gimmeforever_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 18: little Hydrangea

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.8k

ความคิดเห็น : 114

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2561 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 18: little Hydrangea
แบบอักษร

ค่ำคืนอันแสนอบอุ่นในอ้อมกอดคุณพีทจบลงเมื่อผมถูกปลุกขึ้นมาในตอนเช้ามืดเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับ คุณพีทเดินตามผมเข้ามาในส่วนของห้องน้ำก่อนจะเดินแยกออกไปยังห้องแต่งตัวที่เชื่อมทะลุกันในขณะที่ผมก็เดินต่อไปในห้องน้ำ 


หยดน้ำที่เกาะอยู่ตามผนังบ่งบอกว่าคุณพีทได้อาบน้ำเสร็จแล้วเรียบร้อยก่อนผม คิดได้ดังนั้นก็รีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเมื่อคิดได้ว่าคุณพีทบอกว่าต้องไปถึงสนามบินภายในหนึ่งชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องเสียเวลาผ่านด่านตรวจต่างๆด้วยเพราะอำนาจของคุณพีท หรือความสะดวกสบายในการเดินทางไปสนามบินที่มากกว่าคนอื่นๆ ผมก็ควรจะรีบอยู่ดี


ผมเดินเชื่อมออกมายังห้องแต่งตัวที่คิดว่าจะมีคุณพีทอยู่ กลับกลายเป็นว่าห้องแต่งตัวกว้างใหญ่กลับโล่ง ไม่มีคุณพีทอยู่ ข้าวของเครื่องใช้หรือเสื้อผ้าใช้แล้วในวันก่อนๆก็หายไปแล้ว โต๊ะเครื่องแป้งที่เต็มไปด้วยของมากมายกลับเหลือแค่ช่อดอกไม้ใหญ่ที่วางทับอยู่บนเสื้อผ้าที่พับไว้ให้อย่างดี รวมถึงมีถุงเล็กๆที่วางอยู่ข้างๆกัน ผมเดินพลางกระชับเสื้อคลุมอาบน้ำให้แน่น ผูกเป็นโบว์ไว้ตรงเอวก่อนจะอุ้มช่อดอกไม้ช่อใหญ่ขึ้นมากอดไว้แนบอก สายตาก็พลางสอดส่องหาการ์ดเล็กๆที่ควรจะมีแนบมาท่ามกลางดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าสวย


ที่เมื่อมองตัวเองในกระจกตอนนี้แล้ว ดอกไฮเดรนเยียช่อนี้ มันเหมือนกันผมอย่างที่คุณพีทบอกไหม ผมดูอ่อนหวาน น่าทะนุถนอมเท่าดอกไม้ในอ้อมกอดนี้ไหม คุณพีทจะเอ็นดูผมเวลาผมอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นนั้นเหมือนในตอนนี้ไหม


ผมไล้มือไปตามกลีบดอกไม้อย่างเบามือ พลางคิดไปถึงความหมายของเจ้าดอกไฮเดรนเยียที่เปิดหาเมื่อคืน ภายนอกที่ดูอ่อนหวานตามสี หรือบอบบางตามกลีบดอกไม้เล็กๆนี้ 



เขาว่ากันว่า ไฮเดรนเยียไม่เหมาะสมที่จะมอบให้แก่ผู้ใด นอกจากตั้งใจที่จะตัดพ้อแก่ผู้รับว่าเขาคนนั้นช่างเป็นคนที่ใจด้านชาเสียเหลือเกิน


เขาว่ากันว่า ไฮเดรนเยียคือดอกไม้แห่งหัวใจด้านชา ระหว่างเราทั้งคู่คงจะเป็นคุณพีทมากกว่าที่ด้านชา


เขาว่ากันว่า ไฮเดรนเยียมีอีกความหมาย หมายถึง คำขอบคุณ ขอบคุณที่เข้าใจกัน


เขาว่ากันว่า มันแทนคำพูดคำว่าว่า ‘ขอบคุณที่เข้าใจในตัวฉัน และยอมรับความเป็นฉันเสมอมา’

“Thanks for being my Hydrangea”

