น้ำมิ้ม

นิยายรักโรแมนติกของเจ้าหญิงและเจ้าชาย ที่มิใช่แนวทะเลทราย หากเป็นรักในดินแดนเอเชียทักษิณาคเนย์ ดินแดนแห่งสายน้ำ และเทือกเขาหิมาลัย ... ใครสายในฝัน ดั่งดวงหฤทัย เลือดขัตติยา แวะมาอ่านกันได้นะจ๊ะ

ตอนที่ 2 : สุดขอบชายแดน-2

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 : สุดขอบชายแดน-2

คำค้น : เจ้าหญิง, เจ้าชาย,บัลลังก์, ทิมปาล

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 41

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2561 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 : สุดขอบชายแดน-2
แบบอักษร

ม้าทรงสีนิลที่ควบเร็วจนเกศาที่คลุมผ้าไว้ลุ่ยพลิ้วตามกระแสลมที่ปะทะแต่ดูเหมือนเจ้าของดวงพักตร์เรียวคมนั้นจะไม่สนพระทัยเพราะยังคงบังคับให้ม้าวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางที่เคยทรงใช้เป็นประจำทุกครั้งที่เสด็จออกมายังชายแดนเป็นการลับๆในยามที่ทรงต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในมาฮาล การได้ออกมาพบปะผู้คน ได้เรียนรู้วิถีชีวิตไปพร้อมๆกับการทรงงาน ทำให้เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงเข้าใจทุกอย่างได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในสิ่งที่ราชครูอาชว์เคยสอนเอาไว้ ...คำว่าราชกุมารีมิใช่แค่พระยศ ยิ่งได้ออกมาห่างไกลจากมาฮาลก็ยิ่งทำให้รับรู้ ปัญหาที่ทรงเผชิญมิอาจเทียบเท่ากับความทุกข์ของประชาชนชาวทิมปาลที่ไม่เคยล่วงรู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณ ในช่วงหลังที่เจ้าหญิงพระองค์น้อยเจริญชันษาขึ้นจึงเสด็จออกไปไกลยิ่งขึ้นจนกระทั่งถึงสุดชายแดนที่เกือบจะลึกไปทางฝั่งประเทศภูฎานเสียด้วยซ้ำแต่กลับเพิ่งทรงทราบว่ามีมูลนิธิของท่านอาหญิงของพระองค์เอง... มูลนิธิเจ้าหญิงดารินทิราที่มีทั้งแพทย์อาสาและนักพัฒนาชุมชนที่คอยให้การช่วยเหลือและดูแลชาวบ้านที่เดือดร้อนโดยไม่เกี่ยงสัญชาติ

หากทว่าวันนี้เจ้าหญิงรวิลักษมีมิได้เสด็จไปถึงมูลนิธิดารินทิราแต่กลับทรงม้าตัดแยกเข้าเมืองทวิชะที่ถึงก่อน วรองค์ระหงตวัดองค์ลงจากหลังม้าทรงอย่างคล่องแคล่วก่อนจะจูงไปผูกซ่อนไว้ที่ราวป่าพลางคว้าผ้าดูปัตตะสีคล้ำที่ทรงสับเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วมาคลุมพระเกศา แต่อันที่จริงแล้วแม้มิใช้ผ้าคลุมก็ยากที่จะมีใครจำพระองค์ได้ ด้วยเพราะกฎของราชสำนักทิมปาลแล้วราชวงศ์ฝ่ายในจะไม่เปิดเผยตนต่อหน้าสาธารณะชนหรือสื่ออื่น ยกเว้นเพียงงานพระราชพิธีเถลิงยศซึ่งก็กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ราชกุมารีทรงรวบเกศายาวมาถักเป็นเปียอย่างลวกๆเพื่อไม่ให้สะดุดตาก่อนจะคลี่ผ้าคลุมสีคล้ำปิดบังฉลองพระองค์ที่แม้จะไม่ได้ปักประดับเพชรนิลจินดาหากเนื้อผ้าไหมอย่างดีและลวดลายที่วิจิตรบรรจงแตกต่างจากชุดชาวบ้านก็อาจจะเป็นที่สังเกตได้ ก่อนจะเสด็จไปยังหมู่บ้านที่ทรงทราบจากกลุ่มทหารว่านายพลสิงหลและเจ้าชายอนุรุทธะจะเสด็จมาเยือนในวันนี้เพื่อจะมาเจรจาเรื่องเวนคืนที่ดินจากชาวบ้านไปทำเหมืองเพชร

