rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 9

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 9

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2558 12:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 9
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

บทที่ 9

รุ่งแสงยามเช้าสลัวขึ้นเรื่อยๆ ชลาธิปมายืนตรงชะง่อนผาของน้ำตกที่อยู่ถัดออกมาจากจุดชมวิวที่ว่าไม่ไกลนัก น้ำตกนี้ตรงเบื้องล่างมีชื่อเสียงมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนเต็มทุกๆวันหยุด แต่จากด้านล่างไม่มีใครขึ้นมาถึงตรงนี้ได้เลย เพราะมันอยู่สูงขึ้นมาจากแอ่งน้ำด้านล่างหลายสิบเมตร เขาสะบัดหัวพยายามทิ้งความคิดร้ายๆทั้งหลายให้ออกไปจากสมองให้เร็วที่สุด ปลอบตัวเองในใจ มันไม่มีทางหรอกที่เขาจะไปเจอร่างของปัณอยู่ข้างล่างโน่น อังกูรมองชลาธิปอย่างรู้ความคิด
            “ให้สว่างกว่านี้อีกนิด แล้วผมจะไต่ลงไปข้างล่างเอง”
            “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันลงไปเอง คราวนี้ก็เป็นอย่างที่ไอ้หมอนั่นมันว่านั่นแหละ ฉันผิดเองที่ทำให้ปัณหนีเตลิดออกมา ให้ฉันได้แก้ไขมันด้วยตัวฉันเองเถอะ”
            “ได้ งั้นเดี๋ยวผมไปเตรียมเชือก เตรียมอุปกรณ์ไว้ หลังรถพอมี”

ชลาธิปพบร่างของปัณณทัตในช่วงรุ่งสาง ชายหนุ่มพบว่าร่างบางตกลงมาจากชะง่อนผานั้นจริงๆทว่าไม่สูงนัก โชคยังดีที่มีอีกชะง่อนเล็กๆยื่นออกมารองรับร่างของปัณเอาไว้ แต่สภาพที่นอนอยู่นั้น ลำตัวทับแขนขวาจนหักบิด ชลาธิปเชื่อว่าคงจะหักตั้งแต่ที่ร่างเล็กตกลงมาแล้ว และการนอนตากน้ำค้างตลอดคืนก็ทำให้ตัวของปัณร้อนราวกับไฟ เขานอนครางเบาๆฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อชลาธิปไปพบ
            หมอหนุ่มทรุดฮวบลงกับพื้นข้างร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้นเอง

ปัณณทัตลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เจ็บทั้งกายและจิตใจ เพราะนอกจากฟื้นขึ้นมาแล้วจะจำได้ว่า ตัวเองพลัดตกชะง่อนผา แล้วรีบร้อนคว้าเอาทุกอย่างที่คว้าได้เพื่อช่วยเหลือตัวเองไม่ให้ล่วงลงไปยังพื้นน้ำตกด้านล่าง จนทำให้ทั้งมือและแขนเจ็บไปหมด โดยเฉพาะแขนที่พอเหวี่ยงตัวเองให้หล่นอยู่ตรงชะง่อนผาเล็กๆนั้นได้ก็เจ็บแปลบทุกครั้งที่พยายามขยับตัว มันเจ็บจนร้องไม่ออก และหมดสติไป มีบางที่รู้สึกตัวเป็นพักๆ แต่ไม่นานก็หมดสติไปอีก แล้วยังจำได้อีกว่าสาเหตุที่ทำให้เขาต้องออกจากบ้านไร่ไปตอนนั้นเพราะอะไร
            เมื่อสติกลับมาครบน้ำตาก็เริ่มไหล แต่เขากลับเห็นหน้าของน้องสาวชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้านั้นแจ๋วแหววตาแดงๆคล้ายจะร้องไห้
            “พี่ปัณฟื้นแล้วเหรอคะ พี่ปัณฟื้นแล้ว พี่ปัณ” เธอระล่ำระลักมือบางกอดแขนพี่ชายไว้แน่น ปัณพยายามจะยกมือที่เหลือขึ้นลูบหัวน้องสาว นั่นทำให้รู้ว่าแขนขวาของเขาอยู่ในเฝือกอ่อน “เป็นยังไงบ้างคะพี่ปัณ ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่า?”
            “ไม่หรอกจ้ะ ไม่เป็นไร ไม่เจ็บแล้ว”
            “ไม่เป็นไรได้ยังไงคะ แหววใจไม่ดีอยู่ตั้งหลายวัน”
            “หลายวัน?”
            “หลายวันแล้วค่ะ นี่มันวันพุธแล้วนะคะ แหววมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันอาทิตย์ อยากเจอพี่ปัณมาก อุตส่าห์หนีคุณใหญ่มา แล้วดูสิ มาเจอพี่ปัณเป็นแบบนี้”
            “ที่นี่ที่ไหน?”
            “พี่ปัณ พี่ปัณเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ปวดหัวไหม?” หญิงสาวถามอย่างร้อนรน เมื่อได้ยินว่าพี่ชายจำไม่ได้ “ที่นี่บ้านคุณหมอไงคะ จำได้ไหม?”
            “เอ่อ จำได้แล้ว จำได้แล้วจ้ะ พี่แค่ตกใจน่ะ”
            “แล้วพี่ปัณไปทำอีท่าไหนถึงได้ตกลงไปแบบนั้นล่ะคะ ต้นน้ำเล่าให้แหววฟังว่า คุณหมอหย่อนตัวเองตามเชือกลงไปพาพี่ปัณขึ้นมา ดูเขาเป็นเดือดเป็นร้อนมากเลยนะคะ”
            “แหววมาที่นี่หลายวันแล้ว แล้วยังงี้ทางกรุงเทพฯใครดูล่ะ” ปัณขัดจังหวะเปลี่ยนเรื่อง เพราะยังไม่อยากได้ยินชื่อของคนๆนั้นเท่าไร
            “ที่ร้านเสื้อผ้าก็ให้เด็กๆดูกันไปค่ะ ส่วนทางโรงแรมไม่ต้องห่วง คุณใหญ่ไม่อยู่ ก็ให้พี่กลางดูก็ได้ ห่วงตัวเองเถอะค่ะ นี่ดีเหมือนกันนะ ที่คุณหมอให้พี่ปัณมาพักที่บ้าน แหววไม่ชอบโรงพยาบาล มาแบบนี้แหววจะได้ดูแลพี่ได้เต็มที่”
            “แล้วได้บอกคุณใหญ่เรื่องนี้หรือเปล่า?”
            “ยังค่ะ ยังไม่ได้บอก แกไปประชุมที่ต่างประเทศ เลยไม่อยากรบกวน แต่วันนี้คงบอกได้แล้วล่ะ เพราะเลิกประชุมแล้ว พี่ใหญ่ว่าจะพักสักวัน แล้วค่อยกลับไทยมะรืนค่ะ”
            “ไม่ต้องบอกหรอกจ้ะ เดี๋ยวคุณใหญ่เที่ยวไม่สนุก พี่ไม่อยากให้คุณใหญ่ต้องเป็นห่วงน่ะ”
            “จริงด้วย” หญิงสาวเบ้หน้า “พี่ใหญ่ยิ่งเป็นห่วงพี่ปัณอยู่ด้วย นี่รู้ไหมคะ เดือนหน้าที่คุณใหญ่จะมา มีภารกิจอย่างนึงนะคะ คือพาพี่ปัณกลับ” หญิงสาวเล่าเสียงไม่เบานัก จนคนที่ผ่านไปผ่านมาได้ยินเสียงสนทนา และบังเอิญคนที่ได้ยินนั้นเป็นเจ้าของบ้านเสียด้วย เขาเดินเข้ามาพร้อมปรอทวัดไข้และเครื่องมือแพทย์อีกสองสามอย่าง
            “พี่ปัณฟื้นแล้วค่ะ คุณหมอ” แจ๋วแหววรายงานคุณหมอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมลุกขึ้นมาสละเก้าอี้ข้างเตียงให้กับคุณหมอด้วย “เดี๋ยวแหววมานะคะ ไปดูก่อนว่าวันนี้มีอะไรทานบ้าง”  แจ๋วแหวว เดินออกจากห้องคนไข้ ตรงไปยังครัวที่มีอาหารมากมายหลายชนิดจากโรงแรมประจำจังหวัดวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกเมนูเป็นไปตามคำสั่งของแจ๋วแหวว และจะมีหนึ่งอย่างเสมอที่เป็นอาหารนุ่มๆสำหรับคนป่วย เป็นการเตรียมพร้อมว่า ไม่ว่าปัณณทัตจะฟื้นเมื่อใดก็จะมีอาหารไว้สำหรับพี่ชายของเธอทันที

