rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 3

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 3

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มี.ค. 2558 07:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 3
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 3
Writer : Rani รานี

 

“วันนี้ใครมาส่งต้นน้ำเหรอ?”
            “คุณกูรน่ะ เป็นน้องชายของคุณหมอที่เราทำงานอยู่ด้วย เค้าเห็นว่ามาทางเดียวกันเลยมาส่งให้” โรมพยักหน้าคล้ายแสดงอาการเข้าใจ ก่อนจะคว้ากระเป๋านักเรียนจากมือเล็กๆของต้นน้ำมาถือไว้ซะเอง
            “การบ้านเสร็จหรือยัง เราไม่รู้เรื่องเลย เอามาลอกหน่อยนะ”  โรมถามยิ้มๆ
            “ก็เมื่อวานโรมเอาแต่นอนนี่นา เราว่าโรมซ้อมกีฬาหักโหมไปแล้วนะ”
            “นี่ไง ถึงได้ต้องการการดูแลจากต้นน้ำไงล่ะ”
            “หืม? ดูแลตัวเองเหอะ นี่ยังจำที่เราโดนหัวหน้าห้องสองเขม่นไม่ได้หรือไง นั่นแค่เราเข้าใกล้โรมเองนะ ทำยังกะจะกินหัวเรา”
            “แล้วต้นน้ำจะไปใส่ใจคนอื่นทำไมล่ะ ใส่ใจแค่เราไม่ได้หรือไง?” โรมพูดเหมือนจะอารมณ์เสีย ทำให้ต้นน้ำตกใจ ดีที่มีเสียงตัวช่วยดังขึ้นเสียก่อน
            “มากันแต่เช้าเลยน้า ต้นน้ำเอาการบ้านมาลอกบ้าง เราไม่เห็นรู้เรื่องเลย อาจารย์สอนไรก็ไม่รู้เมื่อวานนี้” เสียงแหลมเล็กของรัศมีเอ่ย
            “ผิดแล้วล่ะยัยจุ้น ฉันจองของต้นน้ำเอาไว้แล้ว เธอต้องขอคนอื่นแล้วล่ะ”
            “อย่ามาทำแบบนี้โรม นายนั่นแหละไปให้คนอื่นสอนไป๊ ต้นน้ำน่ะ เป็นของฉันทั้งตัวแล้วจ้ะ ข้าวของของต้นน้ำก็ของฉัน” ต้นน้ำฟังเพื่อนสองคนเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายก็ยิ้มขำ นี่เด็กน้อยยังไม่คลายข้อแคลงใจในคำพูดของโรม แต่ต้นน้ำตั้งใจให้โรมอารมณ์เย็นกว่านี้สักหน่อย ค่อยว่าถามให้รู้เรื่อง และที่เห็นเถียงๆกันนี่ เดี๋ยวก็คงใจเย็นลงบ้าง เพราะไม่เห็นว่าเพื่อนสองคนนี้จะโกรธกันจริงๆจังๆสักครั้ง
            “ก็นั่งดูด้วยกันนี่แหละ เร็วๆเข้าเถอะ เดี๋ยวก็ต้องเข้าแถวแล้ว” นั่นแหละเพื่อนซี้จึงได้หยุดวิวาทกันซะที
            แต่ดูเหมือนว่าต้นน้ำจะดูถูกความสามารถในการลอกการบ้านของเพื่อนๆไปซะหน่อย เพราะไม่ถึงสิบนาที ทั้งโรมและรัศมีก็เก็บเครื่องเขียน ปิดสมุดเรียบร้อย
            “ไป เราเลี้ยงขนมเป็นการตอบแทน” โรมพูดพร้อมกับดึงมือต้นน้ำไปทันที
            “ไม่เป็นไรหรอกโรม ไม่ต้องตอบแทนอะไรเราก็ได้”
            “ไปเถอะ ต้นน้ำตัวเล็กแค่นี้ ควรจะกินอะไรเพิ่มบ้างนะ” ว่าแล้วโรมก็กึ่งดึงกึ่งลากต้นน้ำออกไป โดยไม่สนใจเสียงของรัศมีที่ไล่หลังมา ส่วนต้นน้ำก็ต้องรีบซอยเท้ายิกเพื่อที่จะตามจังหวะก้าวยาวๆของคนลากให้ทัน
            “โอ๊ย นายสองคนนี่ยังรีบวิ่งให้ทันหมาหน้าปากซอยหรือไง แค่มาโรงอาหาร วิ่งเหมือนควายหาย” รัศมีหอบฮั่ก เมื่อเหวี่ยงตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ภายในโรงอาหารได้สำเร็จ ซึ่งสภาพก็ไม่ได้ต่างจากต้นน้ำนัก
            “นี่ฉันเดินเฉยๆเองนะ ยัยจุ้นขาสั้น” โรมยักไหล่
            “โหย ไอ้ขายาว ไอ้นักกีฬา ไอ้ ไอ้ ฮึ่ย” เด็กหญิงรู้ตัวว่าหยุดดีกว่า เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งดูเหมือนจะเข้าทางโรมไปซะหมด
            “ต้นน้ำกินขนมอะไรดี เดี๋ยวเราไปซื้อให้”
            “โหย นี่ โรม ทำไมเสียงพูดนี่มันถึงได้ต่างจากตอนที่พูดกับฉันนักล่ะ”
            “เอ๊า ก็เธอไม่ได้อ่อนหวานเหมือนต้นน้ำนี่”
            “เฮ้ย นี่คิดไรกับต้นน้ำป่าวเนี่ย”
            “คิดอะไรเหรอรัศมี” ต้นน้ำถามบ้างเมื่อเห็นว่ามีชื่อตัวเองอยู่ในหัวข้อสนทนา
            “อย่าพูดเยอะน่ายัยจุ้น เดี๋ยวต้นน้ำก็แก่แดดเหมือนเธอหรอก”
            “โหย ปกป้องอ่ะ โรมนี่น้า” รัศมียังแซวยิ้มตาหยี แต่โรมไม่สนใจ หันไปวุ่นวายกับรายชื่อเมนูขนมหวานที่เขาพอนึกออกแล้วบอกกับต้นน้ำให้เลือก รัศมีจึงเปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องขนมบ้าง พอได้รายชื่อโรมก็วิ่งแผล็วไปที่ร้านขนมทิ้งให้เพื่อนที่เหลือนั่งรอ แป๊บเดียวขนมหวานในถ้วยสวยๆก็มาเสิร์ฟถึงตรงหน้า
            “นี่ แล้ววันนี้เลิกครึ่งวัน เราไปเดินเล่นในเมืองกันมะ มีหนังสือบางเล่มที่ฉันยังไม่ได้อ่านเสริมเลยอ่ะ มันมีในข้อสอบด้วยนะ รุ่นพี่ที่มาติวให้ฉันบอก” รัศมีเอ่ยชักชวน
            “ได้สิ โชคดีที่โค้ชก็ไปดูงานกับอาจารย์เหมือนกัน ฉันเลยว่าง ไม่ต้องซ้อมบาส ไปด้วยกันนะต้นน้ำ” โรมเอ่ยชวน
            “ไม่ได้แล้วล่ะโรม รัศมี เรามีนัดแล้วน่ะ ขอโทษทีนะ”
            “นัด นัดกับใครน่ะ” โรมทำเสียงดุ หน้าตาอารมณ์เสียอีกแล้ว
            “กับคุณกูรน่ะ เค้าคงมีอะไรให้ทำ”
            “อ๋อ คุณกูร เสียดายจังเนาะ” รัศมีพูดขึ้น ต้นน้ำพยักหน้าเชิงขอโทษ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมโรมต้องทำท่าเหมือนหงุดหงิดแบบนั้นด้วย
            ... นี่ทำอะไรให้โรมโกรธหรือเปล่านะ ..

