เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

40.2 แสงดาวของนกปีกหัก

ชื่อตอน : 40.2 แสงดาวของนกปีกหัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 126

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2562 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
40.2 แสงดาวของนกปีกหัก
แบบอักษร

ยามกลางดึกสงัดมีดวงดาราฉายแสงเต็มฟากฟ้าสีน้ำเงินสมุทร แลสวยงามกระจ่างดุจดวงตาเมรัย นารีคิดเช่นนั้นพลางหอบความมั่นใจในแผนการบรรเทาแค้น ดวงดาวน้อยแอบล่องลอยข้ามตึกอาคารเมือง แอบซ่อนด้วยไอมาโฮวิเศษ มิให้ผู้ใดมองเห็นนาง ยกเว้นผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจะมองเห็นความผิดปกติบนท้องฟ้า ซึ่ง ณ เมืองไฟท์มาคิสออนมีคนเก่งๆมากมาย กระนั้นผู้ที่สัมผัสนารีมีเพียงคนคนเดียว 

นารีลงจอด ฝีเท้าเงียบกริบพยายามลดเสียงตั้งแต่ยังมิใกล้เขตที่พัก ใต้สะพานมีลำธารใส ใกล้ๆมีป่าไม้หนาทึบคล้ายฐานทัพกองโจรก็มิปาน นารีเปลี่ยนสีผม ถอดหน้ากาก พลางตรวจความเรียบร้อย ดูว่าทั่วกายมิมีบาดแผลให้เมรัยและเรไรกระวนกระวาย คราวเห็นทุกอย่างเรียบร้อยไร้ที่ติ นารีปั้นยิ้มแย้ม แต่ให้อย่างไรก็ยากฝืนยิ้ม เพราะนางกลัวเมรัยยิ่งนัก ดวงดาวน้อยคิ้วขมวดปม ถอนหายใจและตบเนินอก ยิ้มมิไหวก็วางหน้าเฉยๆ ถ้าความนิ่งมิช่วยแก้ปัญหา นางก็ต้องงัดไม้อ่อน 

ใกล้ๆกระโจมมีเสียงน้ำตกไหลหลั่ง นารีโผล่ศีรษะกลมดิกและค่อยๆย่องเหมือนลูกสาวแอบหนีตามผู้ชาย นางมีร้อยแผนรับมือเมรัย นางยอมรับเลยว่านางคิดแผนมากกว่าคิดแผนช่วยประชาชนเสียอีก 

ถ้าเมรัยโกรธมากๆนางจะอ้อนเสียงลูกแมว แน่นอนเมรัยมิกล้าตีนางแน่ 

ถ้าเมรัยโกรธเงียบ งอนไม่พูด นางจักนวดไหล่นวดเอว ตบเตียงเชื้อเชิญให้ระบาย 

แต่ถ้านารีกลับกระโจมแล้วพบต่างคนต่างหลับสนิท ก็รอด อันนี้นางหวังให้เกิดมากที่สุด 

บริเวณกระโจม นารีลัดเลาะพงไม้ช่วงขณะจะลอยข้ามธาราน้ำใสบริสุทธิ์ที่มีความตื้นถึงข้อเท้า ดวงดาวน้อยลอบมองกระโจมเป็นระยะไม่เห็นความผิดปกติก็โล่งอกโล่งใจ ทว่าหากสังเกตดีๆจะพบสิ่งผิดแปลก สิ่งนั้นเป็นเงาดำทะมึนมองไกลๆเหมือนโขดหินธรรมดา แต่หากเพ่งมองให้ชัดเต็มสองตา นารีให้ตัวแข็งทื่อ สมองหยุดคิด ใจเต้นโครมคราม ท่ามกลางเสียงสายลมพัดกระทบกิ่งไม้ดังสวบสาบฟังคล้ายเสียงกระซิบภูตผี จู่ๆนารีหูอื้อมิได้ยินเสียงใด นอกจากเสียงหัวใจเต้นตึกตัก 

