หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

จอนผมขาวดั่งคนจร แรกพบพานดั่งสหายเก่า ไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก ขนาดชื่อของคนแปลกหน้าฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ แต่สามารถเอาชีวิตของตัวเองฝากไว้ได้...

ตอนที่ 3 มันคือชื่อที่ธรรมดา แต่...มันคือชื่อของข้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 มันคือชื่อที่ธรรมดา แต่...มันคือชื่อของข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2561 10:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 มันคือชื่อที่ธรรมดา แต่...มันคือชื่อของข้า
แบบอักษร

ซวงเอ๋อร์ตะลึงไปชั่วครู่ถึงจะรู้สึกตัว

นางมองออกว่าหนุ่มน้อยนักพรตเต๋าคนนี้ มิได้จงใจเยาะเย้ยหรือหยอกล้อ เพียงแต่หาได้ฟังสิ่งที่นางพูดไม่ ทว่าเมื่อจ้องมองท่าทางที่สงบนิ่งของฝ่ายตรงข้ามนั้น นางไม่เข้าใจเพราะเหตุใดถึงโกรธขึ้นมา

นางกล่าวอย่างเคียดแค้น “เจ้าต้องตายแน่”

เฉินฉางเซิงเบิกตากว้าง เอ่ยว่า “ทุกคนย่อมตาย”

ซวงเอ๋อร์ตอบ “เจ้าก็รู้ว่าข้ามิได้หมายความเช่นนี้”

เฉินฉางเซิงกล่าวอย่างตั้งใจ “ขอบคุณที่เจ้าบอกกับข้า”

ซวงเอ๋อร์ทำหน้าปั้นยาก เอ่ยว่า “ฮูหยินประสงค์จะถอนการหมั้นหมาย เมื่อเจ้าตอบรับ ตัวเจ้าเองก็ย่อมมีสิ่งตอบแทน เพราะเหตุใดต้องโกรธแล้วพูดว่าตนเองมาถอนการหมั้นหมาย เจ้าคิดว่าการทำเช่นนี้จะสามารถเอาเกียรติบนใบหน้าเจ้ากลับมาได้อย่างนั้นรึ ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นจริง ก็มิเห็นมีอะไรเลย ท้ายที่สุดแล้วเหตุใดเจ้าถึงเปลี่ยนความตั้งใจเสียล่ะ ทำกลับไปกลับมา ที่จริงแล้วมาพูดคุยกันไม่ดีกว่าหรือ”

 “ที่จริงแล้ว...ข้าต้องการจะมาถอนการหมั้น พวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็มิได้สำคัญ แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากจะถอนหมั้นแล้ว”

 “เพราะเหตุใด”

เฉินฉางเซิงเอียงหัวแล้วคิดอย่างจริงจัง ใบหน้าอ่อนเยาว์ค่อยๆ ยิ้มออกมา เหตุเพราะสามารถหาเหตุผลที่จะพูดเกลี้ยกล่อมฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว จึงเอ่ยว่า “เพราะว่า...พวกเจ้าไม่เคยถามชื่อข้า”

ซวงเอ๋อร์ไม่เข้าใจ

“ตั้งแต่เข้ามาในจวนจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินหรือว่าเจ้า ล้วนแต่ยังไม่เคยถามชื่อของข้า”

เฉินฉางเซิงจ้องมองไปที่นางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ชื่อของข้าคือเฉินฉางเซิง ข้ารู้ว่าชื่อของข้ามันฟังดูธรรมดา แต่ว่าอาจารย์ของข้าอยากให้ข้ามีอายุยืนยาว ความคิดนี้ช่างดีมิใช่หรือ ดังนั้นข้าเลยใช้ชื่อนี้มาตลอด”

พูดมาถึงประโยคนี้ นัยน์ตาของเขาเป็นประกาย ท่าทางสงบนิ่ง

ทันใดนั้นซวงเอ๋อร์คิดว่าเขาเหมือนกับหนุ่มน้อยนักพรตเต๋าธรรมดาทั่วไป ร่างกายมีแสงแวววาวเปล่งออกมาก หรือว่าเขาจะมีลักษณะนิสัยที่จริงจัง นางเข้าใจเหตุผลของเขา จึงก่อเกิดความรู้สึกละอายใจขึ้นมา

ตั้งแต่เข้ามาที่จวนจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครถามชื่อเขาสักคน แต่เขาหาได้แสดงกริยาที่โกรธเคืองไม่ แม้ได้รับความอัปยศอดสู ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าฮูหยินหรือว่าซวงเอ๋อร์ เขาล้วนแต่แสดงกิริยาที่มีมารยาท หาได้มีสักครั้งที่ขาดมารยาท ถึงแม้บางทีจะมีอาการอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยนิด คนเหล่านั้นที่ทำให้เขาไม่ยินดี สุดท้ายแล้วพวกเขานั้นกลับกลัดกลุ้มยิ่งกว่าเขาเสียอีก

