IT'S .

คอมเม้นท์ของคุณแค่ 1 เม้น เป็นกำลังใจให้นักเขียนได้มากเลยค่ะ ^-^ ติดตามนิยายเรื่องอื่นได้ด้วยการกดชื่อ It's หรือเข้าไปที่เฟสบุ๊คเพจ @itsitsoff ได้เลยค่าา

​29 FORBIDDEN: You’re finally mine (END)

ชื่อตอน : ​29 FORBIDDEN: You’re finally mine (END)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2561 01:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​29 FORBIDDEN: You’re finally mine (END)
แบบอักษร

​29 FORBIDDEN: You’re finally mine (END)




“คุณเจครับ ทางเราออกกำลังค้นหาบริเวณรอบๆ กันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่พบร่างของคุณชาแปงเลยครับ”




เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลคนหนึ่งเข้ามารายงานความคืบหน้ากับเจแปนที่ยืนมองสถานการณ์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด จนป่านนี้ก็ใกล้จะค่ำแล้วแต่ยังไม่พบร่างของชาแปงที่ตกลงไปทะเลเลย เจแปนหวั่นใจเหลือเกินว่าน้องชายของเขาจะไม่รอด




“ไม่พบแล้วยังไง! คุณจะถอดใจไม่ตามหาหรือไงวะ!”




โรมที่นั่งกุมขมับอยู่บนท้ายรถพยาบาลอยู่นานพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อเจ้าหน้าที่จนเจ้าหน้าที่เองยังตกใจ เจแปนรีบไปดึงตัวโรมออกห่างทันทีเพราะเขารู้ว่าโรมในตอนนี้ร้อนอย่างกับไฟ ใครที่เข้าใกล้ได้โดนโรมยำแหลกแน่




“ใจเย็นๆ เขาก็ตามหากันเต็มที่แล้ว” เจแปนว่าอย่างใจเย็น เขาเองก็ใจร้อนไม่ต่าง แต่ยิ่งโรมร้อน เขาจะร้อนด้วยไม่ได้ “มึงกลับไปอยู่กับทิมที่โรงแรมไหม”




“กลับไปทำไม ให้ผมไปฆ่าวีน่าที่นั่งเชิดหน้าอยู่ในโรงแรมทิ้งหรือไง!!!” โรมตะคอกเสียงดัง ทั้งที่ก่อนนี้สงบลงได้แล้ว แต่กลับโวยวายขึ้นมาอีก




จะให้เขาใจเย็นได้ยังไง นานหลายชั่วโมงแล้วที่ไม่เจอชาแปงเลย โรมจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว




“ช่างเรื่องวีน่าเถอะ เราจัดการยัยนั่นตามความเหมาะสมแล้ว เลิกโวยวายสักที ใจร้อนแล้วจะหาแปงเจอเหรอวะ”




เจแปนขมวดคิ้วบอกเสียงเข้ม เรื่องวีน่าเจแปนได้จัดการส่งเธอให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตำรวจก็ได้คุมตัวเธอไปที่โรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแต่งก่อน เพราะเธอขอพบกับพ่อ ทำให้อันเดรียและทิมเองก็ต้องตามกลับไปพร้อมกันด้วย แม้ว่าใบหน้าของวีน่าจะไร้ซึ่งความรู้สึกผิดเลยก็ตาม แต่เธอก็ยอมโดนจับไปง่ายๆ โดยไม่ปริปากพูดเลยสักคำ มีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ และเสียงกระซิบแผ่วเบาเท่านั้นที่มีแค่ทิมที่ได้ยิน...




ว่ารู้สึกดี...ที่ไม่มีใครได้ความรักของชาแปงไป




“พวกคุณต้องตามตัวคุณแปงให้เจอ......ผมขอเลยจริงๆ...หาเขาให้ผมที....” โรมว่าเสียงอ่อนลงพร้อมกับทรุดตัวลงตรงหน้าเจ้าหน้าที่ โรมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว อยากลงไปหาเองเจแปนก็ไม่ยอมให้ไป ทำได้แค่นั่งรอให้มีคนมารายงานความคืบหน้าเท่านั้น




แต่ใจเขามันรอไม่ได้แล้วไง...เขาเหมือนจะขาดใจตายอยู่แล้ว...