เมรัย… 

ใต้ม่านรัตติกาลมีหมู่ดาวดาษดา หมู่เมฆรีบเคลื่อนย้ายเผยเรือนดวงเดือนสีขาวนวลผ่อง แสงจันทร์สลัวคืบคลานสาดระบายช้า เงาทมิฬของป่าโยกและยืดยาวไกล นารีลอบกลืนน้ำลายอึก เท้ามิกล้ากระดิก นางพยายามทำหน้าไร้อารมณ์อยากเอ่ยแก้ตัวว่าตื่นไปเด็ดดอกไม้ แต่ปากมิใคร่เอื้อนเอ่ยวาจาใด เพราะบรรยากาศตอนนี้มิดีเลย ต้นหญ้านิ่งสยบ สายน้ำไหลซ่า ก้อนกรวดยังหยุดหายใจและลูกนกบนรังนกยังตัวสั่นเพราะอากาศหนาว ข้างไหล่เมรัยมีเรไรนั่งประชิด คราวหูปักษาน้อยยินเสียงลมหายใจนารีก็หันขวับมองทันที 

เรไรตกใจ คราวค่อยๆเปลี่ยนเป็นเบาใจ นารียังยืนนิ่ง เพราะแม้นเรไรหันมองแล้ว แต่เมรัยยังคงไร้วี่แววคล้ายมิรู้มิเห็นนารี 

ความเงียบงันช่างน่ากลัวเหลือแสน ปกติเมรัยมิควรเฉยชาเช่นนี้ อาจเป็นเพราะคราวนี้นารีก่อเรื่องใหญ่…เสียแล้ว 

“เมรัย นารีกลับมาแล้ว”เรไรสะกิดหลังมือเมรัย หมอผีน้อยยังก้มหน้าต่ำ แผ่นหลังหันให้นารี รอบกายเมรัยไร้ความรู้สึกอย่างน่าขนลุก ปักษาน้อยกลืนน้ำลาย หลุบตาและส่งสายตาให้ดวงดาวน้อยทำอะไรสักอย่าง ทว่าให้นารีทำเช่นไร ดวงดาวน้อยก็มิรู้เช่นกัน ยามนี้นางอ่านความรู้สึกเมรัยมิถูก แผ่นหลังนั้น.. 

คืออะไร 

ฉับพลันเมรัยลุกยืน เพียงแค่อีกฝ่ายเคลื่อนไหวช้าๆใจนารีก็ดิ่งวูบ หมอผีน้อยเงียบกริบ พลันนางกระซิบบางอย่างกับเรไร ทำให้ปักษาน้อยยอมปล่อยมืออย่างเกรงกลัว เรไรกลั้นน้ำตาอุ้งมือสั่นระริก นางมิรู้จักรับมือเมรัยในสภาพนี้เช่นไรจริงๆ ต้องขอโทษนารี คราวนี้แม้เรไรอยากช่วยก็ช่วยไม่ได้ 

นารีลอบยิ้มให้เรไรวางใจ เรื่องนี้ต้องผ่านพันไปด้วยดี ความโกรธของเมรัย นางจะรับไว้เอง 

หมอผีน้อยสวมอาภรณ์ยาว สีขาวราวยมทูต เสื้อคลุมหนากันความหนาว นางก้มหน้าและเยื้องย่างสู่นารี แต่ละก้าวช่างหนักอึ้งราวค้อนเหล็ก ไอความรู้สึกสีดำแลให้คนเจ็บปวดจนยากรับไหว 

อาเร๊ะ 

หัวใจนารีกระส่ำกระส่าย ความกลัวเริ่มงอกเงยเติบโตอย่างรวดเร็วประหนึ่งหนามแหลม คราวเมรัยยื่นเบื้องหน้า นารีตอนแรกก้มหน้ามิกล้าสบตา นางค่อยๆเงยหน้ามองเมรัย ทว่าก่อนเห็นสีหน้าหมอผีน้อย 

เมรัยชิงกอดนารี ภายใต้ท้องฟ้าคืนนี้ ด้านล่างแสงดาวนับล้านส่องสว่างไสว 

 

.. 