ชลาธิปยกปรอทวัดไข้ขึ้นดู ความจริงปัณไม่มีไข้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จะมีก็แต่อาการบาดเจ็บที่แขนซึ่งก็อาการไม่หนักมากเท่าที่คิดไว้ แขนของปัณแค่เดาะเท่านั้น ไม่ถึงกับหักแต่หมอก็ดูแลอย่างดี อีกไม่กี่วันก็คงหาย
            คุณหมอจับชีพจรของคนไข้เสร็จ ทว่ากลับจับมือเล็กเอาไว้ต่ออย่างไม่คิดจะปล่อย ด้วยกลัวหัวใจตัวเองจะหวั่นไหว ปัณจึงหลับตาเสีย หมอหนุ่มจับมือเรียวของปัณขึ้นมาจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
            “เป็นผมเองใช่ไหม ที่ทำให้ปัณเจ็บแบบนี้ ผมขอโทษ” ปัณณทัตนอนกัดปากตัวเองนั่น ไม่อยากทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวดอีกแล้ว และเห็นได้ชัดว่าหากยอมใจอ่อนให้คุณหมอก็เป็นหนทางไปสู่ความเจ็บปวดเฉกเช่นเดิม
            “ยกโทษให้ผมเถอะนะ ต่อไปผมจะไม่พูดอะไรให้ปัณเสียใจอีก”
            “ผมไม่มีอะไรจะยกโทษให้หรอกครับ”
            “ได้โปรด”
            “เดี๋ยวก็เหมือนคราวที่แล้ว แล้วก็ต้องมายกโทษกันใหม่อีก”
            “ถ้าอย่างนั้น ได้โปรดอย่าไปจากที่นี่ อยู่ที่นี่จนกว่าคุณจะหายโกรธผมได้ไหม?”  ปัณลืมตามองคุณหมอแล้วก็ต้องตกใจ แววตาอันเศร้าสร้อยอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของชายหนุ่มตรงหน้า เมื่อเห็นก็ใจหาย อะไรต่อมิอะไรที่เตรียมจะพูดก็หายเข้าไปข้างในจนหมด เพราะสายตาวิงวอนขอร้องของเขา
            “ผม เอ่อ ผม”
            “ปัณจะทำอะไรก็ได้ แค่อยู่กับผมต่อไป แค่อย่าทิ้งผมไปไหนนะ” หมอพูดต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังอ้ำอึ้ง
            ก๊อก ก๊อก ก๊อก
            ยังไม่ได้ทันที่ปัณจะได้ตอบอะไรเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนจะปรากฎร่างของแจ๋วแหววกับถาดโจ๊กร้อนๆ หอมกรุ่น
            “พี่ปัณทานโจ๊กก่อนนะคะ นี่แหววกำชับไปที่โรงแรมเลยว่าห้ามเค็ม ห้ามผงชูรส เพราะจะให้คนป่วยทานค่ะ ลุกไหวไหมคะ?” หญิงสาวพูดไปเรื่อยๆไม่ได้มองหน้าใคร ตาจับจ้องอยู่แต่กับชามโจ๊กเท่านั้น หมอชลาธิปได้ยินดังนั้นจึงรีบช้อนหลังของคนป่วยขึ้นแล้วจัดหมอนให้พิงเพื่อให้นั่งสบาย
            “จะว่าไป เป็นอย่างนี้ก็ดีนะคะคุณหมอ ที่ผ่านมาพี่ปัณดูแลคนอื่นมาตลอดเลย มีแต่ตอนป่วยนี่แหละที่จะให้คนอื่นได้ดูแลบ้าง งั้นแหววฝากคุณหมอดูแลด้วยนะคะ พรุ่งนี้แหววคงต้องกลับกรุงเทพฯแล้ว จะต้องไปเตรียมงานรอรับคุณใหญ่น่ะค่ะ” หญิงสาวพูดกับคุณหมอ พร้อมๆกับป้อนข้าวให้คนไข้ไปด้วย