“ไม่ไหวจริงๆ ครับ ยิ่งค่ำอุณหภูมิน้ำทะเลจะยิ่งลดลง ถ้าขืนยังให้คนลงไปตามหาอยู่อย่างนี้มีหวังเป็นอันตรายถึงชีวิตกันหมดแน่ๆ” เจ้าหน้าที่ว่าเสียงเครียด เขาเองก็ลำบากใจที่จะต้องพูดแบบนี้




“แล้วคุณแปงล่ะ...”




“ผมว่าเรา....”




“ช่วยหาต่อหน่อยเถอะครับ” เจแปนว่า แววตาแสดงถึงความจริงจัง เพราะเขาเองก็หวังลึกๆ ว่าชาแปงจะยังมีชีวิตอยู่ “ช่วยหาจนถึงที่สุดที ถ้าหาดีแล้วยังไม่เจอพวกคุณยกเลิกภารกิจได้เลยครับ”




“.....เข้าใจแล้วครับ” เจ้าหน้าที่ว่าก่อนจะขอตัวไปทำงานต่อ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ลับตาไปแล้วเจแปนจึงก้มหน้ามองโรม




“พี่เจ...”




โรมเรียกเจแปนพร้อมกับเงยหน้ามองผู้เป็นเจ้านายของเขา น้ำอุ่นชื้นไหลอาบแก้มโรมโดยไม่รู้ตัว ในน้ำตาหยดนั้นมันรวบความรู้สึกของโรมในตอนนี้เอาไว้ทั้งหมด แค่เพียงหยดเดียว...แต่มันเจ็บปวดที่สุดเท่าที่เคยร้องไห้มา




“มึงลุกขึ้นไปหาอะไรกินเหอะ”




“ผมไม่หิว.....”




“ถ้าเจอตัวแปงแล้วมึงเป็นลมขึ้นมาจะทำยังไง ใครจะคอยเวลคัมมันวะ” เจแปนกระตุกยิ้ม เขาไม่อยากให้โรมเครียดเกินกว่านี้ ไม่ใช่แค่โรมแต่หมายถึงตัวเขาเองด้วย




“ผม.....”




“โรม!”




เสียงเรียกของเด็กหนุ่มดังขึ้นก่อนทิมจะวิ่งเข้ามาหาเจแปนกับโรม โรมลุกขึ้นยืนและมองหน้าทิมด้วยความไม่เข้าใจว่าทิมมาที่นี่ได้ยังไง




“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” เจแปนถามเสียงเรียบ เขากับทิมไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่เคยคุยกัน แต่พวกเขาก็รู้จักกันดีว่าต่างคนต่างเป็นใคร




“เรื่องพี่วีน่า พ่อของพี่เป็นคนจัดการน่ะครับ ผมกังวลเรื่องพี่แปงก็เลยให้มาร์ตินี่พามาที่นี่”




“มาร์ตินี่...?” โรมทวนชื่อก่อนจะมองเลยศีรษะทิมไป โรมเห็นมาร์ตินี่ยืนพิงต้นไม้สูบบุหรี่อยู่แถวนั้นโดยไม่คิดจะเข้ามาหาพวกเขา “ทำไมมากับมาร์ตินี่”




“เขาแค่อาสา” ทิมว่าและหลุบตาลง




“อันเดรียล่ะ” เจแปนถาม




“ผมไม่รู้....ผมไม่ได้คุยกับเขา”




ทิมมีสีหน้าเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่เขาได้คุยกับอันเดรียสองต่อสองแล้วถึงความรู้สึกที่มีต่อกัน อันเดรีย...รู้ดีว่าทิมชอบเขามากแค่ไหน แต่อันเดรียก็ไม่อาจรับความรู้สึกของทิมได้ ทิมเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะตามแล้ว...ทำเท่าไหร่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา อันเดรียไม่ได้มีทิมอยู่ในสายตาเลย




ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วทิมเลยคิดจะตัดใจจากอันเดรีย เขาควรจะเดินไปยังเส้นทางใหม่ของเขาโดยที่ไม่มีอันเดรียเป็นเป้าหมายสักที




“ช่างเรื่องคนอื่นเถอะ ว่าแต่เจอพี่แปงหรือยังครับ” ทิมถามเจแปนด้วยแววตาที่เป็นกังวลจริงๆ




“..........”




ไม่มีคำตอบใดๆ จากทั้งเจแปนและโรม แต่ความเงียบมันเป็นคำตอบที่ดังที่สุดแล้วสำหรับโรมในตอนนี้ ทิมหน้าถอดสีเพราะจนป่านนี้แล้วยังไม่เจอชาแปง...เด็กหนุ่มหวั่นใจว่าชาแปงอาจจะตายแล้วก็ได้




“คุณเจครับ!”




เสียงจากเจ้าหน้าที่เรียกให้เจแปน โรม และทิมหันไปมองอย่างพร้อมเพียงกัน เจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามาหาเจแปนพร้อมกับถืออะไรบางอย่างติดมือมาด้วย เขายื่นมันให้กับเจแปนก่อนจะอธิบายถึงของสิ่งนี้




“เสื้อ...?”




“พวกเราเจอซากเสื้อสูทลอยอยู่ห่างออกไปเกือบห้าร้อยเมตรได้เลยครับ”




“นี่มันเสื้อคุณแปง...” โรมดึงเศษซากเสื้อของชาแปงที่ขาดวิ่นเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าถามเจ้าหน้าที่หน้าตื่น “แล้วคุณแปงล่ะ! เจอแค่เสื้อเหรอ!!”




“ผมเสียใจจริงๆ ที่ต้องบอกว่าใช่ครับ เราไม่เจอร่างคุณชาแปงเลย นอกจากเสื้อ”




“หรือว่าอาจจะโดนสัตว์ในทะเล....” ทิมว่าและเม้มปาก โรมที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับกำเสื้อสูทเอาไว้แน่น เจแปนรีบยกมือตบบ่าโรมทันทีเพราะกลัวว่าโรมจะสติแตกขึ้นมาอีก




“คุณเจครับ เราเสียใจจริงๆ แต่ว่าเราคงต้องหยุดการค้นหาแล้วครับ....”




“....เข้าใจแล้วครับ”




เจแปนว่าตอบเสียงเบา เจ้าหน้าที่จึงพยักหน้าให้เล็กน้อยและเดินถอยห่างออกไป โรมได้แต่ยืนนิ่ง ราวกับหัวใจกำลังแตกสลายไปทีละน้อยหลังจากที่ได้ยินเสียงของเจแปนตอบเจ้าหน้าที่ไป




“พี่เจ....หาต่อไม่ได้เหรอ...” โรมขอร้องอย่างยากลำบาก ในตอนนี้ขอบตาของเขาร้อนผ่าว และรู้สึกราวกับมีอะไรจุกอยู่ที่ลำคอ โรมเหมือนจะหายใจไม่ออก มันทรมานไปหมดแล้ว...




“มันถึงที่สุดแล้วโรม...”




“..........”




เจแปนถอนหายใจและเดินออกห่างจากโรมเพราะเขาเองก็แทบจะยืนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เจแปนเดินหลบไปยังที่ที่ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่เดินพลุกพล่านมากนัก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาใครบางคน




[ฮัลโหล]




“ป๋า...ไม่เจอไอ้แปง”




[..........]




“..........”