ไม่ใช่ว่าเขาถนัดที่จะทำให้คนอื่นไม่ยินดี แต่เขาได้ตั้งใจทำในสิ่งที่ตนคิดว่าควรจะกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการถอนการหมั้นหมายหรือว่าเปลี่ยนความตั้งใจ เขาคิดว่าล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้จะทำให้ผู้คนรู้สึกยากที่จะตัดสินใจ ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่ทำให้เขาไม่ยินดี สุดท้ายแล้วก็ต้องกลัดกลุ้มจนไม่มีทางที่จะมีความสุข

ซวงเอ๋อร์ตั้งแต่เยาว์วัยก็มาอยู่ที่จวนขุนพลเทพ ต้นเหตุคงเป็นเพราะคุณหนู ดังนั้นตำแหน่งของนางจึงสูงส่ง แม้แต่ท่านเทพและฮูหยินยังไม่เคยกล่าวว่านางอย่างรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เคยพบเจอผู้ใดที่เหมือนกับเฉินฉางเซิง นางรู้สึกไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนี้ จิตใต้สำนึกรู้สึกไม่สงบ ไม่รู้ว่าเหตุเพราะสิ่งที่พูดเกลี้ยกล่อมเฉินฉางเซิงหรือกับตนเองกันแน่ นางจึงทำน้ำเสียงให้เข้มแข็งขึ้นพลางเอ่ยว่า

 “ในใต้หล้านี้ มีเพียงคุณหนูของข้าที่มีสายเลือดของหงส์ฟ้าอย่างแท้จริง นางหาได้เป็นสองรองใครไม่!”

“ในสมุดบันทึกของศิษย์พี่ข้ามีหนึ่งประโยค แต่ไหนแต่ไรข้าคิดว่าช่างมีเหตุผล ตอนนี้จะมอบให้กับเจ้า หวังว่าเจ้าจะสามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เขาได้กล่าวว่า ผู้คนบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นสองรองใคร

เฉินฉางเซิงมองนางพลางกล่าวอย่างจริงจัง


สุดทางเดินของถนนที่ทอดยาวมีสะพานหินโค้งตั้งอยู่ ใต้สะพานหาใช่แม่น้ำลั่วเหอ แต่คือลำธารสายเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา เฉินฉางเซิงเดินไปถึงบนสะพาน หันหลังกลับมองไปยังจวนขุนพลเทพ พบเจอแต่ความเงียบสงบ แต่ยังคงมีความเจริญรุ่งเรือง มีสวนสวยงามนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นพบว่าจวนตระกูลสวีโดดเด่นที่สุด เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะไปมา

หลังจากที่เขามาถึงจิงตู เขาไม่ได้ไปเยี่ยมชมทิวทัศน์ที่ลือชื่อใดๆ แม้แต่สุสานเทียนซูก็ยังไม่ทันได้ไป แค่แวะไปที่ลำธารเพื่อหวีผมล้างหน้าชั่วครู่ แล้วมุ่งตรงมายังจวนขุนพลเทพ เขาต้องการที่จะถอนการหมั้นหมาย เขาช่างรีบร้อนเสียจริง ถ้าหากเขาและคุณหนูของจวนเทพขุนพลได้สมรสกัน ถ้าหากว่าโรคของเขารักษาไม่หาย เหตุใดต้องให้ฝ่ายตรงข้ามเหนื่อยด้วยเล่า ถึงแม้จะสามารถรักษาได้ ก็คงต้องใช้ระยะเวลาหลายปี

เขาไม่อยากให้เวลาวัยหนุ่มสาวของฝ่ายตรงข้ามเสียไป แต่คิดไม่ถึงว่าได้มาอยู่ที่จวนตระกูลสวีจะพบเจอกับการดูถูก การเหยียดหยาม การยั่วยุทั้งหลายเหล่านั้น ตอนนี้เขาย้อนกลับไปคิด ตั้งแต่เขาอายุสิบปี ทางวัดก็ไม่เคยได้เคยรับของขวัญจากฝ่ายตรงข้ามอีก ทั้งสองฝ่ายได้ขาดการติดต่อต่อจากกัน เป็นเช่นนี้ก็สามารถอธิบายได้ว่าฝ่ายตรงข้ามก็มิได้ปรารถนาจะสมรสกับตน วันนี้เขามาที่จิงตูประสงค์จะเป็นฝ่ายขอยกเลิกการแต่งงาน แต่เดิมน้ำที่ไหลมารวมกันก็มักจะกลายเป็นคูคลอง ต่างเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจยินยอม คิดไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอเรื่องที่รบรากัน ดังนั้นเมื่ออยู่ในสนามเขาจึงเปลี่ยนความตั้งใจ