Thank you for understandingขอบคุณที่เข้าใจกัน

แบบนี้หรือเปล่านะที่คุณพีทต้องการจะบอก


คำพูดสั้นๆในโน๊ตเล็กๆที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ ตัวอักษรสีทองเด่นที่เขียนเป็นคำพูดสั้นๆว่า 

for you, my Hydrangea

คงจะเป็นข้อความจากคุณพีท และแค่เพียงคำพูดแค่นั้น ผมก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้


ผมก้มลงไปดมเจ้าดอกไม้ ก่อนจะต้องเบนสายตาไปยังด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงเคาะสองสามที คุณพีทที่อยู่ในเสื้อเชิ้ทแนวเดิมกับผมที่ถูกเซ็ทกำลังยืนพิงกำแพงไม้มองมาที่ผม ซึ่งเป็นภาพที่เรียกได้ว่าคุ้นตา


“ชอบไหม ไฮเดรนเยีย”


“ชอบครับ”


“. . . ได้เปิดดูในถุงยัง”


“ยังเลยครับ”


“เปิดซะสิ ของขวัญจากฉัน” นี่เป็นประโยคบอกเล่าของคุณพีทที่ทำให้ผมก้มมองดูช่อดอกไม้ในอ้อมกอดอีกครั้งก่อนจะวางลงและเลือกที่จะหยิบถุงกระดาษเล็กๆที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาแทน


ผมหันหน้ากลับเข้าหาโต๊ะเพื่อวางดอกไม้ลงที่เดิมก่อนจะหยิบถุงขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะมองเข้าไปในกระจก เห็นคุณพีทยืนอยู่ที่เดิมเพื่อรอดู และเมื่อผมเปิดดูอีกครั้งก็ได้เห็นว่ามันคือของขวัญเดิมที่ผมเคยได้มาแล้วจากคุณพีท


“อีกแล้วเหรอครับ”


“แค่คิดว่าเธอน่าจะชอบ . . เพราะฉันชอบ”


“วาไม่ชินง่ายๆนะ”


“รีบๆชินซะสิ” ได้ยินดังนั้นผมจึงมองค้อนให้กับคุณพีทในกระจกอีกครั้งก่อนจะหยิบของที่อยู่ด้านในออกมาทีละชิ้น


กางเกงในลูกไม้ลื่นมือก็ปรากฎแก่สายตาตัวเอง ผิวสัมผัสที่นุ่มบ่งบอกได้อย่างดีว่าเป็นชั้นในที่มีแบรนด์และคุณภาพดี เพราะครั้งที่แล้วที่ได้ก็หลังจากที่คุณพีทกลับมาจากญี่ปุ่นเหมือนกัน ก็พอจะเดาได้ว่าคุณพีทคงชอบแบบนี้เป็นพิเศษ แต่ครั้งนี้เหมือนจะมีตัวเลือกให้ไม่มากเท่าเดิม


“วาไม่ใส่ได้ไหม ตอนนั้นค่อยใส่ได้ไหม”


“ตอนไหน?”


“. . .when we do all the nasty things”


“แล้วตอนนี้เธอจะใส่อะไรกลับ” หลังจากที่คุณพีทพูดเสร็จ ผมก็กวาดสายตาไปทั่วโต๊ะเครื่องแป้ง นอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ เสื้อเชิ้ทขาวและกางเกงที่พับวางไว้ ผมก็ไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากถุงของขวัญของคุณพีทนี่สักนิด


“แล้วกระเป๋าเดินทางวาละครับ”


“มีคนมาเก็บไปแล้ว” ได้ยินแบบนั้นก็ใจเสีย ไม่อยากจะใส่กางเกงในในมือนี่สักนิด


“…”


“ดูเหมือนว่าแมวเหมียวจะไม่ได้มีทางเลือกเยอะขนาดนั้นใช่ไหมครับ”


“แด๊ดดี้..”