[.......อืม]




เกือบนาทีกว่าพ่อจะตอบกลับเจแปนมา สายจากพ่อหลุดไปแล้ว แต่เจแปนก็ยังถือโทรศัพท์ค้างเอาไว้ เขาเองก็รู้สึกไม่ต่างจากโรมในตอนนี้เลย เหมือนใจมันหล่นวูบลงไปบนเหว...




RRRRRRR




เสียงริงโทนจากโทรศัพท์เจแปนดังขึ้น เจ้าของโทรศัพท์ไม่ได้มองชื่อคนที่โทรมา เขากดรับนิ่งๆ ราวกับร่างไร้วิญญาณ




“..........”




[พี่เจ?]




เสียงเจ คนรักของเจแปนดังจากปลายสาย เสียงของคนรักราวกับจุดเข้าที่ชนวนระเบิดของเจแปน ร่างสูงไหล่สั่นระริก เขากลั้นน้ำตาไม่ได้แล้ว...




“......เจ” เจแปนเรียกเจเสียงสั่น จนทำให้ปลายสายรู้ได้ในทันทีว่าเจแปนไม่ปกติแล้ว




[เจอชาแปงหรือเปล่า]




“........ไม่”




[..........]




เจไม่พูดอะไรตอบเลยสักคำ เจแปนเองก็เช่นกัน พวกเขาไม่ได้วางสายหากแต่ยังไม่มีใครเริ่มพูดอะไรก่อน เจรู้ดีว่าเจแปนกำลังร้องไห้อยู่เงียบๆ และเขาคงวางสายแล้วทิ้งเจแปนไว้คนเดียวไม่ได้จริงๆ




ทิมที่เดินมาเห็นแบบนั้นก็ได้แต่เดินหลบไปอีกทาง...




ทั้งโรมทั้งเจแปนเองต่างก็อยากอยู่เงียบๆ ลำพังกันทั้งนั้น




“คุณแปง....ไหนคุณบอกว่าจะอยู่กับผมไง...”




โรมว่าเสียงแหบพร่า เขาแทบไม่มีแรงเปล่งเสียงออกมาเลย มือหนากำเสื้อสูทที่คนรักเขาเคยใส่เอาไว้ พร้อมกับแนบมันกับอกของตัวเองโดยไม่สนว่ามันจะเปียกหรือไม่ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบลงมาและหยดลงบนเสื้อสูท โรมได้แต่พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่กับเสื้อตัวนั้น ราวกับว่ามันคือตัวแทนของคนรักของเขา




“ไหนคุณบอกว่าจะอยู่กับผมไง....”




“...........”




“ไหนคุณ......บอกว่าจะอยู่กับผม.....”




“..........”
















นั่นเป็นเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน...ที่ยังฝังอยู่ในหัวใจผมไม่เคยหายไปไหน




ผมอายุได้สามสิบสองแล้ว...และยังใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลี่ ไม่ได้กลับประเทศไทยแต่อย่างใด ถึงเมื่อเจ็ดปีก่อนพี่เจจะบอกว่าหมดภารกิจที่ผมต้องทำที่อิตาลี่แล้ว ให้กลับไปอยู่ไทยได้เหมือนเดิม แต่ผมก็ยังยืนยันจะอยู่ที่นี่ ไม่ยอมกลับไทย...




ไม่คิดจะกลับไทยแล้ว ผมจะทิ้งชีวิตไว้ที่อิตาลี่...




หลังจากเรื่องของคุณแปงจบลงไปพร้อมกับความโศกเศร้าที่ทุกคนยังเหลืออยู่ พี่เจก็ช่วยทำเรื่องย้ายคนอื่นๆ ในครอบครัวของผมให้มาอยู่กับผมที่อิตาลี่ ผมย้ายที่อยู่จากเกาะ Sardinia มาอยู่ที่เมืองเวนิช เลิกทำงานเป็นบอดี้การ์ดของมาเฟีย ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทแล้วผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ผมเองก็พูดได้หลายภาษาอยู่พอสมควร อีกทั้งอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเหล่านักเรียนที่มาเรียนกับผม ผมจึงเลือกที่จะวางปืนและหันมาจับตำรา สอนภาษาและวรรณกรรมแทน ทุกวันนี้ผมมีความสุขดีกับการทำงานเป็นอาจารย์ หาเลี้ยงครอบครัวไปวันๆ




