น้ำมิ้ม

นิยายรักโรแมนติกของเจ้าหญิงและเจ้าชาย ที่มิใช่แนวทะเลทราย หากเป็นรักในดินแดนเอเชียทักษิณาคเนย์ ดินแดนแห่งสายน้ำ และเทือกเขาหิมาลัย ... ใครสายในฝัน ดั่งดวงหฤทัย เลือดขัตติยา แวะมาอ่านกันได้นะจ๊ะ

ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการ-1

ชื่อตอน : ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการ-1

คำค้น : เจ้าหญิง, เจ้าชาย,บัลลังก์, ทิมปาล , สินธุรัฐ , รวิลักษมี , เจ้าหลวง , ราชกุมารี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2561 18:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการ-1
แบบอักษร

เทือกภูสตบรรพตที่ทอดยาวเป็นปราการธรรมชาติระหว่างพรมแดนสินธุรัฐและทิมปาลนั้นทำให้ขบวนรถยนต์พระที่นั่งต้องขับขนานไปจนเกือบสุดแนวเชิงเขาเพื่อวิ่งเข้าสู่กลุ่มอาคารสีขาวอันเป็นที่ตั้งของกองกำลังทหาร ณ จุดตรวจผ่านแดนเพื่อข้ามไปยังแคว้นสินธุรัฐ กลุ่มประชาชนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่มักจะมารวมตัวกันในบาจาร์ หรือตลาดค้าชายแดนที่พ่อค้าแม่ค้าประชาชนทั้งสองแคว้นจะมาเปิดร้านแลกเปลี่ยนขายสินค้ากันอย่างคึกคักแทบทุกวัน แต่หลังจากที่ผู้คนในบาจาร์ทราบข่าวว่าราชกุมารีแห่งทิมปาลจะเสด็จ ประชาชนของทั้งสองแคว้นก็รีบมารวมกลุ่มยืนออกันริมถนนเพื่อรอรับเสด็จเจ้าหญิงรวิลักษมีสักครั้งหนึ่งในชีวิต

กองทหารเกียรติยศตั้งขบวนกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ภาติ หัวหน้าองครักษ์จะเชิญเสด็จเจ้าหญิง ณ ลานหน้าอาคารที่ทำการทหาร โดยมีทหารของทิมปาลและสินธุรัฐยืนตั้งขบวนประจันหน้ากันทั้งสองฟากฝั่งถนน และแทบทันทีที่ราชกุมารีเสด็จมาถึง ชายหนุ่มในชุดแบบพิธีการเต็มยศก็ก้าวมาข้างหน้า พลางค้อมพระเศียรลงเล็กน้อยเป็นการทักทาย ในขณะที่ทหารราชองครักษ์ด้านหลังตบเท้าถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

“ถวายบังคมเจ้าชายตฤบดีแห่งสินธุรัฐ / ถวายบังคมเจ้าหญิงรวิลักษมี ราชกุมารีแห่งทิมปาล”

เจ้าหญิงรวิลักษมีย่อพระองค์ถวายบังคมเช่นกันพลางแอบทอดพระเนตรวรองค์สูงใหญ่เบื้องพระพักตร์อีกครั้ง ...ในระหว่างที่ทรงเสด็จหนีจากการประท้วงที่เมืองทวิชะมา สายลับทั้งสองพระองค์ก็เสด็จกลับมาด้วยเช่นกัน แถมยังเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่แบบสินธุรัฐอย่างเต็มขั้น ฉลองพระองค์ที่ทอด้วยผ้าไหมพื้นเมืองชายยาวจรดเข่าเมื่อสวมแล้วต้องดึงสาบเสื้อทบไขว้กันก่อนจะรัดด้วยพระภูษาคาดไม่แตกต่างจากชุดพื้นเมืองทั่วไป หากสำหรับผู้ที่ดำรงพระยศเจ้าชายรัชทายาทและองค์เจ้าหลวงจะมีฉลองพระองค์คลุมด้านนอกอีกหนึ่งชั้นและสวมพระมาลาประดับตราราชวงศ์สินธุ ซึ่งนับเป็นบุญตาของประชาชนชาวสินธุรัฐไม่น้อย เพราะน้อยครั้งนักที่เจ้าชายตฤบดีจะทรงเครื่องเต็มพระอิสริยศเช่นนี้ ที่เหลือน่ะหรือทรงชุดลายพรางแบบเดียวกับทหารที่ชายแดนใส่กันนั่นแหละ

“ยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการพระเจ้าค่ะ”

เจ้าหญิงรวิลักษมีลอบถอนพระปัสสาสะภายใต้ผ้าคลุมพระพักตร์เบาๆ เพราะอันที่จริงก็ไม่ทรงจะยินดีนักหรอก ...ใครจะคิดว่านายคนปลุกปั่นที่เมืองเมืองทวิชะนั่นเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาท เห็นทีเรื่องการเปิดเหมืองเพชรแห่งใหม่ที่ชายแดนทิมปาลอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว และไม่น่าปล่อยให้ท่านราชครูอาชว์กลับไปที่สืบข่าวที่ป้อมคนเดียวเลย  หากด้วยพระราชภาระที่ได้รับมอบหมายมานั้นทำให้ต้องย่อพระองค์ลงอีกครั้งพลางกราบทูล

