กนกรส มาศอุไร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รีไรท์ : งานพิเศษ 1/3(จบบท (วางจำหน่ายแล้ว)

ชื่อตอน : รีไรท์ : งานพิเศษ 1/3(จบบท (วางจำหน่ายแล้ว)

คำค้น : อานนท์ มุขธิดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 690

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2561 09:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ : งานพิเศษ 1/3(จบบท (วางจำหน่ายแล้ว)
แบบอักษร

​พร้อมให้โหลดซื้อแล้ววันนี้

ต่อจากตอนที่แล้ว...


​**“กลับแล้วเหรอจ๊ะมุข ไปหาข้าวต้มรอบดึกกินกับพวกพี่ก่อนไหม”** พลอยเอ่ยปากชวน เมื่อมุขธิดาถอดชุดฟอร์มมาฝากเธอคืนให้ชมพู่

“ไม่ดีกว่าจ้ะพี่ วันนี้มุขมีกับข้าวแล้ว พอดีลุงเซฟแกใจดี ทำไอ้นี่ให้มุขเอากลับไปทานที่บ้าน” มันเป็นอาหารสวัสดิการจากทางร้านที่พนักงานทุกคนจะได้สิทธิ์กินกันคนละมื้อ วันนี้ยุ่งวุ่นวายมากมุขธิดาเลยขอเสียสละไม่นั่งทานที่ร้านแต่ขอเอากลับไปทานที่บ้าน ของอร่อยรสชาติจากเซฟมือหนึ่งระดับโลก เธออยากให้ป้าละมัยได้ลองชิมดูบ้าง

“เอาอย่างนั้นเหรอ” พลอยเลิกคิ้วถาม

“จ้ะพี่...นั้นมุขขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ เอาไว้เจอกันงานหน้า...” มุขธิดากระชับกระเป๋าสะพาย ยกมือขึ้นโบกลาเพื่อนด้วยกันพร้อมกับยกมือไหว้ล่ำลาพวกพี่ๆที่อายุเยอะกว่าตัวเอง ต่างคนหันมาส่งยิ้มรับไหว้ด้วยไมตรีอันดี

“กลับบ้านดีๆนะมุข ดูซ้ายดูขวาก่อนจะข้ามถนนด้วยล่ะ ตรงนั้นมันเป็นทางเลี้ยว มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยๆ พี่เป็นห่วง ยังไม่อยากไปเยี่ยมใครที่โรงพยาบาล”

 ผู้จัดการหนุ่มใหญ่จิตใจดีตะโกนเตือนลูกน้องชั่วคราวตามหลัง ด้วยเพราะอดเป็นห่วงไม่ได้ ตรงจุดนั้นไฟมันค่อนข้างมืดแถมรถยังขับกันรวดเร็วปานจรวด เขาเองโชคดีที่มีรถขับไม่ต้องไปเดินข้ามเสี่ยงเหมือนกับลูกน้องคนอื่น จะห่วงก็แต่ลูกน้องสาวๆเท่านั้น ที่ต้องข้ามถนนเส้นนั้นกันทุกค่ำคืน

มุขธิดายกถุงกับข้าวขึ้นมองด้วยสายตาแวววาว อาหารดีๆรสชาติอร่อยระดับห้าดาวแบบนี้ใช่ว่าคนฐานะอย่างเธอจะยอมจ่ายเงินเพื่อหาซื้อกินกันง่ายๆเสียเมื่อไหร่ วันนี้ลุงเซฟใจดีเก็บเอาอาหารในส่วนของเธอไว้ให้ แถมยังอุ่นร้อนให้เธอก่อนกลับอีกครั้ง

เธอเคยกินอาหารพวกนี้มาหลายมื้อ จากการมารับทำงานพิเศษนั่นแหละ ความอร่อยนั้นต้องยอมยกนิ้วโป้งให้กันเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นร้านอาหารกึ่งผับแห่งนี้จะมีลูกค้าตบเท้าเข้ามาใช่บริการแน่นขนัดทุกวันได้อย่างไรถ้าหากรสชาติของอาหารไม่อร่อยสมดั่งคำร่ำลือจริง...

หญิงสาวเดินแกว่งถุงแกงเดินไปตามถนน วันนี้ทางร้านได้ติบไม่ใช่น้อย พอแบ่งสันกันเสร็จเห็นจำนวนเงินที่พี่สรเพชรส่งให้ทำเอาเธอหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

“อย่างน้อยก็พอจ่ายค่าดอกของเสี่ยชัยได้หลายวันละนะ” หญิงสาวตบกระเป๋ากางเกงพร้อมรอยยิ้มกริ่ม แสงไฟนีออนจากเสาไฟพอทำให้ทางเดินจากตัวร้านไปยังริมถนนนั้นไม่มืดมากนัก เธอมองซ้ายมองขวาด้วยความระมัดระวังตามคำเตือนของผู้จัดการร้าน พอเห็นถนนโล่งจึงรีบเดินข้าม ครั้นพอเดินข้ามได้เพียงครึ่งทางถนน สิ่งที่คิดว่าปลอดภัยดีแล้วนั้น กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อดันเกิดความซวยเข้ามาเยี่ยมเยือนได้โดยไม่ได้ตั้งใจ...

ว้าย!

