น้ำมิ้ม

นิยายรักโรแมนติกของเจ้าหญิงและเจ้าชาย ที่มิใช่แนวทะเลทราย หากเป็นรักในดินแดนเอเชียทักษิณาคเนย์ ดินแดนแห่งสายน้ำ และเทือกเขาหิมาลัย ... ใครสายในฝัน ดั่งดวงหฤทัย เลือดขัตติยา แวะมาอ่านกันได้นะจ๊ะ

ตอนที่ 1 : เจ้าหญิงแห่งทิมปาล

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : เจ้าหญิงแห่งทิมปาล

คำค้น : เจ้าหญิง, เจ้าชาย,บัลลังก์, ทิมปาล

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 106

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2561 00:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : เจ้าหญิงแห่งทิมปาล
แบบอักษร

“ครูคะ ... ครูว่าหญิงลาออกจากฐานันดรแล้วหนีไปประเทศไทยไปอยู่กับท่านอาหญิงดารินทิราดีไหมคะ?”

สุรเสียงใสที่แม้จะเอ่ยถามประโยคคำถามหากหางเสียงนั้นดูคล้ายคำบ่นมากกว่าต้องการจะถามเอาคำตอบจริงๆ เพราะถึงแม้จะพยายามซ่อนความขุ่นมัวเอาไว้จากความนัยที่แฝงมาของประโยคที่พักหลังๆ เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างหนาหูไปทั่วมาฮาลว่า ราชินีอนิลรตาไม่พอพระทัยหนักหลังจากที่มีข่าวว่าในงานพระราชพิธีเถลิงยศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้พระโอรสของพระองค์อาจจะมิใช่รัชทายาทลำดับที่ 1 หากฐานันดรนั้นตกอยู่ที่เจ้าหญิงรวิลักษมี พระธิดาองค์โตของกษัตริย์ทีศุระและราชินีองค์ก่อน

พักตร์เรียวคมที่แม้จะเก็บอาการจนสีหน้าเรียบเฉยแล้วแต่เนตรกลมโตสีเฮเซลที่ยังคงวาวโรจน์ทำให้บุรุษที่สวมกางเกงซาลวาร์ขายาวและคลุมทับด้วยเสื้อกูรตะสีขาวยาวคลุมเข่าหันมาทอดยิ้มอ่อนโยนให้กับเจ้าของเสียงร่างเพรียวระหงที่กำลังเดินแกมวิ่งตรงมาหาเขาจนชุดปัญจาบีของเจ้าตัวพลิ้วพรายตามจังหวะก้าวเร็วๆ พาลให้ขากางเกงตัวยาวพลิ้วรัดข้อเท้าสีสดตัดกับกับเสื้อชายยาวที่ทอด้วยผ้าไหมสีครีมสอดเส้นทองคำแท้จนเกือบจรดเข่าปลิวสะบัดปลายชายเสื้อจนน่าวิตกว่าหากพลอยที่ปักตรึงรอบสาบเสื้อหลุดไปสักเม็ดหนึ่งบรรดาทหารและนางกำนัลคงต้องหากันจ้าละหวั่น เพราะตัวของผู้สวมเองดูจะไม่ระมัดระวังเอาเสียเลยจากอาการวิ่งตรงเข้ามาจนขากางเกงแทบจะพันกัน

“ครูคะ? ...” รวิลักษมีราชกุมารี พระราชธิดาพระองค์เดียวของราชาทีศุระและอดีตราชินี ทรงเอ่ยทวงถามอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าบุรุษร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ขอบหน้าต่างเช่นเดิม จนคนเป็นครูเองยอมแพ้แม้จะยังคิดหาคำมาอธิบายความหมายให้ลูกศิษย์ของตนฟังให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ไม่ได้ หากใบหน้าคมเข้มตามพื้นเพของชาวเอเชียใต้ก็ค่อยคลายสีหน้าเคร่งเครียดลงยามหันมาทางเจ้าหญิงที่กำลังจะต้องเข้าพระราชพิธีสถาปนาพระราชอิสริยยศขึ้นเป็นรัชทายาท จนก่อให้เกิดเป็นวลีที่กล่าวขวัญกันไปทั่วเมืองเรื่องแข่งโชคแข่งวาสนากันจนสุดท้ายเจ้าหญิงผู้เป็นต้นเรื่องก็ทรงเก็บมาถามเอากับเขาจนได้

