซลที่เปล่งประกายเจิดจ้างามประหลาดที่แค่จ้องมองมาตรงๆก็ทรงอำนาจยิ่งกว่าท่าทีหรือคำพูดของนางเสียอีก หากนั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะต้องเชื่อคำพูดของหญิงแปลกหน้า

“เรายืนยันในสิ่งที่เราพูดออกไป และท่านมีหน้าที่ทูลข้อความที่เราบอกต่อเบื้องพระพักตร์องค์เจ้าหลวง”

“คุณจะให้ผมเชื่อในสิ่งที่คุณพูดแอบอ้างได้อย่างไร คุณกลับไปดีกว่า ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจจับคุณเข้าคุก”

กุศลาว่าพลางหันไปส่งสัญญาณให้ทหารเข้ามาเตรียมจับตัวคนร้าย หากราชกุมารีตรัสเสียงเข้ม

“ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็ฝากทูลเจ้าหลวงด้วยว่าเราขอประทานผ้าคลุมพักตร์ของเราที่ทรงเก็บได้ที่เมืองทวิชะคืน!”

“เมืองทวิชะ?”

“ใช่ เมืองทวิชะชายแดนทิมปาล จะให้เราบอกรายละเอียดด้วยไหมว่า ทรงไปแบบไหน?”

คราวนี้กุศลาหันมาพินิจคนตรงหน้าอย่างลังเล เพราะเรื่องที่เจ้าหลวงแอบเสด็จเมืองทวิชะก็เป็นความลับที่รู้กันแค่ไม่กี่คน แต่ครึ่งที่ไม่เชื่อก็คือ มันยากจะทำใจให้เชื่อจริงๆว่าเจ้าหญิงฝ่ายในของทิมปาลที่ไม่เคยปรากฏตัวที่ไหนมาก่อนจู่ๆจะลอบมาพบกับเจ้าหลวงถึงเมืองชายแดนแห่งนี้ แต่...อีกครึ่งหนึ่งนั้นพาดพิงถึงความลับบางประการที่เจ้าหลวงทรงแอบไปสืบด้วยพระองค์เองที่เมืองทวิชะ ข้อนี้ต่างหากที่ทำให้กุศลาตัดสินใจหันไปบอกทหารเวรที่ยืนล้อมรอบหญิงแปลกหน้าไว้

“เฝ้าผู้หญิงคนนี้ไว้ให้ดีอย่าให้หนีไปได้ ถ้าเธอคิดหนีเราอนุญาตให้จับได้ทันที”

เพียงประโยคนี้เจ้าหญิงรวิลักษมีก็ค่อยโล่งพระทัย พลางมองตามหลังราชองครักษ์ไปอย่างมีความหวัง ...ถ้าหากองค์เจ้าหลวงให้เข้าเฝ้าและพระองค์สามารถเจรจาโน้มน้าวให้ทางสินธุรัฐยอมทำสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมเมื่อทิมปาลเปิดเหมืองเพชรแห่งใหม่ได้ เพียงเท่านี้ทิมปาลก็จะมีรายได้เพิ่มจากการขายเพชรและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และประชาชนทิมปาลก็จะมีโอกาสในการเพิ่มรายได้จากการทำเหมืองเพชรมากขึ้นด้วย

“ว่าอย่างไรนะ?...มีคนอ้างว่าเป็นเจ้าหญิงรวิลักษมี”

“พระเจ้าค่ะ นางยังบอกอีกว่ารู้เรื่องที่เสด็จไปเมืองทวิชะ ชายแดนทิมปาล”

“นางอยู่ที่ไหน ...”

“ทหารคุมตัวอยู่ด้านหน้าที่ประทับพระเจ้าค่ะ”

เจ้าหลวงภวินทราชประทับยืนขึ้นพลางเสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นกับตา ...วรองค์เพรียวระหงที่ยืนสง่าท่ามกลางหมู่ทหารที่ล้อมวงยืนคุมเชิงอยู่นั้นคือราชกุมารีไม่ผิดแน่ แต่สิ่งที่ทำให้ทรงคาดไม่ถึงจริงๆก็คือ เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงกล้าเสด็จมาที่ชายแดนคนเดียวได้อย่างไร?

