นิลญมณี
facebook-icon Twitter-icon

ขอฝากคนโหดไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ

ตอนที่ 1 : Face to face ​*แก้ไขคำผิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : Face to face ​*แก้ไขคำผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 57.6k

ความคิดเห็น : 57

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2562 17:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : Face to face ​*แก้ไขคำผิด
แบบอักษร

Face to face

 

วันนี้เป็นอีกวันที่สวนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งคนจากเมืองนี้และคนต่างถิ่นที่แวะเวียนกันเข้ามาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่คนที่ผมเลือกมักจะเป็นคนนอกเสมอ คุณคงไม่อยากเดินผ่านคนที่คุณนอนด้วยทุกหัวถนนหรอกใช่ไหม ผมมาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นไม่ต้องนับหรอกว่าผมนอนกับกี่คนมาแล้ว

วันนี้ผมเลือกนั่งนิ่งๆ อยู่หน้าบาร์ การตกเหยื่อไม่จำเป็นต้องออกไปเต้นทุกครั้ง เพราะแค่นั่งเฉยๆ ก็มีคนมาเสนอตัวให้ไม่ขาด แต่ผมยังไม่เจอเป้าหมายในวันนี้ แผ่นหลังแนบสนิทกับเค้าน์เตอร์บาร์ กวาดดวงตามองโดยรอบ แต่วันนี้ก็ยังคงน่าเบื่อ ผมยังไม่เจอคนถูกใจ หลังจากวันที่เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไป ผมกลับเอาแต่นึกถึงดวงตาสีเทาคู่นั้น

ทั้งที่ควรลืม

ผมไม่ได้นอนกับใครตั้งแต่วันนั้น แม้จะมานั่งอยู่ที่นี่สามวันติดแล้วก็ตาม เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนี้ทอดอารมณ์ว่างเปล่าทิ้งไป เมินเฉยสายตาเชิญชวนทั้งหลาย มีเพียงเสียงดนตรีที่ช่วยขับกล่อมไม่ให้น่าเบื่อเกินไปนัก และตรงกลับบ้าน กอดตัวเองอ้างว้างในโลกสีเทาใบเดิม

เป็นแบบนี้มาสามวันเต็ม แต่ก็ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น อารมณ์เบื่อหน่ายทุกสิ่งอย่างมักมาเป็นพักๆ แม้แต่สวนก็ช่วยอะไรผมไม่ได้ รูกลวงในใจไม่เคยถูกเติมเต็ม

จนกระทั่งใครบางคนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวถัดไป ผมจะไม่สนใจเขาเลยหากแต่เสียงทุ้มต่ำนุ่มลึกนั่นกลับเรียกสายตาให้เบือนไปจนได้ ใบหน้าด้านข้างไม่ใช่คนที่ผมรู้จัก แต่น่าประหลาดที่เขากลับให้ความรู้สึกเหมือนเคยเจอกันมาก่อน ดึงดูดจนเผลอจ้องมองสันจมูกโด่ง มุมปากสีเข้มได้รูป จนรู้ตัวอีกที ดวงตาคมสีเทาเป็นประกายกล้าก็เลื่อนมาสบกันแล้ว

ราวกับเลือดในกายแข็งเฉียบพลัน ฝ่ามือเย็นเฉียบขึ้นมาเสียอย่างนั้น ความกลัวแผ่กระจายไปทั่วร่าง ผมรู้จักดวงตาคู่นี้ จะให้ลืมได้ยังไง...ผู้ชายอีกฟากถนนคนนั้น บัดนี้เขาอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง!

เสียงปืนดังก้องสะท้อนขึ้นในหัวอีกครั้ง แม้เขาจะไม่ใช่คนลั่นไก แต่คนที่ยืนมองเรื่องแบบนั้นด้วยท่าทางสบายใจก็คงไม่ได้ต่างกัน

ทั้งที่ในใจนึกกลัวจนขยับกายไม่ได้ แต่ใบหน้ากลับรักษาความเรียบสงบนิ่งได้อย่างเดิม เขาอาจจำผมไม่ได้ก็ได้ แถวนั้นไม่มีแสงไฟมากเท่าไหร่ อีกอย่างผมก็อยู่ไกลถึงขนาดนั้น

จะขาดใจตายอยู่แล้ว...