ส่วนพี่เจ...รายนั้นไม่ยอมเลิกจ้างผมทำงาน กลายเป็นว่าบางครั้งผมก็ยังคงสอดส่องเรื่องธุรกิจของที่นี่เพื่อเอาไปรายงานพี่เจเหมือนเดิม เงินเดือนผมที่ได้จากพี่เจก็ยังคงเพิ่มโบนัสขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ไงถึงได้มีเงินใช้ตลอดไม่ขาดมือ




เรื่องของวีน่า...เธอติดคุกไปตามระเบียบ พ่อของเธอต้องการจะให้เธอได้รับโทษตามที่เห็นสมควร ไหนๆ คุณแปงก็ตายจากโลกไปแล้ว พ่อของวีน่าเองก็ไม่จำเป็นต้องผิดใจกับพ่อพี่เจอีก ก็เรื่องที่พวกเขาไม่ได้ดองกันสักทีนั่นล่ะ...วีน่าถูกส่งตัวกลับไปอยู่ไทย โดยที่ไม่มีอันเดรียตามไปด้วย




ทางด้านความสัมพันธ์ของอันเดรียกับทิม...แย่หน่อยนะที่ผมต้องบอกว่าทิมมีรักครั้งใหม่กับมาร์ตินี่ไปซะแล้ว ไม่รู้ว่าไปรักกันได้ยังไง แต่ผมคิดว่าทิมควรจะเจอคนอย่างมาร์ตินี่นั่นล่ะ คอยเอาใจสารพัด ให้ความรักกับทิมไม่เคยขาด จนทำให้ทิมลืมอันเดรียไปจากหัวใจได้สักที




ส่วนผมเองก็ไม่น้อยหน้าทิมกับมาร์ตินี่เหมือนกัน ผมมีคนรักแล้วชื่ออลัน เขาเป็นผู้ชาย...และยังเป็นคนไทยแท้ที่อาศัยอยู่ในอิตาลี่ด้วย เราได้พบกันตั้งแต่เมื่อหกปีก่อน...วินาทีแรกที่ผมได้เจอเขา ผมก็ตกหลุมรักเขาทันที เช่นเดียวกับเขา...




หลังจากนั้นไม่นานเราก็ตกลงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน...




อลันไม่เคยทำให้ผมลืมคุณแปงที่หายสาบสูญไปได้เลย แต่เขาก็ได้ให้ชีวิตใหม่กับผม เขาทำลายความเสียใจที่ผมเคยมีทั้งหมดลงได้ในเวลาไม่นาน...ผมถึงได้รักเขา และรักมากขนาดนี้...




“อลัน...ผมกลับมาแล้ว”




ผมว่าเสียงดังเล็กน้อยหลังจากเปิดประตูเข้ามาในบ้าน วันนี้พ่อกับแม่ผมคงออกไปที่ร้านอาหารเหมือนอย่างเคย ผมลืมบอกไปว่าผมเปิดร้านอาหารให้พ่อกับแม่ได้ทำธุรกิจอาหารไทยเล็กๆ พวกท่านบ่นว่านั่งๆ นอนๆ มันว่างเกินไป ผมก็จัดให้ซะเลย




“อลัน อยู่ไหนน่ะ”




ผมเรียกหาคนรักอีกครั้งเมื่อไม่ได้ยินเสียงขานรับ ผมตัดสินใจเดินสุ่มเข้าไปดูที่ครัวก่อนเป็นอันดับแรก และก็เป็นอย่างที่คิด ร่างโปร่งที่คุ้นเคยกำลังยืนชิมซุปที่กำลังต้มในหม้ออยู่




“อลัน...” ผมเรียกและยิ้มให้เมื่ออลันหันกลับมา เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ




“ทำไมวันนี้กลับเร็ว”




“คิดถึงเมียเลยรีบกลับบ้าน” ผมว่าติดตลกและตรงเข้าไปกอดอลันเอาไว้ อลันกระตุกยิ้มและฟาดหน้าผากผมดังแป๊ะ ซึ่งมันโคตรจะเจ็บเลย




“นี่แน่ะ”




“โอ๊ย มือหนัก!” ผมบ่น




“พูดอะไรโคตรขนลุกเลย” อลันว่าอุบอิบก่อนจะเปลี่ยนมาใช้สายตาสำรวจตามร่างกายของผมแทน “เหนื่อยหรือเปล่า วันนี้หนาวด้วยทำไมถึงใส่เสื้อผ้าบางจัง”




“ไม่หนาวๆ แค่นี้สบายมาก” ผมยิ้มบอกและก้มหอมแก้มอีกฝ่ายเร็วๆ




“ทำเป็นเก่ง....”




“เก่งกับเมียเนี่ยแหละ ไม่ได้ไปเก่งกะใครหรอก”




“คำก็เมีย สองคำก็เมีย”




“ก็คุณเป็นเมียผมนี่” ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “มันแปลกตรงไหน”




“เปล๊า” อลันยักไหล่และหันไปสนใจซุปต่อ ผมเห็นเขาปิดเตาเตรียมจะเสิร์ฟซุปนั่นแล้ว แต่ผมก็รีบจับอีกฝ่ายให้หันมาก่อนจะกดจูบลงเบาๆ ที่ริมฝีปากของเขา




“ทำอะไร....” อลันถามเมื่อผมผละจูบออก เมื่อก่อนเขาไม่เคยจะหน้าแดงกับการจูบกันเลยแท้ๆ แต่วันนี้เขากลับหน้าแดง ท่าทางกำลังขวยเขินกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะทำไป




น่ารักซะไม่มีอ่ะ...




“บอกแล้วไงว่าผมคิดถึงน่ะ...”




“คิดถึงก็เอาไว้ก่อน...เดี๋ยวซุปเย็นหมด อดกินนะเนี่ย”




“กินคุณแทนได้ไหม”




“อยากตายมากไหมล่ะ”




“โอ๊ะ โหดอ่ะ”




“........” อลันไม่ตอบอะไรผม แต่ถอนหายใจเบาๆ แทน “รู้ว่าคิดถึง แต่เอาไว้ก่อน กินข้าวกันก่อนดีกว่า ไม่หิวหรือไง”




“.........”




ผมยิ้มและส่ายหน้าไปมา ก่อนจะมองผ้าปิดตาด้านขวาของอลันและหุบยิ้มลง อลันรู้ในทันทีว่าผมกำลังมองดวงตาข้างขวาของเขาอยู่ เขายกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ เพื่อปลอบประโลม




“ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว”




“คุณไปผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาดีไหม...จะได้กลับมามองเห็นเหมือนเดิม”




“ไม่เป็นไร ช่างมันเหอะ มีตาข้างเดียวก็มองเห็นได้”




“แต่ว่า....”




“ถือเป็นการไถ่บาป ที่กูเคยฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลา...นะ”




“คุณ....คุณแปงตายไปแล้ว ตอนนี้มีแค่อลัน...คุณไม่ต้องไถ่บาปแล้ว...”




ผมว่าเสียงเบา ทุกครั้งที่มองหน้าเขาผมก็มักจะมีความคิดที่อยากให้เขาผ่าตัดดวงตาข้างขวาอยู่เสมอ ผมอยากให้เขามองเห็น อยากให้ดวงตาคู่สวยที่ผมชอบมองมานับสิบๆ ปีกลับมาเป็นเหมือนเดิม




“โรม ไม่มีใครลบอดีตของตัวเองได้นะ...ถึงตอนนี้กูจะเป็นอลัน แต่ดีเอ็นเอกูก็ยังยืนยันว่ากูเคยเป็นชาแปง”




