เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 41 คราปักษาเผชิญเค้าโครงหายนะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 คราปักษาเผชิญเค้าโครงหายนะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 142

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2561 12:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 คราปักษาเผชิญเค้าโครงหายนะ
แบบอักษร

​ตอนที่ 41 คราปักษาเผชิญเค้าโครงหายนะ

          สายลมแห่งอดีตเคลื่อนผ่าน ช่วงพริบตาพลันจางหาย เมรัยยืดแขนบิดเอว คราวแสงแดดอุ่นส่องลอดช่องกิ่งไม้ เมรัยเบือนหน้าหนีพลางยกมือบังแสงแทงตา นางสัมผัสไออุ่นระอุบนฝ่ามือ เมรัยพลั่งยิ้ม คิดในใจช่วงนี้ไร้วี่แววสายฝนกระมัง อากาศคงร้อนอบอ้าว นางมิชอบเมืองร้อน เพราะในอดีตเมืองบ้านเกิดนางร้อนประหนึ่งกระทะทองแดง แสงสุริยันแรงปานเปลวเพลิงมังกร แค่เดินไปซื้อขนมก็แถบเหงื่อตก มอดไหม้เป็นเถ้าธุลี  

          “เรียบร้อย”

          “..”

          เรไรเดินนำนารี วันนี้คือวันแรกของงานประลองวีรชนสิงหา เมรัยอนุญาตให้นารีลงแข่งตามประสงค์ดวงดาวน้อย แต่มีข้อแม้คือ ห้ามนารีบาดเจ็บ ถ้าระหว่างสู้นารีเผลอพลาดท่า เท้าพลิก เอวเคล็ด ท้องเสีย เมรัยจักลาก กระชากหัวดวงดาวน้อยลงมาตีก้นทันที และสั่งห้ามมิให้นารีจับอาวุธ ของมีคมอีก หมอผีน้อยยังเดือดดาลมิหาย แม้นนารีงัดไม้ตายใช้สิทธิ์ลูกค้าพิเศษหอนางโลมฟาดพุงเมรัยก็ตาม กระนั้นหมอผีน้อย…สนนิดหน่อย แค่น้อยนิดเท่าเม็ดทราย นางจึงยังมิยกโทษให้นารี ดวงดาวน้อยและปักษาน้อยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ฉะนั้นถ้านารีมีแผลคือเรื่องยุติ เมรัยจักล่ามโซ่นารี จับแก้ผ้าและไม่ให้นารีใสชุดอีก ให้นางโป๊ไปทั้งชีวิตเลย และหากนางกระหายเงินทองมากนัก เมรัยมีวิธีหาเงินแบบที่นารีที่ต้องชอบแน่ๆ ยาวิเศษของบาเบลร่า แม่ห่านทองคำ

          “จับตาดูนารีไว้เรไร แค่เส้นผมขาดก็ไม่เว้น”

          หมอผีน้อยกอดอกอวบอิ่ม ใบหน้าเข้มขรึมจริงจังประหนึ่งครูสอนเด็กอนุบาล เพราะนางตามิดีเท่าเรไร ปักษาน้อยย่อมเป็นตาแทนหมอผีน้อย คอยเฝ้าระวังตลอดฝีก้าวมิปล่อยคู่ต่อสู้ทำอันตรายนารี เมรัยทนไม่ไหวหากนารีบาดเจ็บ ใช่ นางจักไม่อดทน “ถ้านารีร้องโอดครวญจักทำเช่นไรหรือ” เรไรนิ้วแตะกันอย่างขวยเขิน ดวงดาวน้อยมองค้อนปักษาน้อยหนึ่งที อย่าถามเมรัยเช่นนั้นสิเรไร

          “ถามได้ดี”

          เมรัยคลี่ยิ้มพราย แขนดันทรวงอกใต้สาบเสื้อ นัยน์ตาสดใส มือลูบหัวเรไร “ถ้ามีใครทำนารีร้องได้นอกเหนือข้ากับเจ้า..”

          เมรัยให้คำมั่น “ข้าจักเสกตะปูเข้าท้องมัน”

          “จ้าๆไปกันเถอะ”

          “ข้าทำจริงนะ”

          ช่างเป็นเช้ารับอรุณที่ไร้สาระยิ่งนัก แต่ก็ช่างเถิด พวกนารีและเรไรเห็นเมรัยสุขภาพดีเช่นเดิมก็เบาใจ ปล่อยให้เมรัยเพ้อเจ้อดีแล้ว ดีกว่าให้หมอผีน้อยจิตตก นอนป่วย เป็นเพราะมียาสมุนไพรแคโรไลน์บวกกับการดูแลอย่างใกล้ชิดแนบเนื้อ เมรัยจึงฟื้นสภาพเร็วอย่างคำโกหก หากเป็นกาลก่อน เมรัยป่วยไข้ไม่มีใครดูแลนางเลย นอกจากพี่บาเบลร่า ลุงซิงก็เป็นผู้ชาย คุณลุงช่วยมิมากนัก แต่ยอมให้เมรัยหยุดพัก เมรัยอาจมิเคยบอกใคร แต่นางชอบป่วยไข้ ป่วยการเมือง ป่วยเฉยๆ ตื่นปวดหัวก็ร้องมิไหว