“แล้วชุดแบบสินธุรัฐนั่น ...อย่าบอกนะว่าปลอมพระองค์แล้วหนีออกมา”

พักตร์เข้มยิ่งเครียดขึ้นในขณะที่ทรงบ่นงึมงำ ก่อนที่จะทรงหันไปหาองครักษ์คู่พระทัย

“กุศลา...ให้คนไปที่ป้อมปีกปักษา แล้วสั่งให้ตฤบดีสอบสวนทหารเวรที่ถวายการดูแลเจ้าหญิงรวิลักษมีทั้งหมด ถ้าพบว่าใครบกพร่องต่อหน้าที่ให้ทำรายงานขึ้นมาหาเรา เราจะพิจารณาโทษตามลำดับขั้น และที่สำคัญฝากบอกตฤบดีด้วยว่า...โดน-ทุก-คน”

“รับด้วยเกล้าพระเจ้าค่ะ...แล้วเรื่องทางนี้”

“เราจะจัดการเอง”

เจ้าหลวงรับสั่งเสร็จก็ทรงพระราชดำเนินลิ่วออกไปทันทีจนกุศลาชักจะสงสัย ...แสดงว่าที่เจ้าหญิงรับสั่งก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ ที่ว่าองค์เจ้าหลวงทรงเก็บผ้าคลุมพระพักตร์ของราชกุมารีไว้ไม่ยอมคืนเสียที!

เสียงทหารตบเท้าพลางเก็บดาบเข้าฝักทำให้เจ้าหญิงรวิลักษมีรีบหันไปทอดพระเนตรผู้มาใหม่ และนี่อาจจะเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบบุรุษผู้หนึ่งจนเผลอลืมพระองค์แย้มพระโอษฐ์กว้างจนเนตรพราวระยิบอย่างดีพระทัย

“เจ้าหลวง...”

“ได้ยินว่ามีคนแอบอ้างว่าเป็นราชกุมารีแห่งทิมปาล เราเลยอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองว่าใครกันที่กล้าขนาดนั้น”

สุรเสียงห้าวที่แม้จะพยายามเก๊กให้เข้มขรึมหากหางเสียงก็ไม่สามารถดัดให้ห้วนได้ดังที่ตั้งพระทัยไว้แต่แรก จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะแกล้งดุเสียให้เข็ด แต่พอเจอพักตร์พริ้มเพราที่ส่งรอยยิ้มสดใสทำเอาพระทัยอ่อนยวบ...ทรงดุสุดได้แค่นี้แหละ

“หม่อมฉันไม่ได้แอบอ้าง พระองค์เองก็น่าจะทรงรู้ดีแก่พระทัยว่าหม่อมฉันคือใคร”

“ทำไมถึงคิดว่าเราจะต้องรู้จักผู้หญิงแปลกหน้าไปทั่ว...”

“หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงแปลกหน้า ทรงจำหม่อมฉันไม่ได้จริงๆหรือ”

ประโยคท้ายเจ้าหญิงรวิลักษมีทรงถามอย่างเริ่มไม่มั่นพระทัยขึ้นมาจริงๆ ไม่แน่ว่าองค์เจ้าหลวงอาจจะจำพระองค์ไม่ได้ เพราะราชวงศ์หญิงในทิมปาลไม่ได้เปิดเผยตัวตนต่อสื่อมากนัก และที่เจอกันคราวที่แล้วก็เห็นหน้ากันแค่แวบเดียว ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะทรงทำเช่นไรดี?