“แค่นี้ก็อ้อนแล้วเหรอ”


“วาไม่อยากใส่”


“แล้วหนูจะทำยังไง”


“…”


“ใส่ให้แด๊ดดูไม่ได้หรอครับ หืม คนดี”


“…” ผมไม่อยากจะตอบอะไรคนขี้เอาแต่ใจขี้บังคับแบบคุณพีทหรอกนะ แต่สิ่งที่ตัวเองทำได้ก็เห็นจะมีแค่การเลือกตัวที่น่าจะดีที่สุดท่ามกลางทั้งสามตัว 


ผมถือตัวที่ต้องจำใจใส่ไว้ในมือขณะที่เก็บตัวที่เหลือใส่ถุงเหมือนเดิม ก้มลงเพื่อที่จะใส่อย่างช้าๆโดยที่ยังไม่ถอดเสื้อคลุมออก แต่ถึงอย่างไรตอนดึงขึ้นมาคุณพีทก็ต้องเห็นอยู่ดีว่าผมเลือกตัวไหนมาใส่


“หนูเลือกถูกใจเเด๊ดดี้ไหม” ผมถามขึ้นเมื่อรูดขึ้นมาจนสุด เชื่อว่าถึงแม้ว่าจะมีเสื้อคลุมอยู่คุณพีทก็สามารถมองเห็นได้อยู่ดีตอนที่ใส่เมื่อครู่เพราะก็ไม่เห็นว่าคุณพีทจะเสไปมองตรงอื่นเลย


“ถอดออก” นั่นคือคำสั่งให้ถอดเสื้อคลุมออก


“…”


“แล้วเดินมาใกล้ๆ จะได้บอกว่าถูกใจไหม” และนั่นก็เป็นอีกคำสั่งที่ออกมาจากคนด้านหลัง


“เอาแบบนี้ดีไหม”


“…”


“วาจะทำตามแค่อย่างเดียว จะให้ถอดเสื้อคลุมออกหรือจะให้เดินไปหา”


“…”


“เลือกเลยครับแด๊ดดี๊”


“งั้นหันหลัง แล้วถอดออก” ผมอดที่จะทึ่งกับการยอมง่ายๆของคุณพีทไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ ดีกว่าที่ผมจะต้องเดินไปหาคุณพีทด้วยสภาพเกือบเปลือย


ผมหันหลังให้คุณพีทก่อนจะค่อยๆแกะปมตรงเอวที่ผูกออกอย่างง่ายดาย คลายแรงรัดบนเอวก่อนจะแหวกสาบเสื้อออกจากกันช้าๆ ผิวที่อยู่ใต้ร่มผ้าหลังจากได้สัมผัสอากาศด้านนอกก็ขนลุกหน่อยๆเมื่อมันเย็นกว่าที่คิด และเมื่อผมปล่อยชายเสื้อทั้งสองข้างลงตามแรงโน้มถ่วง เผยให้คุณพีทเห็นทั้งหมดที่อยากเห็น ความหนาวเย็นที่สัมผัสได้แทบทุกส่วนของร่ายกายก็เข้ามาแทนที่


“หนาวไหม”


“…หนาวครับ”


“กอดไหม”


“…”


“…”

“กอดครับแด๊ดดี้”


(ต่อ)


หลังจากที่พูดจบ แทนที่คุณพีทจะเดินเข้ามาหาอย่างที่คาดไว้ คนตัวสูงกลับยืนมองอยู่ที่เดิม ที่ที่สามารถเห็นผมได้ชัดทั้งตัว เห็นหมดทุกอย่างอย่างที่ไม่สามารถปิดได้ ทั้งๆที่ผมบอกแล้วว่าหนาว ทำไมคุณความอบอุ่นถึงยังนิ่งเฉยอยู่แบบนั้นกันล่ะ


“คุณพีท วาหนาวนะ”


“หนาวมากไหม” คุณพีทถามต่อในขณะที่ผมได้แต่ยืนบิดไปมา “หนาวแบบไหม”

“..หนาวแบบอยากให้คุณพีทกอดแน่นๆ แน่นที่สุด”


“หนูแน่นที่สุดอยู่แล้ว” แน่นแบบนี้ไม่ใช่แล้วไหม


“คุณพีท . . กอดวาทีนะ กอดนะ” มือที่กอดอก ลูบต้นแขนที่ขนลุกอยู่กลับลูบไล้ไปตามร่างกายตัวเองอย่างห้ามไม่อยู่เพื่อบรรเทาอาการหนาวเหน็บตามร่างกาย 