.. 

“เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว” 

.. 

.. 

“เมรัย…”เสียงนารีสั่นอย่างมิอาจควบคุม นางหน้าซีดเผือก ดวงดาวน้อยอยากเห็นหน้าหมอผีน้อยจึงใคร่ผลักอีกฝ่ายออกห่าง กระนั้นเมรัยใช้แรงอ้อมแขนกอดรัดนารีมิยอมปล่อย นารีล้มเลิกความตั้งใจพลางปล่อยให้เมรัยกอดทั้งอย่างนั้น เหมือนตอนที่เรไรฟื้นคราวที่ปักษาน้อยนอนสลบหลายวัน นารีสัมผัสถึงความห่วงใยและความอบอุ่นจากกายเนื้อเมรัย ดวงดาวน้อยหลุบตาซุกคางเกยไหล่หมอผีน้อย อุ้งมือจับประสาทเกี่ยวนิ้วเข้าด้วยกัน สายลมนั้นช่างหนาวยะเยือก เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ นารีกัดฟัน กำมือเมรัยแน่น “ขอโทษ” 

เมรัยส่ายเรือนผมคลอเคลีย ไม่นาน…นางก็หมดแรง ล้มลง 

“เมรัย!!” 

นารี เรไรกรีดร้อง ดวงดาวน้อยหยัดเท้าพยุงเมรัยมิให้ล้มกระแทงพื้น หมอผีน้อยสิ้นสติ… 

ภายในกระโจมหลังใหญ่ นารีใช้สะเก็ดโยดาต่างแสงเทียน ดวงดาวน้อยและปักษาน้อยช่วยกันเคลื่อนย้ายเมรัยวางบนฟูก นารีหรี่ตาให้โกรธตนเองนัก ทำไมนางโง่เช่นนี้ “เรไรมียาในกระเป๋าสีแดง” “ยานั้นข้าให้เมรัยดื่มแล้ว” “เช่นนั้นหรือ” นารีนวดขมับสีหน้าย่ำแย่มิต่างกับคนบนฟูก เรไรสังเกตเห็นก็ให้กลัดกลุ้ม “นารีเป็นอย่างบ้าง” 

เรไรเดาว่านารีไปร่วมงานประลองใต้ดินจึงรีบถามว่าผลเป็นไร ที่สำคัญดวงดาวน้อยเจ็บตัวหรือไม่ 

“อือ ข้ามิเป็นไร แต่เมรัย..” 

“พวกข้าไปตามหานารี..” 

“ว่าอย่างไรนะ” 

นารีตะลึงรีบซักถามเรไร ปักษาน้อยกุมมือท่าทางหวาดกลัว ใจสั่นสะท้าน คราวมองเมรัยที่ยังมิฟื้น เรไรยอมเล่าให้นารีฟัง แม้นเมรัยจะย้ำเตือนมิให้เล่าให้นารีฟังเพราะกลัวนารีจะโทษตนเอง ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะนาง กระนั้นนารีอยากรู้ “บอกข้าเถอะเรไร” แววตาวิงวอนมีความเศร้าเสียใจอบอวล นางสบตาเรไร ปักษาน้อยเริ่มเล่าด้วยเสียงแผ่วเบากลัวเมรัยแว่วยิน นางบอก เรไรและเมรัยตื่นขึ้นยามกลางคืนและพบว่านารีหายไป หลังจากนั้นเมรัยก็บอกจะออกตามหานารี เรไรก็ไปด้วย แต่แยกกันคนละทาง เวลาผ่านไปสักพัก ปักษาน้อยหาดวงดาวน้อยมิเจอจึงเกิดห่วงหมอผีน้อย เพราะสภาพก่อนแยกกันหา เมรัยดูแย่มากเหมือนคนใกล้ตายที่พยายามยิ้มและบอกว่าตนยังไหว 

ถึงตอนนั้นเรไรจึงเริ่มวิตก กลัว ความกลัวที่นางรู้จักมันดี เหมือนความกลัวยามที่รู้ว่าน้องสาวจะไม่ฟื้นอีกแล้ว 

กลัวเมรัยจะหายไปด้วยอีกคน.. 