“เฮ้” แล้วเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้นราวช่วยชีวิต ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาท่าทางซุกซนดึงสายตาผมออกจากดวงตาสีเทาได้สำเร็จ ใครคนนั้นจึงหันกลับไปสนใจเครื่องดื่มตรงหน้าตัวเองเช่นเดิม ตัดขาดกันอย่างสมบูรณ์

แค่เพียงไม่กี่วินาที แต่เขากลับทำผมปั่นป่วนขนาดนี้ สัญญาณเตือนในหัวบ่งบอกให้อยู่ห่างจากผู้ชายอันตรายคนนี้ให้ไกล

สองขาลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับผู้มาใหม่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่เขาเข้ามาหาเพราะต้องการอะไร ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้หลุดจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี่เสียที ไม่ต้องพูดคุยให้มากความ ผมเดินนำชายท่าทางขี้เล่นคนนั้นออกไปยังสถานที่คุ้นเคย

ภายในห้องสีซีดที่ตึกฝั่งตรงข้ามของสวน เป็นสถานที่อำนวยความสะดวกสำหรับคนไม่อยากไปไหนไกล และผมมักจะใช้บริการที่นี่เสมอ เราเรียกมันว่าห้องเชือด...ในความหมายที่รู้ๆ กันดี

แผ่นหลังผมแนบชิดติดหัวเตียง ในขณะที่ใครอีกคนกำลังง่วนอยู่กับผิวกายผม ใบหน้าเลิกขึ้นสูงตามจังหวะริมฝีปากสากลากไล้ต่ำลงเรื่อยๆ ฝากฝังความร้อนไปตามทาง เรียกเสียงครางแผ่วในลำคอ กระดุมทุกเม็ดบนเสื้อถูกปลดออก มือหยาบจาบจ้วงบีบเคล้นเอวบางและสะโพกมนเต็มมือ ในหัวสมองว่างเปล่า ปลดเปลื้องตัวตนจนหมดสิ้น แค่ในเวลานี้เท่านั้นที่ผมไม่จำเป็นต้องคิดอะไร ปล่อยตัวตามสบายตามการชักนำของอารมณ์

เซ็กซ์สำหรับผม ช่วยระบายความเครียด

อ้อมกอดของคนแปลกหน้าสำหรับผม ช่วยเน้นย้ำว่ายังมีตัวตน และยังเป็นที่ต้องการ

มือแกร่งตรงหน้าเลื่อนลงปลดตะขอกางเกง และรูดซิปของผมลง เผยให้เห็นชั้นในสีขาวนูนพองเพราะความต้องการ มือร้อนทาบลงกลางกายผ่านชั้นใน บีบเคล้นกดย้ำเบาๆ จนลมหายใจขาดห้วง มือสองข้างจิกเน้นลงบนผมสีน้ำตาลที่เจ้าของกำลังลากลิ้นขบกัดหน้าท้อง

“อื้อ...อ่า...” ร่างกายร้อนวูบวาบไปหมด แต่แค่นี้มันยังไม่พอ ผมต้องการมากกว่านี้...

ปึง!

เปลือกตากระตุกเปิดขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเสียงกระแทกประตูดังขึ้น ส่วนใครอีกคนนั้นยังคงมัวเมาอยู่กับร่างกายผม ไม่ได้สนใจเลยสักนิด อาจจะแค่คนจำห้องผิด... ความคิดหยุดลงตรงนั้นเมื่อฝ่ามือร้อนล้วงผ่านชั้นในเข้าสัมผัสกลางกาย ความเสียววูบกระชากเอาสติผมออกไปอีกครั้ง แต่มันกลับถูกดึงกลับมาด้วยความรวดเร็วเมื่อเสียงประตูดังขึ้น คราวนี้ติดกันถึงสามที และยังดังอย่างต่อเนื่อง

“อะไรวะ” ดูเหมือนบางคนจะได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว

“ไม่ได้ชวนใครมาเพิ่มใช่ไหม” คำถามนั่นถูกส่งกลับมายังผม เรียกอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันที นั่นไม่ใช่รสนิยมที่ผมชอบ! จึงเลือกที่จะไม่ตอบและส่งสายตาไม่พอใจกลับไปแทน และเสียงประตูยังคงดังอย่างต่อเนื่องจนน่าปวดหัว ร่างสูงจึงจำต้องเดินกัดฟันไปเปิดมันออกอย่างไม่เต็มใจ ผมเองก็หัวเสียไม่แพ้กัน

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อร่างสูงที่แสนคุ้นตาก้าวเข้ามา

จังหวะการเต้นของหัวใจกระตุกไหว เจ้าของดวงตาสีเทาคู่นั้น!