มือทั้งสองข้างเริ่มขยับไปทั่วร่างกาย ลากผ่านเอวทั้งสองข้างของตัวเองอย่างรีบๆเมื่อมือทั้งสองข้างนั้นเริ่มเย็นไปหมด ก่อนที่จะลากผ่านมายังสะโพกของตัวเอง เรื่อยๆมาถึงก้นงอนทั้งสองข้างที่เปิดเปลือยให้คุณพีทเห็น มือที่สัมผัสโดนสายสีดำที่เกาะเกี่ยวอยู่เหนือสะโพกอย่างหมิ่นเหม่ทำให้ผมสอดมือเข้าไประหว่างนั้นได้อย่างง่ายดาย 


แล้วก็ไม่รู้ว่าภาพที่คุณพีทเห็นจะให้ความรู้สึกยังไง เพราะทันใดนั้นเอง ผมก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ร่ำหามาตลอดได้ทางด้านหลัง เพราะความอบอุ่นนั้นกำลังกอดผมเอาไว้ทั้งตัว


“คิดว่าปกติแด๊ดความอดทนสูงมากนักเหรอ”


“ก็คุณพีทไม่ยอมกอดสักที”


“…?” แต่ด้วยหน้าตากดดันของคุณพีทที่มองเข้ามาในกระจกก็ทำให้รู้ว่าตัวเองควรจะพูดว่าอะไร


“ก็แด๊ดไม่ยอมกอดวาสักทีนี่หน่า”


“กอดแบบไหน”


“ก็แค่กอดแบบนี้เอง” ผมว่าพลางกระชับแขนทั้งสองข้างที่โอบรอบตัวเองเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิมเมื่อย้ำว่านี่คือการกอดที่ผมหมายถึง ไม่ใช่อย่างอื่น


“ฉันไม่ได้หมายถึงกอดแบบนี้”


“แล้วกอดแบบไหม มันก็มีแค่..”


“แค่?” คุณพีทพูดเข้ากับใบหูของผมทำให้ต้องหดคอหนีลมข้างๆหูที่ทำให้รู้สึกจั๊กจี้


“แค่แบบนี้”


แต่ก่อนที่เราจะได้ทำพูดคุยต่อเรื่องการ ‘กอด’ นั่น ผมก็ต้องหยุดเมื่อริมฝีปากอันเจื้อแจ้วของผมถูกทาบลงมาด้วยริมฝีปากหนาอันแสนอบอุ่น ก่อนที่ความอบอุ่นทั่วร่างจะแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงที่เหมือนจะแผดเผาได้ทุกเมื่อ


ผมรู้สึกได้ถึงความร้อนจากมือของคุณพีทที่ลูบไล้ไปตามสะโพกของผมไม่หยุดในขณะที่ริมฝีปากร้อนก็ปวนเปี้ยนอยู่แถวซอกคอไม่หยุด แล้วมันก็มีจังหวะหนึ่งที่ผมลืมตามองเข้าไปในกระจกตรงหน้า ก่อนที่เราทั้งสองจะสบตากันโดยบังเอิญ เหมือนเป็นวินาทีที่ไม่รู้สึกถึงอะไรแล้วทั้งนั้น เพราะกำลังตกอยู่ในห้วง ตกลงไปในดวงตาคู่นั้นที่เหมือนจะสื่อสารอะไรให้ฟังอยู่


“จะไม่อดทนแล้วนะครับ” ก่อนจะเป็นคุณพีทเองที่พูดขึ้นมาระหว่างเราที่สบตากันอยู่


“อดทนหน่อยสิครับ เดี๋ยวก็ต้องขึ้นเครื่องแล้ว” ผมพูดก่อนที่มือทั้งสองข้างจะเอื้อมไปหยิบเสื้อที่วางพับอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งด้านหน้าทั้งๆที่มือของคุณพีทยังคงลูบไล้ไปตามแก้มก้นสร้างความปั่นป่วนให้กับตัวเองอยู่


“อดทนทำไม เธอเป็นของฉันแล้ว”


