Inred2
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่71 งานเลี้ยงโรงแรมเอสตั้นวิลเลจ (3)

ชื่อตอน : บทที่71 งานเลี้ยงโรงแรมเอสตั้นวิลเลจ (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 65.4k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2563 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่71 งานเลี้ยงโรงแรมเอสตั้นวิลเลจ (3)
แบบอักษร

ตอนนี้​ฉันหลุดเข้ามาอยู่ในงานปาร์ตี้ในฐานะเด็กเสริฟอย่างสมบูรณ์ 

ข้างหน้าฉันคืองานปาร์ตี้ขนาดใหญ่ที่มาในธีมกลิตเตอร์ แขกทุกคนแต่งตัววิบๆ วับๆ รวมถึงเด็กเสริฟทุกคนที่ใส่ชุดสีเงินยืนถือถาดอาหารเดินไปมาค่อยบริการแขกที่เดินพูดคุยกันในงาน และแน่นอน ชุดฉันก็เหมือนชุดเด็กเสริฟมากเช่นกัน 

ฉันยืนงงอยู่ตรงหน้าประตูโดยที่ไม่ได้ขยับไปไหน นี่มันผิดจากแผนฉันไปมาก มากเลย มากไปเยอะเลยล่ะ 

“ขอบใจจ้ะ” 

“ขอบใจ” 

“มีไข่รึเปล่า ฉันแพ้ไข่นะ” 

แขกในงานเริ่มเดินมาหยิบอาหารที่ถาดในมือฉันโดยไม่มีใครสนใจมองหน้าฉันด้วยซ้ำ 

“ไม่มองหน้าหรอ” ก็ดีสิ ไม่มีใครสนใจฉัน ฉันจะเดินไปไหนก็ได้งั้นสินะ 

ฉันยกถาดให้สูงขึ้นจนบังหน้าและเดินตรงเข้าไปที่กลางงานเลี้ยงอย่างช้าๆ สายตากวาดมองรอบๆ ดูสถานการณ์ว่าฉันควรเริ่มจากอะไรก่อน 

งานเลี้ยงในห้องโถงกว้างของโรงแรมถูกประดับไปด้วยไฟดวงเล็กและลูกบอลดิสโก้ใหญ่ด้านบน แขกในงานหลายร้อยคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเคล้ากับเสียงเพลงเบา ๆ 

บนเวทีมีดนตรีเล่นเพลงสด ด้านล่างพนักงานเสริฟก็เดินถือถาดอาหารให้บริการอยู่หลายสิบคน ไหนจะนักข่าวที่เดินไล่ถ่ายรูปแขกในงานอยู่ทั่วทุกมุมงาน 

“โชคดีแล้วล่ะที่วันนี้เป็นเด็กเสริฟ” ฉันพึมพำเบาๆ กับตัวเองก่อนจะมองหาหุ้นส่วนบริษัทของฉัน ปีเตอร์ หรือใครก็ได้ที่จะช่วยให้ฉันไม่คว้าน้ำเหลวในวันนี้ 

พรึบ!!! 

ขณะที่ฉันกำลังมองอะไรไปเรื่อยในงาน อยู่ๆ ไฟในงานก็ดับลงพร้อมกับเสียงเพลง ไม่นานเสียงพิธีกรจากบนเวทีก็ดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟที่สาดส่องไปยังเวทีตรงหน้า 

“สวัสดีค่ะ สวัสดีทุกคนที่อยู่ในงานเลี้ยงต้อนรับของคุณมิรินในค่ำคืนนี้…….” 

ตอนนี้ทุกคนในงานสนใจพิธีกรด้านบน ฉันเลยใช้จังหวะนี้เดินไปให้ทั่วงานเพื่อเช็กดูว่ามีใครที่มางานนี้บ้าง 

แสงไฟในงานถูกหรี่ลงจนแทบมองไม่เห็นหน้าตาของแขกในงาน ฉันเลยต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ แขกคนที่คิดว่าฉันรู้จัก การที่ฉันเข้าใกล้แขกในงานทำให้ฉันได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด บางทีมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับงานเลี้ยงเลย เหมือนกับว่าพวกนี้มาเพื่อจับกลุ่มนินทากันมากกว่า 

“คุณสมชาย คุณรู้เรื่องคุณชัยที่ซื้อตำแหน่ง…” 

“คุณหญิงคะ ได้ข่าวว่าลูกสะใภ้ของคุณหญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า จริงรึเปล่าคะ…” 

“จริงรึเปล่าคะที่คุณมิรินท้องก่อนแต่ง จนต้องรีบประกาศเรื่องงานหมั้น…” 

อื้มมมม ประโยคสุดท้ายนี่ทำให้ฉันต้องหยุดเพื่อยืนฟังซะหน่อยแล้ว ฉันเดินเข้าไปใกล้ผู้หญิงในชุดกลิตเตอร์สีเขียวและสีฟ้าที่ยืนซุบซิบเรื่องมิรินอยู่ 

“ไม่หรอกมั้งคะ นี่ก็หลายเดือนแล้วท้องยังไม่ป่องออกมาเลย” ผู้หญิงชุดเขียวเอามือป้องปากก่อนที่จะเอนตัวมาทางผู้หญิงชุดฟ้า 

“ก็จริงนะ สงสัยข่าวลือเนาะ” ผู้หญิงชุดฟ้าพยักหน้าสองสามครั้งก่อนที่จะตอบออกไป 

“เอ๊ะ!!!” ระหว่างที่ฉันยืนฟังแขกในงานคุยกัน ฉันก็เหลือบไปเห็นอดีตหุ้นส่วนของฉันสองสามคนยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่ริมงานเลี้ยงด้วยสีหน้าจริงจัง ฉันไม่รอช้าเดินตรงดิ่งไปหากลุ่มเป้าหมายของฉันทันที 