          สรุปคือนางใช้คำว่าปวดหัวหนีงานตลอด

          อย่างนั้นเวลาที่นางป่วยจริงๆนางก็ฝันละเมอ พร่ำเพ้อร้องหาใครสักคน เมรัยมิค่อยฝันร้ายแล้วตั้งแต่เจอนารีและเรไร อาจเพราะนางมีคนรักกระมัง คำพูดสเตฟานีในวันนั้น บอกนางมิตัวคนเดียวอีกแล้วทำให้เมรัยดีใจเหลือเกิน ดีใจจนนึกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขเยี่ยงนี้จักดำเนินเรื่อยไปมิสิ้นสุด กระนั้นนอกจากความยินดียังมีความยินร้าย เมรัยได้เจอกับแสงแห่งความหวังใหม่ นางจึงอยากคว้ามันไว้ หมอผีน้อยให้สัญญากับตนเองจักไม่ให้นารีและเรไรลำบาก เมรัยอยากให้ทั้งสองมีความสุข ถ้าทั้งสองไม่มีความสุข เมรัยคงผิดหวังและล้มลงอีกครั้ง แสงสว่างที่ถือก็ร่วงหล่นและแตกกระจักกระจาย นางมิเคยหมดหวัง และเพราะเช่นนั้น นางจึงกลัวเหลือเกินจักสูญสิ้นความหวัง

          “ยังมีเวลาก่อนงานเริ่ม กินข้าวก่อนดีหรือไม่”เรไรเสนอ ความจริงเหลือเวลามิมากนัก เพราะเมรัยตื่นสาย

          “อือ เรไรอยากกินอะไรรึ”

          “เนื้อ”

          เมรัยตอบหน้าตาย เรไรคิ้วกระตุก ปักษาน้อยก็มีเวลาอยากกินผักเหมือนกันนะ ฮึ หมอผีน้อยหยักยิ้มตบสะโพกปักษาน้อย ดวงดาวน้อยเอียงคอระบายยิ้มเอ็นดู เรไรแก้มป่อง เอาเถอะ ทานเนื้อเช้าๆก็มีประโยชน์ นารีได้มีแรงฮึดสู้ด้วย และแล้วเมื่อคำสั่งผู้นำสูงสุดแห่งครอบครัวให้สรุปมติ ทั้งกลุ่มก็ตรงดิ่งมุ่งสู่ร้านเนื้อแถวย่านการค้า บริเวณตลาดขายผักมีผู้คนพลุ่งพล่าน วันนี้ถือเป็นวันเริ่มงานประลองวีรชนสิงหา เมืองไฟท์มาคิสออนจึงแลมีนักสู้ท่วงท่าดุดัน นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก พ่อค้าหน้าเลือด นักเดินทางพเนจรล้นหลาม ประชาชนชาวเมืองเจ็ดส่วนเดินเที่ยวใกล้ๆสนามแข่ง ถ้าพินิจอย่างละเอียดจักเห็นเจ้าชายแคว้นแมรี่ยืนคุยกับเพื่อนพ้อง ข้างไหล่เขามีนักรบอันดับหนึ่ง

           ตลาดที่พวกเมรัยปักหลักก็มีผู้คนมิน้อย

          บรรยากาศครื้นเครงมีเสียงกลองดังกึกก้อง แว่วคำประกาศคนขายหนังสือพิมพ์ดังร้องเรียกลูกค้า “ข่าวใหญ่ๆไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลถูกขโมย” ตามด้วยข่าวเมืองเบิดท์ฟอซิวพังพินาศ จ้าวแห่งการทำลายล้างหวนถิ่นฐาน ฝั่งเหล่าสาวน้อย เมรัย นารี เรไร เดินจับกลุ่ม นารีควงแขนขวาเมรัย เรไรควงแขนซ้ายเมรัย โดนประกบหนุบหนึบเช่นนี้จักให้เมรัยปั้นหน้าบึ้งตึงก็ใช่เหตุ หมอผีน้อยจนใจกับลูกไม้สองสาว นางยิ้มแห้ง เมรัยหายป่วยแล้วนะ แต่ทั้งคู่ยังคงปฏิบัติต่อนางปานคนแก่อย่างไรอย่างนั้น

          อีกด้าน หยดน้ำ ปุยเมฆ ท่ามกลางฝูงชนปานฝูงมดมีชายชราและหลานสาวหัวเราะเสียงใส บนท้องถนนหินมีทหารรับจ้างเดินขวักไขว่กั้นพวกนางกับโซฟี ไกลๆมีนักรบยืนอย่างสันโดษ คราวโชคชะตาเริ่มเคลื่อนไหว ณ เมืองแห่งการประลอง บรรดาสาวน้อยกำลังมุ่งหน้าสู่บทกวีรูปแบบใด อะไรคือสิ่งที่รอพวกนางเบื้องหน้าเส้นทางแห่งการฝ่าฟัน แน่แท้ว่าคือคู่ต่อสู้แห่งประวัติศาสตร์ทมิฬ เหล่ามัจจุราช และนักรบผู้ยืน ณ จุดสูงสุดแห่งพื้นพิภพ…