ราชครูหนุ่มปิดหนังสือที่กำลังอ่านค้างอยู่และคว้าผ้าดูปัตตะสีน้ำเงินอันเป็นสีประจำแห่งสำนักราชครูมาคล้องคอพลางละจากมุมโปรดตรงริมหน้าต่างทรงโค้งที่ไร้บานปิดหากใช้ผ้าม่านกำมะหยี่เนื้อหนาปิดคลุมแทน เนื่องจากเป็นห้องนี้เป็นห้องโถงกว้างสำหรับเป็นที่ใช้สอนหนังสือราชกุมารและราชกุมารีของแคว้นทิมปาลแห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะมีบานประตูที่สามารถมองทะลุจากทุกด้านได้แล้ว บานหน้าต่างที่ก่อด้วยอิฐสีส้มสร้างเป็นทรงโค้งรูปตัวยูคว่ำก็มีสภาพไม่ต่างจากประตู หากเขาก็ชอบที่จะมานั่งเล่นรับลมมากกว่าที่จะไปนั่งแท่นเป็นประธานอยู่ที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ตรงกึ่งกลางโถงพร้อมกับชุดโต๊ะเก้าอี้อีกสองตัวหากตัวเก้าอี้นั้นบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีสดฉลุดิ้นเงินดิ้นทองสวยงามบ่งบอกฐานะของผู้เรียน

“ทรงไปได้ยินใครเขาพูดเล่าลือที่ใดมาหรือพระเจ้าค่ะ”

ครั้นพอผู้เป็นครูหันมาถามซักไซ้ เจ้าตัวกลับไม่กล้าปริปากเอ่ยถึงที่มาของข่าวเล่าลือนี้ จะให้ทรงพูดได้เช่นไรว่า ท่านน้าอนิลรตา ที่อยู่ในฐานะราชินีและนับเป็นพระมารดาเลี้ยงของพระองค์ทรงประกาศชัดทั่วมาฮาลว่า จะไม่ยอมให้เสียงร่ำลือถึงเรื่องรัชทายาทไปตกอยู่ในหัตถ์ของผู้อื่น และอีกไม่นานราชกุมารีอย่างเธอกำลังจะกลายเป็นเจ้าหญิงที่ไร้บัลลังก์ เพราะถึงอย่างไรกษัตริย์ทีศุระก็ต้องให้เจ้าชายอนุรุทธะพระโอรสพระองค์เดียวของพระนางสถาปนาพระยศเป็นรัชทายาทและขึ้นครองบัลลังก์กินรีต่อจากพระบิดา ...มิใช่เจ้าหญิงเช่นพระองค์

“ช่างเถอะค่ะครู หญิงก็แค่เบื่อความวุ่นวายในมาฮาลจนไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไรถึงจะได้ไม่ถูกเกลียด เพราะไม่ว่าหญิงจะทำตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่เป็นที่พอพระทัยของใครสักที”

ใบหน้าคมเข้มที่เพิ่งคลายความเคร่งเครียดลงขมวดคิ้วขึ้นทันทีอย่างลืมตัว ก่อนที่จะค่อยปรับสีหน้าเมื่อเห็นว่าลูกศิษย์นั้นค่อยเบือนพระพักตร์หนีราวกับต้องการซ่อนความทุกข์ในหทัย ราชครูอาชว์จึงค่อยกราบทูลอย่างนุ่มนวล