ใช่....อลันคนรักของผมก็คือคุณแปงเอง....เขารอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะร่างของเขาถูกซัดออกไปไกลจนกระทั่งไปเจอกับเรือของมหาเศรษฐีคนหนึ่งเข้า ชายผู้นั้นได้ช่วยชีวิตคุณแปงเอาไว้ และยอมปิดปากเงียบไม่ติดต่อญาติคุณแปงตามที่เจ้าตัวร้องขอหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว




คุณแปงให้เหตุผลว่า ถ้าเขาตาย...เขาก็ไม่ต้องฆ่าใครอีก แก๊งมาเฟียที่เขาเคยเป็นหัวหน้าก็จะสิ้นสุดลงที่เขา เพราะเขาเชื่อว่าพี่เจจะเกลี้ยกล่อมให้พ่อพวกเขากลับไปเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมีศีลธรรมเหมือนเดิมได้




เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลย นอกจากพี่เจ...และผมที่บังเอิญได้เจอกับคุณแปงที่เมืองเวนิชแห่งนี้




ส่วนเหตุผลที่เขาตาบอด...มันเป็นเพราะตอนตกลงไป ตาข้างขวาของเขากระแทกเข้ากับโขดหินเล็กๆ บริเวณใกล้กับหน้าผาเข้า เลยทำให้ดวงตาของเขาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงจนเป็นเหตุให้สูญเสียการมองเห็น




“มึงก็เหมือนกัน...ไม่เคยลืมวันที่กูตกหน้าผาเลยไม่ใช่เหรอ”




“ผมรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรคุณไม่ได้....” ผมว่าเสียงแผ่ว จนกระทั่งอลันดึงผมเข้าไปกอดเอาไว้ ภาพที่คุณแปงตกลงไปยังติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าตอนนี้เขาจะกำลังยืนอยู่ตรงหน้าผมอยู่ก็ตาม




“มึงก็รักกูให้มากๆ สิ”




“ผมรักคุณมากที่สุดแล้ว....จริงๆ นะ” ผมว่าและกอดตอบ ผมกระชับกอดร่างโปร่งเอาไว้แน่น เพราะกลัวว่าเขาจะหายไปจากผมอีก




ผมบอกรักเขาซ้ำๆ ทุกวัน กอดเขาทุกวัน จูบเขาทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะผมไม่อยากกลับไปเป็นโรมที่ปากแข็ง ไม่ฟังเสียงหัวใจของตัวเองจนเกือบจะเสียคนที่รักไป




มันเป็นประสบการณ์ที่โง่เง่าแล้วก็แย่มากที่สุดในชีวิตผมเลยล่ะ




“กูก็....ผมก็รักคุณนะโรม”




อลันว่าก่อนจะผละออกจากกอดเพื่อมองหน้าผม รอยยิ้มของผู้ชายคนนี้ยังทำให้ผมมีความสุขได้เสมอ ผมถึงได้บอกไงล่ะว่าเขาทำให้ผมรักได้มากถึงขนาดนี้...




.

.

.

END


โรมกับคุณแปงจบแบบบริบูรณ์สักทีค่า T-T ขอบคุณรีดเดอร์ผู้เหนียวแน่นที่ยังรอคู่นี้กันมาตลอดนะคะ ความเบลอจากการทำงานอาจทำให้การเขียนนิยายเรื่องนี้เกิดข้อผิดพลาดไปบ้าง แต่หวังว่าอย่างน้อยจะทำให้รีดเดอร์ได้สนุกไปกับนิยายเรื่องนี้ค่ะ


เรื่องนี้เขียนนานที่สุดแล้วในบรรดาทุกเรื่อง ฮืออ ยอมรับผิด (อีกแล้ว) จริงๆ

สุดท้ายนี้ขอบคุณจริงๆ ค่ะที่ชอบและติดตามโรมกับคุณแปงมาโดยตลอด

แล้วพบกันเรื่องหน้านะคะ :3

It's fire

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}