“มีปัญหาอะไรวะ!” คนโมโหย่างสามขุมเข้าไปเตรียมหาเรื่องเต็มที่ โดยไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับอะไร จนกระทั่งชายอีกสองคนแทรกตัวเข้ามาในห้อง และคว้าแขนทั้งสองข้างของเขาเอาไว้

“ทำบ้าอะไรเนี่ย! ปล่อยกู พวกมึงเป็นใครวะ” เหตุการณ์ไม่ต่างจากวันนั้นเลยสักนิด เพียงแค่ครั้งนี้ไม่มีปืน ผมได้แต่ตื่นตะลึงนั่งมองดูคนที่กำลังจะเป็นคู่นอนในคืนนี้โดนซ้อมจนไหลไปกองอยู่กับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลและเลือด

นี่มันเรื่องบ้าอะไร

“เอาตัวไป” เสียงเย็นเยียบเอ่ยสั่ง เดาเอาว่าสองคนนี้คงจะเป็นลูกน้องของร่างสูง เพราะครั้งนี้เขาก็ยังคงทำเพียงยืนมองอยู่เงียบๆ เหมือนเดิม สิ้นคำสั่งสองคนนั้นก็หิ้วปีกร่างไร้เรี่ยวแรงออกไป

ทิ้งผมไว้กับมัจจุราชตาดุ และรูปงาม

เพิ่งจะได้เห็นใบหน้าเขาชัดๆ ก็ตอนนี้เอง หล่อ อันตราย บุคคลประเภทนี้ที่ผมบอกตัวเองให้อยู่ห่างไกลมากที่สุด เพราะสิ่งสวยงามมักมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ เหมือนแอปเปิลอาบยาพิษผลนั้น ร่างใหญ่กำยำสมส่วน เต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายชวนหลงใหล ต่างกับใบหน้าไม่เป็นมิตรนั่นลิบลับ

ดวงตาคมกวาดมองผมทั้งเรือนร่าง และโชคร้ายที่ในตอนนี้สภาพมันช่างล่อแหลมเหลือเกิน เสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ยเห็นทั้งแผงอก ตะขอกางเกงปลดออกพร้อมซิป โชว์ส่วนอ่อนไหว ยังดีที่มีชั้นในช่วยปกปิด ทั้งที่เคยโดนมองแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนที่เลือดแล่นขึ้นสูบฉีดใบหน้ามากมายเท่านี้ ร่างกายร้อนผ่าวไปทั้งตัว มากมายกว่าเมื่อครู่ลิบลับ ทั้งที่อีกฝ่ายทำแค่มอง

แต่ผมยังคงนิ่ง หน้ากากไร้อารมณ์ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ ก่อนบังคับร่างกายตัวเองให้ก้าวลงจากเตียง กำมือแน่นไล่อาการสั่น และเริ่มติดกระดุมเสื้อให้ตัวเอง เฝ้าย้ำเตือนอยู่ทุกลมหายใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของผม จัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วออกไปจากที่นี่ซะ แต่โชคร้ายที่ใครอีกคนไม่ยอมให้ผมทำอย่างนั้น

ร่างหนาขยับบังทางออกทันทีที่ผมทำท่าจะเดินผ่านไป

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่สร้างบทสนทนาใดๆ แล้วแท้ๆ

“เป็นอะไรกับมัน” เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เรียกความสับสนตีรวนไปหมดในหัว ดังนั้นการเงียบจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมเมินคำถามและเบี่ยงตัวหลบเพื่อเดินออกจากห้อง แต่ร่างกลับชะงักกึกเมื่อมือแข็งแรงคว้าต้นแขนของผมเอาไว้ บีบแน่นราวกับคีมร้อน