            “พี่ดูแลตัวเองได้นะแหวว ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นหรอก”
            “เดือดร้อนที่ไหนคะ เป็นนายจ้างก็ต้องดูแลลูกจ้างสิคะ ถูกแล้ว ใช่ไหมคะคุณหมอ” แจ๋วแหววพยักเพยิดกับคุณหมอ ชายหนุ่มก็ได้แต่ยิ้มตอบ “นี่ถ้าไม่นับว่าเกิดอุบัติเหตุ พี่ปัณก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะคะ ที่นี่ก็น่าจะดีสำหรับพี่ปัณแล้วล่ะ” คำพูดของแจ๋วแหววทำให้ทุกคนรู้ว่าหญิงสาวคงจะได้ยินสิ่งที่ทั้งคู่พูดกันแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องเอ่ยปาก “คุณหมอก็ไปทานข้าวด้วยเถอะค่ะ ต้นน้ำเตรียมไว้รอแล้วค่ะ ทางนี้เดี๋ยวแหววจัดการเองค่ะ” แจ๋วแหววยิ้ม รอยยิ้มนั้นบอกให้รู้ว่าคำว่า จัดการของเธอนั้นหมายถึง “ทุกเรื่อง”
            “มายืนที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไรน่ะแจ๋วแหวว?”
            “นานค่ะ นานพอที่จะได้ยินอะไรๆ”
            “ไม่ต้องช่วยคุณหมอหรอกนะ พี่ตัดสินใจแล้ว”
            “ให้โอกาสคุณหมอเถอะนะคะพี่ปัณ” หญิงสาวน้ำเสียงจริงจัง “แหววไม่ได้พูดไปเรื่อยนะคะ แหววพูดเพราะแหววเห็นว่าคุณหมอดูแลพี่ปัณยังไง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แหววมา แหววยังไม่เห็นคุณหมอนอนที่ห้องของตัวเองเลย ดูแลเรื่องหยูกยา เช็ดตัว เช็คนั่นนี่ในห้องนี้ทั้งคืน แหววตื่นมาตอนกี่โมง ก็เห็นคุณหมอคอยดูแลพี่ปัณตลอด พี่ปัณเห็นตาของคุณหมอมั๊ยคะ โหลเชียว แล้วก็ดำจนเป็นหมีแพนด้าแล้ว”
            “พี่ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกแหวว”
            “พี่สำคัญขนาดนั้นนั่นแหละค่ะ” แจ๋วแหววย้ำช้าๆชัดๆ “ให้โอกาสคุณหมอเถอะค่ะ แหววรู้ว่าพี่ชอบบรรยากาศแบบนี้ แล้วก็รู้ด้วยว่าพี่ชอบที่นี่ แหววไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องอะไรกัน แต่คุณหมอทำให้แหววเห็นว่าคุณหมอแคร์พี่ปัณจริงๆ พี่ปัณให้โอกาสคุณหมอสักครั้งเถอะนะคะ” หญิงสาวว่า ก่อนจะยื่นยาให้ปัณหลังจากที่เขาทานโจ๊กเสร็จ “หรือว่า....”
            “หรือว่าอะไรจ๊ะแจ๋วแหวว”
            “หรือว่าพี่จะกลับไปหานายเทพนั่นคะ เขามาเยี่ยมพี่เมื่อวันอาทิตย์ แหววเจอเขา เขากลับมาหาพี่เหรอ แล้วพี่จะยอมคืนดีเหรอ คิดดีแล้วเหรอคะ เค้ากลับมาเป็นคนดีแน่เหรอ” แจ๋วแหววรัวคำถามเป็นชุดจนคนฟังแทบจะหาเวลาแทรกคำตอบไม่ได้
            “ไปกันใหญ่แล้วน้องแหวว เทพเขาแต่งงานแล้ว แล้วถึงแม้ว่าเขาจะไม่แต่งงาน พี่ก็ไม่กลับไปหาเขาหรอก”
            “ดีมากค่ะ ค่อยโล่งอกหน่อย”