นายวิสุทธิ์ นายชลิต และนายนิธิศ อดีตหุ้นส่วนทั้งสามคนที่ถอนหุ้นจากบริษัทฉันไป ว่าแล้วว่าต้องมางานนี้ ไม่เสียแรงจริงๆ ที่อุตส่าห์มาเสริฟ… ไม่สิ อุตส่าห์มาร่วมงานด้วย 

ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้โดยที่ยกถาดอาหารบังหน้า พยายามเดินวนไปมาให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

“คุณวิสุทธิ์ ผมว่าเรื่องนี้เราไม่ควรปล่อยไว้แบบนี้นะครับ” 

“ผมทราบดีครับคุณชลิต แต่เราทำอะไรไม่ได้คุณก็รู้” 

“คุณชลิตครับ คุณวิสุทธิ์ครับ งั้นผมขอเสนอว่าให้แจ้งตำรวจดีไหมครับ” 

แจ้งตำรวจหรอ แจ้งทำไม อะไร ยังไง ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้นและยังคงถือถาดให้บังหน้าเอาไว้ถึงแม้ฉันจะสวมวิกผมแล้วก็เถอะ ไว้ใจไม่ได้ถ้าเกิดพวกนี้จำฉันได้ขึ้นมาก็จบเห่กันพอดี 

“คุณเอาไรมาพูดคุณนิธิศ คุณก็รู้ว่ามีแต่เสียกับเสีย” 

“ผมว่าเรื่องนี้เราไปคุยกันเวลาอื่นดีไหมครับ” 

นายวิสุทธิ์พูดบอกปัดก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มและเฉมองไปทางอื่นทันทีที่เห็นปีเตอร์เดินเข้ามา 

“สวัสดีครับ สวัดดีทั้งสามคนเลย” ปีเตอร์กล่าวทักทายทั้งสามคนที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ 

“สวัสดีครับคุณปีเตอร์” นายนิธิศ หนุ่มใหญ่เจ้าของโรงแรมสุดหรูตอบรับคำทักทายของนายปีเตอร์ 

“สวัสดีครับ/สวัสดีครับ” นายวิสุทธิ์และนายชลิต ก็กล่าวทักทายนายปีเตอร์พร้อมๆ กัน 

“ดีใจนะครับที่วันนี้คุณทั้งสามมาร่วมงานว่าที่ลูกสะใภ้ผมได้” ปีเตอร์ยกแก้วไวน์ในมือขึ้นก่อนจะพูดกับทั้งสามคน 

“ไม่มาได้ยังไงล่ะครับ งานใหญ่ขนาดนี้” นายวิสุทธิ์ตอบกลับ 

“ผมดีใจจริงๆ นะครับ นอกจากเราจะเข้ากันเรื่องธุรกิจได้แล้ว เรายังเข้ากันได้เรื่องลูกๆ หลานๆ แบบนี้ ผมดีใจจริงๆ ครับ” ปีเตอร์ยิ้มร่าก่อนจะหุบยิ้มทันทีที่นายนิธิศพูดสวนกลับมา 

“ผิดแล้วมั้งครับ เรื่องธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ แล้วอีกอย่าง ผมกับคุณเราไม่ได้เต็มใจร่วมธุรกิจกัน คุณน่าจะทราบข้อนี้ดีนะครับ” นายนิธิศตอบกลับด้วยความฉับไว 

หมายความว่าไง ร่วมงานกันแบบไม่เต็มใจงั้นหรอ 

“… ถึงเวลาอันสมควรแก่เวลาแล้วนะคะ ต้องขอเชิญคุณปีเตอร์และคุณไมเคิลขึ้นมาบนเวทีด้วยค่ะ…” เสียงพิธีกรบนเวทีประกาศดังก้องอีกครั้ง ทำให้ปีเตอร์หมุนตัวกลับไปช้าๆ แต่สายตายังคงจ้องมาที่ทั้งสามคนด้วยอารมณ์ร้อน 

“…เรียนเชิญทั้งสองคนด้วยนะคะ” พิธีกรบนเวทีกล่าวต้อนรับไมเคิลและปีเตอร์ที่ขึ้นไปยืนเคียงข้างมิรินที่ก่อนหน้านี้เล่ายาวเรื่องไปญี่ปุ่นให้แขกในงานฟังจนน้ำลายแทบแห้ง 

“อยากให้คุณปีเตอร์พูดถึงว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้หน่อยค่ะ ว่าเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าคุณมิรินเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้จนคนในบ้านเกรงใจเรียบร้อยตามกันไปหมด อันนี้เรื่องราวเป็นยังไงบ้างคะ” พิธีกรยื่นไมค์ให้ปีเตอร์ ก่อนที่เขาจะเริ่มตอบคำถาม 

ให้ตายสิ เรียบร้อยอย่างผ้าพับไว้งั้นหรอ ผ้าเช็ดเท้าน่ะสิไม่ว่า 

“คุณวิสุทธิ์ครับ ผมว่าเราไป…” 

ระหว่างที่บนเวทีมีสัมภาษณ์เจ้าภาพงานอย่างมิริน ทั้งสามคนก็เดินออกไปนอกงานอย่างเงียบๆ 

แบบนี้ฉันก็ต้องเดินตามออกไปสิถามได้ 

ความคิดเห็น