นักดองนิยาย

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 คำสารภาพของเอมิ

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 คำสารภาพของเอมิ

คำค้น : รีบอร์น สึนะ ฮิบาริ โกคุเดะระ ยามาโมโตะ โคลม เคียวโกะ ยูกิ วองโกเล่ เอ็นมะ ฮาเร็ม โอโตเมะ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2561 02:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 คำสารภาพของเอมิ
แบบอักษร

ตอนที่ 18 คำสารภาพของเอมิ

วันอาทิตย์ที่แสนเงียบเหงา ถนนที่เดิมเคยมีผู้คนผ่านไปมาน้อยถึงปานกลาง ณ เวลานี้คงสามารถเรียกว่าร้างได้อย่างเต็มปาก หากไม่มีนักเลงสามคนที่กำลังจับกลุ่มสูบบุหรี่ สนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางมองควันบุหรี่ ที่ลอยกระจายหายไปตามลม ภายใต้แสงสีส้มของพระอาทิตย์ยามเย็น นั่นคงเป็นภาพที่สุนทรีย์ขัดกับเรื่องที่กำลังพูดคุยอยู่ตอนนี้ยิ่งนัก

“ลูกพี่ เรื่องเงินงวดนี้ทำไงดี ถ้าไม่มีไปให้เจ้านั่นครบ มีหวังเราโดนเล่นตายเลยนะ” ลูกกระจ๊อกคนหนึ่งกล่าวด้วยความกังวล เมื่อนึกถึงเงินที่ติดหนี้พนันไว้และต้องหาคืนให้ได้ภายในวันพรุ่งนี้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ครบ ส่วนเรื่องที่จะหนีหรือเบี้ยวยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่พวกเขาดันไปเป็นหนี้พนันไว้นั้น เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มนักเลงใต้ดินของเมืองนามิโมริ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นลับๆ มีอิทธิพลอย่างมากในวงการนักเลงของเมืองนามิโมริ แม้จะมีการสืบหาเบาะแสและตามทลายโดยตำรวจท้องที่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังหาแหล่งกบดานของพวกเขาไม่พบอยู่ดี

“ถ้าไม่ใช่เพราะยัยนั่นเราก็คงหาเงินได้ครบแล้ว ใช่มั้ยลูกพี่”

โป๊ก! โอ๊ย!

ลูกกระจ๊อกอีกคนหนึ่งกล่าว ก่อนจะโดนมะเหงกจากผู้ถูกเรียกว่าลูกพี่สวนกลับไปทันควัน สีหน้าลูกพี่ที่เคร่งเครียดอยู่เมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดจนคิ้วดกดำทั้งสองข้างขมวดชนกัน มือที่กำบุหรี่อยู่ กำแน่นจนแท่งบุหรี่กลายเป็นเศษผง

“สมน้ำหน้า แกก็รู้ว่าลูกพี่หงุดหงิดที่โดนยัยนั่นเตะของรักของหวงจนช้ำในอยู่ ยังจะรื้อฟื้นอีก ฮ่าๆๆๆ”

ตุบ! โอ๊ย!

ลูกกระจ๊อกคนแรกกล่าว แต่ไม่ทันไรก็โดนหมัดหนักสวนเข้าไปที่ท้องจนจุกเช่นกัน

ใช่แล้ว พวกเขากำลังพูดถึงเด็กผู้หญิงผมเงิน ม.ต้นปีสอง ผู้ย้ายมาใหม่ ที่สร้างวีรกรรมตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน โดยการทำให้เด็กครึ่งโรงเรียนลุกขึ้นมาท้าทายต่ออำนาจของฮิบาริหัวหน้ากรรมการคุมกฎโรงเรียนนามิโมริที่ไม่เคยมีใครสั่นคลอนได้เลยตลอดสามปีที่ผ่านมา และวันที่สองของการเปิดเรียนเธอก็ยังท้าทายนักเลงหัวโจกอย่างเขา โดยการเตะของรักของหวงและพาเหยื่อขาประจำหนี จนถึงวันนี้เขาก็ไม่พบเจอเหยื่อรายนั้นอีกเลย เด็กผู้หญิงคนนั้นที่พวกเขากำลังพูดถึงก็คือ นัตสึเมะ ยูกิ