 

เวลาล่วงไปจนค่ำ ปัณนอนนิ่งๆอยู่บนเตียงด้วยไม่อาจจะลุกไปที่ไหนได้ เพราะเรี่ยวแรงยังไม่กลับคืนมา จึงได้แต่นอนอยู่ในความมืดเท่านั้น ในระหว่างที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเสียงประตูก็ดังขึ้น
            “แหววเหรอ พี่หิวน้ำจัง” ปัณพูดขึ้นเบาๆ ก่อนจะยกหัวขึ้นมาดื่มน้ำจากแก้วที่มีคนยกขึ้นมาให้ถึงปาก ทว่า...
            “คุณหมอ
!!
            “ผมเอง ปัณเป็นยังไงบ้าง หายอ่อนเพลียบ้างหรือยัง?”
            “ ........ “ หมอหนุ่มหย่อนตัวลงเองบนเตียงในผ้าห่มผืนเดียวกับคนป่วยที่ถึงแม้จะอยากหนีสักแค่ไหน แต่ร่างกายที่เพิ่งฟื้นหลังจากสลบไปสี่วันก็ไม่เอื้ออำนวยเลยทำได้แค่เพียงหันหน้าหนีไปอีกทางเท่านั้น แต่หมอหนุ่มทำเหมือนไม่เห็นกิริยานั้น กลับโอบกอดร่างเล็กเอาไว้ใกล้ๆตัวโดยไม่ให้กระทบกระเทือนแขนที่ยังบาดเจ็บไม่หาย
            “ผมคงพูดคำอื่นไม่ได้ ผมคงพูดได้แต่คำว่า ขอโทษ”
            “คุณพูดคำนี้บ่อยแล้ว” ปัณตอบเสียงแผ่ว
            “ผมขอโทษ ผมหวงปัณมาก ผมไม่อยากให้ใครที่ไหนมาวุ่นวายกับปัณ ผมทนไม่ได้ แล้วผมก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ด้วย ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกครั้งที่เป็นเรื่องของปัณ”
            “คุณเคยพูดแบบนี้แล้ว” เสียงแหบแผ่วตอบอีกหน
            “ผมขอโทษ”
            “คำว่าขอโทษของคุณ คงไม่ต่างอะไรจากคำว่า หิวข้าว พูดตอนไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ต่อให้ไม่ต้องรู้สึกแบบนั้นจริงๆ คุณก็พูดคำนั้นได้ คุณ อื้อ” หมอชลาธิปหยุดคำพูดนั้นด้วยริมฝีปากของเค้าเอง ลิ้นอุ่นสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากเล็ก แขนเรียวที่ยังคงใช้การได้ข้างหนึ่งพยายามผลักหน้าอกแกร่งให้ออกห่าง แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเอาซะเลย  มือหนาตรึงแขนนั้นไว้กับเตียงอย่างรำคาญ แต่ริมฝีปากก็ยังคงช่วงชิงลมหายใจของร่างบางด้านล่างอยู่ไม่ปล่อย
            “อื้อ ผม ผม หายใจ อื้อ ไม่ ออก” ปัณอาศัยจังหวะที่ชลาธิปเปลี่ยนมุมบอกออกไป นั่นแหละ ปัณจึงได้มีโอกาสสูดลมหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