“อ้าว คุณกูร” ต้นน้ำโพล่งออกมาขณะเดินออกจากโรงเรียน เมื่อเห็นว่าอีกฟากถนนคือ รถกระบะของอังกูรที่เจ้าของรถนั่งอยู่ตรงเบาะนั่งคนขับ ทำให้ทั้งรัศมีและโรมต่างก็มองตาม
            “คุณกูรมารับเหรอต้นน้ำ?” รัศมีถาม
            “ไม่รู้สิ สงสัยจะเป็นแบบนั้นนะ” ต้นน้ำบอกก่อนจะโบกมือให้เพื่อนๆแล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กมาที่รถของอังกูรทันที
            “คุณกูรมาธุระเหรอฮะ”
            “เปล่าหรอก พอดีไปตลาดมาน่ะ ผ่านมาเลยแวะรับ เห็นว่าจะไปที่ไร่ไม่ใช่เหรอ?” อังกูรบอก โดยละเรื่องที่เขามารอตรงนี้ตั้งแต่สิบโมงเช้าเข้าไว้ พร้อมๆกับอาการอยากเจอมากๆนั่นด้วย
            “ดีเลยฮะ ผมยังไม่รู้เลยว่า ผมจะเข้าไปที่ไร่ได้ยังไง ในเมื่อมันไม่มีรถผ่านเลย” แรกๆก็พูดเสียงดังดี แต่พอท้ายประโยคทำไมกลายเป็นบนพึมพำไปซะได้ก็ไม่รู้  คนได้ยินก็ได้แต่หัวเราะ หึหึ