และดูเหมือนว่าวันนี้คงเป็นวันที่เหมาะเจาะที่จะเอาคืน

“ลูกพี่ วันนี้เป็นคงวันของเราแล้วล่ะ โจทย์หลักของลูกพี่มาโน่นแล้ว”  ว่าแล้วสายตาทั้งสามก็จับจ้องไปที่เด็กผู้หญิงผมเงินที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว ผมสีเงินของเธอสยายส่องประกายระยิบระยับกับแสงอาทิตย์ยามเย็นประกอบกับใบหน้าเหนื่อยหอบที่ดูยังไงก็หวานจับใจ มันทำให้พวกเขาลืมความแค้นไปชั่วขณะ

“เฮ้ย! จะยืนจ้องไปถึงไหน ยัยนั่นวิ่งไปโน่นแล้ว ไปจับไว้เซ่!” เสียงตะคอกของลูกพี่เรียกสติของพวกเขากลับคืนมา

“ครับ!” ×2



[ด้านเอมิ]

แย่แล้วๆ กี่โมงแล้วเนี่ย ไม่น่าลืมเวลาเลย ถ้าฉันเกิดคืนร่างกับยูกิตอนอยู่บนถนนแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยนะ อย่างน้อยจะคืนร่างทั้งทีก็ขออยู่ในที่ปลอดภัยหน่อยเถอะ ถึงกลางถนนมันจะปลอดภัยกว่าบ้านท่านฮิก็เถอะ แต่ยังไงซะฉันก็จะเลือกที่ที่ดีที่สุดให้เธอนะยูกิจัง

“จะรีบไปไหนจ๊ะสาวน้อย ไม่ได้เจอกันเลย รู้มั้ยพวกฉันคิดถึงนะ” ขอกลับคำพูด ฉันว่าที่ไหนๆก็อันตรายพอกันแหละ เจ้าพวกนี้! อย่ามาขวางกันตอนนี้ได้มั้ย! ฉันรีบอยู่นะ! ><

ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันกำลังโดนล้อมโดยนักเลงสามคน โจทย์เก่าของฉันเอง นี่เจ้าพวกนี้ยังไม่เลิกแค้นฉันอีกเหรอเนี่ย ฉันไม่เคยคิดเลยว่าการเตะผ่าหมากแค่ครั้งเดียวมันจะสร้างศัตรูได้ยาวนานขนาดนี้ ตอนนี้ฉันควรทำยังไงดีล่ะเนี่ย

“ว่าไงๆ วันนี้ไม่มีไอ้หัวปลาหมึกมาเป็นบอดี้การ์ดเหรอจ๊ะ?” พูดถึงโกคุเดะระเหรอ? อ๋อ! ที่ฉันอยู่รอดปลอดภัยมาหลายวัน เพราะเจ้าพวกนี้ไม่กล้ามาหาเรื่องฉันตอนที่อยู่กับโกคุเดะระสินะ พูดแล้วก็สำนึกซึ้งในบุญคุณของโกคุเดะระเลย แต่นี่มันใช่เวลามาซึ้งมั้ย!

หมับ!

“เรื่องวันนั้นฉันขอโทษนะ นี่ฉันจ่ายแทนเอ็นมะ ช่วยหลีกทางให้ฉันด้วย ฉันกำลังรีบอยู่” ฉันยัดเงินใส่มือหนึ่งในนักเลงสามคนนั้น พร้อมกับรีบแยกตัวออกมาอย่างไวที่สุด

“นี่เธอคิดว่ากำลังล้อเล่นอยู่กับใครฮะ!!” >< จะอึ๊ย! พวกนั้นรู้ตัวเข้าแล้วสิ จะให้ทำไงล่ะ ก็ทั้งเนื้อทั้งตัวมันเหลืออยู่สิบเยนจริงๆนี่หน่า(ประมาณ 3 บาทไทย - -) เสียไปกับค่าผักผลไม้เมื่อเช้าหมดแล้วน่ะสิ  

จะว่าไป...ถุงผัก? อะเด๊ะ? ทำไมตัวฉันมันเบาแปลกๆ เฮ่ย!!

“ผัก!! ฉันลืมถุงผัก!!!!!”