บ้านเรือนในเมืองทวิชะนั้นแทบทุกหลังจะเป็นบ้านที่ก่อด้วยอิฐฉาบด้วยปูนทรงสี่เหลี่ยมเรียงรายคล้ายตึกแถวหากแต่เป็นบ้านชั้นเดียวที่หลังคาปรับเรียบให้เป็นเหมือนดาดฟ้า ไกลออกไปลิบๆมีแนวกำแพงป้อมปราการที่เป็นที่ก่อนหน้านี้แม้จะมีทหารประจำการบ้าง แต่วันนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจากการเสด็จมาประทับแรมของเจ้าชายอนุรุทธะและคาดว่าจะเป็นที่พักของท่านอัสมาผู้นำชนกลุ่มน้อยด้วย ซึ่งเจ้าหญิงรวิลักษมีทรงคาดว่าชาวบ้านน่าจะพอรู้เรื่องอยู่บ้างแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่เสด็จผ่านเข้ามาชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยมาชุมนุมกันที่ลานดินกว้างใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ โดยมีบุรุษผิวคล้ำหน่วยก้านดีกำลังยืนตะโกนบอกกล่าวถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้

 ราชกุมารีรีบกระชับพันผ้าคลุมดูปัตตะสีคล้ำให้ปกปิดพระพักตร์และคลุมฉลองพระองค์ให้มากที่สุดก่อนจะค่อยแทรกพระองค์ไปยืนอยู่ท่ามกลางคลื่นฝูงชนที่กำลังยืนฟังหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ทางการแจ้งเรามาว่าที่หมู่บ้านของเราพบแหล่งขุดเพชรมหาศาล พระราชาธิบดีเลยต้องการจะเวนคืนที่ดินเพื่อไปทำเหมือง พวกเราจะยอมให้บ้านของพวกเรากลายเป็นเหมืองขุดเพชรหรือเปล่า”

“ถ้าเวนคืนที่ดินแล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะท่านหัวหน้าหมู่บ้าน”

“พวกทางการไม่เคยถามเราเลยว่าเราต้องการอะไร เราต้องการที่อยู่ที่ทำกิน เราไม่ต้องการเหมืองเพชร”

“ใช่พวกเราต้องอย่าไปยอมนะ ถ้าปล่อยให้เวนคืนที่ดิน สัมปทานก็เป็นของพวกนายทุนสุดท้ายก็กลับมากดขี่พวกชาวบ้าน ถ้าพวกเรายอม เราก็โง่เต็มทีว่าไหม”

“ใช่ๆๆๆ เราไม่ยอม เราไม่ยอมๆ”

เสียงโห่ร้องอย่างไม่พอใจตะโกนรับไปเรื่อยๆพร้อมกับคลื่นประชาชนที่เริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อไปรวมกลุ่มกับหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังมุ่งหน้าไปที่ป้อมปราการ แรงเบียดเสียดทำให้วรองค์แบบบางเสียหลักจวนเจียนจะล้มถ้าหากไม่มีมือแข็งแรงมาจับข้อพระกรไว้

“เป็นผู้หญิงแท้ๆออกมาวุ่นวายเรื่องประท้วงทำไม”