 

บรรยากาศที่นี่ไม่ได้ร้อนแรงอย่างที่ต้นน้ำคิดเอาไว้ เพราะอังกูรไม่ได้พาเขาไปในไร่อย่างที่บอกในตอนเช้า “ขืนพาไปตอนนี้แทนที่จะได้กล้าม ก็จะ “ได้ไหม้” กันพอดี” อังกูรบอกอย่างนั้น เด็กที่กำลังจะโตเป็นหนุ่มเต็มที่เลยว่าตามกันไป แม้จะเสียดาย วาระแห่งกล้าม นิดหน่อยก็ตาม
            ต้นน้ำหยีตาเพื่อปรับแสงจากที่สว่างจ้าเมื่อครู่ให้รับกับความครึ้มของภายในเรือนรับรองที่อังกูรพาเค้าเข้ามา
            “หิวไหม?”
            “หิวฮะ” ต้นน้ำตอบสวนทันควัน แถมยังหัวเราะให้ด้วย ชายหนุ่มมองใบหน้าละมุนใสนั้นแล้วหัวเราะตาม เฮ้อ ไม่เคยเจอเด็กคนไหนมันตรงขนาดนี้เลย
            “งั้นเดี๋ยวฉันทำอาหารง่ายๆให้กินก็แล้วกัน”
            “ให้ผมช่วยไหมฮะ แม่บอกว่าผมเป็นผู้ช่วยมือดีที่สุดเลยฮะ”
            “ไม่เป็นไร เธอเป็นแขก ฉันจะมาใช้เธอได้ยังไง”
            “แต่ผมไมได้อยากเป็นแขกนี่ฮะ ผมอยากเป็นอย่างอื่น” ต้นน้ำตอบพึมพำอีกแล้ว และคนฟังก็ได้ยินมันอีกหน เสียก็แต่ว่า เขาไม่ได้คิดว่าต้นน้ำจะหมายถึง อยากเป็นผู้ช่วยน่ะสิ อังกูรมองใบหน้าเนียนเป็นสีชมพูเข้มเพราะไอแดดยังไม่จางหายดี กับริมฝีปากที่ติดยิ้มสดใสตลอดเวลานั้น แล้วให้เกิดครั่นเนื้อครั่นตัวพิกล คล้ายๆจะอึดอัดที่บางส่วนของร่างกาย พลางหัวสมองก็คิดไปไกลถึงสิ่งที่ต้นน้ำบอกว่า “อยากเป็นอย่างอื่น”
            “บ้าแล้ว” อังกูรพึมพำ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินหนีต้นน้ำไป มือก็ทึ้งผมตัวเองไปด้วย