ให้ตายเถอะ นี่มันวันอะไรของฉันเนี่ย จะไปเกิดก็จะไป ถุงผักก็ดันมาลืม แถมต้องมาเจอเจ้าพวกนี้อีก ช่างเถอะ เรื่องถุงผักเอาไว้ก่อน ตอนนี้ต้องรีบเผ่น!

“คิดว่าจะปล่อยให้หนีง่ายๆเหรอคนสวย ถ้าไม่มีเงินก็ต้องจ่ายเป็นอย่างอื่นแทน” พวกมันคนหนึ่งวิ่งมาดักฉันไว้ได้อีกแล้ว จะให้จ่ายอะไรล่ะฮะ ไม่มีอะไรให้จ่ายทั้งนั้นแหละ

หมับ!

“สวยๆอย่างนี้ มันน่าอร่อยจริงๆด้วย”  ชนเผ่ากินคน? 0.0

.

.

“ >< กรี๊ดดดด เนื้อมนุษย์มันไม่อร่อยหรอกนะ ถ้าพวกนายปล่อยฉันไปวันนี้ ฉันจะบอกให้ยูกิพาไปเลี้ยงบุฟเฟต์นะ หรือจะปิ้งย่างอะไรก็ได้เอาตามใจชอบเลย แต่ตอนนี้ปล่อยฉันไปเถอะนะ” ฉันขอร้องพวกนั้น ว่าแล้วเชียว ฉันหลุดมาอยู่ในโลกรีบอร์นนะ อยู่ๆนักเลงหัวโจกก็กลายเป็นชนเผ่ากินคน ในโลกนี้อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้จริงๆ ความแฟนตาซีขนานแท้ ฉันประมาทไปได้ยังไงเนี่ย!!!

พลั่ก!

“ฉันว่าพวกเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกนะนัตสึเมะจัง ^ ^” คุณยามาโมโตะ! มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

“สมองแบบเธอคงคิดว่า เจ้าพวกนี้เป็นชนเผ่ากินคนสินะ ยัยซื่อบื้อ!” โกคุเดะระก็ด้วย! ว่าแต่หมอนี่อ่านความคิดฉันออกได้ไง

“แล้วไม่ใช่เหรอ?”

“ก็ไม่ใช่น่ะเซ่!!!” โกคุเดะระพูดน้ำเสียงหงุดหงิดใส่ฉัน ก่อนจะเตะนักเลงคนที่จับฉันเมื่อกี้ปลิวไปชนรั้วกำแพง

“หนอยแก!” นักเลงสองคนที่เหลือวิ่งเข้ามารุมโกคุเดะระ หนึ่งในนั้นหยิบท่อนเหล็กแถวนั้นมาเป็นอาวุธด้วย แบบนี้มันหมาหมู่ชัดๆ!

“นัตสึเมะจัง ฝากนี่หน่อยนะ” คุณยามาโมโตะยื่นบางสิ่งที่อุ้มอยู่ตั้งแต่เมื่อกี้มาให้ฉัน นี่มันถุงผักของฉันหนิ!

ผั๊วะ! พลั่ก! ตุบ! ตับ! พั๊วะ! ><

และแล้วการต่อสู้ของพวกเขาก็จบลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องบอกผลแพ้ชนะก็พอจะรู้ดี

“ฝากไว้ก่อนเถอะ! ” พวกมันคนหนึ่งกล่าว ก่อนช่วยกันประคองร่างสะบักสะบอมกันไป

“โชคดีที่มาทันนะนัตสึเมะจัง เจ็บตรงไหนรึเปล่า พวกนั้นทำอะไรนัตสึเมะจังรึเปล่า” คุณยามาโมโตะเดินเข้ามาหาฉันด้วยท่าทางเป็นห่วง

“ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ แล้วคุณยามาโมโตะล่ะคะเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

“ฮ่าๆ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก แค่นี้สบายมาก ^ ^”

“หึ! ขอบคุณเป็นอยู่คนเดียวรึไงฮะ ถ้าไม่ได้ฉันเธอโดนพวกนั้นทำอะไรต่อมิอะไรไปแล้ว ” ต้นเสียงมาจากโกคุเดะระ หมอนั่นยืนกอดอกทำหน้าบึ้งอึไม่ออกอยู่ใกล้ๆ