เขาไม่ได้ฝึกบำเพ็ญเพียรและก็ไม่ใช่นักพรตเต๋า แต่ว่าเขาได้ร่ำเรียนคัมภีร์เต๋ามาตั้งแต่เยาว์วัย บวกกับชะตาชีวิตที่มืดมัว ดังนั้นเมื่อเขาปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ให้เกิดขึ้นแล้วแต่ใจ ให้ดำเนินไปอย่างสบายใจ การเดินทางไกลโพ้นนับหมื่นลี้มาจิงตูเพื่อมาถอนการหมั้นหมาย ก็คือการทำตามปรารถนาของใจ ไม่ยกเลิกการหมั้นหมาย ก็คือการทำตามปรารถนาของใจ จวนขุนพลเทพไม่มีมารยาท เขายิ่งไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามได้ทำตามปรารถนา เพราะว่าเป็นเยี่ยงนี้ ใจของเขาช่างทำตามยากยิ่ง

แน่นอนว่าเมื่อมาถึงขณะนี้ เฉินฉางเซิงเพียงอยากให้คนที่เย็นชาชอบซ่อนเร้น อีกทั้งฮูหยินที่หน้าตางดงามและก็หญิงรับใช้ที่ดวงตากลมโตชอบมองท้องฟ้าผู้นี้ร้อนใจ ผ่านไปไม่กี่วัน เขาจะนำหนังสือสมรสมาถอนหมั้นฝ่ายตรงข้าม ชะตาชีวิตของคนเราเกี่ยวกับฟ้า แต่ความสุขทั้งชีวิตของแม่นางสวีสำคัญกว่าการที่เขาได้พบเจอกับความเย็นชาและการดูถูกเหยียดหยามเหล่านี้ ถึงกระนั้นเขายังคงคิดว่าเป็นเช่นนี้

เพียงแค่ ท้ายที่สุดแล้วจะทำให้คนไม่ยินดี มีบางครั้งเฉินฉางเซิงมักจะลืมว่าตนเองนั้นเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัยแค่สิบสี่ปี แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงแค่หนุ่มน้อยคนหนึ่ง เขามีความภาคภูมิใจและให้เกียรติต่อตนเอง ถูกทำให้อับอายขายหน้าก็ย่อมต้องมีความรู้สึกเป็นธรรมดา

เขาเดินไปใต้สะพานหิน ซื้อซาวปิ่ง*สองชิ้นที่วางขายตามริมทาง นั่งยองๆ อยู่บนแผ่นหินที่อยู่ริมลำธาร ด้านหนึ่งค่อยๆ แทะซาวปิ่ง อีกด้านหนึ่งก็มองไปยังจวนขุนพลเทพที่อยู่ไกลออกไป ในใจรู้สึกเป็นทุกข์ เขารู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากที่ใด ยิ่งแจ่มแจ้งถ้าหากให้ความรู้สึกนี้ปะทุออกมา คงจะทำร้ายร่างกายเป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก็ไม่ได้ช่วยแต่อย่างใด

ผิวน้ำของแม่น้ำลั่วเหอที่ห่างไกลออกไป เปรียบดังเมฆที่เลือนราง ตรงข้ามกับแม่น้ำคือถนนที่ทอดยาว มีกองพันหมาป่าที่มาจากทิศตะวันตกอยู่ห่างไกลออกไป ราวกับว่าจะได้กลิ่นเหม็นหื่นที่ปากของสุนัขหมาป่าก็ไม่ปาน มีเงาลอยข้ามน้ำไป เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง พบอาชาสวรรค์ที่มีปีกสีขาวราวหิมะตัวหนึ่งกำลังลากเกวียนที่งดงามมุ่งไปยังทิศเหนือ กำแพงเมืองที่ไกลออกไปนั้นมีหอสังเกตการณ์ เหยี่ยวแดงผู้รับผิดชอบการไต่สวนของทหารทำหน้าที่มิหยุดหย่อน ท้องฟ้าสีครามที่ไกลออกไป มีทหารลาดตระเวนทั้งสี่ด้านกำลังใช้รถลากบินลาดตระเวนอยู่ ดูๆ ไปแล้วช่างเหมือนแมลงปอน่ารำคาญที่มักจะบินอยู่นอกวัดเหล่านั้น...