“…” ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเมื่อสมาธิทั้งหมดกำลังเทไปจดจ่อกับการแกะกระดุมเสื้อออกจากกัน


“ธันวา”


“ครับ?” ผมพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมอง


“…ยังเป็นเด็กดีอยู่ใช่ไหมธันวา”


“ครับ”


“…”


“…”


“ฉันแค่อยากบอกเธอเอาไว้”


“อ๊ะ อื้ออ . . ว่าอะไรครับ” ผมพยายามที่จะกลั้นเสียงครางเอาไว้เมื่ออยู่ดีๆคุณพีทก็ก้มลงขบกัดเบาๆที่ซอกคอทางด้านซ้าย ทั้งๆที่รอยจากคืนก่อนก็ช้ำพอแล้ว

“ว่าสิ่งที่เธอกำลังมองอยู่ ต่อจากนี้จะเป็นของฉันแค่คนเดียว”


“…”


“นั่นหมายถึงตรงนี้ ตรงนี้ ตรงนี้ และทั้งหมด” คุณพีทพูดขึ้นในขณะที่มือทั้งสองข้างลูบจากลำคอลงไปยังสะโพกทั้งสองข้าง ก่อนจะเลยไปยังก้นทั้งสองข้าง พร้อมกับตบเบาๆอย่างที่ชอบทำทั้งๆที่เรากำลังมองเข้าไปในกระจกทั้งคู่


ผมพยักหน้าเป็นการบอกว่าเข้าใจและรับรู้เรื่องนี้ทั้งหมด ผมคิดว่าคุณพีทคงจะปล่อยผมได้แล้วแต่คนตัวสูงกลับจับผมพลิกให้หันหน้ามาหาตัวเอง ความคิดที่ตัวเองจะหยิบเสื้อตรงหน้ามาใส่จึงจบลง 


“รู้หรือยังเวลาเป็นเด็กไม่ดีจะโดนอะไร” คุณพีทพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าผมกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังพูด


“ไม่รู้ครับ”


“แล้วอยากรู้ไหม ว่าจะโดนทำโทษอะไรบ้าง”


“ยังไม่อยากรู้ตอนนี้ดีกว่า”


“…”


“ไว้วาเป็นเด็กไม่ดีเมื่อไหร่ รู้ตอนนั้นก็ตื่นเต้นดีไม่ใช่เหรอครับ”


“ก็ถ้าต้องการแบบนั้น ก็ได้” คุณพีทพูดขึ้นยิ้มๆ


“…”


“แค่รู้ไว้ว่าเธอได้ตื่นเต้นสมใจแน่ๆ”


“…”

“ตื่นเต้นจนครางไม่ออก”


“…”

“จนต้องร้องไห้**”** ก่อนที่ผมจะรู้ว่ายิ้มแบบนี้มันคือยิ้มเวลาที่คุณพีทถูกใจอะไรบางอย่าง


“ไม่เอาาาา” ผมไม่อยากร้องไห้หรอกนะ


“เธอไม่ได้อยู่ในจุดที่เลือกได้” คุณพีทพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนเห็นว่าเหยื่อติดกับแล้ว


“เลือกได้สิครับ” 


“…”


“เลือกได้ว่าครั้งนี้จะโดนแบบไหน” 


ก่อนที่ผมจะโดนคุณพีทจับแต่งตัว และตามมาด้วยแรงตบคุ้นชินบนก้นของตัวเอง


(ต่อ)

หลังจากที่เครื่องแลนดิ้งเรียบร้อยในเวลาตอนเย็นๆของวันนี้ ตัวผมที่ยังเหมือนสะลึมสะลือไม่หายก็ต้องเดินงัวเงียตามขึ้นรถของทางสนามบินมายังด้านนอกเพื่อที่จะขึ้นรถที่เลขาเต้มารับ ก่อนที่ผมจะอ้อนวอนให้คุณพีทไปส่งที่หอผมใกล้ๆมหาลัยเนื่องจากไม่ได้ไปมานาน แต่พอพูดเรื่องนี้คุณพีทกลับเบี่ยงเบนไปยังเรื่องย้ายเข้าไปกับคุณพีทอีกจนได้ ทั้งๆที่คิดไว้แล้วว่าคนตัวสูงคงพูดเรื่องนั้นขึ้นมาเล่นๆก่อนหน้านี้


“วายังไม่อยากย้ายเท่าไหร่ อยู่หอก็สะดวกดีครับ ใกล้มหาลัยด้วย” ผมพูดออกไปเมื่อผมก็คุ้นชินกับการอยู่ที่หอมานานเป็นเวลาตั้งสามปี ถ้าจะต้องอยู่อีกสักปีมันก็คงจะไม่เป็นไร


“...”