เรไรไม่อาจสลัดความคิดนั้นจึงรีบไล่สืบเสาะหาเมรัย และพบหมอผีน้อยนอนสลบกลางถนน นางตกใจมาก รีบแบกเมรัยกลับกระโจม และหยุดหานารี 

ปักษาน้อยพาหมอผีน้อยกลับกระโจมก็ให้เมรัยทานยาหวังให้มันช่วยรักษา แต่มิไหว เมรัยสติพร่ามัวแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความฝัน เมรัยพยายามตามหานารี เรียกชื่อนารีไม่หยุด นางฝืนร่างกายลุกยืนทั้งที่ยืนไม่ไหว “……” 

เล่าถึงช่วงนี้เรไรหยุดผงะ “เรไร” นารีสงสัยเพราะเรไรหยุดเล่า คราวลอบมองปักษาน้อยจึงพบว่าไหล่บอบบางสั่นริก ทั้งตัวตื่นกลัวเหมือนลูกนกตกต้นไม้ 

หยดน้ำตาไหล 

“ข้าไม่รู้เมรัยเป็นอะไร…” 

เรไรสะอื้น นางรวบรวมเสียงและเล่าทั้งน้ำตา 

“เมรัยถามหานารีไม่หยุด…เมรัยกลัว…ข้าไม่รู้เพราะอะไรนางถึงกลัวขนาดนั้น” 

“เรไร!!” 

“ตอนนั้นข้าอยากให้นารีอยู่ตรงนี้!!ข้ากอดเมรัยและบอกว่านารีจะกลับมา!!เมรัยน่าสงสารมาก” 

เมรัยเหมือนคนใจสลาย นางมิกล้ามองหน้าเมรัย นางอยากช่วยเมรัย แต่ว่า แต่ว่า “ข้าทำอะไรไม่ได้..”ตอนนั้นแม้แต่คำพูดสักคำนางก็พูดไม่ออก นางทรมานเหลือเกิน กระนั้นรู้ว่าเมรัยทรมานมากกว่าหมื่นร้อยเท่า นางกอดเมรัยกระซิบบอกว่านารีจะปลอดภัย นารีจะกลับมา นารีไม่มีทางทิ้งพวกเรา ทว่าเมรัยก็ยังยื่นแขนเพื่อคว้าเอาไว้ เหมือนเด็กน้อยคนนั้นที่พยายามจะรั้งใครไว้สักคน..พยายามสุดชีวิต…ต่อให้ร้องตะโกนต่อให้ทำเช่นไร…นางก็ยังคิดจะเอื้อมมือออกไป 

“…ดีใจ…ที่นารีกลับ”นารีปล่อยเรไรซุกใต้อก นารีปิดตา ความละอายทิ่มแทงจนเจ็บลำคอ มือตบหลังปลอบเรไร ภายในกระโจมมีความร้อนผ่าวแห่งความสับสน ไม่ใช่ความโกรธแค้นที่นารีต้องเผชิญ ไม่ใช่เลย นารีลืมได้อย่างไร ทั้งที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ ทั้งที่อยู่ด้วยกันนานขนาดนี้ ทำไมนางถึงลืมเลือนสิ่งที่เมรัยกำลังเจอนะ “ข้าจะไม่ไปไหนไกลอีกแล้ว” นารีแนบหน้าผากชิดหน้าผากเรไรและเอ่ยสัญญา คำสัญญาที่จ้าวแห่งดวงดาวมอบให้หมอผีน้อยและปักษาน้อย นับจากนี้นางจักเฝ้าดูแลใกล้ๆมิยอมปล่อยมือ และคิดเข้าตนเองอีก 