“ฉันถามว่า เป็นอะไรกับมัน” น้ำเสียงกดต่ำส่อเค้าว่าอีกฝ่ายกำลังหมดความอดทน

“ธุระอะไรของคุณไม่ทราบ” ผมตัดสินใจใช้น้ำเสียงแบบเดียวกันตอบกลับไปในที่สุด ไม่ใช่แค่เขาที่กำลังหมดความอดทน ผมเองก็ไม่ต่าง ถูกขัดจังหวะในเวลาแบบนี้ด้วยเหตุการณ์ชวนช็อก ใครมันจะมีอารมณ์อยากคุยด้วย

“อย่ามาปากดี! อยากมีสภาพแบบเดียวกับมันหรือไง”

อะไรวะ! ทำไมผมต้องทนรับการกระทำแบบนี้ด้วย แม้แต่ชื่อของผู้ชายคนนั้นผมยังไม่รู้จัก แล้วทำไมต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้

วันซวยอะไรกัน

“คุณมีสิทธิ์อะไรทำแบบนี้ บุกรุกเข้าห้องของคนอื่นโดยพลการ ทำร้ายร่างกาย แถมยังข่มขู่อย่างไม่มีเหตุผล”

“เหตุผลน่ะมี แต่คุ้มค่าพอที่จะบอกหรือเปล่า นั่นอีกเรื่อง”

ไม่ว่าจะเป็นอะไร เหตุผลบ้าบอคอแตกนั่นต้องไม่ใช่เรื่องของผมแน่ ทั้งสองคนจะมีปัญหาอะไรกันมาก่อนผมไม่รู้ ผมแค่ต้องการหาที่ระบาย แต่คนที่ผมเลือกดันเป็นตัวซวยเสียนี่

“ผมไม่อยากรู้ เพราะฉะนั้นปล่อยแขนผมได้แล้ว” แม้ภายในจะหวั่นกลัวมากเท่าไหร่ ภายนอกผมยิ่งต้องเก็บกดมันไว้มากเท่านั้น ไม่อยากแสดงให้เขาเห็นว่าผมกลัว

“เหมือนนายยังไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่ งั้นฉันจะอธิบายให้ฟัง” ไม่พูดเปล่าเมื่อเขาลากผมกลับมาที่เตียงตามเดิม ซ้ำกับรอยเก่าเมื่อครู่ ต่างกันที่คนละคน บัดซับจริงๆ จะหนีก็ไม่ได้ เพราะเขาบีบแขนผมไว้จนชาหมดแล้ว

ผมเงียบรอฟังเขาพูดต่อ ไม่ใช่ว่าสนใจเรื่องบ้าๆ พวกนี้หรอกนะ แต่เพราะว่าผมไปไหนไม่ได้ไงเล่า! เพราะฉะนั้นก็ทนฟังไปซะให้จบเรื่องซะที

“วันนั้น คือนายสินะ ที่ยืนอยู่อีกฝั่งของถนน” เสียงเรียบเอ่ยเรื่อยๆ พลางจุดบุหรี่ขึ้นสูบ เหมือนกำลังถามเรื่องทั่วไป ต่างจากผมที่ร่างชาวาบ

เขาจำได้!

เขาจำผมได้!

ผมเหลือบมองคนด้านข้างที่ยังคงพ่นควันขาวออกมาอย่างไม่สนใจ เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำให้ผมไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นจะสร้างความเสียหายให้ผมได้มากแค่ไหน จึงทำได้แค่ปิดปากเงียบ

“เท่ากับว่า...นายเห็นฉันทำงาน สองครั้งแล้วงั้นสิ”

เวรเอ๊ย หวังว่างานที่เขาทำคงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเท่าไหร่หรอกนะ ...ก็แค่ฆ่าคนเท่านั้นเองควินน์! คิดสิ หาทางรอดให้ตัวเองเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นนายคงมีชะตากรรมเดียวกับไอ้คนข้างถนนนั่นแน่

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร” บังคับเสียงให้ตอบกลับไปราวกับไม่รู้จริงๆ แต่ความกลัวทำให้มันสั่น แม้จะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแน่นอนว่าเขาต้องจับมันได้