ที่นี่คือเมืองหลวงในราชวงค์ต้าโจว ภาพที่อยู่ตรงหน้าช่างมหัศจรรย์ยากที่จะคิดได้ว่านี่คือคนป่าที่ต่ำช้าจำนวนนับไม่ถ้วน เฉินฉางเซิงแทะซาวปิ่ง พลันเบิกตากว้าง มองดูภาพพวกนี้อย่างได้อรรถรส นำไปเปรียบเทียบกับคัมภีร์เต๋าที่ได้บันทึกไว้ ในใจคิดว่าไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะสามารถเห็นสัตว์เทพในตำนานเหล่านั้น ดังเช่นในพระราชวังลี่มีเพียงแค่เสาหินเต่าเทพอายุสามพันกว่าปีต้นนั้น ไม่รู้ว่าในพระราชวังยังคงหลงเหลือมังกรที่น่าเกรงขามตามตำนานหรือไม่ กล่าวกันว่าสิ่งที่เหลือเพียงน้อยนิดก็คือมังกรทองยักษ์อันทรงเกียรติ  ยิ่งกว่านั้นหลายหมื่นปีมานี้ยังมิเคยปรากฏให้ใครได้เห็น แล้วในอนาคตข้าจะมีโอกาสได้เห็นหรือ ใช่แล้ว ยังมีเรื่องเล่าขานของหงส์...

ซาวปิ่งช่างหอมหวน แต่ก็แข็งมากเช่นเดียวกัน ต้องเสียแรงในการกินไม่น้อย เฉินฉางเซิงเดิมทีคิดว่าตนเองได้นำเรื่องทั้งหมดที่พบเจอในจวนขุนพลเทพโยนทิ้งไปจากสมองแล้ว ขจัดความรู้สึกทุกข์ออกไปได้อย่างสำเร็จ แต่เมื่อนึกถึงคำว่า ‘หงส์’ คำนี้ พลันทำให้เขาคิดถึงเรื่องของสายเลือดหงส์ที่ได้ยินในวันนี้ คิดไปถึงแม่นางสวีผู้ที่มีสายเลือดหงส์ ทำให้คิดถึงเมื่อหลายปีก่อนที่ได้รับของเล่นเล็กๆ พวกนั้น...

เขามองไปยังซาวปิ่งที่อยู่ในมือคำสุดท้าย นั่งเหม่อลอยสักพักจึงเอาขนมเข้าปาก เคี้ยวอย่างละเมียดละไมจึงกลืนลงท้อง เขาล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อเพื่อเช็ดเศษขนมออกจากมือให้สะอาด สะพายสัมภาระแล้วหายลับไปกับฝูงชน

เขาไม่ทันได้ระวัง ไม่ไกลจากหัวมุมถนนมีรถม้าที่ไม่สะดุดตาคันหนึ่งได้จอดไว้ แอกหน้ารถม้าที่ไม่แตะตานั้น มีตราสัญลักษณ์สีแดงเข้มแวววาวของหงส์ แน่นอน ถึงแม้เขาจะมองเห็นก็คงไม่รู้ว่าคือตราสัญลักษณ์ของจวนขุนพลเทพหลังจากคุณหนูแห่งตระกูลสวีได้ถือกำเนิด จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ได้มอบตราสัญลักษณ์สายเลือดหงส์อันใหม่ให้กับตระกูลสวี สิ่งนี่คือเกียรติอันหามิได้อีกแล้ว ทั้งยังเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการอีกด้วย

ม้าศึกที่อยู่ข้างหน้ารถมีสายเลือดของอาชาเขาเดียวอยู่ สายตาที่เย็นชาของมันมองไปยังใต้สะพานที่แม่น้ำไหลอยู่ บนตู้มีแม่เฒ่าที่มีสายตาเย็นชา แต่ในขณะเดียวกันก็ได้หลบซ่อนความประหลาดและความกระวนกระวายใจไว้

หลังจากเฉินฉางเซิงออกมาจากจวนขุนพลเทพ นางก็ตามเขามาตลอดเวลา นางคิดไม่ถึงว่าหลังจากหนุ่มน้อยเห็นเมืองหลวงต้าโจวแล้วจะสามารถแสดงออกได้สงบเยือกเย็นเพียงนี้ ไม่เหมือนกับหนุ่มน้อยชนบทที่ไม่มีความรู้แม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะว่านางหาได้รู้ว่าหนุ่มน้อยผู้นั้นตั้งแต่เยาว์วัยได้ศึกษาตำรานับไม่ถ้วน ในตำรานั้นเขาได้ดูทิวทัศน์มากมายและได้เดินทางไปมานับไม่ถ้วน