อย่างที่พี่บาเบลร่าและพี่แคโรไลน์เตือนนางตลอด 

ฝากเมรัยด้วย เด็กคนนั้น…เจ็บมากพอแล้ว… 

เหมือนดั่งปักษาที่ปีกทั้งสองข้างหักขาดสะบั้นมิอาจโบยบิน…เพราะเป็นนกที่ไม่มีปีก…เมรัยจึงเหมือนคนตายทั้งเป็น…ก็แค่นก…ที่มิอาจบินบนฟ้าตลอดชีวิต… 

-- 

จะกล่าวถึงทำไม เมื่อคนคนนั้นไม่กลับมาอีกแล้ว… 

อดีตมันผ่านไปแล้ว ต่อให้พยายามแค่ไหนก็มิอาจย้อนกลับ ในโลกนั้นไม่มีใครที่คิดถึงนางหรอก ไม่มี เมรัยเฝ้าบอกตนเองในความฝัน กระนั้นต่อให้ปฏิเสธ วิ่งหนีสักเพียงใด นางก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าความจริงยังมีคนรอนาง…ยังมีสิ่งที่นางยังทำไม่สำเร็จ คำพูดที่ยังค้างคา ยังมีอะไรอีกมากมาย กระนั้นนางอยากลืมมันให้หมด ขอร้อง อยากให้มันหายไปเสียที เพราะอะไรหรือ เพราะมันสายไปแล้วอย่างไรล่ะ นางหนีมาไกลถึงเพียงนี้ ไกล…จนกลับไปไม่ได้แล้ว 

ความมืดที่มองเห็นมันว่างเปล่าเหลือเกิน ต้องเดินอีกสักเพียงใดจักหลุดพ้น นางครุ่นคิดซ้ำซาก ที่สำคัญทำไมนางยังพยายามนะ ทั้งที่ 

โลกนี้มันก็ไม่มีอะไรเลยแท้ๆ--- 

ข้าถูกขัง…ข้าทางออกไม่เจอ…ข้าอยู่ที่นี้เพียงลำพักเนิ่นนาน…จนได้พบ…เจ้า 

“เมรัยๆ” 

เสียงวิญญาณดวงหนึ่งเอ่ยลาเมรัย ปล่อยให้นางตื่นจากความฝันแห่งโศกา ลืมตามองโลกที่สดใสและสวยโสภาด้วยเรื่องราวที่มีความหมายและความหวัง ณ สถานที่จักทำให้นางมีแรงและลุกอีกครั้ง แม้นยากลำบากสักเพียงใด ดวงวิญญาณมิรู้ว่าคือใคร กระนั้นมันบอกว่านางจะไปถึงประตู ประตูที่รอเปิดให้นางหลุดจากดินแดนสีดำสลัว ซึ่งความจริงเป็นเช่นไร 

ความจริงคือนางดีใจเหลือเกิน ที่ตื่นมาเห็นหน้านารี 

“นารี..” 

“ข้าอยู่นี้”ดวงดาวน้อยนั่งคุกเข่า กุมมือเมรัย สีหน้านารีแย่มาก ขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอน สีหน้าเมรัยก็มิต่างกันเท่าไหร่ แม้นความจริงนางจะแย่เหมือนคนแก่ใกล้ลาลับก็ตาม ผมสีน้ำตาลมีสีขาวแซมเล็กน้อย ขอบตาม่วงดำทะมึนเหมือนหมีแพนด้า ฝีปากแห้งกระด้างไร้ความอวบอิ่ม ใบหน้าซูบผอมจนคนมมองปวดใจ นารีเสียงสั่น ใจเจ็บปวดรวดร้าว “ขอโทษ” 

ต่อให้ต้องพูดอีกพันครั้งนางก็ยอม ขอแค่เมรัยอย่าเป็นอะไรไป 

“ข้าแค่..ฝันร้ายเอง” 

“อือ แค่ฝันร้ายเท่านั้น” 