“จริงๆ จะโทษนายเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะคนของฉันโจ่งแจ้งเกินไปหน่อย”

ผมกำหมัดแน่นเมื่อเขาหันหน้ามาสบตากับผม ดวงตาสีเทาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ สักนิด ในเวลานี้มันออกสีเข้มราวกับหลุมดำที่หยั่งไม่ถึง และกำลังดูดกลืนผมลงไป

หายใจไม่ออก

ทั้งที่บีบแขนผมอยู่ แต่ราวกับมือคู่นั้นบีบคอผมอยู่ก็ไม่ปาน

“แต่ดูเหมือนว่านายจะโชคร้ายที่อยู่ผิดที่ผิดทางถึงสองครั้ง ...และรู้มากเกินไป”

เขากำลังตัดสินชะตาชีวิตผม ชีวิตไร้ค่าที่คงไม่มีใครสนใจจะตามหาด้วยซ้ำถ้าผมหายไป นอกจากมาร์ค แต่ชายผู้ช่วยเชฟในร้านอาหารจะทำอะไรได้มาก เขามีอีกสองชีวิตให้คอยเลี้ยงดู อีกอย่างผมก็มักหายหัวไปบ้างอยู่เสมอๆ กว่าเขาจะรู้ว่าผมตาย ร่างผมคงเน่ากลายเป็นปุ๋ยอยู่ในป่าที่ไหนสักที่

ไม่ว่าจะหาใครมาเติมเต็มเท่าไหร่ก็ไร้ค่า ไร้คนต้องการจริงๆ

ตายไปก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

“แต่ฉันยังไม่ฆ่านายตายตอนนี้หรอก” มือเรียวทิ้งบุหรี่ลงพื้นใช้ปลายรองเท้าขยี้ดับช้าๆ ก่อนที่มือข้างนั้นจะผลักผมลงกับเตียง มืออีกข้างที่บีบไหล่อยู่เปลี่ยนเป็นล็อกข้อมือผมไว้ทั้งสองข้าง ท่าทางล่อแหลมนี่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาจะทำอะไร

“มาดูกันหน่อยว่าร่างกายนี้มีอะไรจะบอกฉันบ้าง”

จบคำกระดุมเสื้อที่ผมเพียรติดเมื่อครู่ก็ถูกกระชากดึงออกทุกเม็ดในคราวเดียว พวกมันกระเด็นหลุดลุ่ยออกไปจนผมไม่สามารถติดมันกลับคืนได้อีก ความตระหนกแสดงออกทางสีหน้าช้าๆ เมื่อมือแกร่งปลดตะขอกางเกงผมออกอีกครั้ง

“อยากทำอะไรก็ทำ แต่คุณจะไม่เจอสิ่งที่คุณกำลังหาอยู่หรอก”

“รู้หรือไงว่าฉันกำลังหาอะไร” ปากเขาถาม แต่มือเขากลับกดเน้นย้ำส่วนนูนพองภายใต้ชั้นในผมอย่างจงใจ แม้ไม่อยากรู้สึกอะไร แต่สิ่งที่ทำค้างเอาไว้กำลังส่งผล

ผมกำลังรู้สึก ...มากเสียด้วย

เวรเอ๊ย

“ไม่ใช่เรื่องของผม”

“งั้นตรงนี้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของฉันก็แล้วกัน” จบคำมือสากก็ควักแก่นกายผมออกสู่ภายนอกแม้จะทุลักทุเลไปสักหน่อยเพราะไม่ได้ถอดกางเกงออก แต่มันก็ห้ามความเสียวไม่ได้เมื่อเขาเริ่มรูดไล้ส่วนอ่อนไหวนั้น

ได้แต่กัดฟันทนข่มอารมณ์ที่อยากร้องออกมาดังๆ ทั้งที่ร่างกำลังสั่นระริกด้วยความต้องการ ฝ่ามือเนิบนาบยืดยาดนั่นไม่ทันใจเลยสักนิด เห็นชัดๆ ว่าเขากำลังเล่นสงครามประสาท