                                                          --

          “คุณปู่ๆทางนี้”เสียงร้องเจื้อยแจ้วฟังน่ารักกระจ่างแจ่มใสดุจลูกกระต่ายอวบอ้วน ชายชราอายุล่วงเจ็ดสิบถอดถอนใจอย่างเหนื่อยล้า เด็กหนอเหตุใดจึงแรงเยอะเพียงนี้ ณ ใจกลางฝูงชนมีคุณปู่ และหลานสาวสามนาง ชายชราคือใคร เขาคือจ้าวสำนัก และหลานๆเจ้าพวกตัวน้อยซุกซนคือศิษย์เอกสำนัก พวกนางแม้ภายนอกอายุเยาว์วัย กระนั้นฝีไม้ฝีมือลายมือหาอ่อนด้อยกว่าชายชราไม่ “อยากสู้จนตัวสั่นเลยรึ” “อยากสิปู่ หนูคือนักสู้อันดับหนึ่งบนแผ่นดินนี้”…

                                                          --

          ภายใต้เงาตึกอาคารมีร่างสูงยักษ์ก้าวเท้ารวดเร็วปานประหนึ่งแสงอัสนี เขาสวมผ้าคลุมอำพรางสีโทนดำสนิท กระนั้นก็มิอาจซ่อนเร้นกลิ่นไอมรณะ เสื้อเกราะเหล็กมีรอยคมมีดประปราย ทั่วสรรพางค์กายหุ้มหนังมังกรกล้าแกร่งดุจกำแพงปราสาท มหาศาตราวุธดาบใหญ่แบกไว้บนหลัง นัยน์เนตรสีแดงฉานดุจสัตว์เทวะใต้หมวกเกราะทอประกายสังหารเหี้ยมโหด ผู้คนรอบด้านมิมีใครกล้าเฉียดใกล้รนหาที่ตาย ไม่มีใครรู้เขาคือใคร กระนั้นจิตพลังมาโฮสูงระดับท้องฟ้าก็ยังชี้ให้รู้ว่าเขาอันตรายเฉกเช่นสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ “งานคราวนี้ พวกเรารับข้อเสนอ” “รับทราบ”…

                                                          --

          ความวุ่นวายของมนุษย์มิอาจข้องเกี่ยวกับนาง ความเงียบงันประหนึ่งสุสานคือสถานที่ของนาง แม้นสมรภูมิรบจักห่างไกลราวดินแดนสวรรค์ กระนั้นตราบเท่าที่ดาบของนางยังคมกริบเยี่ยงดวงหฤทัย นางจักยังดำเริงในวิถีแห่งนักรบ มิว่าคราใด… ใกล้สนามประลอง อัศวินสาวยืนหลังพิงกำแพงหินสีครีมนม นางเปรียบประหนึ่งเครื่องจักรสังหารไร้หัวใจที่มีคำสั่งให้สังหารศัตรูสิ้นซาก ชุดเกราะเหล็กสีเงินส่องประกายเรืองรองประหนึ่งเกราะชาวดารา ข้างเอวนางมีปลอกดาบฝังมณีและดาบวิเศษเสียบผนึก “…”

          มิอาจเอ่ยนามจารึกหน้าประวัติศาสตร์ อย่าหมายเรียกขานนามแท้จริงของอัศวินคนสุดท้าย อันตัวนางนั้นคือคนเพียงผู้เดียวที่มองเห็นนารีในคืนฟ้ามีดาวส่องไสว..

--

ณ ทุ้งดอกไม้ยามวิกาลไร้ซึ่งคนมีชีวิต เหล่าสรรพสัตว์ กระรอก กระแต กวาง ช้าง เสือ สิงโต หมีต่างหลับใหล คืนนี้มีแสงเดือนส่องประกายงามอร่าม ณ เพดานฟ้าสีน้ำเงินสมุทร สะพานหินเก่าแก่มีตะไคร้ปีนป่ายสร้างบ้านที่ฐานสะพาน ใต้สะพานหินมีลำธารน้ำวารีและหมู่มัจฉาแหวกว่ายสนุกสนาม เต่าน้อยคืบคลาน แมลงเต่าทองขยับก้นและกางปีกโบยบินเต้นระบำควบคู่หมู่หิ้งห้อย ดวงไฟสีเหลืองอ่อนลอยตุ๊บป่องเหนือใบหญ้าสีเขียวมีเงาดำทาบทับ ณ ใจกลางทุ้งดอกไม้อันห่างไกลนครเมืองนักสู้ นักรบ นักผจญภัย บรรยากาศเหงาหงอยมีวิญญาณหญิงสาวล่องลอย อ้าแขน และเต้นระบำ แม้มิมีใบหน้าให้มีปาก กระนั้นเสียงนางยังคงเปล่งดังเสนาะไพเราะ

“เมื่อไหร่ดาวตกจักมาช่วยข้าสักที!!”

--

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น