เสียงห้าวที่เอ่ยตำหนินั้นเจ้าหญิงรวิลักษมีทรงจำได้ว่าเป็นเสียงเดียวกับที่ตะโกนยุยงให้ชาวบ้านไม่ยินยอม ที่เมื่อสักครู่พระองค์ก็พยายามเหลียวหาต้นตอของเสียงคนปลุกปั่นแต่ติดว่าผู้คนที่รายล้อมนั้นเบียดเสียดเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพอมีโอกาสได้เห็นชัดๆจึงรีบเงยพระพักตร์ขึ้นทันควัน

“นาย...ไม่ใช่คนทิมปาลนี่”

สุรเสียงใสตรัสอย่างไม่พอพระทัยหลังจากที่ได้มองสำรวจคนตรงหน้าชัดๆ ดวงหน้าเรียวยาวที่แม้จะมีดวงตาดุดันคมเข้มคล้ายดังเช่นชาวทิมปาล หากสิ่งที่แผกไปอย่างชัดเจนจนเจ้าหญิงรวิลักษมีมั่นพระทัยคือ สีผิวที่ขาวอมเหลืองซึ่งหากมาเทียบกับพระฉวีของพระองค์แล้วไม่แน่ว่าผิวของชายผู้นี้อาจจะขาวกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะคนชาวทิมปาลจะมีสีผิวออกดำแดงหรือที่ตามสมัยนิยมเรียกกันว่าผิวสีแทนเป็นส่วนมาก และที่สำคัญการใส่ตุ้มหูทั้งสองข้างไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวทิมปาล แต่เป็นเอกลักษณ์ของบุรุษแคว้นสินธุรัฐ!

ราชกุมารีสะบัดข้อพระกรอย่างรวดเร็วพลางก้าวถอยเตรียมวิ่งตรงไปยังป้อมปราการเพื่อแจ้งความผิดปรกตินี้ มีคนจากสินธุรัฐเข้ามาปลุกปั่นเพื่อทำลายโอกาสที่เจ้าชายอนุรุทธะจะเข้ามาเจรจาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ไม่ว่าจะพิจารณาตรงไหนก็เห็นแต่ความไม่ชอบมาพากล และสัญชาตญาณเตือนพระองค์ ...อันตรายยิ่ง! หากยังไม่ทันที่จะขยับออกวิ่ง กำแพงร่างสูงอีกหนึ่งก็ก้าวมาขวาง แม้จะสวมกูรตะสีออกเทาๆเช่นกันแต่ร่างสูงของชายผู้นี้ดูจะปราดเปรียวกว่า ข้อมือแข็งแกร่งตวัดเพียงครั้งเดียวก็กระชากทั้งต้นพระพาหาและผ้าคลุมพระพักตร์หลุดร่วงลงสู่อ้อมแขนของบุรุษแปลกหน้า

แค่เสี้ยววินาทีที่พระเนตรสีเฮเซลมีโอกาสได้เห็นใบหน้าของผู้ที่มาขวางพระองค์ไว้ และแทบจะเป็นวินาทีเดียวกับที่บุรุษผู้นั้นเบิกตากว้างอย่างตกใจ แขนแข็งแกร่งก็ยกขึ้นกั้นอัตโนมัติพลางร้องห้ามคนช่างปลุกปั่นไม่ให้ตวัดฟันสันมือมายังต้นพระศอของคนในอ้อมแขน

“เดี๋ยวก่อน ตฤบดี! ...บ้าจริง”

คำท้ายบุรุษร่างสูงผู้นั้นคงตำหนิพระองค์เป็นแน่ หากเวลานี้ทรงไม่มีเวลามามัวกริ้ว เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายกำลังตกใจสะบัดพระองค์อย่างสุดแรงก่อนจะวิ่งหนีไปยังชายป่าที่ทรงซ่อนม้าทรงเอาไว้โดยไม่สนใจว่าชายร่างสูงเพรียวคนนั้นจะตามมาหรือไม่