“รู้จักกับมันหรือเปล่า” เสียงนิ่งเอ่ยถามอีกครั้งปล่อยให้มือทำหน้าที่ของมันไป

ผมได้แต่กัดฟันแน่น ไม่มีอะไรตอบกลับไปทั้งนั้นและนั่นคงทำให้เขาหงุดหงิดเพราะปลายนิ้วโป้งกระดกขึ้นถูไถส่วนปลายจนเผลอเด้งสะโพกขึ้นตอบรับ

บ้าจริง! ร่างกายนี่ตอบสนองไม่ว่ากับใครมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่

แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามือร้อนนี้ทำให้รู้สึกดีเหลือเกิน คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากไปหมด เลือดสูบฉีดทั้งร่างกายไปรวมที่จุดนั้นจนมันคับแน่นโป่งพอง

“หรือว่าใครส่งนายมา” คนตรงหน้ายังคงถาม ทั้งที่หัวสมองผมว่างเปล่าไปหมดแล้ว จำหน้าไอ้ผู้ชายคนเมื่อกี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

แล้วเขาว่าอะไรนะ ใครส่งใครมา

อื้อ...!!

บดฟันขบกันแทบหัก ร่างกระตุกวูบเมื่อคนด้านบนตัดสินใจก้มลงกัดยอดอกผ่านเนื้อผ้า ความเสียวซ่านเร่งเร้าจนแอ่นอกขึ้นหาปากร้อน รับปลายลิ้นตวัดจนเปียกชื้น ในหูอื้ออึงได้ยินขาดๆ หายๆ ลมหายใจสะดุดจนสุดท้ายต้องอ้าปากหอบเอาอากาศเข้าไปเต็มที่

“อ่า....ห์” เสียงน่าอายจึงเล็ดลอดออกมาได้ ส่งผลให้คนด้านบนกระตุกยิ้ม

ร่างกายผมโอนอ่อนตาม ไร้เรี่ยวแรงขัดขืนใดๆ อีกแล้ว เขาจึงปล่อยมือที่พันธนาการผมอยู่ และใช้มือข้างนั้นบดขยี้ยอดอกอีกข้างพร้อมๆ กัน การถูกรุกรานทั้งล่างและบนทำเอาร่างบิดเร่า ส่งเสียงร้องไม่เป็นภาษา ดวงตาปิดแน่น ก่อนที่การกระทำทั้งหมดจะหยุดลง และร่างสูงผละออกไป

ผมส่งเสียงในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะปรือตาขึ้นมองอีกฝ่าย ไม่รู้ว่ากำลังทำหน้าแบบไหน ดวงตาสีเทาคู่นั้นถึงได้กระตุกเข้มขึ้นอย่างนั้น กรอบกรามเหลี่ยมคมขบแน่นจนเป็นสันนูน ราวกับตกตะลึง

ผมกำลังทนไม่ไหว ด้านล่างกำลังปริ่มไปด้วยน้ำหล่อลื่นเพราะความต้องการ ...อยากเสร็จ อยากได้มากกว่านี้ ส่วนแข็งขืนเปียกชื้นสั่นระริกจนผมเอื้อมมือไปกอบกุมมันไว้ ในเมื่อเขาไม่มอบให้ ผมก็จะเสร็จด้วยมือของผมเอง

แต่เขากลับปัดมือผมออกอย่างไม่ไยดี

“ไม่เอาสิ ทำแบบนั้นมันไม่สนุก” เสียงแหบต่ำนั่นบ่งบอกว่าเขาก็มีอารมณ์ไม่ต่างกัน แล้วมัวรั้งรออะไรอยู่

“ต้องการอะไร!” ในที่สุดก็มาถึงตรงนี้จนได้ สภาวะจำยอม

“รู้จักไอ้เวรนั่นหรือเปล่า” เขาถาม

“เปล่า!”