“คนอย่างเธอน่ะมันซื่อบื้อ! ยิ่งเวลาฉุกเฉินทำไมไม่ตะโกนขอความช่วยเหลือล่ะฮะ! ถ้าฉันไม่ได้ยินเสียงตะโกนแปลกๆว่า ฉันลืมถุงผัก*!!!* นั่นฉันจะหาเธอเจอมั้ยฮะ!” หมอนั่นทำหน้าดุ พร้อมกับพูดน้ำเสียงตำหนิ ขณะเดียวกัน เท้าก็ก้าวเข้ามาหาฉันเรื่อยๆ จนฉันต้องถอยหลังตาม หมอนี่เวลาโกรธน่ากลัวชะมัด

“แล้วหัวน่ะ หัวน่ะ”  >< โอ๊ย! โกคุเดะระเอานิ้วมาจิ้มหน้าผากฉัน

“คิดบ้างสิว่า พวกนั้นมันจะทำอะไรเธอ ไม่ใช่คิดว่าเป็นเผ่ากินคน เธอนี่มัน...” โกคุเดะระคงไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาด่าฉันดี เลยยั้งคำพูดไว้แต่หน้าตาไม่ยั้งตามเลยสักนิด

“ก็ฉันไม่รู้นี่! แล้วฉันก็ไม่ได้อยากเจอพวกนั้นสักหน่อย ไม่เห็นต้องโมโหกันขนาดนี้เลย” ใช่ ฉันไม่ผิดสักหน่อย พวกนั้นต่างหากที่ผิด มาบอกว่าฉันน่าอร่อย จะให้ฉันคิดว่าขอไปเป็นแม่บุญธรรมรึไงฮะ! ชิ

“เอาหน่าๆ นี่นัตสึเมะจังก็ไม่เป็นอะไรแล้ว คราวหลังก็ระวังตัวไว้นะนัตสึเมะจัง มีอะไรฉุกเฉินก็โทรเรียกฉันก็ได้” นี่ไง! พูดดีๆ แบบคุณยามาโมโตะน่ะ พูดเป็นมั้ย! ฮึ่ม ฉันยิ้มให้คุณยามาโมโตะก่อนจะจ้องเขม็งไปที่โกคุเดะระ

“เอาโทรศัพท์มาสิเดี๋ยวฉันเมมให้”  ดีเหมือนกันนะ มีเบอร์เพื่อนไว้ติดต่อ ไว้คราวหลังหากมีอะไร...

ณ วินาทีที่ฉันหยิบและเปิดโทรศัพท์นั้นเอง ตัวเลขแสดงเวลา 17.45 น. ฉันเลยนึกอะไรที่ฉันเผลอลืมไปอีกแล้วได้ และฉันก็คิดได้ว่ามันจะไม่มีคราวหลังแล้วหนิ แย่แล้ว!!!

“ไปก่อนนะคะ!” บ้านนนน!!!!



[ด้านโกคุเดะระและยามาโมโตะ]

สายตาสองคู่จับจ้องเจ้าของเรือนผมเงินปลิวไสวที่อยู่ๆ ก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว จนค่อยๆลับหายจากสายตาเขาทั้งสองคน

“ยัยนั่นเป็นอะไรอีกแล้วเนี่ย” โกคุเดะระบ่นพึมพำอย่างงงๆ

“ก็คงโกรธนายนั่นแหละ ถึงฉันจะไม่รู้จักผู้หญิงดีเท่าไหร่ แต่พ่อบอกเสมอว่าผู้หญิงมีอารมณ์อ่อนไหวง่ายนะ ^ ^” คำพูดของยามาโมโตะทำให้โกคุเดะระเงียบไปพักหนึ่ง

“จะโกรธจะอ่อนไหวอะไรก็ช่าง ฉันไม่ได้สนใจสักหน่อย” โกคุเดะระพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนเดินนำยามาโมโตะไป

“ให้มันจริงเถอะ! ขอบคุณที่นำทางให้นะโกคุเดะระ!” ยามาโมโตะตะโกนตามหลังโกคุเดะระ พลางหันกลับมามองตามเส้นทางที่เอมิวิ่งจากไปและยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ก็นะ ยังไงซะ ฉันก็ได้คืนถุงผักให้ซิลเดอเรลล่าของฉันแล้ว ^ ^”




[ณ บ้านยูกิ]

โครม!