“ฝ่าบาททรงเชื่อครูอย่างหนึ่งเถิด ไม่ว่าใครจะกล่าวถึงโชค วาสนา หรือราชบัลลังก์เช่นไร ไม่มีใครมาตัดสินอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้นอกจากตัวของเราเอง ฝ่าบาทเป็นถึงราชกุมารีแห่งทิมปาล ทรงรู้หรือไม่ว่า ราชกุมารีหมายความสำคัญเช่นไร”

พักตร์เรียวเล็กหันมาทางราชครูเต็มตาพลางจ้องดวงตาสีเฮเซลมายังผู้ที่ตนเคารพนับถือด้วยใจจรดจ่อ ราชครูอาชว์จึงหันกลับพลางเดินนำไปยังบานหน้าต่างไร้บานปิด พลางถอยให้ราชกุมารีพระองค์น้อยเสด็จประทับตรงกลางก่อนจะหันพักตร์ไปด้านนอกเช่นเดียวกับที่ครูทอดสายตามองอยู่ก่อนแล้ว

“ทรงเห็นอะไรบ้างเมื่อมองจากที่ตรงนี้พระเจ้าค่ะ”

เนตรกลมโตกวาดไปทั่วแทบจะทันทีที่จบคำถาม และสิ่งที่เจ้าหญิงทรงรับรู้นั้นคงมากกว่าที่ทรงสัมผัสได้ด้วยดวงตา เพราะสิ่งแรกที่ทรงคำนึงถึงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ภาพทิวเขาสลับสล้างและบ้านเรือนหลังเล็กหลังน้อยที่แทรกตัวอยู่เป็นชุมชนที่ไม่เคยหยุดนิ่งจากการทำเหมืองเพชรพลอยที่เป็นอาชีพหลักของชาวทิมปาล หากในสายพระเนตรของราชกุมารีกลับทรงเห็น...รอยยิ้มจากความรักและความสุขสงบของประชาชนในแคว้นทิมปาล ฟันเฟืองเล็กๆ หากสำคัญยิ่งที่ทำให้ทิมปาลยังคงดำรงความเป็นเอกรัฐได้มาอย่างยาวนาน

แม้ทิมปาลจะเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ ที่ใครต่อใครขนานนามว่าเป็นอัญมณีแห่งเอเชียทักษิณาคเนย์ เพชรสีทองที่ล้ำค่า และอัญมณีทั้งเจ็ดสี ล้วนขุดหาได้จากทิมปาลทั้งสิ้น หากสิ่งที่เจ้าหญิงรวิลักษมีทรงเชื่อมั่นอยู่ในพระทัยเช่นเดียวกับที่พระราชบิดาทรงเชื่อมั่นอยู่เสมอ ...ไม่มีสิ่งใดมีค่ามากกว่าชีวิตคน สิ่งนี้ต่างหากที่ล้ำค่ามากกว่าอัญมณีใดๆ ในโลก

“กระหม่อมคิดว่าน่าจะทรงรู้แล้วว่า ที่ของพระองค์ คือที่ใด และทรงสำคัญเช่นไร ความหมายของราชกุมารีมิใช่เพียงแค่พระยศ มิใช่โชควาสนา หากเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่องค์ราชาทรงประทานให้เพราะทรงเชื่อมั่นในตัวเจ้าหญิง ดังนั้นไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไร หากถ้าเรารู้ตัวของเราดีแล้ว คำพูดของคนอื่นก็ไม่ต่างจากคำพูดเล่นไม่ควรเก็บมาให้ระคายพระทัย”

ถ้อยคำที่เตือนสติของราชครูอาชว์ทำให้เจ้าหญิงรวิลักษมีค่อยกวาดตามองทุกอย่างอีกครั้งอย่างช้าๆ ก่อนจะหันมาย่อตัวทำความเคารพผู้เป็นครูอย่างนอบน้อม แววพระเนตรที่เงยสบประสานราชครูหนุ่มนั้นแสดงถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกินวัย

“ขอบคุณค่ะครู หญิงจะทำหน้าที่ของหญิงให้ดีที่สุด และจะไม่เก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากวนใจอีก”

“พระดำรัสนี้ของราชกุมารีต่างหากที่นับว่าเป็นโชควาสนาของกระหม่อมและชาวทิมปาลทุกคน”

สุรเสียงสดใสที่สรวลขึ้นพร้อมๆ กับที่ราชครูหนุ่มยิ้มกว้างจนตาพราว ทำให้เจ้าหญิงพระองค์น้อยลืมเรื่องที่สร้างความขุ่นข้องพระทัยก่อนที่จะเข้ามาพบกับพระอาจารย์จนหมดสิ้น ก่อนจะเดินไปประทับที่พระเก้าอี้เตรียมทรงพระอักษรเช่นเคย

“เอาล่ะ หญิงพร้อมที่จะเรียนวันนี้แล้วค่ะครู”

“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่ต้องกราบทูลว่าวันนี้ไม่ต้องทรงพระอักษร แต่ว่าต้องเสด็จไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ทีศุระและท่านกาโช เสนาบดีกลาโหมพระเจ้าค่ะ”

แค่ราชครูเอ่ยถึงพระราชบิดาและเสนาบดีกลาโหม เจ้าหญิงแห่งทิมปาลก็ดูเหมือนจะหมดแรงล้มฟุบไปกับโต๊ะทรงพระอักษรดื้อๆ เพราะถ้าหากพระราชบิดาทรงเรียกเข้าเฝ้าพร้อมกับเสนาบดีกลาโหมทีไร ท่านนายพลกาโชเป็นอันต้องรายงานเรื่องที่ทรงแอบเสด็จไปเที่ยวเล่นข้างนอกมาฮาลแทบจะทุกครั้ง จนราชครูอาชว์ที่เห็นพระอาการอิดออดของเจ้าหญิงราชกุมารีแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะขยายความในสิ่งที่ท่านเสนาบดีกลาโหมฝากมาอีกนิด

“เห็นว่าพระอนุชา เจ้าชายอนุรุทธะก็จะเสด็จไปเข้าเฝ้าองค์ราชาพร้อมกันด้วยพระเจ้าค่ะ”

“อนุรุทธะไปด้วยหรือคะ ดีจริง หญิงไม่ได้คุยกับน้องมานานแล้ว ไปหาที่ตำหนักทีไรเจอท่านน้าอนิลรตาตลอด”

ราชกุมารีทรงบ่นงึมงำในประโยคท้าย หากราชครูอาชว์ก็ยังได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจนอยู่ดีพลางนึกเห็นใจลูกศิษย์ไม่น้อย จากเจ้าหญิงองค์เล็กๆ ที่ต้องเสียพระราชมารดาไปตั้งแต่ 5 ชันษา สิ่งที่เจ้าหญิงน้อยทรงโหยหาและต้องการมาตลอดคืออ้อมแขนที่ปลอบโยนจากพระราชบิดา หากสิ่งที่ทรงได้รับมิใช่ความรัก แต่เป็นกฎมณเทียรบาลฉบับใหม่ที่กษัตริย์ทีศุระมีพระบรมราชโองการให้แก้ไขให้ราชวงศ์หญิงขึ้นครองราชย์ได้ และไม่นานกษัตริย์ทีศุระก็อภิเษกสมรสใหม่กับลูกสาวหัวหน้าเผ่าชนกลุ่มน้อยสุรัตตะ นามว่าพระชายาอนิลรตา และมีพระอนุชาให้กับเจ้าหญิงรวิลักษมี ...ราชกุมารีน้อยที่หวังว่าจะได้มีครอบครัวครบสมบูรณ์อีกครั้งกลับกลายเป็นว่า พระองค์เองต่างหากที่กลายเป็นส่วนเกิน และไม่เป็นที่ต้องการของทั้งครอบครัวและราชบัลลังก์

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น