“คุณพีทว่ายังไง วาว่าวาสะดวกแบบนี้มากกว่า”


“ฉันตามใจเธอ แค่กลัวว่าบางทีมันอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่”


“..?”


“ฉันหมายถึงว่าห้องหอเธออาจจะผนังบางเกินไป . . . ที่จะกลบเสียงครางของเธอ”


“แด๊ดดี้.. ไม่เอา รุ่นพี่ห้องข้างๆวาน่ารักด้วย”


“ก็แล้วแต่เธอ”


“...”


“อยากย้ายมาเมื่อไหร่ก็บอกได้”


“เราทำแบบนี้กันไหม . . จากที่สัญญาว่าขั้นต่ำอย่างน้อยหกเดือน ถ้าหลังจากหกเดือนแล้วเราทั้งคู่ต่างพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ ถึงตอนนั้นวาก็คงกำลังเรียนจบพอดี ถึงตอนนั้นวาค่อยคิดเรื่องย้ายเข้าอีกทีได้ไหม”


“อืม”


“ครับ” อย่างน้อยก็ช่วยไว้ได้หกเดือน เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเหตุผลจริงๆของตัวเองคือเพราะกลัวตัวเองจะถลำลึกมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่อยากเจ็บมากกว่านี้แล้ว แต่เหมือนว่าใจมันก็ไม่เคยจะยอมแพ้ถอยออกมาจากคุณคนนี้สักที


ผลสุดท้ายหลังจากที่เราทั้งคู่ตกลงกันเรื่องย้ายเข้าแล้ว คุณพีทก็บอกให้เลขาเต้ขับไปส่งผมที่หอก่อนแทนที่จะมุ่งหน้าไปยังบริษัทเพื่อทำงานต่อ ทั้งๆที่พึ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ก็เข้าใจว่าด้วยเนื้อของคนที่ทำแต่งานอย่างคุณพีทแล้วก็คงไม่มีเรื่องอื่นนอกจากงานที่เจ้าตัวให้ความสำคัญ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณพีทให้ความสำคัญกับงานหรือทำไปเพราะมันเป็นเพราะหน้าที่และความรับผิดชอบมากกว่ากัน




“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ” ผมพูดขึ้นเมื่อรถหรูหาได้ยากจอดเทียบลงกับหน้าหอของผม ผมหันไปบอกคุณพีทก่อนจะหันไปบอกเลขาเต้อีกที


“...”


“ไม่โกรธนะครับคุณพีท ไว้วันหลังวาไปนอนด้วย”


“อืม ตั้งใจเรียน”


ผมยิ้มให้กับคำอวยพรสุดท้ายของคุณพีทที่ถูกใช้เป็นคำบอกลาในครั้งนี้ ผมปิดประตูลงก่อนจะเดินเข้าหอเมื่อรถได้แล่นออกไปแล้ว


ผมเดินเข้ามาในห้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดิม ทั้งอบอุ่นและโดดเดี่ยว เตียงเล็กๆหนึ่งเตียง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้และโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือและชีทต่างๆวางระเกะระกะไม่เรียบร้อยเหมือนประจำเพราะไม่ค่อยได้กลับมานอนที่ห้องบ่อย ผมวางสัมภาระเล็กน้อยของตัวเองลงปลายเตียงก่อนจะนั่งลงตามและนอนแผ่เมื่อรู้สึกว่าตัวเองยังเนือยๆเหนื่อยๆอยู่


‘bad and blue jeans (3)’