สวีซื่อจี้นั่งอยู่ที่ห้องหนังสือ รูปร่างของเขาสูงใหญ่ประดุจภูเขา ได้กลิ่นของโลหิตกำจายอ่อนๆ แผ่ออกมา นกกระเต็นบนต้นไม้ที่อยู่ห่างจากหน้าต่างไปประมาณสิบจั้ง*หวาดกลัวจนต้องเอาหัวไปซ่อนไว้ที่ใต้ปีก ไม่กล้าแม้แต่ส่งเสียงสักนิด กลิ่นอายอันแรงกล้าที่นำพากลิ่นคาวโลหิตติดมาด้วย พิสูจน์ได้ว่าท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าโจวมีกำลังที่น่ากลัวอย่างยิ่งและก็ทำให้รู้ว่าตอนนี้เขาอารมณ์ไม่สู้ดีนัก

สิ่งที่ทำให้อารมณ์ของเขาปะทุเช่นนี้ คือหยกครึ่งซีกที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือก้อนนั้น

“ปีนั้นท่านพ่อเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ตำแหน่งไท่ไจ่ ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดินีเป็นอย่างยิ่ง ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้ควบคุมการเผาหนังสือในพิธีสักการะสวรรค์ เผ่ามารเพื่อที่จะทำลายพิธีครานั้น ได้ส่งกงหยางชุนไปลอบสังหารท่านพ่อ ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่านผู้เฒ่าแห่งเขาไท่ซานก็มิอาจรักษาจนกระทั่งได้มาเจอกับนักพรตที่เดินผ่านมาทางไท่ซาน จึงสามารถรักษาอาการบาดเจ็บนี้ได้ ดั้งนั้นจึงเกิดการหมั้นหมายขึ้น ”

ฮูหยินสวีลดเสียงต่ำลงเอ่ยว่า “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้ ที่แท้นักพรตเต๋าผู้นั้นก็มีเรื่องราวเช่นนี้”

สวีซื่อจี้เงยหน้าขึ้น มองไปยังฟ้าสีครามที่อยู่นอกหน้าต่างแล้วกล่าวว่า “โลกอันกว้างใหญ่ไพศาล สรรพสิ่งมากมาย มีผู้แกร่งกล้านับไม่ถ้วน ทางด้านวิชาแพทย์ของนักพรตเต๋าท่านนั้นเป็นหนึ่งในผู้มีฝีมือแกร่งกล้า ย่อมจะต้องเป็นเลิศอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นท่านพ่อคงไม่ให้หรงเอ๋อร์หมั้นหมายกับคนรุ่นหลังเขาหรอก”

ฮูหยินสวีมีความรู้สึกกระวนกระวายใจ เอ่ยว่า “ตอนนี้สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือหนังสือแต่งงานฉบับนั้น...ถ้าหากนักพรตเต๋าท่านนั้นไม่มีเบื้องหลังเช่นนั้น ก็หาใช่บุคคลที่สำคัญไม่ ในเมื่อเรื่องได้ดำเนินมาแล้ว ก็ไม่ถึงกับว่าจะควบคุมไม่ได้”

สวีซื่อจี้อารมณ์เยือกเย็น เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้หนุ่มน้อยนักพรตเต๋าเข้าใจกระจ่างแจ้งเสีย”

ฮูหยินสวีเสียงได้เปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำลง ถ้าหากไม่ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน คงฟังอย่างไม่ถนัด “เจ้าหนุ่มน้อยนักพรตเต๋าคนนั้นหาใช่คนที่จะไล่ให้ไปได้ง่ายๆ ถ้าหากเขาตายแล้วเน่าเปื่อยจะทำอย่างไร ปีหน้าสุสานเทียนซูก็จะเปิดให้ผู้คนได้เข้าชม นักปราชญ์จากทางใต้คงส่งคณะทูตมาเป็นแน่ ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะเสนอเรื่องการสมรสต่อราชวงศ์อย่างเป็นทางการ ถึงกระนั้นเราจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดมิได้”

สวีซื่อจี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ประหนึ่งเสือที่หาญห้าวกำลังหลับ เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เผาเขาให้เป็นเถ้าธุลีแล้วโยนลงในแม่น้ำลั่วเหอเสีย”

ผ่านไปไม่กี่วันก็จะเป็นฤดูฝน น้ำในแม่น้ำลั่วเหอก็จะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเถ้าธุลีหรือว่ากระดูก เมื่อตกลงไปในแม่น้ำ แค่พริบตาเดียวก็จะหายลับไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น