อร้ายยย!!

ตุบ! โอ๊ย! ><

เสียงเปิดประตูเสียงดังของเอมิ ทำให้ไอโกะผู้เป็นป้าของยูกิและเป็นเจ้าของบ้านที่เธอมาพักอาศัยอยู่สะดุ้งตกจากโซฟา

“ตกใจหมดเลย เบาๆหน่อยสิ เดี๋ยวบ้านก็พังหรอก” ไอโกะลุกขึ้นนั่งบนโซฟา พลางเอามือคลำสะโพกที่ยังคงเจ็บปวดหลังจากโหม่งพื้นโลกเมื่อครู่

“ขอโทษค่ะคุณป้า! แต่ว่าไม่ทันแล้วค่ะ!” เอมิพูดพลางเดินเข้าไปหาคุณป้า นั่งคุกเข่าลงกับพื้น สองมือกุมมือไอโกะทั้งสองข้างไว้

“เรื่องที่ฉันกำลังจะพูดมันอาจจะฟังดูแปลกประหลาดไปสักหน่อย ฉันไม่ได้ขอให้คุณป้าเชื่อหรอกนะคะ...”

“คือว่า...”

“.............”

“ฉันไม่ใช่ยูกิจังหรอกค่ะ”

“..............”

“ความจริงเรื่องนี้ฉันจะไม่บอกคุณป้าก็ได้ เพราะอีกไม่กี่นาทีนี้ยูกิคนเดิมจะกลับมา ส่วนฉันก็จะไปเกิดยังที่ของฉัน แต่ฉันคิดว่าฉันคงรู้สึกไม่ดีมากๆ หากต้องไปเกิดโดยที่สวมรอยยูกิอยู่แบบนี้ ขอโทษที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรกนะคะ เพราะตอนนั้นฉันก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นดี แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วค่ะ ว่ายูกิจังให้ฉันยืมร่างใช้มาเจ็ดวันเจ็ดคืน และที่นี่ก็เป็นสวรรค์ และวันนี้ก็ครบวันที่เจ็ดพอดี หากกล่าวตามตำนานแล้วอีกไม่กี่นาทีนี้ฉันจะหายไป...”

“ขอบคุณคุณป้ามากนะคะที่ให้ที่อยู่อาศัย ให้เงิน ให้ข้าวทานมาตลอดเจ็ดวัน แล้วก็! หากยูกิกลับมาแล้วฝากขอบคุณเธอด้วยนะคะ ส่วนเรื่องอื่นๆเรื่องเพื่อน เรื่องที่โรงเรียน ฉันได้เขียนเล่าให้เธอฟังหมดแล้วในแดอารี่ ยังไงก็..”

“พูดบ้าอะไร!!!” ไม่ทันที่เอมิจะพูดจบ ไอโกะก็ตะเพิดเสียงดังลุกขึ้นยืนพร้อมกับสะบัดมือเล็กที่กุมมือเธออยู่ออก มันสร้างความตกใจให้กับเอมิจนเธอถลาออกมา เธอจ้องมองไปที่ไอโกะ เธอไม่สามารถอธิบายได้ว่าตอนนี้ไอโกะกำลังรู้สึกอย่างไร

“หึหึหึ ที่นี่น่ะเหรอสวรรค์ ใครบอกกัน! ที่นี่น่ะมันนรกมากกว่า!!”

.

.