“ยินดีเป็นอย่างยิ่งเช่นกันเพคะ เจ้าชายตฤบดี”

“หม่อมฉันจะนำเสด็จที่ตำหนักเชิงภูสตบรรพตภายในป้อมปีกปักษาก่อน อาจจะต้องประทับแรมที่นั่น แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยเสด็จเมืองหลวง เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระเจ้าค่ะ”

“เมืองหลวงหรือเพคะ? หม่อมฉันคิดว่าจะให้เข้าเฝ้าฯที่ชายแดนนี่เสียอีก...” ถ้อยพระดำรัสตัดทอนเหลือแค่นั้น หากแววพระเนตรที่สาดประกายข้องพระทัยอย่างเต็มเปี่ยมนั้นแทนสิ่งที่ไม่ได้ทรงตรัสออกไปได้เป็นอย่างดี ...ก็เห็นกันอยู่ว่าเจ้าหลวงเพิ่งเสด็จชายแดนแล้วจะให้เราไปถึงวังหลวงทำไม?

ตฤบดีแย้มพระโอษฐ์นิดเดียวหากเนตรคมเป็นประกายอย่างพึงพระทัย ...เข้าตามแผนเต็มประตู!

“เจ้าหลวงติดพระราชภารกิจเยี่ยมเยียนประชาชนที่ชายแดนหลายวันพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันเลยเกรงพระทัยที่เจ้าหญิงจะต้องทรงคอยแกร่วที่ชายแดน เลยจะนำเสด็จไปที่เมืองหลวงเอง ที่นั่นคณะเสนาบดีและคณะทูตเตรียมถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติและสะดวกสบายกว่าที่ป้อมปีกปักษาที่ชายแดนมากพระเจ้าค่ะ”

“เป็นพระกรุณายิ่งเพคะ แต่...อย่าให้หม่อมฉันกลายเป็นภาระของทางสินธุรัฐเลย หม่อมฉันจะคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่ป้อมปีกปักษานี่คงจะสะดวกต่อทั้งฝ่ายสินธุรัฐและทิมปาลมากกว่าเพคะ”

“สุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาพระเจ้าค่ะ”

เจ้าชายตฤบดีตรัสพลางเสด็จนำราชกุมารีผ่านแถวกองทหารเกียรติยศไปยังรถยนต์พระที่นั่งอีกครั้ง หากคราวนี้เปลี่ยนจากรถเก๋งซีดานยี่ห้อหรู เป็นรถจี๊ปแรงเลอร์(Jeep Wrangler)แบบทหารเต็มขั้น โดยมีองค์รัชทายาทแห่งสินธุรัฐประทับนั่งไปด้วยเพื่อถวายการอารักขาได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ตลอดระยะทางที่รถยนต์จี๊ปพระที่นั่งแล่นเข้าสู่เขตสินธุรัฐ สัมผัสแรกที่ราชกุมารีรับรู้ได้อย่างชัดเจนคือ ความสงบสุขและความเรียบง่าย บ้านแทบทุกหลังในสินธุรัฐล้วนแต่เป็นบ้านชั้นเดียวที่ปลูกตามที่ราบเชิงเขา และสิ่งที่ทุกบ้านต้องมีคือคอกเลี้ยงสัตว์ที่แทบทุกครอบครัวมักจะเลี้ยงม้าและวัว เพราะม้ายังเป็นพาหนะหลักในการเดินทางที่นี่เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาที่บางพื้นที่ก็ไม่สามารถตัดถนนเข้าไปได้ ดังนั้นบางครั้งบนถนนสายหลักของสินธุรัฐจึงมักจะพบเห็นรถยนต์โดยสารแล่นไปพร้อมๆกับที่ชาวบ้านขี่ม้าเป็นเพื่อนร่วมทางกันไป แต่สิ่งทำให้ทรงแปลกตาและสงสัยเป็นอย่างยิ่ง คือ นับตั้งแต่เข้ามาในเขตสินธุรัฐ เจ้าหญิงรวิลักษมียังไม่เห็นเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณโทรทัศน์เลยแม้แต่ต้นเดียว

“ที่ชายแดนนี้เราอยู่กันแบบเรียบง่ายพระเจ้าค่ะ ชาวบ้านส่วนใหญ่พอเสร็จจากงานเกษตรกรรมแล้ว ก็มักจะมารวมกลุ่มกันเพื่อทำอาหารหรือไม่ก็มาปักผ้าทำงานฝีมือ” เจ้าชายตฤบดีตรัสขึ้นเมื่อเห็นอาการทอดพระเนตรชาวบ้านที่ออกมารวมกลุ่มกันสังสรรค์เป็นระยะๆแบบไม่วางตา

“เราพยายามจะรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเอาไว้ให้มากที่สุดพระเจ้าค่ะ การได้พบหน้าพบปะพูดคุยกันนอกจากจะทำให้เรารู้จักกัน เรายังได้เห็นและได้ดูแลกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ระหว่างชาวบ้าน แต่เป็นทุกคน ไม่ว่าทหาร เสนาบดี หรือแม้แต่องค์เจ้าหลวง ทรงรับสั่งว่า การสื่อสารที่ดีที่สุดไม่ใช่การผ่านเทคโนโลยี แต่เป็นการสื่อสารจากดวงตาและหัวใจ ดังนั้นหากทรงว่างจากราชกิจที่เมืองหลวง จะเสด็จเมืองต่างๆครั้งละนานๆ เพื่อรับการสื่อสารที่ถูกต้องและดีที่สุดจากชาวบ้านพระเจ้าค่ะ”

“รวมถึงเสด็จเมืองทวิชะแห่งแคว้นทิมปาลด้วยหรือเปล่าเพคะ”

“ข้อนั้นหม่อมฉันเห็นทีจะตอบไม่ได้ ต้องทูลถามเจ้าหลวงเองแล้วพระเจ้าค่ะ”

“แล้วหม่อมฉันจะได้โอกาสทูลถามเมื่อไร หวังว่าจะไม่ทรงให้หม่อมฉันรอจนกระทั่งองค์เจ้าหลวงเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนจนครบทุกหมู่บ้านที่ชายแดนเสียก่อนใช่ไหมเพคะ”

สิ้นพระดำรัสเจ้าชายตฤบดีถึงกับแย้มพระโอษฐ์กว้างขวางพลางถวายสัญญาหนักแน่น

“หากมีพระประสงค์ หม่อมฉันยินดีที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่พระเจ้าค่ะ รับรองว่าไม่ต้องทรงคอยนานแน่ๆ”

รถยนต์พระที่นั่งเริ่มชะลอความเร็วลงเมื่อแล่นเข้าสู่เขตป้อมปีกปักษา ประชาชนสินธุรัฐบางส่วนที่ทราบข่าวมารอรับเสด็จที่ถนนหน้าทางเข้าป้อมมากมาย ทำให้เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงได้เห็นเอกภาพอีกประการหนึ่งของแคว้นสินธุรัฐ นั่นก็คือ วัฒนธรรมการแต่งกาย เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่ล้วนแต่เป็นชุดที่คล้ายคลึงกัน ผู้หญิงจะนุ่งผ้าผืนใหญ่จรดอกทิ้งชายยาวกรอมเท้าแล้วสวมเสื้อคลุมแขนยาวคอป้ายทับด้านนอก และในขณะที่ผู้ชายจะสวมเสื้อคลุมเช่นกันหากชายเสื้อนั้นยาวลงมาคลุมเข่าคล้ายเสื้อโอเวอร์โค้ทของทางฝั่งยุโรปหากที่สินธุรัฐนั้นสวมด้วยวิธีห่มสาบเสื้อทับป้ายกันและรัดพันรอบเอวด้วยผ้าคาดที่ทอมือเป็นลวดลายของแต่ละพื้นที่ ซึ่งภาพของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ทำให้ราชกุมารีทรงหันไปเปรยกับเจ้าชายตฤบดีอย่างประหลาดพระทัย

“ที่สินธุรัฐบังคับให้สวมชุดประจำชาติหมดทุกคนเลยหรือเพคะ”

“เปล่าพระเจ้าค่ะ ประชาชนที่นี่นิยมสวมชุดแบบนี้เป็นปรกติอยู่แล้วเพราะชาวสินธุรัฐมีวัฒนธรรมการทอผ้าใช้เอง ซึ่งผ้าแต่ละผืนก็จะเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบ้าน ชาวบ้านก็เลยมักจะสวมเพื่อความภูมิใจในฝีมือของตัวเองจนสุดท้ายก็เลยกลายเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาเรื่อยๆพระเจ้าค่ะ”

“ทอผ้ากันเองนี่เอง มิน่าลวดลายบนผืนผ้าแต่ละผืนถึงไม่เหมือนกันเลย”

“หากทรงโปรด หม่อมฉันจะให้คนหามาถวายพระเจ้าค่ะ”

เจ้าชายตฤบดีตรัสพลางก้าวลงจากรถพระที่นั่งที่จอดสนิทแล้ว พลางรับพระหัตถ์ราชกุมารีในระหว่างที่ทรงก้าวลงจากรถแต่ภวิตตราที่รอจังหวะอยู่ก่อนแล้วรีบตรงเข้ามาแทรกทันที  ก่อนจะเชิญเสด็จเจ้าหญิงให้ตัวแทนชาวบ้านและเด็กๆจะเข้าเฝ้าถวายดอกไม้ต้อนรับ วรองค์สูงจึงค่อยขยับห่างก่อนจะหันไปให้สัญญาณโกมินทร์ ราชองครักษ์ของพระองค์ให้มารับพระกระแสรับสั่ง

“ให้คนไปดูว่าเจ้าหลวงเสด็จที่หมู่บ้านไหน แล้วกลับมารายงานเราด่วน”

“พระเจ้าค่ะ”

..........................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น