“แล้วทำไมถึงมาอยู่ในนี้กับมัน”

“ผมจะอยู่กับใครก็ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันสักหน่อย” พูดเหมือนไม่รู้จักสวนคนบาปอย่างนั้นแหละ กับอีแค่เซ็กซ์

“มั่ว...ว่าอย่างนั้นเถอะ”

ราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

“พล่ามจบหรือยัง จะได้ทำต่อให้มันเสร็จๆ!” จะได้จบเรื่องบ้าบอพวกนี้เสียที

“มันไม่จบง่ายๆ อย่างนั้นหรอก” แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ฝ่ามือร้อนก็เลื่อนมากอบกุมแก่นกายผมอีกครั้ง และครั้งนี้มันรูดระรัวจนสะโพกผมลอยขึ้นอย่างทนไม่ไหว เผลอเด้งสวนกลับไปรับจังหวะนั่นเสียฉิบ มือสองข้างจิกผ้าปูที่นอนแน่น ชันขาสองข้างขึ้นตั้งโดยไม่รู้ตัว อารมณ์ถูกเหวี่ยงขึ้นสูงเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปสักนิด ตอนนี้ผมต้องการแค่อย่างเดียว ให้ฝ่ามือนี่เร่งเร้าไปเรื่อยๆ จนผมถึงสวรรค์ และแล้วเขาก็เหวี่ยงผมขึ้นไป ระเบิดอารมณ์แตกซ่านกระจัดกระจายจนเห็นดาว ผมฉีดพุ่งใส่ฝ่ามือเขาจนหมดเรี่ยวแรงก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ สงบลง

และตอนนั้นเองที่ประตูห้องเปิดผัวะเข้ามา

“พวกมันตามกลิ่นมาถึงนี่แล้ว ‘ดี’ เราควรไปได้แล้ว” เสียงใครบางคนดังขึ้นหน้าประตู ซึ่งผมมองไม่เห็นเขาเพราะร่างสูงบังไว้มิด โชคดีที่เขาไม่เห็นร่างกายผมเช่นกัน

“เดี๋ยวตามออกไป” ‘ดี’ ตอบกลับไปสั้นๆ ฝีเท้าของชายคนนั้นจึงได้ดังออกจากไปจากห้อง และประตูปิดสนิทลงตามเดิม

“จบเรื่องแล้วก็ลุกออกไปซะ” แม้จะแปลกใจนิดหน่อยที่เขาทำให้ผมเสร็จฝ่ายเดียว ทั้งที่คิดว่าจะโดนปู้ยี่ปู้ยำมากกว่านี้ ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องเจ็บตัว

แต่ดูเหมือนว่าผมจะเข้าใจผิด...อย่างแรง

เพราะหลังจากที่ดีลุกออกไปเช็ดทำความสะอาดมือตัวเอง ปล่อยให้ผมเก็บส่วนอ่อนไหว และจัดการเรื่องแต่งกายจนเสร็จ เขากลับไม่ได้ออกจากห้องไปเพียงคนเดียว เพราะเขากำลังลากผมออกไปด้วย

“เดี๋ยวสิ! จะพาผมไปไหน ปล่อยนะ!” ถึงจะตะโกนเสียงดังออกไปแบบนั้น เขาก็ไม่ปล่อยอยู่ดี ฝ่ามือที่ทำให้ผมจนเสร็จบัดนี้กำลังรวบข้อมือผมแน่น เขาไม่ตอบ และขายาวๆ นั่นจ้ำอ้าวจนผมตามแทบไม่ทัน

เขาพาผมออกมาทางด้านหลัง ตรงไปที่รถเอสยูวีสีดำที่ติดเครื่องรออยู่แล้ว ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้สะบัดมือออกจากการเกาะกุมอย่างแรง พร้อมขืนตัวไว้ แต่ไม่เป็นผล นิ้วมือที่กำอยู่รอบแขนไม่ขยับเลยสักนิด

“ผมไม่ไปกับคุณ!”

“แต่ธุระของฉันกับนายยังไม่จบ” พูดเสร็จก็ดันร่างผมเข้าไปในรถ และตามมาปิดทางออกจนผมไม่สามารถหนีไปไหนได้ ประตูแห่งอิสรภาพปิดลงดังปัง และตัวรถเคลื่อนออกไป

พาเอาชีวิตปกติสุขของผมจากไปนับตั้งแต่วินาทีนั้น

 

>>>>>

ตอนที่1 มาแล้ววววว

เป็นยังไงกันบ้างคะ

ชอบมั้ยเม้นบอกกันบ้างน้าาา

ปล.เจอคิดผิดสะกิดกันบ้างน้าาา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น