แววพระเนตรที่แสดงถึงความลังเลทำให้เจ้าหลวงภวินทราชแอบกระหยิ่มในใจและได้ทีต้อนลูกแกะหลงทางให้รู้จักเข็ดหลาบเสียบ้าง

“เรารู้แต่ว่า ถ้าเป็นราชกุมารีตัวจริงป่านนี้ต้องอยู่ที่ป้อมปีกปักษาในฐานะพระราชอาคันตุกะของเรา ไม่ใช่มัวมาเที่ยวเล่นอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้”

“หม่อมฉันไม่ได้มาเที่ยว และหม่อมฉันก็รู้ดีว่าหม่อมฉันมาที่สินธุรัฐด้วยสาเหตุใด แต่หม่อมฉันทราบความจากเจ้าชายตฤบดีว่าพระองค์ติดราชกิจอยู่ที่นี่  หม่อมฉันก็แค่หวังดี ไม่อยากให้ต้องทรงเสียเวลาเลยอาสามาขอเข้าเฝ้าที่นี่เองเพคะ”

“ทราบความจากตฤบดีนี่เอง...” องค์ภวินทราชทรงงึมงำในลำคออย่างเข่นเขี้ยว ..เจ้าน้องชายตัวแสบ! กลับไปคราวนี้เห็นทีต้องยึดตำหนักเชิงภูคืนแล้วบังคับให้อยู่วังหลวงให้เข็ดอีกคน

“แต่ถึงอย่างไร การแอบอ้างว่าเป็นราชกุมารีแห่งทิมปาลก็มีความผิดอยู่ดี”

“หม่อมฉันไม่ได้แอบอ้าง หม่อมฉันคือรวิลักษมีจริงๆนะเพคะ”

“จะให้เราเชื่อได้อย่างไร มีอะไรมาพิสูจน์หรือ”

รวิลักษมีราชกุมารีจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ถ้าจะหาข้อพิสูจน์ในยามนี้คงไม่มีอะไรดีกว่าการทบทวนความทรงจำ...วรองค์เพรียวหมุนพระองค์หันพระขนองให้พลางตั้งท่าถอดเสื้อคลุมแขนยาวตัวนอกออกเพื่อเผยให้เห็นเสื้อปัญจาบีอันเป็นชุดประจำพระองค์ที่ทรงสวมอยู่ด้านในแล้วนุ่งผ้าผืนยาวแบบสินธุรัฐทับอีกที หากแค่หัตถ์เรียวตั้งท่าจะแกะเข็มกลัดปลดฉลองพระองค์ วรองค์หนาก็รีบถลาเข้ามาอย่างตกใจพลางอ้อมพระกรยึดหัตถ์เรียวเล็กไว้แน่นพลางตรัสดุเสียงเข้มของจริง!

“บ้าจริง! จะทรงทำอะไร!”

คราวนี้ไม่ใช่แค่เพียงราชกุมารีที่ชะงักนิ่งไป หากบรรดาทหารเวรที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้นต่างตกใจกันจนอ้าปากค้าง ลำพังแค่หญิงแปลกหน้ากล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าหลวงก็ว่าไม่เคยพบเคยเห็นแล้ว แต่นี่องค์เจ้าหลวงจู่ๆก็พุ่งผวาไปกอดหญิงแปลกหน้าคนนั้นพลางรับสั่งดุราวกับกริ้วจัดยิ่งทำให้ทุกคนแทบจะทรุดลงหมอบราบ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองแม้แต่ปลายพระบาท

“สองครั้งแล้วนะเพคะที่ทรงรับสั่งว่าหม่อมฉันแบบนั้น”

“หม่อมฉันว่าตัวเองต่างหาก ... และคิดว่าคงจะบ้าเข้าสักวันจริงๆถ้าขืนพระองค์ยังทรงดื้อทำอะไรแผลงๆแบบนี้อีก”

“แต่อย่างน้อยก็ทรงจำหม่อมฉันได้แล้วนี่เพคะ”

“หลังจากนี้จะจำไม่ลืมเลยล่ะ เชิญเสด็จทางนี้เถิด”

วรองค์หนาค่อยขยับออกห่างพลางคลายพระหัตถ์ที่ยึดไว้แน่น หากยังทรงยืนบังคอยให้เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงจัดฉลองพระองค์ให้เรียบร้อยก่อนจะเสด็จนำไปยังที่ประทับอย่างยอมแพ้ ... ทรงเห็นแววการทำสนธิสัญญาระหว่างแคว้นคราวนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเจรจาเลยล่ะ!

...................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น