“ชะตากรรมของตระกูลต้องสาปที่ใครก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตระกูลที่สูบกินสายเลือดตัวเอง... แบบนี้เธอยังเรียกมันว่าสวรรค์อยู่อีกเหรอฮะ!” ไอโกะจับไหล่เอมิและเขย่าอย่างแรง ใบหน้าของเธอตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับปีศาจที่กำลังบ้าคลั่ง

“ม..หมายความว่ายังไง...” เอมิถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความกลัวและความสับสนของเธอตอนนี้ มันทำให้เธอแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“จะไม่มีใครได้ไปเกิดทั้งนั้น! จะไม่มีใครได้ไปเกิดทั้งนั้น...เธอได้ยินมั้ยฮะ! ว่าจะไม่มีใครได้ไปเกิด!!!” ไอโกะตะเพิดออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงเธอคล้ายกับการหัวเราะ แต่ขณะเดียวกันน้ำตาที่หลั่งออกมานั้นมันบ่งบอกถึงความเจ็บปวด

“ทุกคนมีชะตากรรมที่ต้องผูกติดกับคัมภีร์นรกนั่นไปตลอด ไม่มีใครกำจัดมันได้” สายตาของไอโกะลุกลี้ลุกลนมองวอกแวกหันซ้ายขวาไปมา มือทั้งสองข้างกำผมของตัวเองไว้แน่น เหมือนเธอกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

“ค..คุณเป็นอะไร...” เอมิแม้ว่าเธอกำลังตัวสั่นเพราะความกลัว แต่เธอก็พยายามจับไอโกะไว้

“ใช้ชีวิตแบบหลบหนี และแอบไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะตาย... แบบนั้นสนุกดีใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ” ไอโกะยังคงหัวเราะต่อไปไม่หยุด การเปลี่ยนอารมณ์แบบฉับพลันของเธอ ทำให้เธอตอนนี้เหมือนคนวิกลจริต

“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด...” เอมิพยายามตีความสิ่งที่ได้ยิน แต่เธอกลับจับใจความอะไรไม่ได้เลย

“เธอไม่ต้องเข้าใจหรอก ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี่ซะ ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ใช่แล้ว! เธอไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับชะตากรรมบ้าๆนี่ ใช้ชีวิตที่เหลือแทนยูกิจังด้วย...” คราวนี้ไอโกะมองมาที่เอมิอย่างห่วงใย น้ำตาของเธอเริ่มปริ่มออกมาอย่างช้าๆ เธอใช้สองแขนโอบกอดเอมิอย่างอ่อนโยน

“เพราะยัยนั่นไม่เคยได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย...”

“คุณ! คุณป้า!!”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เธอพูดกับเอมิก่อนจะสลบไป




[ณ บ้านซาวาดะ]

“คิดอะไรอยู่” รีบอร์นในชุดนอนลายจุดสีชมพูเอ่ยถามสึนะ ที่ตอนนี้กำลังนอนถือแหวนวองโกเล่ และจ้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ฉันกำลังคิดว่าทำไมแหวนถึงมีไฟดับเครื่องชนแลบออกมาน่ะสิ” เขาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานตลอดทั้งวัน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้

“นี่รีบอร์น เป็นไปได้มั้ยว่าแหวนมันจะเสีย”

โป๊ก!

“โอ๊ย!!!! ><  มาทุบฉันทำไมเนี่ย” คำถามของสึนะทำให้รีบอร์นใช้เลออนที่แปลงร่างเป็นกระบองทุบหัวอย่างแรง

“แหวนวองโกเล่ไม่มีทางเสียหรอก ถ้าสมองแกจะคิดได้แค่นี้ ก็อย่าเสียเวลาคิดเลย”

“งั้นเหรอ...” สึนะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ

“นี่รีบอร์น เรื่องนัตสึเมะจังน่ะ นายคิดว่าเธอจะเป็นศัตรูของเราจริงๆเหรอ”

“ฉันไม่รู้ คงต้องสืบดูก่อน แล้วลางสังหรณ์แกว่าไงล่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นศัตรูรึเปล่าหรอกนะ แต่ไม่รู้ทำไม เวลาอยู่กับเธอถึงมีความสุข รู้สึกคุ้นเคย ราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งที่เพิ่งรู้จักแต่กลับรู้สึกคิดถึงมากๆ นายก็ว่างั้นมั้ยรีบอร์น”

ครอก ครอก ~

“โธ่! หลับไปแล้วเหรอ ปล่อยให้พูดคนเดียวอยู่ได้ เฮ้อ ~”

สึนะถอนหายใจ ก่อนจะคลุมผ้าห่มและหลับตานอน ภายในใจยังรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองนามิโมริ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่สามารถบอกได้เหมือนกันว่าสิ่งนั้นคืออะไร

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}