หลังจากที่ได้คลายความคับแน่นในตัวออกไป อังกูรก็ผลุบเข้าไปในครัวทันที โดยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ตามใจเด็กคนนี้โดยยอมให้เค้ามาที่ไร่นี้ได้โดยง่าย หนำซ้ำยังไปรับมาเองซะด้วย
            ข้าวผัดองุ่นหอมกรุ่นอยู่ในจานร้อนๆถูกเสิร์ฟตรงหน้าของเด็กน้อย ต้นน้ำทำท่าดมกลิ่นของอาหารในจาน ด้วยสีหน้าชื่นชม
            “ห๊อม หอม ครับคุณกูร หอมมาก” ต้นน้ำลากเสียงยาว อังกูรฟังแล้วก็หัวเราะ แถมยังยกมือขึ้นมาลูบศีรษะต้นน้ำด้วยความเอ็นดูอีกด้วย แต่เมื่อคิดได้ ความกังวลในใจก็ทำให้เขาชะงักมืออย่างรวดเร็วจนเด็กน้อยงง
            “เอ่อ ทานให้อิ่มนะ เดี๋ยวฉันไปดูเขาผสมปุ๋ยก่อน เสร็จแล้วก็นั่งเล่นอยู่ตรงนี้แล้วกัน ข้างนอกมันร้อนมาก” เสียงพูดนั้นฟังดูเคร่งเครียดจนคนฟังใจเสีย เขารับคำง่ายๆเบาๆ
            อังกูรมองหน้าเด็กอย่างไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี ที่ผ่านมาเพิ่งคิดได้ ก็คงจะทำให้ต้นน้ำงุนงงมากพอแล้ว แต่เมื่อกี้เหมือนกับว่าเขาได้เห็นแววตารื้นๆของเด็กช่างหัวเราะเสียแล้ว
            ..ไม่น่าเลย ไอ้กูรเอ๊ย

 