กลับมาละ

วันนี้ทำอะไรกัน มาห้องไหม

L

อยู่ห้อง?


layyy

ไปๆๆๆ ว่างๆๆๆ

เย็นไปชาบูข้างหอมึงกัน

ไม่ได้กินนานมาก


อยู่หอคนเดียวเนี่ย รีบมา

L

ทำไมกลับมาหอ?


layyy

ทำไมถามมากจังพ่อ

เค้าบอกให้ไปก็ไป


L

ก็อยากรู้

ไปแล้วเล่าให้ฟังด้วยเป็นไร


อือ เดี๋ยวเล่า

รีบๆมา


layyy

รีบมารับหนูด้วย @L


L

ไม่ต้องมาหนู

เปลี่ยนชุดแปป อีก 15 นาทีถึง


layyy

พร้อมแล้ว ยืนรอหน้าบ้านแล้ว



เมื่อเห็นแอลพิมพ์มางั้นก็คงประมาณครึ่งชั่วโมงถึงแอลกับเลย์จะมาถึง ผมเลือกที่จะไลน์หาเพื่อนสนิททั้งสองให้มาหาทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานเยอะหรือเปล่า แต่รู้ดีว่าไม่มีใครสามารถคอมฟอร์ตตัวเองในตอนนี้ได้เท่าที่แอลจะสามารถทำให้เขาได้ เพราะว่าก็นั่นแหละ เหมือนทำหน้าที่แทนพ่อจริง


ระหว่างที่ตัวเองลุกขึ้นมาเพื่อจัดการกับกองชีทจากปลายภาคครั้งที่แล้ว เคลียร์โต๊ะให้สะอาด ทำความสะอาดห้องหลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นตามด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของเลย์ที่ตะโกนว่า ‘เปิดหน่อย คุณพ่อเป็นห่วงงงงงงงง’ ก่อนที่ผมจะต้องละมือจากไม้กวาดเพราะกลัวว่าเสียงเลย์จะรบกวนคนอื่นเขา

**“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”**คือคำแรกของแอลที่พูดขึ้นเมื่อผมเปิดประตูออก แอลและเลย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องต่างส่งยิ้มมาให้พลางๆ ผมโผเข้ากอดแอลทั้งๆที่ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เพราะบ้านของผมอยู่ตรงนี้แล้ว ตรงที่มีแอลและเลย์อยู่ข้างหน้า ตรงที่มีอ้อมกอดอบอุ่นอย่างหาใครเปรียบไม่ได้นอกจากแม่ แต่เมื่อคิดถึงความอบอุ่นที่เกือบจะคล้ายอย่างของคุณพีทแล้วก็อดที่จะกอดแอลแรงขึ้นไม่ได้


กอดเหมือนเด็กจนจมอกของแอล กอดจนเลย์ต้องรีบผลักหลังแอลเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูให้เสร็จสรรพและเข้ามากอดด้วยกัน แอลลูบหลังขึ้นลงช้าๆ ลูบหัวเบาๆอย่างที่ชอบทำทุกครั้งพร้อมกับคำพูดข้างหูที่คอยบอกว่ามันยังอยู่ตรงนี้ไม่เคยหายไปไหน


และเท่านั้นมันก็ทำให้น้ำตาผมไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ มันไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้น มีแค่น้ำตาที่ไหลออกมาเท่านั้น มันอุ่นวาบไปทั่วอกอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองคลายอ้อมกอดนี้ด้วยซ้ำ ไม่อยากให้แอลหยุดลูบหัวด้วยสัมผัสที่อบอุ่นยิ่งกว่าใคร ไม่อยากให้เลย์หยุดพูดคำว่า ‘โอ๋เอ๋’ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมาเหมือนปลอบเด็กตัวน้อยๆ 