เรไรเปิดม่านกระโจมให้แสงตะวันส่องภายใน ตอนนี้ปักษาน้อยออกไปซื้อข้าวเช้า ปล่อยให้หน้าที่ดูแลเมรัยเป็นของนารี ยามที่พวกนางล้มป่วยหรือมีคนบาดเจ็บก็ผลัดกันเฝ้าไข้เช่นนี้เหมือนตอนที่เรไรสลบ ครั้งนี้เป็นเมรัย ไม่รู้ครั้งต่อไปจะเป็นนารีหรือไม่ กระนั้นดวงดาวน้อยแลแข็งแรงทนทานกว่านางอื่นๆ นางไม่มีวันล้มหมอนนอนเสื่อแน่ เพราะถ้านางล้ม ใครกันจะดูแลเรไรกับเมรัย 

คนหนึ่งยังเด็ก อีกคนก็..ผีเข้าผีออกเช่นนี้ 

“ข้าโกรธมาก” 

เมรัยเอนหลังกึ่งนั่งกึ่งนอน น้ำเสียงโกรธกรุ่นสามส่วน แหบพร่าสามส่วน นารีก้มหน้าสำนึกผิดแต่โดยดี เมรัยหัวใจเจ็บช้ำจนมิมีแรงดุเท่าไหร่นัก นางดุใครมิเก่งด้วย ยิ่งเห็นนารีหงอยเหมือนลูกหมาน้อยตกน้ำ หมอผีน้อยอยากเอ่ย แต่นางก็โกรธนารีมิลงจริงๆ “ข้าเป็นห่วงมาก..เลยพลอยโกรธเจ้าที่แอบหนีไป”เมรัยยอมรับว่าห่วงมากกว่าโกรธ นางกลัวนารีมีอันตราย ถูกทำร้าย นารีเคยบอกไม่ถนัดเรื่องต่อยตี เมรัยก็เชื่อจนกังวล จากังวลก็กลายเป็นกลัว นางช่างจิตใจอ่อนไหวนัก 

“โกรธเจ้ามากขนาดนั้นกลับทำอะไรเจ้ามิได้…แถมยังต้องให้เจ้าตกใจสภาพเช่นนี้อีก” 

เมรัยแค่นเสียงเย้ยหยันตนเอง นางมองมือที่สั่นระริกแม้มิบาดเจ็บใดๆ แต่เพียงแค่คิดมากจนกลายเป็นคนเสียสติ สภาพยังนี้จะไปทำอะไรได้ 

“ไม่ใช่เมรัย เจ้าไม่ควรว่าตนเองเช่นนั้น” 

“เจ้าก็เห็นนิ” 

เมรัยเหลียวมองนารี แววตาอ่อนล้าสองส่วน คมกริบแปดส่วน ส่วนนารีเมื่อยินเมรัยพูดดูถูกตนเองก็ให้โมโห 

แต่ละนางมองจ้องกันมิมีแววลดละความถือดี “เช่นนั้นมีอะไรไม่ดี อย่างนี้พวกข้าจะได้ช่วยดูแลเจ้า ดีใจตาย” 

นารีแค่นเสียงฮึ เมรัยอยากสวน แต่ขมคอจนต้องไอ “แคกๆ” 

“สภาพใกล้เหยียบปรโลกอย่างเจ้ารีบดื่มน้ำเร็ว” 

นารีส่งน้ำให้เมรัย หมอผีน้อยรับแล้วดื่มดับกระหาย สีหน้าจ้องเขม่นดวงดาวน้อย 

“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคงไม่นอนตายเหมือนศพเช่นนี้!!” 

“นอนตายแล้วอย่างไร ข้าผิด ข้ายอมรับ ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายด้วย!!” 

“เจ้ารังแกผู้ป่วย” 

“ข้าอยากรังแกแล้วจะทำไม!!!” 

“ยัยดวงดาวมฤตยู!!ใจร้าย!” 

“ใจร้ายพอเป็นห่วงเจ้าละกัน!!” 