เสียงเบรกล้อรถดังลั่นไปทั่วบริเวณท้องถนน จนได้กลิ่นไหม้ของยางก็ว่าได้ ดีที่ไม่มีรถคันอื่นวิ่งตามมา พอรถเบรกกะทันหัน ทำให้ตัวรถลื่นไถลชนเข้ากับฟุตบาท เกิดรอยถลอกเป็นทางยาว

 ร่างน้อยนั่งลงแหมะลงกับพื้นปูนอย่างหมดสภาพ ถุงแกงในมือลอยละลิ่วขึ้นฟ้าก่อนจะร่วงหล่นสู่พื้นปูนเสียงดังตุบ พอๆกับสติของมุขธิดา มันกระเจิดกระเจิงหายไปไหนแล้วไม่รู้ ขาทั้งสองข้างของเธอยังสั่นไหวเป็นเหตุให้อ่อนยวบนั่งหมดเรี่ยวแรงกับพื้นถนนอย่างที่เห็น หัวใจเกือบหยุดเต้น มุขธิดายกมือขึ้นปิดใบหน้าไว้ด้วยความกลัวสุดหัวใจ ร่างบอบบางสั่นผวางันงก น้ำตาไหลปริ่มนองอาบสองข้างแก้ม เธอยังไม่ตาย!อีกหรือเนี่ย โอ๊ย!ขุนพระขุนเจ้า...

ทว่าคนที่เปิดประตูรถออกมานั้นกลับมีอารมณ์สวนทาง ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้ง สองมือกำเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดปูดบวม

“นี่ยายผู้หญิงบ้า!” เสียงดังยิ่งกว่าฟ้าผ่าตวาดลั่น ร่างน้อยมีอันต้องสะท้านไหว สะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงกัปนาทฟาดเปรี้ยงลงมาข้างกายของเธอ

 “เดินประสาห่าเหวอะไรแบบนี้วะ ไม่เห็นรถขับมาหรือไง หรือว่าอยากจะฆ่าตัวตายเพื่อเรียกเงินจากฉัน แม่คนสิ้นคิดจอมเจ้าเล่ห์”

คำด่ายาวเหยียดพ่นหลุดออกจากปากชายหนุ่มเจ้าของรถสปอร์ต Lamborghini Gallardo ที่กระชากประตูรถสุดแรงเกิดลงมายืนอย่างหัวเสียไม่ไกลจากรถของตนเอง เขากระแทกฝ่ามือใหญ่ทุบลงบนฝารถเสียงดังอักตามแรงอารมณ์เดือดดาลเพื่อต้องการระบายอารมณ์โกรธ พอเห็นตัวต้นเหตุนั่งคุดคู่อยู่กลางถนน เขาจึงไม่รั้งรอ รีบเดินปรี่ตามอารมณ์ระอุตรงไปยังเงาตะคุ่มที่เจ้าตัวเอาแต่นั่งกอดตัวเองร้องไห้กระซิกอยู่ริมถนน สายตาคมกริบมองร่างนั้นไม่ต่างจากขยะก้อนกลมสักก้อนที่ไม่เคยสร้างสรรค์จรรณโลงโลกให้สวยงาม มีแต่คอยทำลายชั้นบรรยากาศให้เหม็นเน่าคละคลุ้งเสียมากกว่า

“ฉันถามไม่ได้ยินหรือไงวะ อย่ามาดัดจริตทำสำออยบีบน้ำตาเป็นเผาเตา ตอนจะข้ามข้ามถนนทำไมไม่เสือกมองให้มันดีเสียก่อน ทะเล่อทะล่าข้ามมาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วสุดท้ายเป็นไงล่ะ คนที่ซวยก็คือฉันนี่ไง ยัยผู้หญิงบ้า...” คนหัวเสียด่าไม่ยั้งปากยั้งอารมณ์คุกรุ่น กลับยิ่งหัวเสียหนักขึ้นไปกว่าเดิม เมื่อปลายรองเท้าหนังยี่ห้อดังสัมผัสเข้ากับอะไรเหนียวเหนอะหนะสักอย่าง พอก้มลงไปมองกลิ่นแกงเผ็ดสีแดงสดนั้นเลอะเปื้อนขึ้นมาจนถึงหัวรองเท้าเขาเต็มไปหมด อานนท์หลับตาเบ้หน้า รู้สึกขยะแขยงสิ่งที่ตัวเองเหยียบโดยไม่รู้ตัว

“โว้ย!อะไรนักหนาวะเนี่ย” เขารีบสะบัดรองเท้ากับพื้นปูน ป้ายสิ่งน่าขยะแขยงนั้นออกไปโดยไว

“ ใครมันปัญญาอ่อนเอาถุงแกงมาทิ้งไว้ตรงนี้กันวะ นี่มันถนนสำหรับรถวิ่ง มันใช่ถังขยะเสียที่ไหน ไอ้แกงนี่ก็เหม็นบรรลัย” พอก้มสำรวจปลายรองเท้าตัวเอง ใบหน้าหล่อนั้นเหยเกย พอสีแดงของแกงเริ่มจางหาย ไม่โผล่ให้เขาเห็น สายตาพิโรธดังไฟโลกันตร์หันกลับไปเล่นงานขยะก้อนกลม ที่เอาแต่นั่งร้องไห้ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าทันที...

“ลุกขึ้นตามฉันมาเดี๋ยวนี่เลยแม่ตัวดี เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว” 

โปรดติดตามตอนต่อไป...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น