แต่แทนที่ผมจะหยุดร้อง มันกลับกลายเป็นว่ายิ่งหนักเข้าไปใหญ่เมื่อแอลก้มลงมอบจูบหนักๆลงบนกลุ่มผมที่ยังลูบเบาๆไม่หยุดอย่างตามใจ เพราะจูบบนผมจากแอลมันมีความหมายมากกว่าการกระทำและคำพูดทุกอย่าง ด้วยความที่แอลโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่บ้านอยู่ในซอยเดียวกันก่อนจะแยกย้ายกันไปและแม่เป็นเพื่อนสนิทกัน ด้วยความที่เราเล่นมาด้วยกันตั้งแต่เด็กและแอลก็เป็นคนที่คอยปกป้องมาตั้งแต่เด็ก แอลย่อมรู้ดีว่าจูบบนหัวมีความหมายกับผมมากที่สุดเพราะมันเหมือนเป็นสัมผัสแทนคนเป็นแม่ สมัยก่อนแม่ผมต้องคอยจุ๊บหัวซ้ำๆเมื่อผมร้องไห้ และในวันหนึ่งที่ผมร้องไห้หลังจากหกล้มก็ทำให้แอลรู้ว่าจะต้องปลอบผมด้วยจุ๊บๆเสมอ แต่เมื่อเราทั้งสองโตขึ้น ผมก็เข้มแข็งขึ้นตามกาลเวลา


ผมไม่ได้รับจุ๊บๆจากแม่มานาน อาจจะสามเดือนครั้งเวลาที่กลับบ้านแล้วแม่จะทักทายผมด้วยจุ๊บบนหัว 

ผมไม่ได้รับจุ๊บๆจากแอลมานานยิ่งกว่า ครั้งล่าสุดก็คงจะเป็นตอนที่ผมหกล้มตอนปั่นจักรยานสองล้อครั้งแรก


“มันร้องหนักกว่าเดิมเลยแอล” ประโยคที่เลย์พูดออกมาทำให้ผมอดที่จะขำออกมาไม่ได้ เพราะเลย์จะเป็นแบบนี้เสมอ เป็นขั้วตรงข้างกับแอลเสมอ 


แต่แอลกลับไม่โต้ตอบอะไรกลับ ลูบเบาๆบนกลุ่มผมนุ่มที่เจ้าตัวพึ่งมอบจุ๊บๆให้ ก่อนจะผละออกเพื่อเช็ดน้ำตาให้ เป็นสเต็ปเหมือนตอนเด็กๆเลย 


‘อย่าร้อง’ ในวันนั้น

“อย่าร้อง” ในตอนนี้


‘วาเจ็บตรงไหน เดี๋ยวเราเป่าฟู่ๆให้เหมือนแม่ไง’ ในวันนั้น

“เจ็บตรงใจใช่ไหม อยากเล่าไหมหืม” ในตอนนี้


ความอบอุ่นที่ถูกส่งผ่านมาจากแอลยังคงรับรู้ได้เสมอ เพราะมันเสมอต้นเสมอปลาย มันไม่เคยหายไปไหน เหมือนไออุ่นในยามเช้าที่สอดส่องเข้ามาหลังคืนที่ฝนตกหนัก 


‘ขอบคุณนะ’ ในวันนั้น

“ขอบคุณนะพวกมึง” ในตอนนี้


‘เราจะปกป้องธันวาเอง’ ในวันนั้น

“ยังไงก็อยู่ข้างมึงอยู่แล้ว” ในตอนนี้


“ขอบคุณนะที่ยังเหมือนเดิม” ขอบคุณจริงๆนะแอล


“ก็ไม่เคยเปลี่ยนไป”


“นี่คือเรื่องความหลังอีกแล้วใช่ไหม ขอโทษที่บ้านไม่ได้อยู่ซอยเดียวกันนะ แต่อยากรู้เรื่องเหมือนกัน”


“ขอบคุณเหมือนกันนะเลย์”


“พวกกูยินดี” เลย์ก็แบบนี้เสมอ เหมือนแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่ถึงแม้จะแยงตาแต่ก็ทำให้ตื่นจากฝันร้ายจากเมื่อคืนได้ทุกครั้ง




talk:

ใครร้องไห้มาบอกด้วย เพราะไรท์ร้องไห้กลางสตาบัคเรยยย หรือนี่เซนซิทีฟคนเดียว T_______T

100000000000% แบบไม่ได้ตรวจคำผิดเช่นเดิมจ้าาา 

#DADDYของวา รักค่ะ

B E R L I N ❀

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น