เรไรที่นั่งซุ่มแอบฟังนอกกระโจมให้หน้าเหวอ ทำไมพูดกันดีๆพวกเมรัยกับเรไรเกิดตีกันเฉย เรไรพึ่งรู้ว่านารีเถียงเมรัยเป็นด้วย นึกว่าดวงดาวน้อยเป็นฝ่ายรับขั้นสูงเช่นตนเสียอีก ไม่นะ อย่างนี้ลำดับรุกรับ เรไรก็ล่างสุดสิ ถ้าเมรัยรุกแบบผู้นำ นารีก็รับสนับสนุน เรไรก็ต้องรับแรงทั้งสอง โอ้ อนาคตเห็นสภาพตนเองตัวเปียกตัวอ่อนระทวย 

“เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าทำเรไรกลัวมาก” นารีรับแก้วน้ำคืน พลางเล่าเรื่องเมื่อคืน ไม่แค่เรไรที่ตื่นตระหนก นารีก็เช่นกัน แม้นไม่เห็นสภาพเมรัยยามนั้น แต่ถ้าเลวร้ายพอให้เรไรร้องไห้เสียใจ ก็คงร้ายแรงนัก เรื่องนี้เมรัยกึ่งรู้กึ่งไม่แน่ใจ ตอนนั้นนางไม่เป็นตัวของตนเองเท่าไหร่นัก สงสัยหมอผีน้อยเผลอทำให้ปักษาน้อยผวาจริงๆ “แต่เพราะเสียงเรไร ข้าจึงยัง..ตื่น” 

“เช่นนั้นหรือ…”นารียิ้มอ่อนละมุน เมรัยยิ้มละไม ทั้งสองตกลงกันว่าคืนนี้ต้องให้รางวัลเรไรงามๆสักยก 

“ข้าสัญญาไม่ทำอะไรลับๆล่อๆหายเงียบอีกแล้ว” 

นารีประครองแก้วน้ำที่เมรัยดื่มเมื่อครู่ พลางนางยกดื่ม เพราะในแก้วมีน้ำเหลือ 

“ถ้าเจ้าทำอีก คราวหน้าอย่าตามหาข้านะ” 

“จ้ะๆข้าไม่หายไปไหนแล้ว มิให้เจ้าหายด้วย” 

ทั้งคู่มองตากัน เพราะดื่มน้ำ สีหน้าเมรัยจึงดีขึ้นหลายระดับ นางแก้มแดงพลางขยับก้นเขยื้อนใกล้นารี ดวงดาวน้อยเบิกตากว้างพลางหลุบตาอย่างผ่อนปรน เมรัยจูบเรไรเบาๆ ภายใต้แสงแดดสลัวมีละอองเปล่งประกายระยิบระยับ เพียงจูบแผ่วเบากระนั้นเพียงเท่านั้นความโกรธทั้งหมดที่นางต้องแบกรับก็มลายหายไป เรไรลืมตา แววตาหยาดเยิ้มระคนลึกล้ำปานก้นมหาสมุทร เมรัยผละริมฝีปากพลางแนบหน้าผากเรไร “หากข้าเป็นอะไรไป..ฝากเรไรด้วยนะ” 

“ข้าไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรเด็ดขาด…” 

ไม่ว่าคำสัญญาจับมือกันตลอดกาลจักไม่เป็นจริง ไม่ว่าเสียงกระซิบบอกรักสักวันจักหายไป กระนั้นนารีไม่ยอมให้สิ่งสำคัญของนางแตกสลาย และถูกทำลาย หัวใจของเมรัยเต็มไปด้วยบาดแผลประปราย หัวใจที่พวกพี่บาเบลร่าช่วยกันประกอบใหม่นั้นคือชีวิตใหม่ของเมรัย และเพราะหัวใจดวงนี้เคยแตกมาก่อน นารีและเรไรจึงช่วยกันประคับประคองอุ้มชู ทะนุถนอมมันเอาไว้สุดกำลัง… 

ด้วยหัวใจแห่งราชาและหัวใจแห่งฤดูหนาวและอุ้งมือน้อยๆของพวกนาง…จะดูแลรักษาหัวใจเปราะบางนี้… 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น