            “หิวข้าวน่ะ ผมไม่ค่อยพูด ส่วนขอโทษ ผมก็พูดแต่กับปัณ ผมไม่ขอโทษพร่ำเพรื่อ ผมขอโทษแต่กับคนที่ผมทำผิดด้วยจริงๆ โดยเฉพาะถ้าคนๆนั้นเป็นคนที่ผมรัก”
            “อะไรนะครับ
!!” ปัณไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำนี้จากปากของเค้า คำที่เค้าเองเฝ้ารอมานาน แต่แทนที่ปัณจะดีใจ กลับร้องไห้จนหมอตกใจ
            “อย่าร้องไห้”
            “คุณกำลังตบหัวแล้วลูบหลังผมหรือเปล่า?” หมอชลาธิปค่อยๆประทับจูบซับน้ำตาอย่างแผ่วเบา แขนก็โอบกอดร่างบางให้กระชับขึ้นอีกนิด
            “เปล่านะครับ ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ผมอยากจะบอกปัณแบบนี้หลายหนแล้ว แต่หาโอกาสดีๆไม่ได้ ผมอยากให้ปัณรู้ไว้ ว่าทำไมผมถึงอารมณ์เสียเวลาที่มีคนอื่นมามองปัณ มาชอบปัณ มาวุ่นวายกับปัณ”
            “นี่ก็ไม่ใช่โอกาสดีหรอกครับ เป็นการบอกรักที่ไม่โรแมนติกเลย” ร่างเล็กหยอกเย้า เค้าอารมณ์ดีขึ้นหน่อยนึงแล้ว คุณหมอกระชับอ้อมกอดอีกนิดก่อนจะหอมหน้าผากคนในวงแขนเบาๆอย่างรักใคร่
            “ไว้ผมหาที่โรแมนติกๆไว้บอกอีกทีนะครับ ถือว่าคราวนี้เป็นมัดจำก็แล้วกัน ผมสัญญา แค่ปัณอยู่กับผม ไมว่ายังไงปัณต้องได้ยินมันอีกแน่นอน”
            “แต่ผมไม่ได้อยากอยู่แล้วนี่ครับ เดี๋ยวคุณหมอก็ทำผมเจ็บอีก”
            “อยู่เถอะนะ ปัณไปอยู่ที่อื่น จะไปหาใครที่รักปัณได้เท่านี้”
            “โห เยอะแยะ ผมน่ารักนะครับ ใครๆก็รัก”
            “อืม ไม่ค่อยหลงตัวเองเลยนะ เมียใครเนี่ย”
            “หมอพูดอะไร น่าอายออก”
            “ทำไมล่ะ ก็เมียจริงๆนี่ เนี่ยคนเนี๊ยเป็นเมียนะ เมียหมอ เมียหมอ เมีย เมีย เมีย เมีย” ทุกครั้งที่คุณหมอเอ่ยคำว่าเมียก็จะมอบสัมผัสที่อุ่นซ่านประทับไว้ที่ริมฝีปากของ “เมียหมอ” ทุกครั้งไป จนแก้มคนไข้ขึ้นสีระเรื่อ แต่ก็ยังปล่อยให้อีกคนจูบต่อไป เรียกเมียต่อไป และยิ่งรู้สึกว่าคำว่า เมีย นั้นมันฟังรื่นหู ขณะที่คนจูบก็รู้สึกว่า เมียของเขา หอมหวานขึ้นเรื่อยๆ

 

------------------------------ 

ขอบคุณที่แวะมานะค้า^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น