ต้นน้ำจัดการอาหารในจานจนหมด แม้จะบอกตัวเองว่าอาหารมันค่อนข้างฝืดคอ แต่ความหิวก็มีมากเกินกว่าจะใส่ใจมัน เขาดื่มน้ำรวดเดียวหมดแก้ว แล้วจัดการล้างทั้งหมดคว่ำลงในตะแกรงตากจาน แล้วเดินลงบันไดเรือนรับรองตัดผ่านสวนหย่อมเล็กๆอันเป็นทางยาวไปยังลานหมักปุ๋ยอินทรีย์ นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่อังกูรทำขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง ซึ่งก็ช่วยให้ไร่เจริญตาประหยัดงบประมาณในการซื้อปุ๋ยเข้าไร่ได้เป็นอย่างมาก
            ลานปุ๋ยนั้นเต็มไปด้วยกองปุ๋ยหมัก ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไปตามแต่ระยะเวลาที่ปุ๋ยแต่ละกองได้รับการหมัก ล้อมรอบไปด้วยตะเกียงไม้ไผ่ที่อังกูรสั่งให้คนงานทำขึ้นเผื่อว่าต้องอยู่ที่นี่กันจนเย็นค่ำ ระหว่างสวนหย่อมกับลานหมักปุ๋ยมีธารน้ำเล็กๆไหลผ่าน ที่ริมธารน้ำนั้นมีการปลูกหญ้าแฝกเอาไว้ด้วย ต้นน้ำยืนดูอังกูรสั่งคนงานให้หยอดน้ำลงในกลุ่มกองปุ๋ยที่มีหน้าตาเหมือนจะหมักมานานกว่ากองอื่นๆ ส่วนตัวเองก็ถือจอบผสมปุ๋ยกองมหึมาอยู่ อังกูรกับคนงานอีกสี่คนทำงานกันโดยไม่ได้คุยกันเลยสักนิด ต้นน้ำเห็นกล้ามของอังกูรท่อนบนหมดแล้ว เพราะอังกูรถอดเสื้อทำงาน แต่ไม่ว่าจะกี่แพ็คก็ไม่ทำให้ต้นน้ำตื่นเต้นเหมือนตอนที่ได้จับแขนเมื่อเช้านี้เลย เด็กน้อยอยากให้อังกูรเป็นอังกูรที่ใจดีกับเขาคนเดียวมากกว่า หากเป็นแบบนั้น เค้าไม่จำเป็นต้องเห็นกล้ามของอังกูรทั้งตัวก็ได้
            เสียงฝีเท้าเบาๆของต้นน้ำทำให้คนทั้งหมดหันมามอง เป็นอังกูรที่หันกลับไปทำงานก่อนใคร แต่ความเงียบของคนงานทำให้อังกูรต้องเงยหน้าขึ้นมาดูว่าแล้วก็พบว่าคนอื่นๆเอาแต่จ้องมองต้นน้ำทั้งแปลกใจ และสนใจ
            “เฮ้ย ทำงานสิวะ” อังกูรเสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง แต่อีกคนกลับน้ำตาไหล อังกูรเห็นเพียงหางตาเท่านั้นก็พอมองออกว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันให้ผลไปไกลมากเกินไปซะแล้ว “พวกเอ็งไปทำอย่างอื่นกันก่อนไป ยังมีค้างทางท้ายไร่ฝั่งตะวันตกที่ยังทำไม่เสร็จไปช่วยกันทำให้เสร็จซะ” แม้ว่าจะงงๆกับคำสั่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบปุบปับซะหน่อย แต่พวกคนงานก็ทำตามคำสั่งของอังกูรเสมอ พวกเขาเก็บเครื่องมือหมักปุ๋ยอย่างรวดเร็ว แล้วชักแถวไปที่ไร่ฝั่งตะวันตกตามคำสั่งทันที
            “คุณกูรครับ คุณกูรโกรธผมเหรอครับ ผมทำอะไรให้คุณกูรไม่พอใจหรือเปล่า?” ต้นน้ำค่อยๆย่องเข้ามาใกล้แล้วรวบรวมความกล้าทั้งหมดถามขึ้นเมื่อคนงานไปกันหมดแล้ว
            “ไม่มีอะไรนี่ต้นน้ำ” อังกูรตอบมือก็ยังทำงานของตัวเองต่อไป โดยไม่ได้เปิดเผยให้อีกคนรู้ว่าเขาไม่ปรารถนาจะทำให้คนตัวเล็กต้องทำน้ำเสียงเศร้าสร้อยแบบนี้เลย แต่ความรู้สึกเจ้ากรรมบางอย่างในตัวของเขาเองต่างหากที่ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก และไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่ตอนนี้
            “แต่คุณกูรเหมือนโกรธผมนี่ฮะ”
            “เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไง” นั่นเป็นเสียงตะคอกหรือเปล่านะ ต้นน้ำถามตัวเอง แต่ยังไม่ได้ทันได้คำตอบ น้ำตาก็ไหลลงมาจากตาแล้วจริงๆ ทันทีที่เห็นน้ำตานั้น อังกูรก็ทิ้งทุกอย่างแล้วโผเข้ากอดร่างเล็กแสนเล็ก บางแสนบางนั้นเอาไว้แน่น
            “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ” อังกูรพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก หวังจะให้ร่างที่สะอื้นฮั่กอยู่ในอ้อมกอดของตัวเองคลายความตกใจลง
            “ผมขอโทษนะฮะ ผมทำให้คุณกูรโกรธ”
            “ไม่หรอก ไม่หรอก ฉันขอโทษที่เสียงดังใส่เธอนะ แต่ฉันไม่ได้โกรธเธอจริงๆ เด็กดีหยุดร้องไห้ซะนะ” ความรู้สึกผิดท่วมท้น มันปัดเอาความคิดเกินเลยบ้าๆบอๆออกไปจากหัวของชายหนุ่มไปหมดแล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดก็คือ ทำอย่างไรให้เด็กน้อยคนนี้กลับมาหัวเราะ กลับมาสดใสร่าเริงเหมือนเดิมให้ได้ อังกูรยกมือกร้านขึ้นปาดน้ำตาจากใบหน้าใสๆตรงหน้าอย่างเบามือ ก่อนจะจูงมือของเด็กน้อยไปยังบ้านพักของตนซึ่งอยู่ติดกับเรือนรับรอง เขาเปิดห้องนอนแล้วบอกให้ต้นน้ำนอนพักในนี้รอจนกว่าแดดจะร่มลงสักหน่อย แล้วจะพาไปทำ “กล้าม” อย่างที่สัญญาไว้ในตอนเช้า
            อังกูรยกผ้าห่มผืนบางคลุมร่างเล็กเอาไว้ ก่อนจะย่อตัวลงมองหน้าที่หลับตาพริ้มด้วยใจที่ยินดีมากเป็นพิเศษ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่เขาไม่ได้อยากเห็นต้นน้ำต้องมีน้ำตา แต่อยากเห็นรอยยิ้มของเด็กคนนี้ตลอดเวลา รอยยิ้ม ที่เป็นยิ้มที่เกิดขึ้นเพราะตัวเขาเองเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น