“ทรงห้ามหม่อมฉันทำไม?” ร่างสูงใหญ่ที่ถูกขานนามว่า ‘ตฤบดี’ เมื่อครู่หันมาถามคนข้างกายสลับกับจ้องมองร่างเพรียวระหงที่วิ่งหนีไปอย่างไม่เข้าใจ ก็ที่ทรงปล่อยไปเมื่อครู่นั่นน่ะถ้าเกิดเจ้าหล่อนเอาข่าวไปปล่อยรั่วถึงหูบรรดาทหารของเจ้าชายอนุรุทธะเข้ามีหวังเสียแผนกันหมด

“ก็เพราะคนที่เจ้ากำลังจะลงมือด้วย คือ ราชกุมารีรวิลักษมีแห่งทิมปาลอย่างไรเล่า”

“หา! ทรงแน่พระทัยหรือว่าไม่ได้จำผิดคน”

ร่างสูงยังคงถามอย่างหวังลมๆแล้งๆ และบุรุษตรงหน้าตอกตะปูปิดตายความหวังสุดท้ายด้วยประโยคเดียว

“เจ้าคิดว่าเราจะจำเจ้าหญิงที่ย่อถวายคำนับเราจนชายผ้าคลุมพระเกศาหลุดกลางงานราชาภิเษกของเราไม่ได้เชียวหรือ...”

สุรเสียงทุ้มที่ตรัสเล่านั้นเจือไปด้วยรอยพระสรวลเนื่องจากยังทรงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้เป็นอย่างดี วันที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นครองราชบัลลังก์แห่งสินธุรัฐ เจ้าหญิงพระองค์น้อยที่เพิ่งแรกรุ่นชันษาตามเสด็จองค์กษัตริย์ทีศุระราชาและทรงพยายามย่อถวายคำนับให้งดงามเทียบเท่าพระนางอนิลรตา หากชายพระภูษาคงจะยาวเกินไปจึงไปติดที่พระบาทดึงรั้งให้ผ้าคลุมพระเกศาหลุดลงจนเผยพระพักตร์เฉิดฉายและเนตรคมงามประหลาดที่ไม่ว่าใครได้สบพระเนตรคงมิอาจลืมเลือนได้ และแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะล่วงเลยมาหลายปีหากเหตุการณ์ในวันนี้เหมือนดังวันเวลาหมุนย้อนกลับไปอีกครั้ง หากสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ ในวันนี้เจ้าหลวงภวินทราชทรงเก็บผ้าคลุมพระเกศาผืนนี้ไว้มิได้ประทานคืนดังเช่นเมื่อครั้งนั้นแล้ว...

“เรื่องทางนี้คงต้องปล่อยไปก่อน บอกคนของเราที่แฝงตัวอยู่ที่นี่ให้คอยจับตาทุกอย่างทุกฝีก้าว เรากลับไปคอยฟังข่าวแล้วค่อยดูท่าทีของทางทิมปาลว่าจะล้มเลิกการทำเหมืองเพชรที่นี่หรือไม่  ถ้าไม่... เราก็คงต้องหาวิธีอื่น”

“หม่อมฉันว่าเราคงได้ใช้วิธีอื่นแน่ เพราะทางทิมปาลน่าจะใช้ทุกวิถีทางและทุกคนในการจัดการเรื่องนี้ ทางป้อมเมืองทวิชะนี้มีเจ้าชายอนุรุทธะและท่านอัสมา ส่วนทางสินธุรัฐของเรา...”

“เรื่องนั้นค่อยว่ากันเถิด ตอนนี้เรากลับสินธุรัฐกันก่อนดีกว่า ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ”

สุรเสียงทุ้มตรัสคล้ายปลอบใจพลางแตะไหล่คนที่ยังคงหัวเสียและกังวลกับเหตุการณ์ที่ผิดแผนไปอย่างกะทันหัน แต่ดูเหมือนว่าองค์เจ้าหลวงที่เสด็จนำไปนั้นจะไม่วิตกเท่า ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะทรงเตรียมแผนสำรองสำหรับรับมือเรื่องในวันนี้ได้แล้ว หรือเพราะว่าทรงมีเรื่องอื่นให้คำนึงถึงมากกว่ากันแน่...  


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น